สมัยก่อนพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ถึงเวลาท่านก็จะให้พระคาถาไปภาวนา บอกว่า "เอาบทนี้ไปลูก ภาวนาแล้วผลจะเกิดแบบนี้ ๆ ให้เวลาสามเดือนไปลองทำดูว่าจะเกิดผลหรือไม่ แต่อย่าลืมว่าต้องภาวนาอย่างน้อยครั้งละ ๓๐ นาที และต้องรักษาศีลห้าด้วย" ส่วนใหญ่ที่ไปลองทำดูก็คือ ไม่กี่นาทีก็ทำได้แล้ว..!
คราวนี้พวกเราถ้าหากว่าไม่มีเครื่องวัดตัวเอง ให้ดูกำลังใจเทียบกับนิวรณ์ ๕ อย่าง นิวรณ์ก็คือกิเลสหยาบที่กั้นกำลังใจเราไม่ให้ถึงคุณงามความดี ประกอบไปด้วย
๑. กามฉันทะ ความยินดีในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ
๒. พยาปาทะ ความนึกโกรธ เกลียด อาฆาตแค้นผู้อื่น
๓. ถีนมิทธะ ความง่วงหงาวหาวนอน ชวนขึ้เกียจ
๔. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ทำไม่ได้ผลแล้วหงุดหงิด
๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลการปฏิบัติ ทำแล้วมันจะได้จริงหรือวะ..?
พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นลูกอีช่างตั้งคำถาม แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้เกิดผล ก็มัวมาแต่ตั้งคำถามว่าทำแล้วจะได้ผลจริงไหม ? ข้าวตั้งอยู่ตรงหน้า แทนที่จะตักใส่ปาก ก็ไปนั่งเขี่ยดูว่าหุงมาจากข้าวอะไร * หอมมะลิหรือเปล่า ? หรือว่าเสาไห้ หรือว่าเขี้ยวงู หรือแม้กระทั่งข้าวนกกระเหรี่ยง ? มีให้กินยังทะลึ่งไปนั่งเขี่ยดูว่าทำมาจากอะไร..?! หลายต่อหลายคนเป็นคนขยัน แต่ใช้ความขยันในทางที่ผิด แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ก็ไปตั้งหน้าตั้งตาสงสัย
ดังนั้น..ถ้าหากว่าไม่มีอะไรเป็นเครื่องวัดผลการปฏิบัติของตนเอง ให้ใช้กิเลสทั้ง ๕ อย่างที่พูดมาเมื่อครู่นี้ จำกันไม่ได้แล้วแหง ๆ ถึงมีเชือกแถวนี้ตูก็ผูกคอตายไม่ได้หรอก เพราะว่าขื่อสูงมาก ทนอยู่กับพวกโยมต่อไปก็แล้วกัน..!
วัดดูว่าใจของเราในแต่ละวันมีนิวรณ์ ๕ อย่างอยู่หรือเปล่า ? ถ้าหากว่ามีอยู่..ก็เร่งขับไล่ออกไป วิธีขับไล่ที่ดีที่สุดก็คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าหากว่าไม่มีนิวรณ์ แปลว่ากำลังใจของเราอยู่ในด้านดีมากกว่า ก็เร่งการปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป จะว่าไปแล้วงานของเรามีอยู่นิดเดียวเท่านั้น
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 04:11
|