กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนธันวาคม ๒๕๖๘ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=169)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๘ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11360)

พิชวัฒน์ 04-12-2025 19:44

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๘
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๘



เถรี 05-12-2025 00:02

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ พรุ่งนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติ วัดท่าขนุนจำเป็นต้องงดบิณฑบาต ๑ วัน เนื่องเพราะว่าทางที่ว่าการอำเภอทองผาภูมิ ต้องการพระภิกษุวัดท่าขนุนไปรับบิณฑบาต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตัวกระผม/อาตมภาพเองก็ต้องเป็นประธานในการสวดพระพุทธมนต์ถวายด้วย

ดังนั้น..การบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ รุ่นที่ ๘/๒๕๖๘ ของญาติโยมทั้งหลาย ก็จะบวชหลังจากที่
กระผม/อาตมภาพกลับจากที่ว่าการอำเภอแล้ว

ส่วนงานอุปสมบทหมู่ในวาระปัญญาสมวาร พูดภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ครบ ๕๐ วันของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก็จะมีขึ้นในช่วงประมาณเที่ยงครึ่ง ก็แปลว่าในช่วงเช้าของพวกเราก็คือปฏิบัติธรรมกันก่อน

ช่วงบ่ายหลังจากที่อุปสมบทหมู่เสร็จ กระผม/อาตมภาพก็ต้องเดินทางเข้าวัดอุทยาน เนื่องเพราะว่าพรุ่งนี้และมะรืนนี้ มีงานพิธีประทานปริญญาบัตรแก่นิสิต ทั้งระดับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจำปี ๒๕๖๘ โดยเฉพาะปีนี้พิเศษตรงที่ว่า มีพระของจังหวัดกาญจนบุรี จบปริญญาเอกราว ๆ ๑๒ รูปด้วยกัน เป็นของอำเภอทองผาภูมิไป ๓ รูป จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องไป

งานพวกนี้จะว่าไปแล้วเป็น "งานสังคม" แต่ว่าโบราณเขาบอกเอาไว้แล้ว ถ้าเป็นทางด้านพระพุทธศาสนาของเราก็คือการปฏิบัติตามหลักสังคหวัตถุธรรม ก็คือ

ทาน มีการแบ่งปันให้กับผู้ที่ขาดแคลน

ปิยวาจา พูดดี พูดให้กำลังใจคนอื่น

อัตถจริยา ทำตนเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

สมานัตตตา เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาชอบใจ และถูกต้องตามหลักทำนองคลองธรรม

เถรี 05-12-2025 00:07

ส่วนทางด้านชีวิตฆราวาส โบราณเขาบอกไว้ว่า "คนเราจะเห็นใจกัน ก็ในยามเจ็บ ยามจน ยามจาก" ก็คือเจ็บไข้ได้ป่วย มีใครมาช่วยดูแลถามไถ่เป็นกำลังใจให้หรือไม่ ? ยามลำบากยากจน มีใครยินดีให้เราพึ่งพิงบ้างหรือไม่ ? และตอนตายมีใครมาดูใจบ้าง ?

เพียงแต่ว่าหลักการนี้ของเราก็คืออยู่ในลักษณะที่ว่า ในวาระที่คนอื่นเขาได้รับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เราไปร่วมยินดีด้วย เป็นส่วนหนึ่งของหลักมุทิตาธรรมในพรหมวิหาร ๔ พูดง่าย ๆ ก็คือ "ยามดีก็ใช้ ยามไข้ก็ต้องรักษา" ไม่ใช่ว่าถึงเวลามีประโยชน์เราก็ไป ถ้าไม่มีประโยชน์ เราก็ไม่ใส่ใจ ถ้าทำแบบนั้น นานไปก็จะไม่เหลือใครเลย..!

โดยเฉพาะในส่วนของคณะสงฆ์เรา ถ้าหากว่ามีการช่วยเหลือเกื้อกูลประคับประคองกัน ให้ทุกคนสามารถเดินหน้าไปด้วยกัน พระพุทธศาสนาของเราจึงจะขับเคลื่อนไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าเรามีความสามารถมาก ก็นำโด่งไปคนเดียว ไม่ต้องสนใจข้างหลัง ถ้าอยู่ในลักษณะนั้น มองกลับมาอาจจะไม่เหลือใครเลย..! ถ้าแบบนั้นพระพุทธศาสนาก็ไปไม่ได้ เนื่องเพราะว่ามีแต่เราเพียงผู้เดียว

ดังนั้น..ในส่วนพวกนี้จึงเป็นเรื่องของทั้ง "ศาสตร์" คือความรู้ และ "ศิลป์" คือวิธีการพลิกแพลงใช้งาน แต่หลักสำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรที่เราอยู่กับโลก แต่ไม่โดนกระแสโลกครอบงำ เป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายจะต้องเพียรพยายามทำให้ถึง เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วจะโดนกระแส รัก โลภ โกรธ หลง ชักนำไปเสมอ ถ้าอยู่ในลักษณะอย่างนั้น อีกไม่นานเราก็จะโดนกิเลสชักนำจนผิดทาง แบบเดียวกับหลายต่อหลายท่าน บวชเข้ามาก็ตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่พอนานไป ๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เริ่มเข้ามา เราก็อาจจะเป๋ออกนอกทางโดยไม่รู้ตัว..!

กระผม/อาตมภาพเสียดายเพื่อนฝูงหลายต่อหลายท่าน แรก ๆ ก็ตั้งใจทำเพื่อส่วนรวม พอนานไปก็เอาตัวเองเป็นหลัก จะต้องมีกุฏิดี ๆ ติดเครื่องปรับอากาศ ที่นอนฟูกหนา ๖ นิ้ว ๘ นิ้ว ต้องมีรถตู้หรูเอาไว้ใช้ ต้องมีโทรศัพท์รุ่นล่าสุด กลายเป็นว่าแทนที่จะกระทำเพื่อพระศาสนาหรือส่วนรวม ก็กลายเป็นทำเพื่อตนเอง จะว่าไปแล้วก็ตำหนิกันไม่ได้ เนื่องเพราะว่าถึงเวลาจะตรงกับภาษิตจีนที่ว่า "บุคคลอยู่ในยุทธจักร ไม่เป็นตัวของตัวเอง" เพราะว่ากระแสรอบข้างจะชักนำไป

เถรี 05-12-2025 00:09

ถ้าท่านทั้งหลายมีโอกาสฟังในสิ่งที่บรรดาพระผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งพูดคุยกัน ก็มีแต่ว่าปีนี้ใครจะได้รับพระราชทานตั้ง ปีนี้ใครจะได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ กลายเป็นว่าแทนที่อยู่นานไป จะสามารถปฏิบัติจนกระทั่งละสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้ กลับกลายเป็นแข่งขันกันไขว่คว้าเข้ามาใส่ตัว หลายท่านที่แต่แรกไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้ ก็กลายเป็นสังคมโดนกดดัน จนต้องตะเกียกตะกายไปให้ทันเพื่อน ไม่อย่างนั้นก็รู้สึกน้อยหน้าคนอื่นเขา..!

ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงกลายเป็นตัวแปลกแยกอยู่ในสังคมเสมอ เพราะว่าไม่สนใจเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เลย แต่กลายเป็นว่ายิ่งไม่สนใจ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ยิ่งมา อย่างที่ทุกท่านเห็นว่า แค่ตำแหน่งหลัก ๆ ก็ ๓๐ กว่าตำแหน่งเข้าไปแล้ว..! ประชุมแต่ละทีต้องปรับสมองกันแทบแย่ เพราะว่าต้องทำความเข้าใจว่าวันนี้ประชุมในฐานะอะไร ? แล้วเรามีอะไรที่จะเสนอให้กับที่ประชุมบ้าง ? เพียงแต่ดีอยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราสามารถลอยตัวเหนือเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาคิด ไม่ต้องไปเสียเวลาเครียด

วันนี้ช่วงสายกระผม/อาตมภาพไปงานครบรอบ ๖ ปีวันมรณภาพของหลวงปู่ชุ้น - พระเดชพระคุณพระธรรมเสนานี (ชุณห์ กิตฺติวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะกู อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ปรากฏว่านาน ๆ ไปที เพื่อนฝูงก็คือพระครูปฐมภาวนาภิรัต วิ. (พรหมลิขิต ยโสธโร) เจ้าอาวาสวัดวังตะกูรูปปัจจุบัน เจ้าคณะตำบลวังตะกู ท่านออกปากว่า "นาน ๆ เจอพี่เล็กที ขอถ่ายรูปด้วยหน่อย" แล้วก็ชวนเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรี คือหลวงพ่อกำไร (พระครูโกวิทสุตการ) มาถ่ายรูปด้วยกัน

ทั้งสองรายอายุ ๖๓ ปี แต่กระผม/อาตมภาพย่าง ๖๗ มาครึ่งปีแล้ว ทั้งสองคนบ่นว่า "พวกผมอายุน้อยกว่า ผมขาวหมดแล้ว พี่เล็กยังไม่มีผมขาวเท่าไรเลย" ส่วนที่พูดตรงนี้แค่อยากจะบอกว่า ถ้าไม่ต้องเสียเวลาไปคิด ไปวางแผน เพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ไม่เครียด ดังนั้น..ทุกท่านจะเห็นว่าบรรดาเจ้าคณะปกครอง พอรับตำแหน่งไม่นาน ก็พากันแก่ชราเกินอายุไปตาม ๆ กัน..!

เถรี 05-12-2025 00:12

วันก่อนทุกท่านก็คงเห็นท่านพระครูวรกาญจนโชติ, ดร. เจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ ท่านเพิ่งอายุ ๖๐ ปี ตอนนี้แก่แซงกระผม/อาตมภาพไปแล้ว เนื่องเพราะว่าเรื่องทั้งหลายในการปกครองคณะสงฆ์นั้น ถ้าเราทำแบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปคิดฟุ้งซ่านเผื่ออนาคตว่า คนนั้นเป็นคนของเรา คนนั้นไม่ใช่คนของเรา ถึงเวลาคนนี้พ้นไป เราต้องเอาคนของเราเข้าไป คนนั้นจะก่อประโยชน์ให้เราอย่างไรบ้าง ? คิดไปก็เครียดตาย แต่ก็รู้สึกว่าเขาจะขยันคิดกันมาก..!

จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายต้องสังวรเอาไว้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทำอย่างไร เราจะยืนหยัดอยู่ในกระแสโลกได้โดยไม่ไหลตามไป โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณรของเรา ต้องเป็นหลักให้กับญาติโยม ถ้าไปไหลตามกระแสโลกไป แล้วจะเป็นหลักได้อย่างไร ?

ถ้าท่านไม่สามารถที่จะก้าวพ้นกระแสขึ้นสู่ฝั่งได้ อย่างน้อยก็ต้องเหมือนหินใหญ่กลางสายน้ำ ก็คือกระทบเท่าไรก็สะเทือนหวั่นไหวน้อยกว่าคนอื่น จะได้เป็นที่พึ่งให้แก่ญาติโยมเขาได้ ประมาณว่ายังไม่สามารถตัด รัก โลภ โกรธ หลงได้ แต่ก็ไม่ยอมให้ รัก โลภ โกรธ หลง ชักนำเราไปผิดทาง

เรื่องพวกนี้ขอฝากเป็นการบ้านให้กับพวกเราเอาไว้พิจารณา และถือว่าเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพิ่มขึ้นมา
นอกเหนือจาก ศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว เราทำอย่างไรที่จะมี "ศิลป์" ในการที่จะอยู่ร่วมในสังคมของเรา โดยไม่ก่อให้เกิดความลำบากมากนัก

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:06


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว