ดูแบบคำตอบเดียว
  #8  
เก่า เมื่อวานนี้, 20:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 33,692
ได้ให้อนุโมทนา: 160,529
ได้รับอนุโมทนา 4,526,019 ครั้ง ใน 37,308 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ก่อนสวดมนต์ข้ามปี วันพุธที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘


โดยปกติแล้วก่อนจะทำพิธีอะไรส่วนใหญ่พวกเราก็จะขอศีล แล้วพระก็ให้ศีลก่อน ซึ่งความจริงก็คือเป็นการเพิ่มอานิสงส์ ให้กับคนที่ตั้งใจจะสร้างบุญกุศลในโอกาสต่าง ๆ ให้อยู่ในลักษณะที่ว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ในศีลทุกข้อ คือเพิ่งจะรับศีลไป ศีลไม่น่าจะบกพร่อง ประมาณนั้น

แต่คราวนี้เนื่องจากว่าส่วนใหญ่ของพวกเราก็คือผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งรักษาศีลแปดเป็นปกติอยู่แล้ว งานนี้ก็น่าจะงดในเรื่องของการขอศีลให้ศีลไปโดยปริยาย เหลืออยู่แค่ว่าเมื่อถึงเวลา พวกเราก็เริ่มเข้าสู่การสวดมนต์ข้ามปีไปเลย

โดยปกติแล้วถ้าเป็นการสวดมนต์ข้ามปี พวกเราก็มักจะงดการทำวัตรเช้าไปเลย แล้วก็ไปรอฉันเช้าที่โรงครัว แต่ด้วยความที่ว่ารับปากชาวบ้านเขาไว้ว่า ช่วงปีใหม่นี้จะออกไปบิณฑบาตทุกวัน ดังนั้น..ถึงจะงดทำวัตรเข้า แต่ว่าถึงเวลาแล้วก็ให้ตีระฆังออกบิณฑบาตตามปกติ กลับจากบิณฑบาตแล้วค่อยฉันเช้า จากนั้นก็เข้าสู่ตารางปกติของเรา

ปกติแต่โบราณมา บ้านเราใช้วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๔๘๓ ทางราชการจึงประกาศให้ใช้ปีใหม่ตามหลักสากล ก็คือมาขึ้นปีใหม่กันในวันที่ ๑ มกราคมอย่างปัจจุบันนี้

ใหม่ ๆ ก็สร้างความวุ่นวายให้กับคนรุ่นนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของอายุ เพราะว่าจากที่นับเดือนเมษายน คือเดือนห้าเป็นปีใหม่ แล้วมานับเอาเดือนยี่เป็นปีใหม่ ก็จะเกิดผลสองประการด้วยกันก็คือ คนเกิดปี ๒๔๘๔ อายุจะหายไปสี่เดือน หรือว่าคนที่เกิดปี ๒๔๘๓ อายุก็จะเพิ่มขึ้นมาสี่เดือน ก็คือการนับอายุจะช้าลงไปหรือเร็วขึ้นมา แล้วแต่สภาพว่าการเกิดนั้นเป็นช่วงไหน

เพียงแต่หลักโหราศาสตร์ของเราก็ยังคงนับเดือนห้าเป็นปีใหม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พวกเราก็ยังใช้ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่สรรพชีวิตทั้งหลายเจริญเติบโต เป็นเวลาในการตั้งราชวงศ์ หรือตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมา

แล้วสิ่งที่เป็นความปรารถนาของมนุษย์ตั้งแต่โบราณเลยก็คือให้อยู่สุข อยู่เย็นปราศจากสงคราม จึงมีการตั้งชื่อเมืองว่า อโยธยา หรือ อยุธยา คือเมืองที่ไม่ต้องรบ แต่ว่าความปรารถนาเป็นเรื่องหนึ่ง กิเลสในใจคนที่ไม่รู้จักพอเพียงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พระรัฐบาลเถระกล่าวธรรมุทเทศ ๔ ประการ ว่า โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสัจธรรมที่หาใครคัดค้านไม่ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : วันนี้ เมื่อ 02:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 5 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
กิติศักดิ์ (วันนี้), นาย ธีรัตน์ บุญศรี (เมื่อวานนี้), พุทธภูมิ (เมื่อวานนี้), มารวย๙ (วันนี้), สุธรรม (วันนี้)