มีโอกาสจะได้ดูก็ "หนังขายยา" ปีหนึ่งมาสัก ๒ - ๓ รอบ ดูจนเบื่อแล้วก็เลิกดูกันไปเอง เพราะว่าฉายยันสว่างแล้วหนังยังไม่ได้ครึ่งเรื่อง ฉายไปกำลังสนุกก็หยุดขายยาเสียก่อน ถ้าไม่มีคนซื้อเท่าที่เขาตั้งใจเอาไว้ เขาก็ไม่ฉายต่อเสียที ดังนั้น..แทนที่คนจะไปติดความสนุกของหนังของละคร กลายเป็นว่าเบื่อและรำคาญมากกว่า..!
จะเห็นว่าหลวงปู่หลวงพ่อยุคนั้น บวชมาแล้วก็กลายเป็นหลักชัยให้แก่ชาวบ้านได้หมด เพราะว่าสิ่งที่มายั่วกิเลสให้หันไปจากการสวดมนต์ ทำวัตร ปฏิบัติภาวนา นั้นมีน้อยมาก ๆ
มีลูกชายกำนันกับลูกเถ้าแก่โรงสี นัดกันบวชพรรษาเดียวกัน เพราะว่าเป็นเพื่อนรักกัน ลูกเถ้าแก่พ่อรวย ก็ให้พ่อแอบยกเครื่องเล่นแผ่นเสียงไปให้ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องเล่นซีดี ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่เครื่องเล่นแผ่นเสียง เอาไปเปิดแอบฟังอยู่ในกุฏิ กุฏิอุตส่าห์อยู่ท้ายป่าช้าโน่น ยอมให้ผีหลอก เพราะกลัวว่าทำอะไรผิดเดี๋ยวหลวงพ่อจะรู้..!
แต่ปรากฎว่าไกลแค่ไหนหลวงพ่อก็รู้ ถึงเวลาก็ไปเคาะประตูปัง ๆ พวกก็คิดว่าเพื่อนจากกุฎิอื่นจะมาขอฟังเพลงด้วย ช่วงนั้นเพลงที่ดังที่สุดก็คือเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ปรากฎว่าเปิดประตูผัวะออกมา หลวงพ่ออินทร์ถือ "อีด้วน" รออยู่ อีด้วนก็คือหางกระเบนที่ท่านตัดแล้วตากเอาไว้จนแห้ง กลายเป็นอาวุธคู่มือสำหรับตีพระตีเณร..!
ใครไม่เคยเห็นว่าหางกระเบนหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ลองไปหาดู ผิวหนังจะเป็นเม็ด ๆ เหมือนกับทราย หวดทีเดียวเลือดซิบทันตาเลย..! แล้วจะทำอย่างไร ? หาทางไปไม่ได้ หลวงพ่อขวางประตูอยู่ ท่านตีไม่เลือกที่ จึงต้องกระโดดหน้าต่างวิ่งแหกเข้าไปในป่าช้าโน่น..! นั่นขนาดแทบจะไม่มีอะไรที่มายั่วกิเลสให้พระเณรของเราว่อกแว่กไปจากการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังอุตสาห์มีพวก "แหกคอก" เหมือนกัน..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-01-2026 เมื่อ 02:42
|