กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=173)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11504)

พิชวัฒน์ 25-02-2026 18:45

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙



เถรี 26-02-2026 00:48

วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อวานนี้หลังจากส่งกระผม/อาตมภาพเข้าโรงแรมที่พักในสนามบินเรียบร้อยแล้ว ทางคณะก็ออกไปช็อปปิ้งกันอย่างเป็นทางการ เนื่องเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วเราวิ่งอยู่ต่างจังหวัด สถานที่ให้ซื้อหาสิ่งของก็มีเพียงบรรดาลานจอดรถต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งมักจะเป็นแต่สินค้ากระจุกกระจิก

แต่บางคนตั้งใจจะมาซื้อเครื่องฟอกอากาศบ้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า
บ้าง จึงต้องหาเมืองใหญ่ เพื่อที่จะไปซื้อหาสิ่งของที่ตนเองต้องการ เพราะว่าถ้าเป็นเมืองเล็ก ๆ ก็มักจะมีแต่เครื่องที่ใช้ไฟฟ้า ๑๑๐ โวลท์ ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ใช้ไฟ ๒๒๐ โวลท์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น มาถึงเมืองใหญ่ทุกคนจึงแห่กันออกไป เพื่อหาข้าวของที่ต้องการ

กระผม/อาตมภาพหลังจากที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนแล้ว ก็นอนพักผ่อนชั่วคราว รู้สึกว่าเตียงไหววูบวาบไปทั้งหลัง เหมือนอย่างกับแผ่นดินไหว..! เมื่อลุกขึ้นมาปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่งไลน์ไปถามบรรดาขาช็อปปิ้ง ทุกคนก็ไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อตั้งใจกำหนดจิตถาม"ท่านนายพล"และ "ท่านเบ็นโนะสึเกะ" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "เจ้าของที่เขากลัวว่าท่านจะเผลอหลับ โดยไม่ได้ภาวนาและอุทิศส่วนกุศล จึงจัดการเขย่าเตียงเพื่อเตือนครับ..!"

ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่า คำว่าทิพจักขุญาณนั้น ถ้าเราไม่ได้สนใจใคร่รู้ก็จะไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าหากว่าเราต้องการรู้จำเพาะเจาะจงในเรื่องอะไรก็จะรู้ในเรื่องนั้น ยกเว้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีพระสมันตจักษุ สามารถรู้รอบรู้จริงในทุกเรื่องในทุกอย่าง

ดังนั้น..หลายท่านที่ไม่เข้าใจตรงนี้ อาจจะคิดว่าบุคคลที่ได้ทิพจักขุญาณก็เหมือนกับเปิดเรดาร์เอาไว้ ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้นก็จะรู้ทันที ขอโทษเถอะ..ท่านกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เนื่องเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ปวดหัวตายเลย เพราะว่าสภาพจิตของปุถุชน คือผู้หนาด้วยกิเลสนั้น แต่ละเรื่องที่คิดก็เพื่อต้องการสนองกิเลสตนเองทั้งสิ้น ไปรับรู้มาก ๆ เข้าก็เครียด มะเร็งรับประทานเสียเปล่า ๆ..!

เถรี 26-02-2026 00:56

สำหรับเช้าวันนี้ มีฝนตกกระหน่ำตั้งแต่ประมาณตี ๔ ครึ่ง และตกหนักขึ้นมาเรื่อย ๆ อากาศอยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส ถ้าหากว่าอากาศเย็นกว่านี้สักหน่อยและฝนไม่ตกหนักมาก ก็จะมีหิมะให้ดูอย่างแน่นอน

พวกเราลงไปที่ห้องอาหาร ยังไม่ทันจะได้เวลา แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า "พร้อมแล้ว เชิญเข้าได้เลย" เราเอาบัตรอาหารไปแลกบัตรจองโต๊ะ ซึ่งถ้าหากว่าวางหันด้านสีน้ำเงินขึ้น ก็เป็นอันว่าเราจองที่นั้นไว้ เมื่อฉันหรือว่ากินอิ่มแล้ว ให้พลิกด้านสีขาวขึ้น เจ้าหน้าที่เขาจะได้รู้ว่าเก็บโต๊ะได้แล้ว

วันนี้เจอปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยได้เจอในญี่ปุ่นมาก่อน ก็คือมีบุคคลถือถาดแล้วไม่ถนัด เนื่องเพราะว่าทางญี่ปุ่นนั้น จะเป็นจาน เป็นถ้วย เป็นอะไรก็ตาม เขาจะต้องใส่ถาด แล้วถือไปตักอาหารต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจแล้วก็กลับมาวางที่โต๊ะตนเอง บุคคลที่ไม่ชำนาญจึงเกิดพลาด ทำถ้วยโถโอชามตกแตกเสียงดังเปรื่องปร่างสนั่นหวั่นไหวไปหมด..! เล่นเอาทุกคนหันไปดูเป็นตาเดียว ยังโชคดีว่าไม่ใช่คนในคณะของเรา..!

เมื่อฉันเสร็จแล้ว ต่างคนต่างก็กลับขึ้นห้อง เพื่อสำรวจสิ่งของว่าเก็บเรียบร้อยแล้วหรือยัง ? โดยเฉพาะบางท่าน กระเป๋าเปล่า ๆ ที่พกมา กลายเป็นอัดแน่นไปด้วยสิ่งของ บางท่านก็ต้องขยายซิปกระเป๋าเพิ่มขนาดขึ้นมาอีก แต่ว่าเป็นเรื่องปกติ..!

เมื่อได้เวลา ๘ โมงครึ่ง พวกเราก็เข็นกระเป๋าเข้าไปยังบริเวณจุดเช็คอิน ซึ่งการบินไทยนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่หลายคนก็จริง แต่ว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ใช้ภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษทั้งนั้น พวกเราจึงต้องแยกเช็คอินแบบแบ่งชนชั้น เนื่องเพราะว่ามีทั้ง Business Class มีทั้งโกลด์เมมเบอร์ และมีทั้งชั้นประหยัด

เถรี 26-02-2026 01:02

เมื่อได้บัตรขึ้นเครื่องมาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปเข้าเลาจน์ ซึ่งห้องพิเศษหรือว่าเลาจน์ สำหรับการบินไทยเหล่านี้ กระผม/อาตมภาพเข้าทีไรก็ขาดทุนทุกที..! เนื่องเพราะว่านอกมื้ออาหารแล้วจะไม่ฉันอะไร จึงต้องทำหน้าที่เฝ้ากระเป๋าให้คนอื่นไปเข้าร้านดิวตี้ฟรีกันต่อ ถึงตัวเองอยากจะไปก็คงจะไม่ได้ เพราะว่าธนบัตร ๑,๐๐๐ เยนใบสุดท้าย เมื่อวานนี้ก็หยอดตู้ทำบุญไปเสียแล้ว..!

จนกระทั่งใกล้เวลา พวกเราก็ไปรอที่ประตูหมายเลข ๒๐ เจ้าหน้าที่นิมนต์พระขึ้นเครื่องก่อนตามประสาการบินไทย แต่ว่าตั้งใจบริการพระจนเกินไป จึงลืมผู้ติดตาม ทำเอา "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) ของเรา ต้องเอาตั๋วไปแปะกับเครื่องเองถึงจะผ่านเข้าไปได้..!

เมื่อขึ้นไปแล้ว ด้วยความที่กระผม/อาตมภาพนั่งชั้น Business Class เขาก็ส่งเครื่องดื่ม ส่งผ้าร้อน อะไรมาให้ก่อน พวกเราต้องบอกว่ากินหรูอยู่สบายมากจนเกินไป โดยเฉพาะทริปนี้ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะสูงมาก ถึงกระผม/อาตมภาพไม่ได้จ่ายเองก็ยังเสียดายเงิน แต่ว่ากลุ่มนี้เขาเป็นขาท่องเที่ยวอยู่แล้ว พูดง่าย ๆ ว่าบินต่างประเทศกันแทบทุกเดือน หรือว่าบางเดือนก็บินถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง..! เพียงแต่ว่าอยู่ในลักษณะของทัวร์คนแก่ เนื่องเพราะว่ามี "น้องต้นหอม" (นางสาวพิมพ์ภัทรา สันตะพันธุ์) ไปด้วย ดังนั้น..ในคณะจึงมีทั้ง "ลุง" ทั้ง "ป้า" เต็มไปหมด โดยเฉพาะมี "หลวงตา" ด้วย ฟังแล้วรู้สึกว่าแก่ขึ้นมาถนัดใจเลย..!

เครื่องของเราออกตรงเวลา เมื่อตั้งลำได้เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็มาสอบถามว่าจะรับอาหารอะไรบ้าง ? กระผม/อาตมภาพสั่งชุดอาหารญี่ปุ่นไป แต่ว่าแอพพิไทเซอร์ที่มานั้นดันมีปลาดิบมาด้วย..! จึงต้องยกให้กับ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) เหมาแทน

แต่ว่าเราทั้งสองคนต้องรออาหารนานมาก ๆ พูดง่าย ๆ ว่าตั้งแต่ยังไม่ทัน ๑๑ โมงดี ต้องรอจนกระทั่งเที่ยงครึ่งถึงจะได้อาหารมา รู้อย่างนี้ไม่สั่งอาหารญี่ปุ่นดีกว่า..! เพราะว่าคนอื่นกินอิ่มกันหมดทั้งลำแล้ว และอาหารญี่ปุ่นที่มาก็มีทั้งไข่ปลาคาร์เวียร์ ซึ่งน่าจะเป็นไข่ปลาแซลมอนมากกว่า แล้วก็มีปลาดิบมาอีกต่างหาก "ตากล้องเอ๋" จึงต้องเหมาแทนกระผม/อาตมภาพตามเคย เนื่องเพราะว่าพระห้ามฉันอาหารที่เป็นประเภทเนื้อดิบ แม้แต่เลือดออกตามไรฟัน ถ้ากลืนลงไปยังปรับอาบัติทุกกฎด้วย..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่กระผม/อาตมภาพเคร่งครัดได้ก็จะเคร่งครัดสักหน่อย

เถรี 26-02-2026 01:08

เมื่อฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ปรับเก้าอี้นอน ภาวนาส่งกำลังใจอุทิศส่วนกุศลและขอบพระคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือมาโดยตลอดทั้งทริป โดยเฉพาะเจออากาศหนักอากาศเบาขนาดไหน ก็ไม่เจ็บไม่ป่วยกับใครเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะการที่ไปแต่ละแห่ง ก็เท่ากับว่าไปอนุเคราะห์สงเคราะห์ท่านทั้งหลายแถวนั้น เนื่องเพราะว่าบางที่นั้น เจ้าที่ทำตัวผอมกะหร่องมาให้เห็น ประมาณว่าไม่ค่อยมีใครทำบุญทำกุศลให้ ขนาดพูดออกไปแล้ว พวกเรายังหัวเราะกันเฮฮา ประมาณว่าครั้งนี้คงจะได้อ้วนท้วนสมบูรณ์กันเสียที..!

เครื่องบินของเรามาถึงท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิก่อนเวลา ๓๐ นาที ขาไปเสียเวลาเพื่อเอาความสะดวกด้านอื่น พูดง่าย ๆ ก็คือให้เกิดอุปสรรค
ตั้งแต่ตอนต้นเสียดีกว่า แล้วมารับความสะดวกสบายในภายหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะรับกันได้

แต่เจ้าประคุณเถอะ..ได้ยินเขาบอกว่าสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ มีนักท่องเที่ยวมากมายมหาศาล เพิ่งจะมาพบด้วยสายตาตัวเองในวันนี้เอง โดยเฉพาะช่อง Priority สำหรับบุคคลพิเศษ ยังต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดหนาแน่นไปหมด ไม่ต้องไปพูดถึงช่องปกติธรรมดาเลย โดยเฉพาะบรรดานักท่องเที่ยวจีน ทำ E-VISA มากันทั้งนั้น ถึงเวลาก็เปิดโทรศัพท์ส่งให้เจ้าหน้าที่ ตม.ไทยดูกันเป็นว่าเล่น

เมื่อผ่านออกมาแล้ว ปรากฏว่ามีปัญหาตรงที่ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) หากระเป๋าตัวเองไม่เจอ..! ท้ายที่สุด..หลังจากวนจนเหงื่อตกอยู่หลายรอบ ปรากฏว่ามีบุคคลเอากระเป๋าไปนั่งกอดเอาไว้ ไม่ทราบว่าเป็นใคร ? อยู่ในลักษณะมั่นอกมั่นใจว่าเป็นกระเป๋าของตัวเอง

กระผม/อาตมภาพอยากจะบอกว่าคนเรา "ตาถั่ว" ขนาดนี้ก็มีด้วย เนื่องเพราะว่ากระเป๋าทุกใบในคณะของเรา จะมีสายคาด Priority ของการบินไทยมาด้วย เมื่อมาถึงเขาก็จะส่งออกมาให้ก่อน แยกหมู่แยกกลุ่มเอาไว้ แต่กลายเป็นเขายืนยันว่าเป็นของตนเอง น้องเล็กต้องชี้ให้ดูว่ากระเป๋าของตนเองมีรอยบุบตรงไหนบ้าง แล้วยังมีสายคาด Priority อยู่ด้วย จึงได้กระเป๋าคืนมา

กระผม/อาตมภาพต้องลงมาเรียกรถแท็กซี่ทางด้านล่าง ซึ่งที่นี่ต่างจากทางด้านท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ก็คือทางดอนเมืองนั้น เมื่อเรารับบัตรรถมาแล้ว ก็ไปยื่นให้คนขับแท็กซี่ซึ่งเข้าคิวรออยู่ แต่ว่าที่นี่เรากดบัตรแล้ว ได้หมายเลขอะไร ก็เดินไปหารถที่ช่องหมายเลขนั้น

เมื่อเดินออกมาก็ให้ดูป้ายหมายเลขนั้น ปรากฏว่าโชเฟอร์วันนี้เป็นผู้หญิงเสียด้วย และพวกเรานอกจากที่จะต้องเสียค่ารถเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ๕๐ บาท ยังต้องจ่ายค่ากระเป๋าเพิ่มขึ้นอีก ๒๐ บาท เนื่องเพราะว่ามีกระเป๋าเกิน ๒ ใบ

เถรี 26-02-2026 01:15

ส่วนที่เกินมาก็คือส่วนที่ "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) สละมาให้ เพื่อที่จะบรรจุหลวงพ่อโตคามากุระ ตลอดจนกระทั่งข้าวของอื่นมาให้กระผม/อาตมภาพ กลายเป็นว่ากระเป๋าที่เพิ่มขึ้นมา ต้องเสียตังค์เพิ่มขึ้นไปอีก โดยเฉพาะรถติดหนักหนาสาหัส ต้องขึ้นทางด่วนแล้วขึ้นทางด่วนอีก กว่าที่จะมาถึงที่พักวัดอุทยาน ก็จ่ายไปทั้งสิ้น ๖๘๕ บาท ยังโชคดีว่า "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) นอกจากจะมาส่งถึงรถแท็กซี่แล้ว ยังควักค่ารถถวายมาอีก ๑,๐๐๐ บาท..!

ในงานนี้นั้น ฝ่ายควบคุมการเดินทางก็คือ "คุณนายปุ๊ก" ส่วนฝ่ายคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและที่พักก็คือ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ส่วนบรรดาสุภาพบุรุษของเราก็ทำหน้าที่โชเฟอร์ขับรถและเนวิเกเตอร์ ซึ่งเนวิเกเตอร์อย่าง "เสี่ยโอ" ของเราก็ทำหน้าที่ได้ดีสุด ๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่าไปเอาแอพฯ มาจากไหน สามารถบอกรายละเอียดสถานที่ได้ทุกแห่ง

ยังไม่ทันที่จะกลับถึงประเทศไทย ก็ชวนกระผม/อาตมภาพให้หาเวลาว่าง เพื่อเดินทางไปนิวซีแลนด์ด้วยกันอีกแล้ว โดยที่บอกว่าจะขับรถจากเกาะเหนือทะลุเกาะใต้ไปเลย..! กระผม/อาตมภาพก็แต่ได้กลืนน้ำลายเอื๊อก เนื่องเพราะว่านิวซีแลนด์นั้นเงินใหญ่กว่าเรามาก ปัจจุบันนี้เหรียญหนึ่งก็น่าจะเกือบ ๒๐ บาทของเรา ถ้าราคาแพงมากก็อาจจะปฏิเสธความหวังดีของญาติโยมไปก็ได้..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:03


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว