เมื่อบวงสรวงเสร็จแล้วมีการฟ้อนเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ปรากฏว่าช่างฟ้อนหญิงที่เป็นนักเรียนตัวน้อยออกมาฟ้อนดาบ ซึ่งเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก การ "ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ" เหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของผู้ชาย พอ ๆ กับการตีกลองสะบัดชัย แต่ว่านี่นักเรียนหญิงออกมาฟ้อนดาบ แล้วก็มีการรำถวายการต้อนรับและถวายเป็นพุทธบูชาด้วย กระผม/อาตมภาพจึงแจกรางวัลให้ไปตามระเบียบ
ในขณะที่ทำการฟ้อนอยู่ก็มีเทวดาท่านหนึ่ง รูปร่างองอาจผึ่งผายมาก มายืนทำความเคารพอยู่ใกล้ ๆ ชี้ไปที่เด็กหญิงช่างฟ้อนคนหนึ่ง บอกว่าเป็นลูกหลานของท่านเอง จึงได้ถามท่านว่าเป็นใคร ท่านบอกว่าท่านเป็น "ต้นเก๊าจาวลัวะ" ก็คือบรรพบุรุษของเหล่าคนลัวะ
กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งทราบว่า บรรดาคนลัวะที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนป่าคนเยิง ก็ไม่นึกว่าจะมีบุคคลที่สร้างคุณงามความดีจนกระทั่งเป็นเทวดาได้เหมือนกัน เพราะว่าไปหลายที่ก็เห็นเขาเลี้ยงผีลัวะ มีการเชือดควายเพื่อที่จะทำการเลี้ยง กระผม/อาตมภาพก็ยังคิดว่า บรรดาบรรพบุรุษของชาวลัวะน่าจะมาจากภูมิต่ำ แต่รายนี้มาจากเทวดาชั้นจาตุมหาราช ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน
เมื่อการฟ้อนและแจกรางวัลเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ไปทำการยกฉัตร ซึ่งขณะที่ยกฉัตรก็ได้เห็นว่าบนยอดฉัตรนั้น ตุ๊พ่อสิงห์ได้จารพระคาถาเอาไว้ ก็คือ พระคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า พระคาถาบารมี ๓๐ ทัศ ตลอดจนกระทั่งยันต์เกราะเพชรด้วย ไม่ทราบว่าคนอื่นตาดีพอจะมองเห็นหรือไม่ ? เพราะว่าอยู่สูงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่บังเอิญกระผม/อาตมภาพมักจะมีสายตายาวในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ จึงได้มองเห็นอย่างชัดเจน
เมื่อทำการพรมน้ำมนต์ขอบารมีพระท่านสงเคราะห์แล้ว พวกเราทั้งหมดก็ทำการอัญเชิญยอดฉัตร ๙ ชั้นขึ้นสวมบนยอดพระจุฬามณีเจดียสถาน เป็นเครื่องประกันว่างานเสร็จแล้ว เรียกว่าเป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่ง ก็คือส่วนที่สำคัญที่สุดเชิญขึ้นไปแล้วถือว่าเสร็จ ส่วนที่เหลือค่อยมาเพิ่มเติมเอากันทีหลัง
หลังจากนั้นก็เดินทางไปยังศาลาอเนกประสงค์พระราชพรหมยาน ซึ่งเป็นศาลาทำบุญเดิม แต่ว่าได้รับการปรับใหม่ทำให้ดูกว้างขวางขึ้นจากเดิมมาก เนื่องเพราะว่าในส่วนด้านหลังอาสนะสงฆ์ ที่เคยเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดวางสิ่งของ หรือว่าให้ผู้ทำงานได้อยู่อาศัย โดนรื้อออกไปจนหมด แล้วเอาอาสนะสงฆ์ไปตั้งติดผนังเลย ทำให้สามารถรองรับผู้คนเพิ่มได้อีกเป็นร้อยคน..!
__________________
........................
เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง
จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-08-2024 เมื่อ 02:52
|