กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนธันวาคม ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=111)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=8203)

ตัวเล็ก 02-12-2021 20:38

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔



เถรี 02-12-2021 23:44

วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ระยะนี้พอเดินบิณฑบาตผ่านเข้าทางด้านวังลังกาแล้วรู้สึกอนาถใจ เพราะว่ามีการปรับพื้นที่ โดยเฉพาะการตัดต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก คือตั้งแต่ช่วงเข้าพรรษาไม่กี่วัน ทางด้านกองกำกับการสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ ก็ตัดต้นสักที่โตเป็นโอบไปทั้งแถบเลย หลังจากนั้นอีกไม่นาน ทางด้านหมวดการทางทองผาภูมิก็ตัดบ้าง แล้วก็มาทางด้านวังลังกาปรับพื้นที่ น่าจะเพื่อสร้างบ้าน..ก็ตัดอีก

แต่ว่าช่วงสองวันที่ผ่านมา ตรงที่ซึ่งของเดิมเป็นพื้นที่ของครูมณฑา พัฒนมาศ ท่านทั้งหลายที่บิณฑบาตสายนั้นก็จะเห็นว่า ต้นมะพร้าวแต่ละต้นสูงสี่ห้าสิบเมตร อายุก็ไม่หนีเจ็ดแปดสิบปี ตอนนี้โดนโค่นเกลี้ยงไปแล้ว ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นอื่น ๆ โดยเฉพาะต้นมะม่วงป่าที่โตหลายคนโอบ ก็โดนโค่นไปด้วย

ที่พูดถึงตรงนี้เพราะว่าเห็นบรรดารุกขเทวดาบ้าง ภุมมเทวดาบ้างกระจองอแงกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าคนเราอยู่ ๆ โดนรื้อบ้าน ก็คงจะมีอาการเดียวกัน กระผม/อาตมภาพไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยขอให้พวกเขาไปอยู่ที่หอพักนักเรียนที่โรงเรียนทองผาภูมิวิทยาก่อน ก็มีที่ยอมไปแต่โดยดีบ้าง ที่ประเภทยึดติดจนไม่ยอมไปไหน ยังคงอยู่ที่เดิม เสียอกเสียใจ ร้องไห้อยู่บ้าง..!

ในเรื่องของรุกขเทวดาและภุมมเทวดานั้น จะว่าไปแล้วมีอยู่หลายระดับด้วยกัน ระดับที่สร้างบุญสร้างบารมีมาดี ก็เป็นรุกขเทวดาที่มีต้นไม้สำหรับวิมานตนเองไปอาศัยเกาะได้ แต่ระดับต่ำกว่านั้น ไม่มีต้นไม้เป็นที่เกาะ ต้องอาศัยอยู่ตามจอมปลอกบ้าง เนินดินบ้าง โคนไม้บ้าง

พวกนี้เขามีครอบครัวเหมือนกับคนทั่วไป ถึงเวลาที่อยู่โดนทำลาย ต้นไม้ที่อาศัยแปะวิมานอยู่โดนโค่นลง พื้นดินที่อาศัยอยู่โดนไถโดนขุด ก็ไม่มีที่จะอยู่ ถ้าถามว่าแล้วทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น ? ย้ายไปแล้วจะอยู่ที่ไหน ? ก็คงเหมือนกับมนุษย์เราตรงที่ว่าทุกตารางนิ้วมีเจ้าของ

เถรี 03-12-2021 00:12

ตรงจุดนี้พอเห็นแล้วก็สลดใจ ที่สลดใจก็คือ ประการแรก แม้จะจัดอยู่ในหมู่เทวดา ก็ยังคงมีความทุกข์เช่นเดียวกับคน และโดยเฉพาะเมื่อทุกข์ขึ้นมา อย่างเช่นว่าเรือนชานบ้านช่องโดนทำลาย ก็ไม่มีที่จะให้ไป

ประการที่สองก็คือ มนุษย์เราทำลายธรรมชาติกันอย่างดุเดือดมาก แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เอาแค่ป่าอเมซอน แต่ละวันโดนทำลายไปเป็นร้อยเป็นพันไร่ แต่ละวันนะครับ ที่โดนทำลายเพื่อทำพื้นที่การเกษตรก็ยังพอทน แต่ส่วนหนึ่งโดนทำลายเพราะต้องการเนื้อไม้ไปทำตะเกียบ..! ฟังแล้วเศร้าใจ

แต่คราวนี้ในส่วนของรุกขเทวดา ถ้าเป็นต้นไม้มีแก่นสูงได้ ๑ ศอกขึ้นไป เขาสามารถที่จะอาศัยแปะวิมานของตนเองได้ เพราะฉะนั้น ต้นไม้ทุกต้นถ้ามีแก่น ล้วนแล้วแต่มีรุกขเทวดาอาศัย ส่วนที่ไม่มีแก่น ก็ยังมีเทวดาชั้นต่ำ ไม่ว่าจะเป็นรุกขเทวดาหรือภุมมเทวดาอาศัยโคนต้นอยู่

สมัยก่อนผมก็เคยสงสัยว่า ในเมื่อมีรุกขเทวดา ทำไมเมื่อคนเข้ามาโค่นต้นไม้
แล้ว ไม่หักคอมันเสีย ? จนกระทั่งมาศึกษาเข้าใจในเรื่องคุณสมบัติของเทวดาต่าง ๆ ถึงได้รู้ว่า เทวดานั้นโกรธไม่ได้ ถ้าโกรธเมื่อไร จะโดนไฟโทสะเผากายทิพย์ พูดง่าย ๆ ก็คือโกรธเมื่อไรก็หาเรื่องตาย..! เพราะว่าถ้าหากว่ากายทิพย์โดนทำลายก็ต้องจุติ ก็คือเคลื่อนไปเกิดใหม่ตามบุญตามกรรมของตน ถ้าเคยสร้างกรรมดีเอาไว้บ้าง ก็ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ถ้าคุณธรรมความดีมีน้อย ก็อาจจะลงไปสู่อบายภูมิเลย

แล้วอีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของกฎเกณฑ์ ถ้าหากว่าอย่างบ้านของเราไม่อนุญาต เขาก็ไม่สามารถที่จะมาอาศัยด้วยได้ ต้องให้เจ้าของอนุญาตเท่านั้น ก็แบบเดียวกับที่ฝรั่งเขาบอกว่าพวกผีดูดเลือด ถ้าเจ้าของไม่อนุญาตให้เข้าบ้านก็เข้าไม่ได้ คือเป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้มนุษย์กับพวกผี หรือพวกเทวดา แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

แล้วถามว่าของฝรั่งเขามีรุกขเทวดา ภุมมเทวดาไหม ? มีเยอะแยะไป แต่เขาเรียกว่า Elf บ้าง Pixie บ้าง Nymph บ้าง แล้วแต่ประเภท ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็สามารถทำให้ร่างกายของตนเองเล็กลง เพื่อที่จะได้อยู่อาศัยในบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้สะดวกขึ้น

เถรี 03-12-2021 00:20

วันก่อนกระผม/อาตมภาพได้รับฎีกาให้ไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่จังหวัดพิษณุโลก เขามีงานหล่อรูปท้าวเวสสุวรรณเท่าองค์จริง..! ผมมองดูแล้วก็ว่าโกหกชัด ๆ เทวดาที่ร่างกายเล็กที่สุด อัตภาพเท่ากับ ๓ คาวุต ไม่มากหรอกครับ ถ้าเป็นความสูงก็แค่ ๑๒ กิโลเมตรเท่านั้น..! ๑ คาวุตเท่ากับ ๑๐๐ เส้น ๑ เส้นเท่ากับ ๒๐ วา ๒,๐๐๐ วาครับ เท่ากับ ๔,๐๐๐ เมตร ๑ คาวุตเท่ากับ ๔ กิโลเมตร อัตภาพเล็กสุด ๓ คาวุตเท่ากับ ๑๒ กิโลเมตร..!

แล้วระดับจอมเทวดาอย่างท่านท้าวเวสสุวรรณ คุณนึกดูว่ากี่กิโลเมตร ? เจ้าภาพเขาระบุเอาไว้ว่าหล่อรูปท้าวเวสสุวรรณเท่าองค์จริง หาเรื่องเดือดร้อนหรือเปล่าก็ไม่รู้..? ...(หัวเราะ)... แต่ก็อย่างว่า...ถึงเวลาแล้วท่านสามารถที่จะกำหนดร่างกายให้ใหญ่ ให้เล็ก เหมาะสมกับสถานที่ได้

คราวนี้พวกเรามาดูว่า ไม่ว่าจะเป็นภุมมเทวดา คือเทวดาที่อยู่ใกล้พื้นดิน ก็มีชั้นสูง ชั้นต่ำ ชั้นสูงหน่อยก็มีวิมานของตนเองอยู่ เป็นวิมานทองคำบ้าง วิมานเงินบ้าง ลอยสูงจากพื้นประมาณหนึ่งศอก เคยเจอวิมานแก้วเหมือนกัน ท่านทั้งหลายเหล่านี้เป็นพระอริยเจ้าแล้ว แต่ด้วยความที่ยึดติด แม้จะเป็นพระอริยเจ้าระดับหนึ่งแล้ว ก็ยังคงยินดีและพอใจในเขตของภุมมเทวดา ก็ไม่ได้เลื่อนสู่ชั้นสูงขึ้นไป ส่วนที่บารมีน้อย ไม่มีวิมานของตนเอง ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า ต้องอาศัยอยู่ตามโคนไม้บ้าง จอมปลวกบ้าง

รุกขเทวดาก็อาศัยต้นไม้บ้าง อาศัยโคนไม้บ้าง อาศัยหมู่ไม้บ้าง หมู่ไม้ที่ว่านี่บางทีก็เป็นดงหญ้าคา บางทีก็อย่างเช่นว่ากอไผ่ที่ร่มรื่น บรรยากาศเหมาะสมที่จะอยู่อาศัยได้

แล้วก็อากาสเทวดา หรือที่อ่านง่าย ๆ ว่าอากาศเทวดา ก็คือเทวดานางฟ้าใน ๖ ชั้นกามาวจร แล้วก็รูปพรหม ๑๑ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิดทุกข์ยากไม่รู้จบอยู่เหมือนกัน เป็นเทวดาเป็นพรหม มีความเป็นทิพย์ของร่างกายอยู่ ความทุกข์ของร่างกายมีน้อย แต่ความทุกข์ในเรื่องอื่นยังคงมีเป็นปกติ

ระดับสูง ๆ ความทุกข์ยากก็คือกังวลว่าจะตกสู่อบายภูมิบ้าง ต้องขวนขวาย กระทำตนเองให้เข้าถึงมรรคถึงผลบ้าง หรือประมาทเสวยบุญจนหมด ลงสู่อบายภูมิบ้าง ส่วนระดับต่ำ ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึง กระจองอแงอย่างที่บอกกับท่านทั้งหลาย ถ้าสามารถรู้เห็นได้ก็คือรู้สึกอเนจอนาถมาก ก็ประมาณคนเราบ้านแตกสาแหรกขาดจากการที่โดนศึกโดนสงครามทำลาย คล้ายคลึงกันประมาณนั้น

ในเมื่อแม้กระทั่งภพภูมิที่อยู่สูงกว่าเรา ละเอียดกว่าเรา ก็ยังประกอบไปด้วยความทุกข์ขนาดนี้ ตัวเราทั้งหลายที่จะขึ้นชื่อว่าไม่ทุกข์นั้นไม่มี

เถรี 03-12-2021 00:25

คราวนี้ในเรื่องของความทุกข์นั้น ไม่ใช่ว่าเราเห็นแล้วไปเศร้าหมอง ความทุกข์นั้น เมื่อเห็นแล้วให้ยอมรับความเป็นจริง โดยเฉพาะยอมรับว่า ธรรมดาของการเกิดมาต้องเป็นอย่างนี้

ถ้าหากว่าในชีวิตนี้ ท่านทั้งหลายคว้าคำว่า "ธรรมดา" ติด ชีวิตจะมีความสุขขึ้นมหาศาล ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ลงไปได้มาก เพราะเราสามารถที่จะยกเรื่องสารพัดที่เกิดขึ้นให้เป็นธรรมดาของการเกิดมา

เพียงแต่ว่าธรรมดานั้นมีระดับสูงต่ำไม่เท่ากัน ธรรมดาปุถุชนอยู่ในระดับหนึ่ง

ธรรมดาของกัลยาณชน หรือผู้ทรงฌานทรงสมาบัติ อยู่ในระดับหนึ่ง

ธรรมดาของพระอริยเจ้าก็ยังมีแตกต่างกันไป ธรรมดาของพระโสดาบัน ปล่อยวางได้ระดับหนึ่ง

ธรรมดาของพระสกทาคามี ปล่อยวางได้เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์

ธรรมดาของพระอนาคามี ปล่อยวางได้เกือบหมด

มีแต่ธรรมดาของพระอรหันต์ที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ไม่ยึดไม่เกาะอะไรแล้ว เท่ากับว่าปล่อยลงทั้งหมด


ในเมื่อธรรมดาเกิดมาเป็นทุกข์เช่นนี้ เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่า แล้วอยากเกิดมาทุกข์อย่างนี้อีกหรือไม่ ? ถ้าไม่อยากที่จะเกิดมาทุกข์แบบนี้อีก เราก็ต้องทุ่มเททั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจของเรา ในการพยายามกระทำทุกอย่างเพื่อให้พ้นจากกองทุกข์ ก็คือการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาให้เห็นความเป็นจริง ว่าร่างกายนี้ก็ดี โลกนี้ก็ดี เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อน ไม่มีอะไรน่ายินดีให้เรามายึดมาเกาะอยู่ กำลังใจของเราก็จะปลด จะละ ไปได้ตามกำลังของศีล สมาธิ ปัญญาที่เรากระทำถึง ถ้าหากว่าปลดละได้ทั้งหมด ก็หลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน


วันนี้ที่กล่าวถึง เกิดจากความสลดใจที่เห็นว่า แม้กระทั่งเกิดเป็นเทวดาก็ยังทุกข์ยากเห็นปานนี้ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์เราที่อยู่ในภพภูมิที่ต่ำกว่า จะไม่ทุกข์นั้นไม่มี

จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 10:35


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว