กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๒ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6451)

เถรี 29-01-2019 19:27

ถาม : พระอาจารย์อยู่ท่าขนุนมากี่ปีครับ ?
ตอบ : ๒๖ ปี เป็นรองเจ้าอาวาสปี ๒๕๔๔ เป็นเจ้าอาวาสปี ๒๕๕๑ ปีนี้เป็นเจ้าอาวาสปีที่ ๑๑ แต่ว่าไปอยู่ที่ทองผาภูมิโน่นตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ช่วงตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ถึง ๒๕๓๕ ยังวิ่งไปวิ่งมาหาหลวงปู่สายอยู่แถวนั้น

ช่วงนั้นก็ไปกราบขอวิชาความรู้จากหลวงพ่อลำใย หลวงปู่สาย หลวงพ่ออุตตมะ ไม่เคยเข้าไปหาท่านอาจารย์ยันตระเลย มีคนถามว่าทำไมไม่เข้าไปหาท่านอาจารย์ยันตระ ท่านดังมากนะ ? บอกว่าท่านดังมากเลยไม่อยากเข้า เป็นเรื่องที่รู้แต่พูดไม่ได้

ช่วงที่หลวงพ่อวัดท่าซุงมรณภาพ พระอาจารย์ยันตระพาลูกศิษย์ไปกราบศพ เขาจะไม่ให้ท่านเข้าวัด คราวนี้ตอนประชุมกรรมการสงฆ์ ผมก็เลยประท้วง บอกว่าท่านพาลูกศิษย์มา ๒๗ คันรถนะครับ คันรถละ ๔๐ คน นี่ตั้งเท่าไร เขาไปพูดกันคนละทีเราก็เละเป็นโจ๊กแล้ว เรื่องแบบนี้เรารู้กันเอง ไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านเขารู้กันทั่วไป

ในความรู้สึกของชาวบ้านก็คือท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้น...ถ้าหากเราไม่ต้อนรับเขานี่วัดเราเสีย ท่านก็เลยให้ผมไปต้อนรับเอง คนอื่นเขาทำใจไม่ได้ ผมก็ไปต้อนรับท่าน ท้ายสุดท่านทำบุญมา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็แค่บอกลูกศิษย์ของท่าน ๒๐ กว่าคันรถนั่นแหละ คนละหนุบคนละหนับ ทำบุญมา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท

เถรี 29-01-2019 19:37

ถาม : ชิ้นนี้ใช่ของหลวงพ่อเดิมหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ฝีมือหยาบเกิน จำไว้เลยว่าถ้าสีสม่ำเสมอกันทั้งอัน ไม่รมควันมาก็ทอดน้ำมันมา สีจึงผิดธรรมชาติ จำไว้เลยว่าถ้าหากว่างาธรรมชาติจะไม่สีเดียวกันสม่ำเสมอทั้งชิ้น

ถาม : สมมติเป็นช่างคนเดียวกัน แต่คนละหลวงพ่อ จะแยกได้อย่างไร ?
ตอบ : เหมือนกัน ดูอายุได้ เพราะว่าในยุคนั้นมีแต่หลวงพ่อเดิมเท่านั้นแหละ

เถรี 29-01-2019 19:55

พูดถึงเหรียญหลวงพ่อหายโศก "หายโศก ภาษาบาลีว่า อโสโก ในมงคลสูตรท่านว่า อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง

อะโสกัง ความเป็นผู้ไม่เศร้าโศก คือสภาพจิตมั่นคง ไม่หวั่นไหว วิระชัง ไร้ธุลีมาแปดเปื้อน เขมัง มีแต่ความเกษมชื่นบาน ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้ใจเศร้าหมองได้

ต้องบอกว่าจุดมุ่งหมายของความเป็นมนุษย์ก็คือหายโศก การเข้าถึงความไม่เศร้าโศก เราจะเห็นว่าแม้แต่กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าอโศกมหาราชก็ใช้คำว่า อโศก เป็นผู้ไม่เศร้าโศกแล้ว

แม้แต่หลวงพ่อลีสร้างวัด ก็สร้างชื่อวัดอโศการาม มี ๒ ความหมายด้วยกัน ความหมายแรกท่านคือพระเจ้าอโศกมหาราชมาเกิดใหม่ ความหมายที่สองคือ เป็นอารามหรือวัดแห่งความไม่เศร้าโศก ใครเข้ามาก็ต้องมีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว"


เถรี 29-01-2019 20:01

พระเจ้าอโศกมหาราช แต่เดิมฉายาว่า จัณฑาโศก อโศกผู้ดุร้าย อโศกผู้โหดร้าย ไม่ว่ารบที่ไหนก็ฆ่าแหลกที่นั่น ไปรบที่แคว้นกลิงครัฐคืนเดียว ฆ่าข้าศึกไปสองแสนกว่า ต้องบอกว่าเลือดท่วมเท้าช้าง ท่านเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา เครียด ตื่นกลางดึก อยู่บนปราสาทชั้นบนก็เดินไปเดินมายันสว่าง ต้องบอกว่าบุญของท่านมาถึง เพราะว่านิโครธสามเณรออกมาเดินบิณฑบาตพอดี

พระเจ้าอโศกเห็นเข้า "นักบวชที่ไหนหนอ ช่างสงบงาม ดูต่างกับเราเหลือเกิน" ก็เลยให้ราชบุรุษนิมนต์เข้ามารับภัตตาหารในวัง สอบถามว่าเป็นใคร ชอบใจหลักธรรมของใคร ท่านก็บอกว่าเป็นสามเณร ปฏิบัติตามหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระพุทธศาสนา

พระองค์ก็เล่าความเดือดเนื้อร้อนใจของตัวเองให้ฟัง นิโครธสามเณรก็เลยบอกว่าให้เปลี่ยนวิธี การแผ่ขยายดินแดนสร้างอาณาเขตแบบเดิมใช้วิชัยยุทธก็คือใช้การรบ ให้เปลี่ยนเป็นธรรมยุทธก็คือการรบด้วยธรรมะ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ยินแล้วชอบใจ ก็เลยหันมาประกาศสนับสนุนพระพุทธศาสนา ถือศีล ปฏิบัติธรรม เลิกเข่นฆ่าผู้อื่น แว่นแคว้นอื่น ๆ พอได้ยินก็โล่งใจ ไม่รู้ว่ากษัติรย์ผู้ดุร้ายจะไปถล่มบ้านเมืองของตัวเองเมื่อไร พอได้ยินว่าอีกฝ่ายหนึ่งตั้งใจเป็นธรรมกษัตริย์แล้ว ก็เลยพากันอ่อนน้อม ขอเป็นข้าขัณฑสีมาด้วย

เถรี 29-01-2019 20:08

มีโยมถวายวัตถุมงคล "ส่วนใหญ่แล้วพอญาติโยมไปถึงระดับหนึ่งก็เกิดความอิ่มตัว ควรที่จะเรียกว่า มีดวงตาเห็นธรรม บอกแล้วว่าวัตถุมงคลของครูบาอาจารย์ เรามั่นใจอะไร มีอย่างละชิ้นสองชิ้นก็พอ ใหม่ ๆ ก็เก็บทุกรุ่น รุ่นละเยอะ ๆ ไป ๆ มา ๆ ถึงจุดอิ่มตัวก็เลิก ยกให้คนอื่นบ้าง ตั้งร้านจำหน่ายบ้าง เอาไปถวายครูบาอาจารย์บ้าง"

เถรี 29-01-2019 20:19

เสียงไมโครโฟนที่บ้านเติมบุญดับไป "เรื่องเครื่องเสียงอย่างหนึ่ง ที่วัดอาตมาเตือนแล้วเตือนอีก บอกว่าพระทุกรูปไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องเครื่องเสียง ให้ตั้งระดับเสียงตั้งอะไรให้เรียบร้อย แล้วให้เหลือเปิดสวิทช์ตัวเดียวก็ใช้งานได้เลย ก็จะมีพวกเก่ง ถึงเวลาก็ปิดตัวโน้น ตัวนี้ ตัวนั้น พอคนใหม่ไปเปิดก็เปิดไม่ได้ ด่าไปเท่าไรก็ไม่เคยจำ

อย่าคิดว่าคนอื่นเก่งเหมือนตัวเองหมด หลายคนบอกว่า ถ้าหากว่าเปิดสวิทช์ตัวเดียว ไฟวิ่งเข้าตรงเครื่องจะพัง อาตมาก็บอกว่า “พังกูก็มีปัญญาซื้อใหม่” ขนาดนั้นยังไม่ฟัง ถึงเวลาก็ปิดอีก คนไม่เป็นไปเปิดสวิทช์ ๓ ตัว ๔ ตัว เสียงก็ยังไม่ดังสักที"


เถรี 29-01-2019 20:39

พระอาจารย์กล่าวว่า "คนทองผาภูมิน่าสงสารมาก มีปัญหาเกี่ยวกับไต จะฟอกไต ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาในตัวเมือง ๑๔๐ กิโลเมตร ไปถึงถ้าเครื่องไม่ว่าง ก็ไม่ได้ฟอก ท้ายสุดผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองผาภูมิก็เลยมาปรึกษาพระอาจารย์เล็ก ในฐานะประธานโครงการพัฒนาโรงพยาบาล อาตมาจึงสร้างห้องฟอกไตให้เขา

ตอนสร้างไม่ยากหรอก ๖ เดือนก็เสร็จ แต่ตอนรอเขาตรวจเพื่อให้ผ่านเป็นปีเลย กว่าคณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุขจะเยื้องย่างมาตรวจ กว่าจะกลับไปประชุมกัน กว่าผลการประชุมบอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน รวม ๆ แล้วปีกว่า ถ้าคนไข้อาการหนักก็ตายไปแล้ว

สรุปว่าปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลทองผาภูมิมีหน่วยไตเทียมหรือห้องฟอกไตแล้ว สามารถรับคนไข้ได้ ๖ คนพร้อมกัน มีล้างไตตรงช่องท้องห้องหนึ่ง อีก ๕ ห้องเป็นการฟอกไตปกติ

ตอนนี้ที่กำลังจะหาให้เขาก็คือเครื่องฟอกไตที่ราคาแพงกว่าปกติ คือทั่ว ๆ ไปประมาณห้าหกแสนบาท แต่ว่าเครื่องนี้ราคาเป็นล้านเลย ถามว่าต่างกันตรงไหน ? เขาบอกว่าฟอกไตแล้วไม่ต้องไปนอนหมดสภาพ ๒ วันเหมือนอย่างกับเครื่องรุ่นเดิมที่มีอยู่

ตอนนี้ทางโรงพยาบาลก็เร่งเดินเอกสารเกี่ยวกับการใช้บัตรทองในการฟอกไต ปัจจุบันนี้ใครจะฟอกไตต้องจ่ายเงิน แต่คนไข้ก็เต็มใจ เพราะว่าไม่ต้องเดินทางไกล ที่แน่ ๆ ก็คือมีเตียงให้เลย ถ้าหากใครไม่รู้ว่าการฟอกไตสำคัญอย่างไร ก็แค่ไม่ได้ฟอกสัก ๓ วันก็ถึงตายได้"


เถรี 29-01-2019 20:42

"ร่างกายรับสารอาหารเข้าไปก็ไม่ได้มีแต่สารอาหารอย่างเดียว มีสารพิษด้วย พอร่างกายใช้น้ำก็ต้องกรองน้ำเสียออกจากร่างกาย คราวนี้หน้าที่พวกนี้เป็นหน้าที่ของไต ถ้าหากว่าใครไตชำรุดก็ทำหน้าที่ไม่ได้เต็มที่ ต้องบอกว่าเดินเฉียดประตูแห่งความตาย

ปัจจุบันนี้ต้องฟอกไตกันมาก เพราะว่าอาหารที่เรากินมีสารพิษมาก โดยเฉพาะใครที่กินเนื้อสัตว์มาก กินอาหารโปรตีนมากเกินต้องการ ร่างกายก็จะต้องดึงออก ร่างกายเราต้องการอาหารโปรตีน คิดเป็นเนื้อประมาณวันหนึ่งเต็มที่ไม่เกิดขีดครึ่ง พูดง่าย ๆ ว่าใครกินสเต็กชิ้นหนึ่งก็จะเกินโควตาอยู่แล้ว บางคนประเภทอาหารเนื้อ ๓ มื้อเลย ในเมื่อไตทำงานหนัก รับไม่ไหวก็พัง แล้วก็ต้องไปฟอกไตกัน

ตอนนี้ผลงานวิจัยที่ยืนยันอย่างชัดเจนก็คือว่า การกินเนื้อสัตว์มาก ๆ เป็นต้นเหตุของเบาหวาน ไม่ใช่การกินของหวานเป็นต้นเหตุของเบาหวาน การกินของหวานไม่ใช่ต้นเหตุ เป็นปลายเหตุ ก็คือเมื่อกินเข้าไป ร่างกายไม่ผลิตอินซูลิน ไม่สามารถจะกำจัดน้ำตาลในเลือดได้ ก็ซ้ำหนัก แต่สาเหตุใหญ่จริง ๆ คือกินเนื้อมากไป"


เถรี 29-01-2019 20:44

"ฉะนั้น...ตอนนี้ทั่วโลกแตกตื่นกันหมด ทุกคนพยายามจะปรับเปลี่ยนหันมากินอาหารแบบตะวันออก อย่างอาหารไทยของเรานี่ดังมาก เพราะเขาเห็นว่ามีพวกเครื่องเทศ สมุนไพร ในการรักษาโรคในตัวเยอะแยะไปหมด อย่างพวกแกงส้ม ต้มยำ แกงเลียงอะไรเหล่านี้ แต่คนไทยเราไปกินอะไร ? ไปกินพิซซ่า ไปกินเคเอฟซี ไปกินสเต็ก กลัวจะไม่ตายแบบฝรั่ง ฝรั่งกลัวตายหันมากินอาหารแบบไทย คนไทยไม่กลัวตาย หันไปกินอาหารแบบฝรั่ง

ในเมื่อทุกอย่างกลับข้างกัน ฝรั่งเครียดจากการทำมาหากิน เข้าวัด นั่งสมาธิ ส่วนคนไทยอยู่กับการสวดมนต์ไหว้พระเป็นปกติ เบื่อ..หันไปแข่งกันทำมาหากินแบบฝรั่งแล้วเครียด ไล่งับกันเป็นงูกินหาง

พวกเรามีของที่ต่างชาติเขาบอกว่าดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรม แต่ว่าเราไม่ค่อยเห็นคุณค่ากัน ต่างชาติเห็นคุณค่า ฮือฮาไปตั้งหลักสูตรสมาธิ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดสอนกันอย่างครึกโครม ส่วนคนไทยเราบอกให้นั่งสมาธิ ไม่ไหว...เมื่อย นั่งเขี่ยไลน์ที ๓ ชั่วโมงไม่รู้สึกเมื่อย เกินระดับนิโรธสมาบัติอีก...!"

เถรี 29-01-2019 21:14

ถาม : เมื่อเราเดินสมาธิ ข้างในธาตุสี่แปรปรวน อยากได้วิธีเดินลมปราณครับ ?
ตอบ : เขาเรียกว่า ขันธมาร พอเราเริ่มทำสมาธิ มารรู้ว่าเราจะพ้นมือแล้ว ก็ก่อกวน เราก็ไปรู้สึกว่าธาตุแปรปรวนก็เท่านั้นเอง แค่เราทำสมาธิให้ทรงตัวก็จบแล้ว เพราะว่าเป็นการปรับธาตุอยู่ในตัว เราจะเห็นว่าถ้าสมาธิทรงตัวแล้ว ไม่เพียงแต่ รัก โลภ โกรธ หลง ดับสนิทเท่านั้น แม้กระทั่งอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่าง ๆ ก็โดนอำนาจของสมาธิกดดับไปด้วย นั่นคือลักษณะของการปรับธาตุโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ถ้าหากว่าเราออกจากสมาธิมาจะรู้สึกว่าเบาสบาย อยากจะเหาะ อยากจะบินได้ นั่นคือลักษณะของการปรับธาตุเป็นปกติ ฉะนั้น..เรื่องพวกนี้ต้องบอกว่ามารหลอกให้เรากลัว จะได้ไม่ต้องทำ พอเราเลิกทำ...ก็สบาย เป็นทาสมารต่อไป


เถรี 29-01-2019 22:17

ถาม : จะขายที่ เขามาติดต่อหลายเจ้า ไม่ตกลงสักที ?
ตอบ : ตั้งใจนึกถึงเจ้าที่ ขอให้มาโมทนาบุญสังฆทานนี้ ต่อไปถ้าหากว่าขายที่ได้แล้ว เราทำบุญอะไรให้เขาโมทนาได้โดยที่เราไม่ต้องบอกกล่าว

เถรี 29-01-2019 22:45

ถาม : อยากจะเห็นผีทำอย่างไรคะ ? (เด็กถาม)
ตอบ : พยายามนั่งสมาธิ พอใจสงบเดี๋ยวก็เห็นเอง

เถรี 29-01-2019 22:46

พระอาจารย์กล่าวว่า "วันนี้ทางด้านมูลนิธิหลวงปู่วิเวียรเอาเงินมาถวายให้หนึ่งแสนบาท บอกว่าอาตมาช่วยให้พระหลวงปู่ดังขึ้นเยอะเลย อาตมาบอกว่าปกติหลวงปู่ท่านก็ดังอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนรุ่นหลังไม่ค่อยจะรู้จักเท่านั้น"

เถรี 31-01-2019 08:16

พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องกระเช้าของขวัญสำหรับพระแล้ว ถ้าแอบทำเครื่องหมายไว้ วันดีคืนดีอาจจะย้อนกลับมาหาตัวเองได้ เป็นมติของพระผู้ใหญ่ที่ว่า กระเช้าของขวัญราคาค่อนข้างแพง พระที่ได้ไปส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รื้อไปใช้ ก็เลยอนุญาตว่าถ้าหากว่ามีอยู่ ถึงเวลาจะไปมุทิตาสักการะพระเถระที่ไหนก็ให้ใช้กระเช้าเก่า ๆ นั่นแหละ วันดีคืนดีอาจจะมีของเราย้อนกลับมาหาเราเอง

แต่ถ้าหากว่าเป็นหลวงพ่อกุ้ยไฮ้ (ท่านพระครูภาวนาโชติคุณ) วัดถ้ำสิงห์โตทอง จัดงานทีหนึ่ง สั่งกระเช้าเป็นร้อยกระเช้าเลย ถามว่าทำไม ? ลูกศิษย์ท่านทำงานอยู่บริษัทนั้น ก็เลยสั่งให้เขาจัดมา ก็แปลว่าใครไปงานหลวงพ่อกุ้ยไฮ้จะได้กระเช้าใหม่เสมอ แต่วันดีคืนดีหลวงพ่อกุ้ยไฮ้ก็อาจจะได้กระเช้าเก่าของตัวเองคืนมา

เป็นการประหยัดอย่างหนึ่ง พระเถระท่านให้พรไว้เลย ถึงเวลาไปมุทิตาสักการะไม่จำเป็นต้องซื้อกระเช้าใหม่ ถ้ามีของเก่าให้เอาของเก่ามา"


เถรี 31-01-2019 08:24

ถาม : คนที่เสียชีวิต หมดอายุขัย เขาจะไปอยู่ที่ไหนคะ ?
ตอบ : ไปตามบุญตามกรรมที่ตัวเองทำไว้ เป็นเรื่องที่บอกไม่ได้ว่าใจสุดท้ายเขาเกาะอะไร

บางทีสร้างบุญมาตลอดชีวิต เคยสร้างกรรมไว้นิดเดียว อาสันนกรรมก่อนตาย ดันไปเกาะส่วนไม่ดีนิดเดียวก็ซวยไป ที่ทำเอาไว้ก็ไม่ต้องเลย ลงไปข้างล่างรับไปก่อน ถึงเวลาหมดแล้วค่อยขึ้นข้างบน เพราะฉะนั้น..เรื่องของคนตายเอาแน่นอนไม่ได้


เถรี 31-01-2019 08:25

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร บอกว่า โยคีบุคคลผู้เจริญภาวนา ยังฌาน ๔ ให้บังเกิด มีทิพจักขุญาณอันบริสุทธิ์ ไปเห็นนรกสวรรค์แล้วกล่าวว่า บุคคลผู้ทำความดีไปสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลผู้ทำความชั่วไปนรกโดยส่วนเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่


บุคคลที่ทำดีในอดีต ทำดีในปัจจุบัน ตายแล้วไปดีแน่นอน
บุคคลที่ทำดีในอดีต ทำชั่วในปัจจุบัน ตายแล้วไม่แน่ว่าจะไปไม่ดี
บุคคลที่ทำชั่วในอดีต ทำดีในปัจจุบัน ตายแล้วไม่แน่ว่าจะไปดี
บุคคลที่ทำชั่วในอดีต ทำชั่วในปัจจุบัน ตายแล้วไปที่ชั่วแน่นอน

เถรี 31-01-2019 08:27

เพราะฉะนั้น..ต้องดูกรรมเก่ากรรมใหม่ด้วย อย่างสุปติฏฐิตเทพบุตร ในชีวิตเห็นว่าทำชั่วมาตลอด ไม่เคยเห็นทำความดีอะไรเลย แต่ปรากฏว่าในอดีตชาติเคยสร้างพระพุทธรูปไว้ ก่อนหมดลมหายใจนิดเดียว พระพุทธเจ้าท่านเสด็จผ่านไปให้เห็น ได้นึกถึงเป็นพุทธานุสติ ตายจากตอนนั้นก็ไปเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์

แต่ว่าท่านทำความดีนิดเดียวก็เลยมีอายุความดีแค่ ๗ วันมนุษย์ เพียงแต่ว่าผลบุญที่เคยสร้างพระพุทธรูปในอดีตตามมาทัน พระพุทธเจ้าขึ้นไปเทศน์โปรดพุทธมารดา ท่านหมดอายุพอดี ได้ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ จุติเดี๋ยวนั้น เกิดใหม่เดี๋ยวนั้น อยู่ข้างบนต่อเลย พระองค์ท่านถึงได้ตรัสว่า เห็นว่าคนทำดีแล้วจะไปสวรรค์โดยส่วนเดียว หรือทำชั่วแล้วไปนรกโดยส่วนเดียวนี่ไม่ใช่

เถรี 31-01-2019 08:28

ความจริงสูตรนี้เป็นสูตรแรก ๆ ที่หลวงพ่อวัดท่าซุงให้อาตมาไปอ่าน สมัยก่อนคนชอบมาถามว่า ญาติพี่น้องตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ? ลำบากไหม ? ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก ? ก็บอกเขาไปเรื่อย ท้ายสุด หลวงพ่อท่านต้องห้าม ท่านบอกว่ามีแต่เสมอตัวกับขาดทุน ต่อไปอย่าทำ

ถามว่าทำไมครับ ? ท่านบอกว่า ถ้าเขาทำดีมาทั้งชีวิต ตายแล้วไปดีก็แค่เสมอตัว แต่ถ้าทำดีมาทั้งชีวิตตายแล้วไปไม่ดี ลูกหลานจะมีกำลังใจทำบุญไหม ? บางคนทำชั่วมาทั้งชีวิต ตายแล้วดันไปดีอย่างนี้ คนก็หันไปทำชั่วกันหมด ท่านก็เลยห้ามบอกว่าคนตายแล้วไปไหน ให้อาตมาไปอ่านมหากัมมวิภังคสูตร บอกให้ไปดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร

เถรี 31-01-2019 08:29

ก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโทษมากกว่า คิดอยู่อย่างเดียวว่าสงเคราะห์เขา แต่ลืมไป..สายตาไม่ยาวไกลพอ ไม่รู้ในเรื่องของยถากัมมุตาญาณ ในเมื่อไม่รู้รายละเอียด ขืนไปบอก คนทำดีตลอดชีวิตแล้วไปนรก อันนี้ลูกหลานขาดใจตายแน่นอน ตัวเองทำชั่วมาเสียเยอะแยะจะรอดไหม พ่อแม่ทำดีขนาดนั้นยังไม่รอดเลย แล้วเราจะทำไปทำไม ?

ก็เลยกลายเป็นมีส่วนเสียมากกว่าส่วนดี ระยะหลังถ้าไม่ใช่ผีมายืนบอกจริง ๆ อาตมาก็ไม่ได้บอกใคร แต่ถ้ามายืนกำกับบอกให้ว่าผมตายแล้วไปที่ไหน หรือดิฉันตายแล้วไปไหนก็ว่าไปอีกอย่าง

เถรี 31-01-2019 08:33

พระอาจารย์กล่าวว่า "สมัยก่อนนั่งมาตั้งแต่ ๖ โมงเช้ายัน ๓ ทุ่ม ไม่มีปัญหา เพราะว่ายังหนุ่มอยู่ กำลังยังดี แต่ตอนนี้ไม่ไหว ๖๐ ปีแล้ว จะนั่งให้พ้นแต่ละช่วงก็แสนจะแย่ ถึงเวลาพอร่างกายไม่ไหวขึ้นมา แต่ละนาทีเหมือนกับนานเป็นชั่วโมง

แรก ๆ ที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านหัดให้นั่งกัน พระหนีเตลิดเปิดเปิงกันหมด ช่วงนั้นประมาณปี ๒๕๓๐ ถ้าจำไม่ผิดเป็นวันมาฆบูชา หลวงพ่อท่านก็ลงรับแขกที่ศาลา ๒ ไร่ พระเราก็ไปนั่งสวดมนต์วันพระ เจริญพุทธมนต์เสร็จ ฉันอาหารกันตรงนั้น หลวงพ่อท่านก็บอกว่า "พระเอ๊ย...วันนี้ฉันเสร็จแล้วให้นั่งอยู่นี่แหละ ญาติโยมเขามาวัด เขาอยากเห็นพระเยอะ ๆ เห็นแล้วชื่นใจ ต่อไปให้นั่งอยู่อย่างนี้ตลอดจนกว่าหลวงพ่อจะสั่งให้เลิกนะ" ก็ได้แต่ครับ

ไม่เคยนึกเลยว่าการที่นั่งตั้งแต่ ๙ โมงเช้ายันบ่าย ๔ โมง รสชาติชีวิตเป็นอย่างไร หัวเข่าจะหลุด ตั้งแต่นั้นมาวันพระไหนที่หลวงพ่อลงศาลา แต่ละท่านก็อ้างมีงานประจำ เผ่นกันหมด คราวนี้อาตมาจะอ้างอย่างไร งานประจำก็คือเฝ้าหน้าห้องหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อท่านก็นั่งอยู่ตรงนั้น ก็ต้องทนนั่งต่อไป ก็เหลือแต่หลวงปู่หลวงตาแก่ ๆ อย่างหลวงตาสมชาย หลวงปู่ทองเทศ หลวงตาเจริญ พระแก่ไม่มีงานประจำ หรือว่ามีงานประจำอย่างหลวงตาสมชายก็แค่ไปเติมคลอรีนน้ำประปาอาทิตย์ละครั้งเดียว ก็ทนนั่งไปเถอะ

ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่ง ไป ๆ มา ๆ พอมานั่งอยู่ตรงนี้ อ๋อ...หลวงพ่อท่านหัดไว้ให้ตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว ท่านเองก็นั่งโยกซ้าย โยกขวา คุยกับโยมไปตลอดทั้งวัน พวกเรานั่งเฉย ๆ จะตายให้ได้"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:12


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว