สำหรับช่วงนี้วัดท่าขนุนของเรา พระเณรไปอบรมบาลีก่อนสอบที่วัดพุทธบริษัทถึง ๑๘ รูปด้วยกัน ส่วนที่เหลือ หน้าที่การงานเวรยามอะไร ก็ให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับแทนเพื่อนฝูงไปก่อน หลังจากอบรมเสร็จแล้วก็เป็นการสอบ จากนั้นค่อยกลับเข้าสู่ระบบระเบียบเดิมของเรา
เรื่องของหน้าที่การงานต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ต้องเสียสละ เนื่องเพราะว่าหน้าที่บางอย่างก็ไม่มีคนทำ อย่างสมัยหลวงพ่ออุตตมะ (พระราชอุดมมงคล วิ.) วัดวังก์วิเวการาม ท่านบวชเณรอยู่ หน้าที่ซึ่งท่านทำเป็นประจำก็คือกวาดลานโบสถ์ ลานเจดีย์ เนื่องเพราะว่าท่านอ่านในมิลินทปัญหาว่า พระนาคเสนกวาดลานวัดแล้ว ใช้ให้สามเณร ซึ่งภายหลังคือพระยามิลินท์ นำขยะไปทิ้ง
เมื่อสามเณรดื้อ มัวแต่เล่นอยู่ ไม่มาเอาขยะไปทิ้งเสียที ท่านก็เลยตีด้วยไม้กวาด สามเณรเมื่อเจ็บตัวจึงค่อยเอาขยะไปทิ้งที่แม่น้ำ เห็นแม่น้ำกำลังไหลต่อเนื่องตามกันไม่มีที่สิ้นสุด ก็เกิดความคิดขึ้นมา อธิษฐานว่า "อานิสงส์ที่นำขยะมาทิ้งนี้ ถ้าเกิดใหม่ขอให้มีปัญญาไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนสายน้ำที่ไหลต่อเนื่องนี้ สามารถตั้งคำถามสอบถามผู้อื่นได้โดยไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับแม่น้ำตรงหน้า"
พระนาคเสนที่ตั้งใจจะลงมาท่าน้ำเพื่อสรงน้ำ ได้ยินแล้วก็ยังตกใจว่าสามเณร "เล่นใหญ่" เกินไปแล้ว ถ้าหากว่าเป็นไปตามนี้จริง ถึงยุคนั้นสมัยนั้นจะไม่มีใคร "เอาอยู่" ท่านจึง "อธิษฐานทับ" ไปทีหลังว่า "ด้วยความที่เป็นผู้กวาดขยะเอง แล้วใช้ให้สามเณรเอาขยะมาทิ้ง บุญกุศลส่วนนี้ ถ้าสามเณรไปเกิด จะถามปัญหาอะไรก็ขอให้ท่านตอบได้ทุกอย่าง" จึงเกิดมาเป็นพระนาคเสนกับพระยามิลินท์คู่ปรับกัน หลวงพ่ออุตตะมะท่านจึงตั้งหน้าตั้งตากวาดลานโบสถ์ลานเจดีย์ ชนิดที่ไม่ยอมให้ใครมาแย่ง
แล้วงานอีกอย่างหนึ่งที่คิดไม่ถึงก็คือ การเหลาไม้เช็ดก้น สมัยก่อนไม่ได้มีกระดาษเหมือนอย่างสมัยนี้ แม้แต่ตอนกระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ ก็มีการใช้ไม้เช็ดก้นเป็นปกติ ซึ่งภาษาอีสานเรียกว่า "ไม้แก้งขี้"
คราวนี้การเหลาไม้ ในเมื่ออยู่ในวัดที่มีพระเป็นจำนวนมากก็เหลาไม่ไหว แค่พระเข้าส้วมกันคนละรอบต่อวัน ถ้าพระเป็นร้อย สามเณรก็เหลาไม้ไม่ไหวแล้ว หลวงพ่ออุตตะมะท่านจึงไปรวบรวมไม้เก่าที่เขาใช้แล้ว และทิ้งใส่ตะกร้าไว้มาทำความสะอาด ก็คือใส่กะละมัง ตักน้ำใส่ลงไป แล้วเหยียบทำความสะอาดหลาย ๆ รอบ จากนั้นค่อยเอาไปตากแดดแห้ง แล้วนำกลับมาใช้งานได้ใหม่
เรื่องพวกนี้เป็นงานที่ไม่มีใครทำ แต่หลวงพ่อท่านตั้งใจทำ โดยที่อธิษฐานอยู่ในลักษณะที่ว่า "ผลที่ได้ทำความสะอาดไม้ชำระนี้ ขอให้สามารถที่จะชำระใจของตนให้พ้นจากกิเลสทั้งหลายได้ เหมือนกับการทำความสะอาดไม้ชำระนี้ด้วยเถิด"
เรื่องพวกนี้จึงอยู่ที่พวกเราเองว่า อันดับแรกก็คือ การงานของเราทุกอย่าง เราเห็นว่าเป็นงานเพื่อพระพุทธศาสนา หรือเป็นงานเฉพาะตัว ? ถ้าเห็นว่าเป็นงานเฉพาะตัว บางทีก็เกี่ยงกัน เพราะว่าเหนื่อย แต่ถ้าเห็นว่าทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา ทำงานเพื่อสงฆ์ ก็จะมีปีติช่วยเหลือแบบหลวงพ่ออุตตะมะท่าน ที่ทำโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย เพราะว่าหวังอานิสงส์จากงานต่าง ๆ ดังที่ได้เล่ามาแล้ว จึงอยู่ที่พวกเราเองว่าจะวางกำลังใจอย่างไรให้ถูกในขณะที่ทำงาน ถ้าวางกำลังใจไม่ถูกก็ได้อานิสงส์น้อย ถ้าวางกำลังใจถูกก็ได้อานิสงส์มาก
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 02:22
|