กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนสิงหาคม ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=107)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=7926)

ตัวเล็ก 20-08-2021 20:21

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๔



เถรี 20-08-2021 22:20

วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เมื่อสักครู่นี้ผมประชุมเสร็จ ก็ส่งงานทางไลน์ให้ท่านปู (พระพงษ์สิทธิ์ สนฺตจิตฺโต) ทำ clipping news คราวนี้ด้วยความที่ผมเหนื่อยมาก ก็ได้หน้าลืมหลัง แก้แล้วแก้อีก จึงต้องขออภัยคนทำงานไป ท่านปูบอกว่า "ปัจจุบันนี้งานนี้ไม่มีใครช่วยผมแล้วครับ" พูดง่าย ๆ ก็คือกลัวโดนว่าถ้าผิดพลาดแล้ว จะโดนผมตำหนิหรือกลัวว่าจะโดนผมด่า ผมก็ไม่นึกว่ากำลังใจของพวกท่านจะห่วยแตกได้ขนาดนี้..!

แต่จะว่าไปแล้ว สมัยที่ผมอยู่วัดท่าซุงก็เป็นแบบนี้นะครับ ก็คือบรรดาพระเถระที่อยู่เวรยามหน้าห้องทำงานของหลวงพ่อวัดท่าซุง พอมีอะไรผิดพลาด..โดนท่านด่า ก็เตลิดเปิดเปิงหมด..อยู่ไม่ได้ มีผมนี่แหละครับ..ที่โดนส่งเข้าไปแล้วเขาหวังว่า "มึงตายคาที่แน่นอน..!" แต่ปรากฏว่าผมอยู่นานที่สุด อยู่จนกระทั่งหลวงพ่อวัดท่าซุงมรณภาพไปเลย

เพราะผมมีความคิดว่า ถ้าหลวงพ่อด่าก็คือผมผิด ผมต้องแก้ไขตรงจุดนั้นและจะไม่ให้ผิดอีก ซึ่งพวกท่านเองอาจจะไม่มีกำลังใจอย่างนี้ แล้วบรรดาพี่ ๆ ที่เตลิดเปิดเปิงไปหลังจากหลวงพ่อท่านด่าแล้ว ก็คงไม่ได้คิดอย่างนี้ ความคิดของผมก็คือ ไม่มีพ่อที่ไหนอยากฆ่าลูกหรอก ยกเว้นว่าลูกนั้นเหลือเข็นจริง ๆ ถ้าท่านด่าแปลว่าเรายังแก้ไขได้

ถ้าท่านที่อยู่กับผมนานหน่อย จะได้ยินผมบอกอยู่ประโยคหนึ่งว่า "แม้แต่การทำความดี เราก็ต้องหน้าด้าน เพราะว่าถ้าคุณหน้าไม่ด้านไม่ทนพอ คุณจะทนทำต่อไม่ได้ครับ"

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเจนเลยว่า "อานันทะ...ดูก่อนอานนท์ เราจักไม่ปฏิบัติต่อพวกเธอด้วยความทะนุถนอม เหมือนกับช่างหม้อที่ปฏิบัติต่อหม้อดินที่ยังเปียกยังดิบอยู่ แต่เราจักกระหนาบแล้วกระหนาบอีก ชี้โทษแล้วชี้โทษอีก บุคคลที่มีมรรคผลเป็นแก่นสารเท่านั้นจึงจักทนอยู่ได้"

เถรี 20-08-2021 22:30

ที่ผมกล่าวตรงนี้เพราะว่า ท่านปูขออนุญาตไปจำพรรษาที่วัดวังปะโท่ แล้วก็อีกหลายท่านนับสิบรูปที่ขอไปจำพรรษาที่อื่น ผมอยากจะบอกว่า กำลังใจแบบนี้เป็นกำลังใจที่หนีปัญหา ท่านจะไม่มีวันมีความก้าวหน้าขึ้นมาเลย เพราะว่าเจอปัญหาแล้วไม่แก้ไข แต่ใช้วิธีหนีห่าง..!

การอยู่ร่วมกัน การกระทบกระทั่งกันย่อมมีเป็นปกติ แม้กระทั่งเรื่องของการจัดเวรจัดยาม แบ่งปันหน้าที่กัน ก็มีการกระทบกระทั่งกัน แต่พวกท่านทั้งหลายลืมอะไรไปหรือเปล่าครับว่า เราเป็นพระภิกษุสามเณร ต้องอยู่ด้วยพระธรรมวินัย ผู้อาวุโสกว่าก็คือพี่ ล่วงเกินเมื่อไร ก็โดนอาบัติแดกเมื่อนั้น...!

ลองนึกถึงพระมหากัสสปะสิครับ พระพุทธเจ้าให้โอวาท ๓ ข้อว่าอย่างไร ? "ดูก่อนกัสสปะ...ขอเธอจงเข้าไปตั้งอยู่ในความเกรงใจต่อพระภิกษุผู้เป็นนวกะ มัชฌิมะ และพระเถระอย่างแรงกล้า"

ทำไมถึงต้องกล่าวแบบนั้น ? เพราะว่าพระมหากัสสปะเป็นผู้ใหญ่ อายุมาก เป็นเศรษฐี บุคคลที่มากด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิ แถมยังร่ำรวยด้วย อดไม่ได้หรอกครับที่จะติดนิสัยมา ก็คือไม่ค่อยที่จะเห็นหัวใคร แต่พระมหากัสสปะท่านตั้งใจบวชเพื่อเอาดีจริง ๆ ท่านรับฟังโอวาท ๓ ข้อแล้วปฏิบัติตามตลอดชีวิต ใครอยากรู้ว่าอีก ๒ ข้อมีอะไร ให้ไปหาอ่านเอาเอง แล้ว
ถ้าหากว่าเป็นแบบนี้ พวกท่านคิดว่าทำได้ไหมครับ ?

หลายท่านที่ขอไปอยู่ที่อื่น บางท่านก็ชื่นชมแนวประพฤติปฏิบัติของสายวัดป่าแบบธรรมยุต แต่ตัวเองนี่ไม่ได้สะเก็ดฝุ่นของเขานะครับ..ผมขอยืนยัน เพราะว่าท่านเองไม่เข้าใจเลยว่ากิจวัตร วิธีวัตร อาคันตุกะวัตร อุปัชฌายาจริยวัตรเป็นอย่างไร ??

เถรี 20-08-2021 22:36

เหตุที่เป็นเช่นนั้นจะต้องบอกว่า ผมเองเป็นส่วนทำให้ท่านบกพร่องด้วย เพราะว่าผมเป็นคนขี้รำคาญครับ อุปัชฌายาจริยวัตร คือวัตรปฏิบัติที่เราต้องกระทำต่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ตามที่ได้ปฏิญาณตนไว้ในวันบวชว่า "อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร" แม้แต่พระเถระก็เป็นภาระของกระผมด้วย ก็คือไม่ใช่แต่กระผมเป็นภาระของท่านเท่านั้น

ลองไปดูพระธรรมยุตสิครับ หรือไม่ก็ข้ามไปฝั่งพม่าดู ทันทีที่พ้นจากมัชฌิมะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระเถระ ทุกรูปจะมีพระติดตามคอยดูแลรับใช้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าทำงานทุกอย่างแทน แม้กระทั่งสรงน้ำ เตรียมน้ำใช้น้ำฉัน เตรียมไม้สีฟัน เตรียมบาตรตอนออกบิณฑบาต รับบาตร ล้างบาตร ล้างเท้า เช็ดเท้า นวดถวาย แม้กระทั่งถูตัวให้ตอนสรงน้ำ ลองไปศึกษาดูครับ มีอยู่ในหนังสือวินัยมุข เล่ม ๒

แต่คราวนี้ที่ผมรำคาญเพราะว่า พระติดตามมักจะทำอะไรไม่ทันผม แทนที่ไปแล้วจะช่วยผม กลายเป็นผมต้องช่วยพวกท่านแทน ดังนั้น..แม้กระทั่งแก่จนป่านนี้ ผมก็ยังไม่อยากให้มีพระอนุจรติดตามเพราะว่ารำคาญ เนื่องจากท่านขาดไหวพริบปฏิภาณ มองงานข้างหน้าไม่เป็น ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะต้องเตรียมอะไรบ้าง แล้วแต่ละคนก็ดันแบกกิเลสท่วมหัวอีก กูเก่ง กูใหญ่ เรื่องนี้กูรู้ดี แล้วจะบวชมาทำ "เหี้ย" อะไรครับ ก็มึงรู้ขนาดนั้นแล้ว..!

การบวชเข้ามาก็เพื่อขัดเกลา กาย วาจา ใจ ตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอน อาจารย์คือใคร ? ก็คือรุ่นพี่ แต่พวกคุณ "เป็นคนคิดบวก" ผมก็ดีใจครับ ถ้าคุณเป็นคนคิดบวก แต่ไอ้ของคุณนั้น "พร้อมที่จะบวก..!" โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่าตัวเองกิเลสท่วมหัวขนาดไหน แบกเอาสักกายทิฐิและมานะมาเต็ม ๆ แต่เสือกทะลึ่งคิดว่าตัวเองดี..!

เถรี 20-08-2021 22:38

เราลองคิดดูว่า ถ้าหากว่าเราไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กาย วาจา ใจ ของเราล่วงเกินรุ่นพี่อยู่ตลอดเวลา ก็เท่ากับอาบัติกินหัวอยู่ทุกวัน ศึกษาพระวินัยแล้วต้องรอบคอบ ไม่มีใครเขามาชี้แจงให้ทุกซอกทุกมุม ลองไปอยู่กับพระธรรมยุตสิครับ พวกท่านจะลำบากแค่ไหน ? แม้กระทั่งจะลุกไปเปิดพัดลม ต้องถามก่อนว่ารุ่นพี่เห็นด้วยไหม ? ถ้าท่านไม่ต้องการ ก็ไม่มีทางที่จะได้เปิดหรอกครับ ไม่ใช่อย่างพวกเรา นึกจะเปิดพัดลม กูก็ลุกขึ้นยืนค้ำหัวรุ่นพี่ ดึงปั้บ ๆ เลย..!

ผมบอกแล้วว่ายิ่งอยู่ไป ยิ่งปฏิบัติไป ต้องยิ่งละเอียด ไม่ใช่ยิ่งอยู่ยิ่งกิเลสมาก เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ผมเป็นคนผิด เพราะผมคิดว่าพวกท่านจะฉลาดพอที่จะศึกษาตำรา เมื่อสงสัยตรงไหนก็สอบถามครูบาอาจารย์ แต่ปรากฏว่าโง่บรรลัยเลย..! ถ้าต้องให้บอกทุกอย่าง คุณคิดว่าผมจะมีเวลาพอไหม ? คุณก็เห็นอยู่ว่าภาระงานแต่ละวันของผมขนาดไหนบ้าง ??

พระภิกษุสามเณรของเราปกครองกันด้วยธรรมวินัย คือปกครองกันแบบผู้ใหญ่ ปกครองโดยรุ่นพี่เอื้อเฟื้อรุ่นน้อง มีอะไรก็บอกกล่าวกัน เรารู้ว่าผิดพลาดตรงไหนก็แก้ไข ปลงอาบัติอยู่ทุกวันแต่ไม่เคยจำ นะ ปุเนวัง กะริสสามิ กระผมจะไม่ทำเช่นนี้อีก นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ กระผมจะไม่พูดเช่นนี้อีก นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ กระผมจะไม่คิดเช่นนี้อีก ตกลงว่าไอ้ที่ว่าอยู่ทุกวัน แปลออกบ้างไหม ?

เถรี 20-08-2021 22:40

ผมตั้งให้แต่ละคนมีหน้าที่ ก็เพื่อที่จะได้ช่วยกันแบ่งเบาภาระ ช่วยให้การบริหารจัดการวัดให้เป็นไปด้วยดี ไม่ใช่ตั้งให้มีหน้าที่เพื่อที่จะเอาไปทะเลาะเบาะแว้งกัน

อย่างในเรื่องของเวรยาม หัวหน้าเวรคือผู้รับผิดชอบ ถ้าหากว่ามีอะไรบกพร่องขึ้นมา พอถึงเวลา เขาบอกกล่าวอะไร แทนที่จะพูดกันดี ๆ ไม่ได้หรอก..กูจะบวกท่าเดียว แล้วคิดบ้างหรือไม่ว่าอาบัติที่กินตัวอยู่ทุกวัน ถ้าหากว่าตายลงไปตอนนั้น แล้วจะเดือดร้อนขนาดไหน ?

ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า เราเป็นพระ เป็นเณร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพระธรรมวินัย ถ้าพระธรรมวินัยที่เป็นแค่ส่วนของศีล เรายังไม่สามารถทำได้ ไม่ต้องไปหวังความสำเร็จในเรื่องของสมาธิ ไม่ต้องไปคิดว่าเราจะมีปัญญารู้เท่าทัน แล้วตัดกิเลสได้ เพราะว่าของหยาบเรายังทำไม่ได้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าถึงความละเอียดที่มีมากกว่านั้น

ขอฝากทุกท่านเอาไว้เป็นการบ้านด้วย ญาติโยมที่ฟังอยู่อาจจะไม่ได้ประโยชน์ แต่ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะว่าปัญหาเกิดขึ้น เราจะปล่อยให้คาราคาซังไม่ได้ หลายเรื่องแม้ว่าผมรู้ แต่ว่าต้องรอ ก็คือรอให้มีเหตุที่จะบอกกล่าวให้แก้ไขก่อน แต่คราวนี้พวกท่านทั้งหลาย บางทีพอเห็นผมเฉย ๆ ก็คิดว่ากูชั่วได้ จึงทำไปเรื่อยเปื่อย..!

ไปลองนึกดูก็แล้วกันว่าตอนแรกเราตั้งใจบวชมาเพื่ออะไร ? แล้วปัจจุบันนี้ เรายังทำได้สมดังความตั้งใจหรือเปล่า ? ก็ขอฝากทุกท่านเอาไว้แต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 00:53


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว