ดังนั้น..ในเรื่องของเวชศาสตร์ โบราณเก่งกว่าเรามาก ดูตัวอย่างแค่ท่านปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านหยิบสิ่งของรอบตัวมาทำเป็นยาได้หมด รุ่นใหม่เรียนไม่ถึงขั้นนั้น
กล่าวถึงน้ำผลไม้รวมเมื่อครู่นี้ บางคนกินลงไปแล้วแพ้ คันคะเยอไปครึ่งค่อนวัน..! ใครเจอมาแล้วบ้าง ? โดยเฉพาะพวกยี่ห้อดัง ๆ เพราะว่าของบางอย่างพอไปรวมแล้วก็หักล้างกันเอง ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ แล้วหลายอย่างพอเป็นสารบำรุงกับสารบำรุงลงไป พอไปจับมือกันก็กลายเป็นแรงขึ้น ๒ เท่า ๓ เท่า ร่างกายคนจึงรับไม่ไหว
โบราณถึงได้บอกว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" คือคนบางคนเหมาะกับยาบางอย่าง ไม่ได้เหมาะกับทั้งหมด คนโบราณเขาถึงได้ดูคนไข้ คนป่วยด้วยโรคเดียวกัน คนหนึ่งน้ำหนักตัว ๑๐๐ กิโลกรัม อีกคนหนึ่งน้ำหนักตัว ๕๐ กิโลกรัม จ่ายยาเท่ากันเมื่อไรจะต้องตายหนึ่งคน..! เพราะว่าสภาพร่างกายต่างกัน
หมอสมัยนี้ไม่ได้ใส่ใจ ถึงเวลาก็ "ผู้ใหญ่ใช่ไหม ? อายุเกิน ๑๘ แล้ว เอ้า..ใส่ไปเลย ๒ เม็ด" อาตมาโดนมาเองแล้ว มียาชนิดหนึ่งเขาบอกว่าถ้าน้ำหนักตัวไม่ถึง ๖๐ กิโลกรัมให้กินได้เม็ดเดียว ถ้า ๖๐ กิโลกรัมขึ้นไปกินได้สองเม็ด คนให้ยาอาตมาภาพเป็นหมอมือหนึ่งเลย จ่ายมา ๒ เม็ด อาตมภาพกินเข้าไป เมาหัวทิ่มไป ๓๓ วัน..! คุณหมอต้องเอาพานมากราบขอขมาทีหลัง ไม่นึกว่าอาตมาจะเป็นคนกระดูกเบาขนาดนั้น..!
สำนวน "กระดูกเบา" นี่ถ้าเป็นภาษาจีนเขาแปลว่า "พวกเจ้าชู้" แต่อาตมาเป็นคนกระดูกเบาเพราะตัวเล็ก ที่เห็นตัวใหญ่ ๆ นี่แหกตาชาวบ้านเขา ถ้าทำตัวเล็ก ๆ เดี๋ยวเขาจะไม่เกรงใจ ก็เลยต้องทำตัวใหญ่ ๆ หน่อย แต่ขนาดว่าใหญ่แล้วก็ได้แค่นี้แหละ..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 22-08-2025 เมื่อ 08:13
|