เพียงแต่ว่าพวกเราทั้งหมดมักจะมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือกลัวจะไม่ดัง สมัยที่กระผม/อาตมภาพยังอยู่ที่วัดท่าซุง ญาติโยมมาหาก็จะไล่กลับในเวลาอันรวดเร็ว แล้วมีรุ่นน้องก็คือท่านวิศิษฐ์ สุธมฺมกาโม ท่านถามว่า "หลวงพี่ไล่โยมทำไมครับ ? ผมกลัวคนจะไม่รู้จัก" ก็เลยบอกกับท่านไปว่า "ถ้าหากว่าท่านรู้จักคนปีละ ๑๐ คน บวชอยู่ได้ ๑๐ ปี ไอ้ ๑๐๐ คนนั้นผลัดกันมาหา ท่านก็ไม่ต้องนอนแล้ว..!" กระผม/อาตมภาพไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้ท่านซาบซึ้งหรือยัง ?
ต้องนึกถึงคำพูดของหลวงปู่จันทร์ - หลวงปู่พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล ป.ธ. ๕) อดีตเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง วรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นท่านเป็นเจ้าคุณพระเทพกวี อยู่วัดป่าดาราภิรมย์ ท่านพูดจากประสบการณ์แท้เลยว่า "ถ้าอยากดังก็อย่าหวังความสงบ"
ถ้าทุกท่านรู้จักสังเกตจะเห็นว่า พวกเรามีอยู่ประเภทหนึ่ง ประมาณว่ากลัวจะอยู่กับกระผม/อาตมภาพนานเกินไป ไม่มีโอกาสที่จะออกไปแสดงฝีมือทางด้านนอก พูดง่าย ๆ ว่าถ้าอยู่ที่นี่แล้วดังช้า กระผม/อาตมภาพจะสมน้ำหน้าก็ใช่ที่ การรบกับผู้คนนั้น ส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือกำลังใจของเราต้องมั่นคงก่อน ถ้ากำลังใจยังไม่มั่นคง เราทนแรงเสียดทานไม่ได้ เดี๋ยวก็พังหมด เนื่องเพราะว่าเรื่องของสมาธิภาวนานั้นเอาแน่ไม่ได้ ถ้าขาดการปฏิบัติต่อเนื่องก็ดี เหนื่อยมาก ๆ หิวมาก ๆ หรือเจ็บไข้ได้ป่วยก็ตาม สมาธิจะไม่เอากับเราด้วย ถึงเวลานั้นแล้ว กิเลสจะตีกลับ..!
เราสูญเสียครูบาอาจารย์ดี ๆ ไปมากต่อมากแล้ว ในรุ่นที่ท่านทั้งหลายทัน ๆ อยู่ก็อย่างเช่นท่านอาจารย์นิกร ธมฺมวาที วัดดอยนางแล ท่านอาจารย์ยันตระ อมโร วัดสุญญตาราม หรือหลวงพ่อภาวนาพุทโธ วัดสามพราน ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็มาแนวเดียวกัน ก็คือพอปฏิบัติไป กำลังใจเริ่มสงบ ความสามารถพิเศษปรากฏขึ้น คนก็ไปกวน "หัวไม่วาง หางไม่เว้น" ในเมื่อไม่มีเวลาปฏิบัติเพื่อระงับกิเลสตัวเอง ท้ายที่สุดเมื่อกิเลสตีกลับก็เสียผู้เสียคนอย่างที่เห็น จึงเป็นตัวอย่างที่พวกเราควรที่จะตระหนักให้มาก
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 01:23
|