พระองค์ท่านตรัสว่าอิริยาบถปิดบังส่วนของความทุกข์ อย่างเช่นว่านั่งแล้วเมื่อยก็ขยับไปทำอย่างอื่น ยืนแล้วเมื่อยก็ขยับไปทำอย่างอื่น เป็นต้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความรู้สึกทุกข์นั้นจืดจางเลือนลางลง ความจริงแล้วยังทุกข์อยู่ แต่เรามองไม่เห็น ก็เลยคิดว่าไม่ทุกข์ อิริยาบถคือความเคลื่อนไหวต่าง ๆ จึงเป็นตัวปิดบังความทุกข์ที่ดีมาก ทำเอาพวกเราจนป่านนี้ บางทีก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนสักที..!
พระองค์ท่านตรัสว่า "สัพเพ สังขารา อนัตตา ไม่มีสังขารใดเป็นเราเป็นของเรา" ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นมาจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม แม้แต่ร่างกายนี้ก็เป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม เช่นกัน เพียงแต่ว่าเมื่อมีจิตมาอาศัยอยู่ มีไออุ่นก็คือปราณหรือพลังชีวิต มีวิญญาณ คือประสาทความรู้สึก เราก็หลงไปคิดว่าเป็นเราเป็นของเรา พระองค์ท่านตรัสว่า "ฆนะ" คือความควบรวมกันเป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน ปิดบังอนัตตา คือความไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา
ดูแค่ศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สายหลังนี้ สิ่งที่เราเห็นก็คือความควบรวมกันเป็นศาลาขึ้นมา เป็นตัวอาคาร มีเสา มีข้างฝา มีประตู มีหน้าต่าง มีชั้น ๒ ชั้น ๓ มีหมู่เรือนไทย แต่ถ้าหากว่าเรามองตั้งแต่แรกจะเห็นว่า ตรงนี้คือพื้นดินเปล่า ๆ มีการวางแบบ ผูกเหล็ก เทโครงขึ้นมา ก็คือประกอบไปด้วยเหล็ก เหล็กเส้นใหญ่เส้นเล็ก เหล็กที่เป็นลวด แล้วหลังจากนั้นก็มีส่วนผสมของอิฐหินปูนทราย รวมกันขึ้นมา
ถ้าเราแยกแยะออกก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สาย นอกจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ประกอบขึ้นชั่วคราว ตลอดระยะเวลาก็ยังมีความทุกข์เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิต เขาเรียกว่าสภาวทุกข์ ก็คือทุกข์โดยสภาพ เคลื่อนไปหาความเก่า เคลื่อนไปหาความเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไปหาความพัง อยู่ตลอดเวลา
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 07-01-2026 เมื่อ 02:23
|