![]() |
ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันแม่แห่งชาติ วันที่ ๙ - ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๙ แปลว่าพระเราเข้าพรรษามาหนึ่งเดือนแล้ว หลวงพ่อยังไม่ทันได้หยุดหายใจเลย จะออกพรรษาอีกแล้ว..! เมื่อวานจากสำนักงานเทศบาลตำบลหาดทนง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี วิ่งกลับมาวัดท่าขนุนใช้เวลา ๕ ชั่วโมงกว่านิดหน่อย ในคณะกรรมการตรวจประเมินเพื่อยกหมู่บ้านรักษาศีล ๕ ต้นแบบของหนกลาง ๒๓ จังหวัด อาตมภาพเป็นกรรมการที่ต้องเดินทางไกลที่สุด เพราะว่าแค่จากท่าขนุนลงไปที่ตัวจังหวัดกาญจนบุรีก็ ๑๔๐ กิโลเมตร ถ้าเป็นที่อื่น ๑๔๐ กิโลเมตรเขาวิ่งกันข้ามจังหวัดไปแล้ว..! แต่ด้วยความที่ว่าจะงานใหญ่งานเล็ก ถ้าเป็นงานคณะสงฆ์ อาตมภาพไม่เคยทิ้ง ไปให้เขาเสมอ จนทุกคนนึกว่าอยู่ใกล้ ๆ บางท่านขอเดินทางมาเยี่ยม แล้วก็บ่นไม่รู้จบว่า "ทำไมอยู่ไกลขนาดนี้..?!" ก็เลยบอกท่านไปว่า "มาบ่อย ๆ เดี๋ยวก็รู้สึกว่าใกล้ไปเอง" คือที่ไหนถ้าเราคุ้นชินแล้วก็จะไม่รู้สึกว่าไกล มองไป เอ้า..ถึงตรงนี้แล้ว เดี๋ยวถึงตรงโน้นแล้ว แต่ถ้าหากว่าไปครั้งแรกมักจะรู้สึกว่าไกลมาก ในส่วนของเวลาถึงแม้ว่าจะเป็นสมมติทางโลกเช่นกัน แต่ก็เป็นเครื่องย้ำเตือนเราว่า วันคืนล่วงไปล่วงไปเราทั้งหลายทำอะไรกันอยู่ ? เป็นการเตือนสติตัวเราเองว่า ได้สร้างคุณงามความดีอะไรที่เป็นประโยชน์แก่โลกบ้างหรือไม่ ? แก่ตนเองบ้างหรือไม่ ? แม้กระทั่งการเทศน์ของพระที่อีกสักครู่จะได้ฟัง ท่านก็มีการบอกศักราช ซึ่งก็คือบอกวันเวลาว่าพระพุทธศาสนาของเราล่วงเลยมานานเท่าไรแล้ว ถ้าเป็นการบอกศักราชแบบโบราณก็จะบอกว่ายังเหลืออีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี แต่ด้วยความที่ยืดเยื้อมากเกินไป คนรุ่นใหม่ ๆ รับกันไม่ค่อยได้ ก็เลยเหลือแค่บอกว่า วันนี้เป็นวัน เดือน ปี อะไร ให้ไปหักกลบลบล้างจากห้าพัน ว่าอายุพระพุทธศาสนาเหลืออยู่เท่าไร |
ที่ท่านใช้คำว่า คะณะนา สัลลักเขตัพพา ก็คือพึงจักกำหนดนับได้ แล้วก็จะขึ้น อิทานิ ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ปะรินิพพานะโต ปัฏฐายะ ก็คือตั้งแต่พระปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถึงบัดนี้ อัฏฐะสัฏฐะยุตตะระปัญจะสะตาธิกานิ เท๎วสังวัจฉะระสะหัสสานิ บาลีเขานับจากเลขน้อยไปหามาก
อัฏฐะสัฏฐะ (๖๘) ยุตตะระ (กว่าอีก) ปัญจะสะตะ (๕๐๐) อธิกะ (กับอีก) เท๎วสังวัจฉะระสะหัสสะ (๒,๐๐๐ ปี) เท๎ว คือ สอง สะหัสสะ คือ พัน แต่ภาษาบาลีนับอะไรเขาจะเอาสิ่งที่นับนั้นไว้ตรงกลาง ดังนั้น..สังวัจฉะระ ที่แปลว่าปี ก็เลยไปอยู่ตรงกลางเป็น เท๎วสังวัจฉะระสะหัสสะ แปลเรียงตามบาลีไปได้ว่า สองปีพัน ถ้าอ่านเป็นไทยต้องอ่านกลับว่า สองพันปี ปัจจุปปันนะกาละวะเสนะ (วันเวลาในปัจจุบันนี้) สาวนะมาสัสสะ (เดือนเก้า) นะวะมัง ทินัง (วันที่เก้า) วาระวะเสนะ ปะนะ โสระวาโร (ตรงกับวันเสาร์) คราวนี้ถ้าหากว่าโยมฟังภาษาบาลีไม่ออก ก็ไปฟังเป็นภาษาไทย ที่ท่านว่า ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนายุกาล จำเดิมแต่ปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัดนี้ล่วงเข้า ๒๕๖๘ พระวัสสา วัสสาคือฤดูฝนตามภาษาบาลี แต่บ้านเราอะไร ๆ ก็เอาบาลีเป็นหลัก แต่ใช้เป็นสันสกฤตทุกที..! วัสสาในบาลีพอมาเป็นสันสกฤตก็เป็นพรรษา ก็กลายเป็น ๒๕๖๘ ฤดูฝน เพราะพรรษาก็แปลว่าฤดูฝน หนึ่งฤดูก็นับเป็นปี แต่ระยะหลังนี้ฝนฟ้ามามั่วไปหมด ถ้าขืนไปนับแบบเก่าอาจจะได้เพิ่มหลายปี |
แบบเดียวกับที่อาตมภาพเห็นพระใหม่ยังจำหน้าไม่ได้เลย ถามว่า "คุณบวชมานานเท่าไร ?" ท่านบอกว่า "สามพรรษาแล้วครับ" อาตมาก็ "เฮ้ย..เยอะขนาดนั้นเลยหรือ ? ตกลงบวชเดือนไหน ?" ไล่ไปไล่มา บวชได้เก้าเดือน สรุปว่าท่านบอกว่า "หนึ่งพรรษาก็คือสามเดือน" อาตมาเลยบอกไปว่า "เอ็งจำไว้เลยว่าของพระ หนึ่งพรรษาก็คือหนึ่งปี" ไม่ใช่เก้าเดือนแล้วนับเป็นสามพรรษา..!
คราวนี้การที่แจ้งวันเวลาไว้ก็เพื่อเตือนสติชาวพุทธของเรา ว่าอย่ามัวแต่ไปสนใจเรื่องภายนอก อะไรที่พอทำได้ก็ทำไป อะไรที่เกินกำลังก็ปล่อยวางบ้าง ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะมีเวลาไม่พอที่จะสร้างความดีใส่ตัว อาตมาเจอมาด้วยตัวเอง อาตมภาพ "โยม ไม่ไปวัดทำบุญบ้างเล่า ?" โยม "โอ๊ย เดี๋ยวรออายุมากกว่านี้หน่อยเจ้าค่า" อาตมภาพ "โยม เมื่อไรจะเข้าวัดสักที ?" โยม "ลูกยังเล็กอยู่เจ้าค่ะ" อาตมภาพ "โยม..ลูกโตแล้ว เมื่อไรจะเข้าวัดสักที ?" โยม "อ๋อ..กำลังเลี้ยงหลานเจ้าค่ะ" กูจะบ้า..! มึงไม่ต้องเข้าวัดหรอก เดี๋ยวเขาหามมึงเข้าเองแหละ..! พระจะไปชักบังสุกุลอนิจจา วะตะ สังขาราฯ ให้..! นั่นคือลักษณะของผู้ประมาท ที่โบราณเขาบอกว่า "ปลูกเรือนใกล้ท่า ไม่มีน้ำจะกิน" ปลูกบ้านอยู่ริมน้ำแท้ ๆ แต่ไม่มีน้ำจะกิน เพราะไม่ยอมเดินไปท่าน้ำ ปลูกบ้านอยู่ข้างวัดแต่ไม่เข้าวัด ฟังแล้ว "น้ำตาจิไหล" ไหม..? |
น้องเคทเมื่อครู่นี้คือเด็กหญิงณัฐณิชา สุดแสวง ความจริงบ้านอยู่ในตลาดนี่เอง แต่ด้วยความที่มีใจรักเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย แล้วครูนาฏศิลป์ที่ดีที่สุดของทองผาภูมิตอนนั้นอยู่ที่โรงเรียนบ้านอูล่อง น้องเคทก็เลยสละสิทธิ์ที่จะเรียนโรงเรียนเทศบาลทองผาภูมิ ยอมเดินทางไกลไปเรียนที่โรงเรียนบ้านอูล่อง เพื่อให้ได้เรียนวิชานาฏศิลป์กับครูที่ดีที่สุด
ต้องบอกว่าเป็นบุคคลที่มีความมุ่งมั่นมาก ทำอะไรทำจริง ลักษณะของผู้ที่ใช้หลักธรรมคืออิทธิบาท ๔ ในชีวิตอย่างแท้จริง ก็คือมี ฉันทะ..พอใจที่จะทำอย่างนั้น วิริยะ..ตั้งหน้าตั้งตาพากเพียรทำไป ไม่สนใจว่าจะเป็นหนทางที่ไกลเท่าไร จิตตะ..กำลังใจปักมั่นอยู่กับเป้าหมายของตนเอง ไม่เปลี่ยนแปลง วิมังสา..ไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอว่า ตั้งใจทำอะไร ? ทำไปเท่าไร ? กว่าจะถึงจุดหมายยังเหลืออีกมากน้อยเท่าไร ? ก็เลยประสบความสำเร็จเมื่อส่งเข้าประกวดรางวัลนักเรียนพระราชทาน ซึ่งโดยปกติแล้วจังหวัดกาญจนบุรีหารางวัลนี้ได้น้อยมาก แต่ว่าสี่ปีหลังบวกกับน้องเคทเป็นห้าปีต่อเนื่อง ทองผาภูมิได้รางวัลนี้มาโดยตลอด ก็คือเริ่มจากน้องเอิ๊ก (นางสาวสุคนธา อินนะสถิต) รางวัลนักเรียนรางวัลพระราชทานระดับโรงเรียนมัธยมขนาดกลาง ถัดไปก็น้องบัว (นางสาวอัจฉรานันท์ วงศรีรัตนชัย) รับรางวัลนักเรียนรางวัลพระราชทานระดับโรงเรียนมัธยมขนาดกลาง ต่อไปก็นายยงยุทธ สงพะโยม รับรางวัลพระราชทานในฐานะผู้บริหารโรงเรียนรางวัลพระราชทาน แล้วก็มาปีล่าสุดโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา รับรางวัลสถานศึกษารางวัลพระราชทาน สรุปแล้วโรงเรียนเดียวรับไปสี่ปีต่อเนื่อง แล้วก็มาน้องเคทรับรางวัลนักเรียนพระราชทานระดับประถมศึกษาขนาดกลาง เท่ากับว่าห้าปีผ่านไป รางวัลพระราชทานตกอยู่ที่ทองผาภูมิตลอดมา..! |
อาตมาภาพก็ภูมิใจว่า ในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนเด็ก ๆ ทุกวิถีทาง แล้วบุคคลที่ตั้งใจเอาดีแม้ว่าจะมีไม่มาก แต่อวดเขาได้ อาตมภาพเรียกว่า "เด็กรับแขก" ถึงเวลาส่งไปชนกับใครที่ไหนก็ไม่อายเขา
เด็ก ๆ ของทั้งสองโรงเรียนรับรางวัลสารพัด แค่ถ้วยรางวัลพระราชทานนาฏศิลป์ไทยอนุรักษ์ ของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี รับมา ๔ - ๕ ใบแล้ว เด็ก ๆ เขารู้ว่าถ้าเขาได้รางวัลแล้วหลวงตาของเขาจะมีรางวัลพิเศษให้ เพราะฉะนั้น..ทุกคนจึงทุ่มเต็มที่ แล้วคุณสมบัติเหล่านี้ก็จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต เด็กโรงเรียนบ้านอูล่องรุ่นนั้นไม่ต้องไปสอบแข่งปริญญาตรีกับใคร ทางสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์รับเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ เพราะว่าไปแสดงความสามารถคว้าถ้วยพระราชทานของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมาแล้ว ส่วนรุ่นพี่ ๆ อย่างน้องเอิ๊ก ปีนี้ก็จะจบปริญญาตรีแล้ว ก็น่าจะสมัครเป็นครูแถวเมืองกาญจน์เรานี่แหละ แล้วเดี๋ยวค่อยขยับมากลับบ้านของตัวเอง เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก สามารถยกระดับตัวเราเองได้ ดังนั้น..ถ้ามีโอกาส เรียนให้สูงไว้ก่อน ถ้าเขาต้องการคุณสมบัติต่ำกว่า..ไม่เป็นไร..เรามีให้ แต่ถ้าต้องการคุณสมบัติสูง..คนอื่นไม่มีแล้วเรามี เราก็จะสบายกว่าคนอื่นเขา เพราะว่าถึงเวลาก็ได้รับในส่วนที่ตนเองควรจะได้ |
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันเสาร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ วันนี้วันพระใหญ่ เดี๋ยวพระจะต้องไปลงทบทวนพระปาฎิโมกข์ซึ่งก็คือทวนศีลของพระ...กันลืม เพราะว่าต้นเหตุของการศีลขาดของพระเรามีอยู่ข้อหนึ่งคือลืมสติ ในช่วงนั้นแม่ชีจะมารับหน้าที่แทนในการนำปฏิบัติ พระออกจากโบสถ์แล้วถึงจะมาร่วมปฏิบัติต่อ ยังเห็นที่นั่งแหว่ง ๆ อยู่ ไปไหนกัน ? ถ้าเช็คชื่อไปแล้วบอกว่าขาด เดี๋ยวก็วิ่งตาลีตาเหลือกกันมาอีก..! โดยปกติแล้วเรื่องการปฏิบัติธรรม ต้องเกิดความยินดีและพอใจด้วยตนเองก่อน แล้วหลังจากนั้นก็พากเพียรกันทำไป คราวนี้ก็แยกเป็นสองสาย ก็คือทำถูกกับทำผิด ถ้าถามว่า "ปฏิบัติธรรมมีผิดด้วยหรือ ?" ก็ต้องบอกว่า "ขึ้นอยู่กับเราว่าเจอครูสอนแบบไหน" ถ้าเจอแบบมั่ว ๆ ก็เวรกรรม..! บางทีเราหลงศรัทธาแต่ว่าท่านพาไปผิด เหมือนอย่างสมัยหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านนำปฏิบัติแล้วมีโยมมาสอบถามว่า "ช่วยดูให้หน่อยว่าสิ่งที่เคยปฏิบัติได้นั้นเสื่อมไปหรือยัง ?" หลวงพ่อก็สงสัยว่า "เสื่อมคืออะไร ?" เขาบอกว่า "ไปภาวนาที่วัดหนึ่ง แล้วเห็นแสงสีต่าง ๆ ปรากฏขึ้นทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่ แล้วผู้สอนท่านบอกว่าสำเร็จแล้ว" ซึ่งความจริงลักษณะแบบนั้นยังไม่ทันจะขึ้นชั้นประถมปีที่ ๑ เลย ก็แปลว่าถ้าเจอผู้นำประเภทนั้นเราอาจจะเสียเวลาในชีวิต เพราะว่าทำผิด |
การทำผิดยังมีอีกประเภทหนึ่งก็คือ ทำถูกแต่ผิด อย่างเช่นว่าทรงฌาน ทรงสมาบัติได้ แล้วยินดีพอใจอยู่แค่นั้น ไม่หาความก้าวหน้าใด ๆ ต่อไป
พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านถึงได้บอกว่า "บุคคลที่สร้างบารมีไว้ดี ย่อมพบเจอครูบาอาจารย์ที่ดี" ถ้าหากว่าสร้างบารมีมาไม่ดี อาตมภาพไม่ยกตัวอย่างใคร นอกจากคุณน้าคนโตของตัวเอง เพราะว่าครั้งแรกที่คุณน้าไปวัด ก็คือพรรคพวกเพื่อนฝูงชวนกันไปทำบุญที่วัดดอยนางแล จังหวัดเชียงราย ไปไกลขนาดนั้น..! ไปทำบุญกับท่านอาจารย์นิกร วัดดอยนางแล เมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา ท่านก็เปลี่ยนที่ไปทำบุญกับท่านอาจารย์ยันตระ วัดสุญญตาราม พอท่านอาจารย์ยันตระหนีเตลิดเปิดเปิงไปต่างประเทศ ท่านก็ไปทำบุญกับหลวงพ่อภาวนาพุทโธ วัดสามพราน คนเราอะไรจะถูกหวยได้สามรอบติด ๆ กัน..! เขาถึงได้บอกว่า "ถ้าเราเจอครูบาอาจารย์ที่นำผิดสอนผิด อาจจะเสียโอกาสในชีวิตไปเลย" เนื่องเพราะว่าบางท่านอาจจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ แบบใครสักคนที่ชื่อ "ไอ้เต่า" เขาบอกว่า "พระบวชมาไม่หมดกิเลส แล้วบวชมาทำไม ? พระควรที่จะหยุดบอกบุญ เรี่ยไร ก่อสร้าง ต่าง ๆ ได้แล้ว เพราะส่อว่าจะทุจริต" คนนี้น่าจะบรรลุธรรมระดับสูงแล้ว..! ถ้าหากว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิลักษณะนี้จะน่าสงสารมาก เพราะคำว่าทิฏฐิคือความเห็น คือความคิด คือวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิตของตนเอง ถ้าเป็นบุคคลประเภท "ไอ้เต่า" ก็จะอยู่ในลักษณะที่ว่าชาตินี้เอาดีไม่ได้แน่นอน เพราะในความรู้สึกของเขานั้น พระเณรไม่มีดีแม้แต่รูปเดียว มีแต่เขาดีอยู่คนเดียว พอแล้ว..การตำหนิด่าว่าคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี..! |
เสียงไม่ค่อยจะมี ขายเสียงไปแล้ว..! จากวันนั้นจนถึงวันนี้เสียงไม่กลับคืนมา ไม่ทราบว่าเป็นฤทธิ์ยาหรือเปล่า ? แต่คาดว่าน่าจะใช่ ก็คือบรรดาญาติโยมทั้งหลาย กลัวว่าอาตมาจะทำงานไม่ไหว เอาไอ้โน่นมาให้โด๊ป เอาไอ้นี่มาให้โด๊ป เสร็จแล้วสุ้มเสียงก็กลายเป็นอย่างที่ได้ยิน ก็คือส่วนใหญ่ยาบำรุงจะไปกระตุ้นธาตุไฟ คราวนี้พอธาตุไฟมาก เผาร้อนอยู่ภายใน เสมหะจะมาก เมื่อเสมหะมาพันเส้นเสียง เสียงก็หายไปด้วย ส่วนใหญ่แล้วพวกเราไม่ค่อยจะรู้เรื่องนี้ หมอยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย ก็คือหมอส่วนใหญ่เรียนมาด้านเดียว
ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันไม่หยุดเลยอย่างเรื่องการกินไข่ มีอยู่สมัยหนึ่งบอกว่า "ให้กินไข่ได้วันละ ๑ ฟอง ห้ามกินเยอะกว่านั้น" มาสมัยนี้บอก "กินไปเลยมื้อละ ๒ ฟอง" ตกลงคุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม ? แล้วค่อยมาบอกชาวบ้าน..! คือวิชาการต่าง ๆ บางทีการร่ำเรียนไปโดยที่รู้ไม่รอบ รู้ไม่ทั่ว ก็อาจจะสร้างความลำบากให้กับพวกเราแบบไม่รู้ตัว สมัยก่อนเขาเรียกว่า "บาปบริสุทธิ์" ประมาณว่าเจตนาดีแต่ทำไปแล้วเสียหาย อย่างพวกน้ำผลไม้รวม โปรดระวังไว้ โบราณเขาศึกษาลึกซึ้งมากกว่าว่า สารบางอย่างหนุนเสริมกันเอง สารบางอย่างหักล้างกันเอง บางอย่างที่หนุนเสริมกันลำพังตัวเองแล้วก็ไม่ก่อโทษ แต่พอผสมรวมกับอย่างอื่นกลายเป็นโทษทันที อย่างการกินหอมหัวใหญ่กับน้ำผึ้ง กินลูกพลับกับปูทะเล ลองดูได้นะ..ถ้าไม่ตายเสียก่อน..มาช่วยเล่าให้ฟังด้วยว่าอาการเป็นอย่างไร ? เพราะว่าลงไปแล้วฤทธิ์จะหักล้างกันโดยมีร่างกายเราเป็นสนาม..บรรลัยสิขอรับ..! |
ดังนั้น..ในเรื่องของเวชศาสตร์ โบราณเก่งกว่าเรามาก ดูตัวอย่างแค่ท่านปู่หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านหยิบสิ่งของรอบตัวมาทำเป็นยาได้หมด รุ่นใหม่เรียนไม่ถึงขั้นนั้น
กล่าวถึงน้ำผลไม้รวมเมื่อครู่นี้ บางคนกินลงไปแล้วแพ้ คันคะเยอไปครึ่งค่อนวัน..! ใครเจอมาแล้วบ้าง ? โดยเฉพาะพวกยี่ห้อดัง ๆ เพราะว่าของบางอย่างพอไปรวมแล้วก็หักล้างกันเอง ก่อให้เกิดโทษมากกว่าประโยชน์ แล้วหลายอย่างพอเป็นสารบำรุงกับสารบำรุงลงไป พอไปจับมือกันก็กลายเป็นแรงขึ้น ๒ เท่า ๓ เท่า ร่างกายคนจึงรับไม่ไหว โบราณถึงได้บอกว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" คือคนบางคนเหมาะกับยาบางอย่าง ไม่ได้เหมาะกับทั้งหมด คนโบราณเขาถึงได้ดูคนไข้ คนป่วยด้วยโรคเดียวกัน คนหนึ่งน้ำหนักตัว ๑๐๐ กิโลกรัม อีกคนหนึ่งน้ำหนักตัว ๕๐ กิโลกรัม จ่ายยาเท่ากันเมื่อไรจะต้องตายหนึ่งคน..! เพราะว่าสภาพร่างกายต่างกัน หมอสมัยนี้ไม่ได้ใส่ใจ ถึงเวลาก็ "ผู้ใหญ่ใช่ไหม ? อายุเกิน ๑๘ แล้ว เอ้า..ใส่ไปเลย ๒ เม็ด" อาตมาโดนมาเองแล้ว มียาชนิดหนึ่งเขาบอกว่าถ้าน้ำหนักตัวไม่ถึง ๖๐ กิโลกรัมให้กินได้เม็ดเดียว ถ้า ๖๐ กิโลกรัมขึ้นไปกินได้สองเม็ด คนให้ยาอาตมาภาพเป็นหมอมือหนึ่งเลย จ่ายมา ๒ เม็ด อาตมภาพกินเข้าไป เมาหัวทิ่มไป ๓๓ วัน..! คุณหมอต้องเอาพานมากราบขอขมาทีหลัง ไม่นึกว่าอาตมาจะเป็นคนกระดูกเบาขนาดนั้น..! สำนวน "กระดูกเบา" นี่ถ้าเป็นภาษาจีนเขาแปลว่า "พวกเจ้าชู้" แต่อาตมาเป็นคนกระดูกเบาเพราะตัวเล็ก ที่เห็นตัวใหญ่ ๆ นี่แหกตาชาวบ้านเขา ถ้าทำตัวเล็ก ๆ เดี๋ยวเขาจะไม่เกรงใจ ก็เลยต้องทำตัวใหญ่ ๆ หน่อย แต่ขนาดว่าใหญ่แล้วก็ได้แค่นี้แหละ..! |
ดังนั้น..หลายอย่างโดยเฉพาะการปฏิบัติธรรม ห้ามประมาทอย่างเด็ดขาดว่าเราดีแล้ว สายกรรมฐานของเราถูกต้องที่สุดแล้ว ถ้าไม่ใช่สายนี้เราจะไม่นับถือคำสอนของใครเลย จะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ให้คิดว่าพระพุทธเจ้าสอนถูกแล้ว ถ้าไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้าที่พระสงฆ์ถ่ายทอดมา เราจะไม่ฟังศาสนาใดเลย
เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ทุกคนก็คือลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เพียงแต่ว่าท่านถนัดหลักธรรมข้อไหนก็เอาแบบนั้นมาสอน พวกเราเหมือนคนกินอาหาร ชิมแล้วถูกใจก็กินไป ไม่ถูกใจก็ไปหาร้านใหม่ เดี๋ยวก็จะโชคดีเหมือนคุณน้าของอาตมภาพเอง..! |
ก่อนทำวัตรเย็น วันเสาร์ที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ ปกติถ้าอ่านหนังสือตามความเร็วทั่วไป อาตมภาพจะอ่านวันหนึ่งประมาณ ๓ - ๔ เล่ม ทุกวันนี้ต้องบังคับตัวเองให้อ่านไม่เกินวันละ ๑ เล่ม เพราะสองสาเหตุด้วยกัน สาเหตุที่หนึ่ง..ค่าหนังสือแพงเอาการ พยายามบีบให้อยู่ในกรอบ ๓,๐๐๐ บาทต่อเดือนไม่เคยสำเร็จ ประการที่สอง..หนังสือออกมาไม่ทันให้อ่าน ข้อนี้เป็นปัญหาใหญ่ สาเหตุที่ชอบอ่านหนังสือเกิดจากนิสัยตั้งแต่ตอนเด็ก สมัยเป็นเด็กเล็กรอบบ้านมีการแข่งขันกันสูงมาก ลูกบ้านไหนเรียนหนังสือ ถึงเวลาบ่าย ๆ เย็น ๆ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ เขาก็ตะโกนอ่านข้ามมาบ้านเรา บ้านเราก็ต้องตะโกนอ่านหนังสือกลับไปบ้านเขา ที่ต้องตะโกนก็เพราะว่าส่วนใหญ่แต่ละบ้านจะมีที่ดินค่อนข้างมาก ถ้าระดับมาก ๑๐๐ - ๒๐๐ ไร่ก็มี น้อยหน่อยก็ ๒๐ - ๓๐ ไร่ ถึงเวลาปลูกบ้านอยู่ในที่ดินตัวเอง เพื่อนบ้านก็อยู่ในที่ของตน ต้องการจะให้ได้ยินก็ต้องตะโกนใส่กัน แต่มีความดีอยู่ตรงที่ว่าตอนรุ่นพี่ ๆ เขาเรียนกัน เขาตะโกนแข่งกันแบบนี้ ทำให้อาตมภาพที่ยังไม่ทันจะเข้าเรียน จำหนังสือไปได้เล่มครึ่งแล้ว..! สมัยนั้นมีปฐม ก.กา กับแบบเรียนเร็วใหม่ อาตมภาพจำหนังสือได้เล่มครึ่ง แต่อ่านไม่ออก..! ตลกไหม ? ยังไม่รู้ว่าตัวหนังสือแต่ละตัวหน้าตาเป็นอย่างไรแต่จำได้แล้ว เพราะฉะนั้น...พอครูชี้ให้อ่านออกเสียงคำแรก อาตมาก็ว่าต่อได้ทั้งเล่มเลย แต่ให้อ่านเองอ่านไม่ออก ต้องมาค่อย ๆ ผสมตัวกัน กอ-อะ-กะ กอ-อา-กา ไปเรื่อย มาเจอเด็กสมัยใหม่สะกดตัวหนังสือ อาตมภาพนั่งอ้าปากหวอ อย่างของเราถ้าสะกดจะเป็น สอ-เอียะ-เสียะ สอ-เอีย-เสีย เหล่านี้เป็นต้น แต่เด็กรุ่นใหม่สะกดว่า เอ-สอ-อี-ยอ แล้วดันอ่านได้อีกด้วย..! แล้วยิ่งระยะหลัง ๆ พวกทำคลิปลงยูทูบมักจะให้ AI อ่าน อาตมภาพฟังแล้วประสาทรับประทานเลย..! คือ AI อ่านออกทุกคำ แต่อ่านแบบของ AI อย่างเช่น สถานการณ์เปลี่ยนแปลง AI อ่านว่า สะ-ถาน-การ-เป-ลี่-ยน-แป-ลง ฟังแล้วประสาทจะกิน..! ต้องบอกว่า AI เก่ง อ่านได้ทุกคำ แต่อ่านแล้วเราฟังไม่รู้เรื่อง..! |
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้เสียดายว่า เด็กรุ่นหลัง ๆ เรียนไวยากรณ์ไทยแบบไม่แน่น ก็คือไปไม่เป็น ไม่ใช่แค่เด็ก อย่างหลวงพ่อโพไซดอน - พระเทพสมุทรวัชราจารย์ (จรัล สิริธมฺโม) ท่านอายุมากกว่าอาตมภาพอีก ท่านอ่านคำว่า ตลุก ไม่ออก ต้องมาถามว่า "มันอ่านว่าตะหลุก หรือตะลุก ?" ก็คือท่านไม่แน่ใจ
จนต้องอธิบายให้ท่านฟังว่า "การที่อักษรกลางนำอักษรต่ำ ต้องออกเป็นเสียงไม้เอก ถ้าหากว่าอักษรสูงนำอักษรต่ำ ต้องออกเสียงเป็นไม้จัตวา" อธิบายแบบนี้เด็กรุ่นใหม่ตายหมด..! เพราะเด็กรุ่นใหม่ยังแยกไม่ออกเลยว่าอักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำ ต่างกันตรงไหน..? เราจะเห็นว่าสมัยนี้สะกดกันผิด ๆ อย่างเช่นว่าในทองผาภูมิของเรานี่คำว่า ปิล็อก ไปใช้ไม้ตรีสะกดเป็น ปิล๊อก..กูจะบ้า สระเสียงสั้นเมื่อใช้กับอักษรต่ำ จะออกเสียงตรีอยู่แล้ว ไปใส่ไม้ตรีทำอะไร ? แต่ด้วยความที่ ปิล็อก ถ้าหากว่าไม่มีวรรณยุกต์กำกับ จะเป็น ปิลอก (ปิ-ลอก) ก็เลยต้องใส่ไม้ไต่คู้ เด็กรุ่นหลังไม่รู้จักไม้ไต่คู้ เขาเรียกกันว่าเลข ๘ หรืออย่าง ทองโยะ ก็ไปเขียนกันว่า ทองโย๊ะ ใส่ไม้ตรีไปทำอะไร ? สระเสียงสั้นเมื่อประกอบกับอักษรต่ำ ออกเสียงตรีอยู่แล้ว ยอ-โอะ-โยะ เป็นเรื่องที่น่าหนักใจมาก พวกเราคงไม่รู้ว่าเดือนที่ผ่านมามีวันภาษาไทยแห่งชาติด้วย แต่ยิ่งเรียนก็ยิ่งแย่ โดยเฉพาะตั้งแต่ใช้คอมพิวเตอร์หรือ AI ในการจัดหน้าหนังสือ โดน AI แก้บรรลัยหมด..! อย่างทุกวันนี้คำว่าหลับไหล โดนแก้เป็นสระไอไม้ม้วนหมด ทั้ง ๆ ที่ ไหล ในคำว่าหลับไหลต้องเป็นไม้มลาย |
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นต้องบอกว่า ความเจริญบางทีก็เป็นตัวทำลายสิ่งเก่า ๆ ลงไป เอาแค่โทรศัพท์มือถือนี่ ก่อนหน้านี้เรามีโทรศัพท์บ้าน ๑ กล้องถ่ายรูป ๑ เครื่องคิดเลข ๑ วิทยุ ๑ โทรทัศน์ ๑ นาฬิกา ๑ แล้วยังต้องมีบัญชีเงินฝาก แต่สมัยนี้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนตัวเดียวฆ่าเขาเกลี้ยงเลย..! ทำหน้าที่แทนได้หมด ความเจริญอย่างหนึ่งมา จะฆ่าอีกอย่างหนึ่งไป
ที่น่าสงสารที่สุดก็คือ Blackberry ใครทันใช้บ้าง ? มาได้พักเดียวแล้วโดนสมาร์ทโฟนฆ่าตายสนิท..! มาหลังจากเพจเจอร์ที่ฝากข้อความแล้วฮิตมากเลย ขนาดที่แต่ละบริษัทที่รับฝากข้อความต้องมีพนักงาน ๓๐ คนประจำการ ผลัดกันนอน เข้าเวรทีละ ๑๐ คน พอครบ ๔ ชั่วโมงก็ไปปลุกชุดใหม่ขึ้นมารับหน้าที่แทน ตัวเองก็นอน มาสมัยนี้ไม่ต้องแล้ว มือถือสมาร์ทโฟนทำได้ทุกอย่าง เพจเจอร์ตายสนิท..! ทำวัตรค่ำกันก่อน ได้เวลาแล้ว |
ก่อนสวดพระคาถาเงินล้าน วันอังคารที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ การที่เราท่านทั้งหลายต้องฝืนใจตัวเอง มากบ้าง น้อยบ้าง ในการมาเตรียมตัวเพื่อที่จะภาวนาพระคาถาเงินล้านตอนตีสามตรง ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมเพื่อหวังมรรคหวังผลนั้น เรื่องของบารมี ๑๐ เราจะต้องทำให้เต็มครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ว่าในการปฏิบัติธรรมระดับทั่ว ๆ ไป ขันติบารมี วิริยบารมี และปัญญาบารมี เป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ถ้าเราไม่มีขันติ ความอดกลั้น อดทนเพียงพอ ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ ความอดกลั้น อดทนนี้ เรียกภาษาชาวบ้านว่า "ดื้อ" ก็คือตราบใดที่ไม่สำเร็จ..กูไม่เลิก..! วิริยะ ความพากเพียร ต้องมีต่อเนื่องตามกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่มาแบบ "ไฟไหม้ฟาง" วูบเดียวแล้วก็หายไป ถ้าใครยังอยู่ในลักษณะ "ไฟไหม้ฟาง" ฮึดขึ้นมาเป็นพัก ๆ ขอให้รู้ว่ายังเอาดีได้ยาก หลายท่านอาจจะคิดว่า มานั่งที่นี่ก่อนอาตมา แต่อาตมาลุกขึ้นทำงานตั้งแต่เที่ยงคืนแล้ว..! ส่วนเรื่องของปัญญาบารมีนั้น สำคัญสุด ๆ เพราะว่าการปฏิบัติธรรมต้องอาศัย มัชฌิมาปฏิปทา ความพอเหมาะ พอดี พอควร แล้วมัชฌิมาปฏิปทาไม่มีมาตรฐาน ๕๐ % ขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ของแต่ละคนที่สั่งสมมา บางคนนั่งกรรมฐานได้สามวันสามคืน ขณะที่เราสามสิบนาทีก็จะตายแล้ว..! ก็เพราะว่ามัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แต่ถึงมัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ส่วนสำคัญที่สุดก็คือ ความจริงจังสม่ำเสมอที่เรียกว่าสัจจบารมี ถ้าเราขาดความจริงจังและสม่ำเสมอ การปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง จะเปิดโอกาสให้กิเลสกินใจของเราได้ ลักษณะอย่างนั้นเราก็จะกลายเป็นคนขยันแบบโง่ ๆ ก็คือ ทำงานทุกวันแต่ผลงานไม่มีเลย..! |
ดังนั้น..ในแต่ละวันของเรา จึงต้องปรับตัวตามหน้างาน หรือว่าตามอารมณ์กระทบที่มาในแต่ละเวลา ทำอย่างไรจะรักษากำลังใจของเราให้นิ่ง ให้เย็น โดยที่ไม่หวั่นไหวไปกับ รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ มีสติระลึกรู้อยู่เสมอว่า กิเลสกำลังจะชวนเราไปในด้านเสียหาย แล้วก็ทิ้งในส่วนที่ไม่ดี เลือกเอาเฉพาะในส่วนที่ดีกับกำลังใจของเรา
เรื่องพวกนี้สำหรับนักปฏิบัติธรรมในช่วงแรก ๆ จะไม่เข้าใจ ทุกคนก็ตีมั่วไปก่อน หัวร้างคางแตกบ้าง ถูกเป้าหมายบ้าง แต่เมื่อถูกเป้าหมายแล้วต้องรู้จักจดจำ ว่าทำไมถึงถูก ? แล้วทำตามวิธีแบบนั้นใหม่ ก็คือเราตั้งกำลังใจไว้อย่างไร ภาวนาอย่างไร วางกำลังใจในลักษณะอุเบกขาอย่างไร ทำมากน้อยเท่าไร ถึงได้เกิดผลแบบนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญาเป็นอย่างสูง สติกับปัญญาถ้าไม่เพียงพอ ก็ต้องเพียรพยายามทำให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในส่วนของสมาธินั้น เรายิ่งทำ สติก็จะยิ่งแหลมคมว่องไว ปัญญาก็จะเกิดมาก จะเห็นช่องทางในการประคับประคองอารมณ์ใจของเราเอง ให้ยืนระยะอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในแต่ละครั้ง ยิ่งรักษาอารมณ์ใจไว้ให้ทรงตัว โดยที่ไม่โดน รัก โลภ โกรธ หลง รบกวนได้นานเท่าไร เราก็จะยิ่งมีความชัดเจนแจ่มใสของดวงจิต และเห็นช่องทางในการ "ไปต่อ" ได้มากเท่านั้น สำหรับตอนนี้ก็ตั้งใจในการภาวนาพระคาถาเงินล้านของเราได้แล้ว |
ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันอังคารที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ ทางเขื่อนวชิราลงกรณ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ กับงานวันแม่ คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็คงจะรับจัดไปเรื่อย ๆ แต่ที่มีปัญหาก็คือว่า ถ้าฝนมา พื้นที่อาคารจัดงานของเขื่อนจะเล็กไปหน่อย เพราะว่าทำไว้แค่เป็นห้องประชุมเท่านั้น ไม่ใช่อย่างศาลาวัดท่าขนุนที่ใหญ่พอจะเวียนเทียนกันได้ อย่างครั้งที่แล้วฝนมา ก็เบียดเสียดเยียดยัดกันใส่บาตรอยู่ในห้องประชุมภูมิสุวรรณ วุ่นวายดีเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าใจของเราสงบ ก็จะดูความวุ่นวายของโลกภายนอก อาตมภาพเห็นสองอย่าง อย่างแรก..เข้าถึงธรรมแล้วก็เห็นว่าปกติเป็นเช่นนั้น อย่างที่สอง..เวลาเรานิ่งแล้วเห็นคนอื่นกระโดดโลดเต้น ก็รู้สึกสงสารเขา ยังไม่รู้ว่าจะมีอย่างที่สาม อย่างที่สี่ อีกหรือเปล่า แต่เท่าที่ผ่านมาอาตมาเองเห็นอยู่ประมาณนี้ ใครที่ฟังสวดธัมมนิยามบ่อย ๆ อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน จะเห็นลักษณะของบุคคลที่วิ่งวุ่นวายไปหมด เพราะว่าไม่สามารถจะข้ามฝั่งวัฏสงสารได้ แต่พวกเราแปลบาลีไม่ออก เราลองนึกถึงว่ามีมดอยู่รังหนึ่ง แล้วน้ำท่วมมาใกล้รังเต็มทีแล้ว มดวิ่งพล่านไปหมด แต่หนีไม่ได้ ลักษณะของโลกมนุษย์เราก็ประมาณนั้น..! บางทีพระพุทธเจ้าท่านก็เปรียบว่าเหมือนกับเรือนที่โดนไฟไหม้ ก็คือไฟกำลังไหม้บ้านอยู่ ท่านก็เตือนเราว่า "ไฟไหม้มาจะถึงตัวแล้ว ยังจะนอนใจเย็นกันอยู่หรือ ?" เพราะว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มักจะตกอยู่ในความประมาท |
ต้องไปดูในธรรมบท นางปติปูชิกาจุติจากความเป็นนางฟ้า ไปเกิดในโลกมนุษย์ โตขึ้นมา อายุ ๑๖ ปีก็แต่งงาน มีลูก ป่วยตายตอนอายุประมาณ ๕๐ ปี ด้วยความที่หลุดจากความเป็นนางฟ้า แล้วเกิดเป็นคนเลย ไม่ผ่านชาติอื่นคั่นอยู่ ก็เลยยังจำได้ว่า ตัวเองเป็นบาทบริจาริกาของมาลาภารีเทพบุตร
ดังนั้น..เวลาทำบุญก็จะอธิษฐานว่า "ขอให้ได้กลับไปอยู่กับสำนักของสามี" นี่คนฉลาดเขาอธิษฐานกันนะ อธิษฐานแล้วบ้านไม่แตก ประมาณว่าอธิษฐานดัง ๆ "เจ้าประคุณณณ..การทำบุญครั้งนี้ ขอให้ได้ไปเกิดกับผัวเก่าอีกทีเถิด" ผัวก็คงนั่งยิ้มกริ่มเลย..ใช่ไหม ? ที่ไหนได้..คนละผัวกัน..! พอตายแล้ว ด้วยความที่กำลังใจมุ่งมั่น ก็เลยกลับไปเกิดที่เดิม ปรากฏว่ามาลาภารีเทพบุตรพาบาทบริจาริกาเที่ยวสวนอยู่ตั้งแต่เช้ายันเพล หันกลับมา "อ้าว..นางปติปูชิกาหายไปไหนมาครึ่งวัน ?" นางปติปูชิกาก็เล่าให้ฟังว่า จุติหมดอายุจากความเป็นนางฟ้า ลงไปเกิดเป็นมนุษย์ แต่งงาน มีลูก ป่วยตายตอนอายุประมาณ ๕๐ ปี มาลาภารีเทพบุตรตกใจมาก "นี่อายุมนุษย์สั้นขนาดนี้เลยหรือ ?" ก็คือมีอายุแค่ครึ่งวันของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์..! อายุเทวดาชั้นต่ำสุดคือจตุมหาราช ๑ วันเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ ชั้นดาวดึงส์ ๑ วันเท่ากับ ๑๐๐ ปีของมนุษย์ คราวนี้มาลาภารีเทพบุตรอยู่ชั้นดาวดึงส์ เมียตายไปเกิดในโลกมนุษย์ จนอายุ ๕๐ ปี แล้วกลับมาเกิดใหม่ที่ดาวดึงส์ ซึ่งเวลาเพิ่งผ่านไปแค่ครึ่งวัน..! ท่านจึงถามต่อว่า "อายุของมนุษย์น้อยถึงเพียงนี้ ยังทรงความไม่ประมาทอยู่หรือเปล่า ?" นางปติปูชิกาบอกว่า "เต็มไปด้วยความประมาทเจ้าค่ะ ไม่ค่อยนิยมในการสร้างบุญสร้างกุศล เพลิดเพลินอยู่กับทรัพย์สมบัติโลก ๆ ของตนเอง" |
ถ้าดูในเทวดาสังยุตต์ ที่เทวดาไปกล่าวภาษิตให้พระพุทธเจ้าฟังว่า "บุคคลผู้มีโค..ย่อมรื่นเริงเพราะโค บุคคลผู้มีบุตร..ย่อมรื่นเริงเพราะบุตร" พระพุทธเจ้าประทานแก้ให้ว่า "บุคคลผู้มีโค..ย่อมเป็นทุกข์เพราะโค บุคคลผู้มีบุตร..ย่อมเป็นทุกข์เพราะบุตร" ก็คือบางทีบรรดาเทวดาก็รู้สึกว่า ตัวเองคิดภาษิตหรือว่าข้อธรรมดี ๆ ได้ จึงไปกล่าวอวดพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์ท่านช่วยรับรองให้ว่าถูกหรือเปล่า ? ส่วนใหญ่มักโดนแก้เละเทะหมด ประมาณเด็กเพิ่งจะเรียนปริญญาโท หัดทำวิทยานิพนธ์ ส่งงานไปให้ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ จึงโดนแก้กระจาย..!
หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านเรียกพระพุทธเจ้าว่า "ด็อกเตอร์สรรพศาสตร์" เพราะว่ารู้ทุกเรื่อง แล้วไม่ได้รู้เฉย ๆ รู้แท้รู้จริงอีกด้วย รู้ตั้งแต่ต้นยันปลาย รู้ว่าอะไรช่วยให้พ้นทุกข์ รู้ว่าอะไรทำให้ไม่พ้นจากกองทุกข์ พระองค์ท่านก็เลยเลือกเอาหลักธรรม ที่ช่วยให้เราอยู่สุขในปัจจุบัน อยู่สุขในอนาคต และพบความสุขสูงสุดคือพระนิพพาน เลือกมาแค่สามหมวดแค่นี้ ทรงตรัสว่า "เปรียบเหมือนกับใบไม้กำมือเดียว" ถ้าหากว่าดูในสีสปาสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากป่าประดู่ลาย ถือใบประดู่มาหนึ่งกำมือ ตรัสว่า "ดูก่อน..ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในมือตถาคต กับใบไม้ในป่า อย่างไหนมากกว่ากัน ?" พระท่านก็ตอบว่า "ใบไม้ในป่ามากกว่าจนประมาณไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า" พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "นั่นแหละ..ภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่ตถาคตรู้ เปรียบเหมือนกับใบไม้ในป่า ส่วนธรรมะที่นำมาสอนเธอทั้งหลายนั้น เปรียบเหมือนกับใบไม้ในกำมือนี้" โอ้..พระเจ้า..! ใบไม้กำมือเดียว เขียนเป็นพระไตรปิฎกได้ ๔๕ เล่ม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์..! |
ใครตามไม่ทันยกมือประท้วงได้ อาตมาอ่านพระไตรปิฎกเยอะไปหน่อย ก็เลยเอาเรื่องโน้น เรื่องนี้ ชนกันไปเรื่อย แต่ได้บอกที่มาอยู่ตลอด เพียงแต่ว่าพวกเราบางทีอ่านไม่ทั่ว อ่านไม่ครบ แล้วก็ไปงัดข้อกันเอง อันโน้นถึงจะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน อันนี้ไม่ใช่ ต้องพระพุทธวจนะเท่านั้น แหม..ทำอย่างกับเกิดทัน..!
ถ้านับว่าต้องออกจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าจริง ๆ นี่ไม่เหลือเลยนะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ในพระไตรปิฎกนี่ไม่มีเลย เพราะว่าทั้งหมดเริ่มเกิดจากการสังคายนาของพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน เขาถึงได้เรียกว่าเถรวาท หรือ เถรวาทะ คำพูดของพระเถระ เพียงแต่ว่าท่านสังคายนาแล้วเอามาสอบทวนกัน ถ้าสวดออกมาแล้วของใครผิด ให้รู้ว่าคุณผิดแน่ ต้องรีบแก้ไข เพราะว่าส่วนที่เหลือเขาถูก จะไม่เชื่อก็ไม่ได้ เพราะว่าผิดอยู่คนเดียว..! ถ้าหากว่าดูในบทสวดแจง ที่เราเรียกว่าการสวดแจง ๕๐๐ ก็คือสมมติเอาว่าพระสวด ก็คือพระเถระ ๕๐๐ รูป มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน คอยถาม พระอานนท์ตอบพระสูตรกับพระอภิธรรม พระอุบาลีตอบพระวินัย คราวนี้เขาก็จะไล่กันไปทีละประโยค |
"ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปัญญัตตันติ"
ปฐมอาบัติปาราชิกบัญญัติขึ้นที่ไหน ? พระอุบาลีก็จะตอบว่า "เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ" บัญญัติขึ้นที่เมืองเวสาลี พระมหากัสสปะก็ถามต่อว่า "กังอารัพภาติ" ด้วยปรารภเรื่องอะไรหรือ ? พระอุบาลีก็จะตอบว่า "สุทินนังกะลันทะปุตตัง อารัพภาติ" ปรารภเรื่องของพระสุทินนกลันทบุตร ถาม ๆ ตอบ ๆ กันอย่างนี้ จนกระทั่งจบหนึ่งหัวข้อ ก็ถามพระสงฆ์ทั้งหลายว่า "รับรองตามนี้ไหม ?" ถ้าทุกคนรับรอง ก็ให้สวดขึ้นพร้อมกันว่าเนื้อหามีอะไร ก็จะขึ้น "ยันเตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัมพุทเธนะ ปะฐะมัง ปาราชิกัง กัตถะ ปัญญัตตันติ ฯ เวสาลิยัง ปัญญัตตันติ ฯ" คราวนี้ ๕๐๐ คนสวดพร้อม ๆ กัน ถ้าของใครผิด จะโด่ขึ้นมาเลย เสียงไม่เหมือนเขา คำไม่เหมือนเขา ก็จะต้องแก้ไข ในเมื่อคุณไม่เหมือนเขา คุณต้องปรับตามเสียงส่วนใหญ่ สมัยนั้นเป็นการท่องจำ ก็คือ มุขปาฐะ เขาก็ท่องจำมาเรื่อย ๆ |
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 07:49 |
ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน
เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.