กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๓ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6940)

เถรี 03-04-2020 20:06

"ปกติแล้วการประชุมพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ จะมากจะน้อยก็ต้องมีขาดประชุมบ้าง แต่งานนี้มากันครบถ้วน แม้กระทั่งผู้ที่ติดงานสำคัญก็ส่งตัวแทนมาขอรับการช่วยเหลือ แสดงให้เห็นว่าเดือดร้อนกันหนักจริง ๆ ซึ่งไม่ว่าพระหรือฆราวาสก็ตาม ถ้ามีแต่รายจ่ายโดยไม่มีรายรับ ก็คงจะไม่เดือดร้อนไม่ได้"

เถรี 03-04-2020 20:08

1 Attachment(s)
"ช่วงบ่ายอาตมาเข้าไปเยี่ยมชุมชนคุณธรรมวังท่าขนุน เพื่อดูการทำหน้ากากอนามัยสำหรับถวายพระ เพราะว่าที่ส่งไปให้จำนวน ๕๒๐ ชิ้น อาตมาถวายให้ทั้ง ๕๒ วัดหมดเกลี้ยงไปแล้ว

พร้อมกันนี้ก็ยังนำเอาเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไปมอบให้กับชุมชนด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีใครอยากได้เจลแอลกอฮอล์ ทุกคนบอกว่าอยากได้ขวดแอลกอฮอล์แบบสเปรย์ที่ถวายพระ เพราะว่าทางคุณต๋อง (นายณัฐพล สุขวัฒนศิริ) ประธานชุมชนคุณธรรมบริษัทมุลเลอร์กรุ๊ป สั่งให้ทางโรงงานพิมพ์ภาพยันต์เกราะเพชรติดเข้าไปด้วย ดังนั้น..สิ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันก็คือ "ขอขวดแอลกอฮอล์แบบสเปรย์ เอาเฉพาะแบบมียันต์..!"

สรุปว่าขวดรูปยันต์เกราะเพชร ขลังทั้งที่ยังไม่ได้เข้าพิธีพุทธาภิเษก เป็นที่ต้องการของชาวบ้านทั่วไป แสดงว่านอกจากใช้ล้างมือเพื่อป้องกันเชื้อโรคแล้ว ยังพกพาไว้เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจอีกด้วย"

เถรี 04-04-2020 07:13

พระอาจารย์เล่าว่า "ตื่นตีหนึ่ง เก็บที่นอนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินมายังสำนักงานเจ้าอาวาส ผ่านต้นมะม่วงและมะปราง ปรากฏว่ามีลูกสุกตกลงเกลื่อนพื้นไปหมด บางส่วนเกิดจากความสุกงอมจนได้ที่ อีกส่วนหนึ่งเกิดจากฝีมือของ "นกมีหูหนูมีปีก"

การที่ "ตื่นแต่มืดแต่ดึก" แบบที่บางคนบอก เกิดจาก ๒ สาเหตุด้วยกัน สาเหตุแรกก็คืออายุมากแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าโดยธรรมชาติคนแก่ย่อมนอนน้อยลง สาเหตุที่ ๒ เกิดจากการฝึกหนักตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ทุ่มเทกับการปฏิบัติกรรมฐาน โดยยึดหลัก "กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ปฏิบัติให้มาก"

เมื่อต้องมาเป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนลูกศิษย์ คำถามหนึ่งที่เจอก็คือ "ทำไมต้องตื่นเช้าขนาดนั้นด้วย ?" อาตมาตอบไปว่า "ต้องตื่นก่อนกิเลส ถ้ากิเลสตื่นก่อนเราจะฟุ้งซ่านไปทั้งวัน" เรื่องนี้หลายคนมีประสบการณ์ โดยเฉพาะบรรดาผู้ชายทั้งหลาย ถ้าไม่ได้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ย่อมเข้าใจดีว่าถ้ากิเลสตื่นก่อนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ?!!"

เถรี 04-04-2020 07:15

"สภาพจิตของเราทำงานตลอดเวลาแม้ว่าเราจะหลับ การที่เราจะหลับได้นั้นจะต้องมีสมาธิในระดับปฐมฌานหยาบ ไม่อย่างนั้นแล้วเราจะนอนไม่หลับและฟุ้งซ่านมาก แต่สภาพจิตที่ทรงปฐมฌานหยาบในระหว่างที่เราหลับนั้น ไม่มีอานิสงส์ของการทรงฌาน เนื่องจากเป็นกัมมวิปากชาฤทธิ์ คือ ฤทธิ์ที่เกิดโดยวิบากกรรม เมื่อเกิดเป็นมนุษย์หรือสัตว์ต้องมีความสามารถตรงจุดนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าสภาพร่างกายไม่ได้พักผ่อนนาน ๆ ก็อาจจะถึงตายได้

ปริศนาธรรมโบราณกล่าวว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นเปลว" คือสภาพจิตของเราแม้ว่าตอนกลางคืนจะหลับ แต่ก็ยังมีสภาพการทำงานกรุ่นอยู่ เหมือนไฟป่าดอยสุเทพที่รอเวลาปะทุ เมื่อถึงกลางวันก็เร่งทำหน้าที่ของตนตามที่ได้คิดฟุ้งซ่านเอาไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืน

ในเมื่อสภาพจิตของเราทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีโอกาสได้พักได้ผ่อน หลายท่านจึงสงสัยตนเองว่า เราก็ได้นอน ๖ - ๘ ชั่วโมงแล้ว ทำไมถึงยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ? เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าท่านได้พักแต่ร่างกาย สภาพจิตใจไม่ได้พักเลย"

เถรี 04-04-2020 07:16

"สภาพจิตที่จะได้พักอย่างแท้จริง ต้องทรงอัปปนาสมาธิ ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไป ยิ่งถ้าได้ถึงฌาน ๔ หรือสมาบัติ ๘ ก็ยิ่งดี คือ สมาธิยิ่งสูงเท่าไร เราก็ได้พักอย่างแท้จริงมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเข้านิโรธสมาบัติ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ นั่นคือการได้พักผ่อนอย่างแน่นอนที่สุด

เนื่องจากว่าการเข้านิโรธสมาบัตินั้น สภาพร่างกายจะหยุดทำงานเกือบหมด ถ้าหากว่าใช้เครื่องมือแพทย์มาตรวจวัด ก็จะบอกว่าตายไปแล้ว เพราะว่าเหลือเพียง "ปราณละเอียด" ที่เครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ยังจับไม่ได้ จึงรายงานว่าเจ้าของร่างนี้ตายไปแล้ว..!

ดังนั้น..ท่านที่ทรงฌาน ๔ ก็ดี สมาบัติ ๘ ก็ดี หรือว่านิโรธสมาบัติก็ดี ต้องระมัดระวังไว้ด้วยว่า บุคคลที่ไม่รู้จะเหมาว่าท่านตายไปแล้ว และอาจจะดำเนินการตามแบบคนตาย อย่างเช่นว่า เอาใส่โลง เอาไปฝัง เอาไปเผา เป็นต้น"

เถรี 04-04-2020 07:17

"พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง เมื่อท่านพักผ่อนจะล็อกประตูห้องเสมอ ด้วยเกรงว่าถ้าลูกศิษย์ที่ไม่รู้ไปพบเข้า ก็จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา โดยเฉพาะบรรดาบุคคลที่ "โง่แล้วขยัน" เนื่องจากว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง หมอขออนุญาตติดเครื่องมือบางอย่างเพื่อวัดคลื่นหัวใจ เมื่อเอาไปตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ตลอด ๑ คืนหัวใจของหลวงพ่อท่านหยุดเต้นถึง ๓๐๐ กว่าครั้ง..! แปลว่าพอสมาธิสูงขึ้น ร่างกายหยุดทำงาน เครื่องมือก็รายงานว่าหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว..!

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อาตมาไปเฝ้าไข้หลวงปู่พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน อาภรโณ, บุญ - หลง) ที่ตึกพิเศษ ๕ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ลูกศิษย์สำคัญท่านหนึ่งของหลวงปู่ก็คือ พลเรือโทนายแพทย์บรรยงก์ ถาวรามร อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ มารักษาตัวอยู่ที่ห้องข้างเคียง

หลวงปู่อยากจะไปเยี่ยมลูกศิษย์ แต่สภาพร่างกายก็ไม่อำนวย ช่วงนั้นอาตมาต้องอุ้มท่านเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น ท่านจึงใช้วิธีไปโดยมโนมยิทธิเต็มกำลัง ก็คือถอดจิตไปเยี่ยมลูกศิษย์แทนตัวท่านที่นอนอยู่"

เถรี 04-04-2020 07:18

"พอดีเป็นช่วงเวลาที่หมอออกตรวจไข้ในช่วงเช้า ซึ่งภาษาแพทย์เรียกว่า "ออกราวด์" เมื่อจับชีพจรของหลวงปู่ นาวาตรีนายแพทย์สุรเสน ตวงวรนันท์ ก็ตกใจสุดขีด เพราะว่าชีพจรไม่เต้นเลย คุณหมอสุรเสนวิ่งไปรายงานเจ้านาย คือ พลเรือโทพนิต ศรียาภัย ท่านเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือคนใหม่ ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มหาอำพันเช่นกัน

อาตมาเห็นท่าไม่ดีจึง "สะกิด" หลวงปู่ ท่านจึงดึงจิตกลับ ลืมตามาบอกกับท่านเจ้ากรมฯ พนิตว่า "ฝันว่าไปเยี่ยมลูกศิษย์มา" แล้วไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น เพราะท่านเกรงว่าจะเป็นการอวดอุตริมนุสสธรรม จึงได้แต่ทำไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้คุณหมอทั้งสองงงกันต่อไป"

เถรี 04-04-2020 07:19

"อาตมาเองถึงจะล็อกประตูแล้วก็ตาม ก็ยังคงโดนบรรดาลูกศิษย์แสนดี ที่ให้ช่างทำกุญแจสำรองแจกกันอย่างสนุกสนาน เข้าไป "ยำใหญ่" มาแล้ว จึงขอยกเป็นตัวอย่างให้ท่านทั้งหลายสังวรไว้ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมจนถึงระดับอัปปนาสมาธิเมื่อไร ต้องระวังให้จงหนัก ถ้าท่านสร้างกรรมเอาไว้มากอย่าง "หลี่เถี่ยไกว่" หนึ่งในแปดเซียนของจีน ก็อาจจะโดนหามไปเผาแบบนั้นเช่นกัน..!"

เถรี 04-04-2020 15:57

พระอาจารย์กล่าวว่า "ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-๑๙ ทุกคนก็พยายามที่จะช่วยกันทำสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น อย่างหนึ่งที่เห็นออกมาหลากหลายมากก็คือการแต่งเพลง มีทั้งบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีทั้งให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ มีทั้งให้กำลังใจบุคคลที่ต้องกักกันตัวเอง

แต่ว่าเพลงส่วนใหญ่ที่ออกมาแล้วมักจะ "แป้ก" จากหลายสาเหตุด้วยกันดังนี้

๑. ขาดความงามของฉันทลักษณ์ เพลงสมัยนี้คนรุ่นเก่าอย่างอาตมามีความรู้สึกว่า แย่กว่าเด็กท่องอาขยานเสียอีก ลองเปรียบเทียบ "โคหวิด โควิด โคหวิด" กับ "ป่าเหนือเมื่อหน้าดอกไม้บาน ลมฝนบนฟ้าผ่าน ฟ้ามองดังม่านน้ำตา" เท่านี้ก็ "น้ำตาจิไหล" แล้ว..!

๒. ฟังแล้วไม่เห็นภาพ ลองเปรียบเทียบกับ "เหลืองเหลืองเรืองรองลิบลิ่ว สงฆ์เดินเป็นทิวยาวเหยียดดูน่ามอง" และ "ตาลเดี่ยวยืนต้นเหมือนคนตรอมใจ หมองไหม้ระทม ท่ามกลางสายลมขอบฟ้ากว้างใหญ่" หรือ "ลั่นทมเอนก้านกิ่งไหว หลบสายลมไล่จูบพัลวัน" ซึ่งเห็นภาพพจน์ทุกอย่างชัดเจนมาก"

เถรี 04-04-2020 16:00

"๓. ไม่มีบรรยากาศ ลองเปรียบเทียบกับ "แดดบ่ายปลายคุ้งท้องทุ่งรวงทอง" และ "เมื่อถึงเดือนเมษา หนุ่มบ้านนานั่งหมอง" หรือสุดยอดระดับ "ขลุ่ยเป่าแผ่วพริ้วผ่านทิวแถวต้นตาล" แค่นี้ก็รู้ว่าระดับอนุบาลกับปริญญาเอกนั้นต่างกันขนาดไหน ?

๔. ไม่มีนางเอกพระเอก ลองเปรียบเทียบกับ "สิบห้าหยก ๆ เปรียบดั่งนกน้อยเริ่มหัดบิน ระวังลมเล่ห์ลิ้น ชายให้กินจะบินตกคู" และ "นกเอี้ยงจ๋าก่อนเอี้ยงเคยเลี้ยงทุยอยู่" หรือ "พี่เป็น อส. เฝ้ารอรัก น้องจึงไม่อยากเห็นใจ" จะเห็นภาพพจน์หญิงชายชัดมาก

๕. เอาดนตรีนำเสียง ขอให้จังหวะดนตรีสนุกเอาไว้เต้นมัน ๆ อย่างเดียว เสียงร้องจะแหบจะห่วยแค่ไหนก็ได้ อยากให้คนรุ่นนี้ไปลองฟังเสียง สมยศ ทัศนพันธ์, ทูล ทองใจ, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, พนม นพพร นักร้องหญิงอย่าง วงจันทร์ ไพโรจน์, ผ่องศรี วรนุช, ลัดดาวัลย์ ประวัติวงศ์ หรือรุ่นใหม่ ๆ อย่าง สุนทรี เวชานนท์ ก็ได้ จะได้รู้ว่าเสียงที่นำดนตรีได้นั้นเป็นอย่างไร ต่อให้ไม่มีดนตรีก็สามารถร้องได้ไพเราะอย่างเป็นธรรมชาติ"

เถรี 04-04-2020 16:02

"อาตมาไม่ได้มาตำหนิผลงานที่ท่านเหนื่อยยากสร้างสรรค์มา แต่มาบอกให้ได้รู้ว่าจุดบกพร่องอยู่ตรงไหน เผื่อว่าจะนำไปแก้ไขได้ ก็จะมีเพลงดังติดหูชาวบ้านเขาบ้าง ไม่ต้องระดับศิลปินแห่งชาติ ประเภท "ตะวันส่องใสสาดสายลงมาทาบทาทิวทุ่ง แผ่วลมผ่านโปรยเหมือนโชยกลิ่นปรุงดอกฟางหอมลอย" หรอก เอาแค่ระดับ "ขอนไม้กับเรือ" หรือ "ได้หมดถ้าสดชื่น" แล้วเอามาเปรียบกับสิ่งที่อาตมาพูดถึงข้างต้น ซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะเห็นว่าท่านที่ประสบความสำเร็จนั้นเพราะว่าเขามีอะไรบ้าง แล้วถ้าเราพยายามทำตามนั้นก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า วิริเยน ทุกฺข มจฺเจติ บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร ภาษิตไทยกล่าวไว้ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ขอให้ทุกคนพยายามกันต่อไป "ต้องมีสักวัน ต้องมีสักวัน เดินตามความฝัน ไม่ท้อไม่หวั่นสุดแรงที่มี" แล้วท่านจะประสบความสำเร็จเช่นกัน"

เถรี 04-04-2020 18:44

"การหัวเราะเยาะคนอื่นจัดอยู่ในผรุสวาทา พร่องในกรรมบถ ๑๐ อย่างร้ายแรง"
"เฮ้ย..มีอย่างนี้ด้วย ? เพิ่งเคยได้ยิน"

"ผรุสวาทา แปลว่าอะไร ?"
"วาจาเหมือนขวานถาก"

"พูดไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ?"
"คนฟังย่อมเจ็บใจ"

"นั่นแหละ..การหัวเราะเยาะย่อมทำให้ผู้อื่นเจ็บใจ"

เถรี 04-04-2020 18:45

เหวอสิครับท่าน..! แต่ที่เจ็บกว่านั้นก็คือโดนแมลงภู่สอน..!

"ไม่ใช่แมลงภู่ครับ ตอนนี้ผมโมทนาบุญที่ท่านทำ มีศักดานุภาพเหมือนพรหม..!"

หนักเข้าไปอีก..! อนุสนธิ์สืบเนื่องมาจากการไปทำ "พิธีมหาระงับโรคาพินาศ" กว่าจะไปถึงบริเวณมณฑลพิธี มีด่านคอยตรวจผู้เดินทางเป็นร้อยแห่ง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-๑๙ อาตมาไม่อยากเสียเวลา จึงบอกพญาแมลงภู่คำทั้งคู่ ซึ่งติดรถอยู่เป็นประจำว่า "ผ่านฉลุยทุกด่านทั้งขาไปและขากลับ แล้วจะเลี้ยงของดี..!"

เถรี 04-04-2020 18:48

ภาพที่เห็นก็คือพญาแมลงภู่คำเทียบปีกเคียงคู่ พา "น้องแก้ว" วิ่งผ่านทุกด่านเหมือนไม่มีตัวตนทั้งขาไปและขากลับ แม้แต่จะโบกให้หยุดเพื่อสอบถามก็ไม่มี นายแน่มาก..!

เมื่อเป็นดังนั้นก็ต้องทำตามคำสัญญา กลับมาแล้วชีวิตยังยุ่งเหยิงวุ่นวายมาก เมื่อมีเวลาก็รีบปรุง "ของดี" เพื่อตอบแทนพญาแมลงภู่คำทั้งสอง ซึ่งมีสูตรดังนี้

น้ำมันงาดิบ (คั้นมือ) ๑ ส่วน น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ๑ ส่วน น้ำมันทานาคา ๑ ส่วน น้ำมันชาตรี ๓ หยด

คนให้เข้ากันเทใส่โหลแก้ว แล้วเชิญพญาแมลงภู่คำทั้งสองลงไปดำผุดดำว่าย ไหน ๆ ก็ยังมีที่ว่างเหลืออยู่มาก จึงฉวยโอกาสนำแมลงภู่คำทุกตัว ไม่ว่าจะแกะจากไม้ดุมล้อเกวียน แกะจากงาช้างกำจัด แกะจากเขี้ยวหมูตัน ออกจากรังใส่ลงในขวดโหลไปทั้งหมด

ปิดฝาแล้วไปนึกถึงการเรียนชีววิทยาสมัยชั้นมัธยม ที่คุณครูผู้สอนนำเอาสารพัดสัตว์มาดองไว้ในขวดโหลด้วยฟอร์มาลีน เพื่อใช้ประกอบการสอนในชั่วโมง เมื่อแมลงภู่คำทั้งฝูงลงไปสถิตอยู่ในขวดโหล ภาพที่เห็นก็คือแมลงดองชัด ๆ..! ก็หัวเราะสิครับ

เถรี 04-04-2020 18:50

นั่นแหละครับพระคุณท่าน..เกิดมาแก่จนป่านนี้ ก็เพิ่งจะโดนแมลงสอนธรรมะเข้าให้ ซ้ำยังลึกซึ้งแบบที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่อื่นมาก่อนด้วย ยังไม่รู้ว่าถ้าผิดสัญญาแล้วจะโดนอะไรบ้าง ? ยังดีที่สัจจบารมีไม่บกพร่อง ไม่อย่างนั้นก็ไม่อยากจะนึกว่า เวลาโดนแมลงด่าแล้วต้องทำหน้าแบบไหน ? ฮ่า..ฮ่า..!

เถรี 05-04-2020 05:14

พระอาจารย์กล่าวว่า "มีหลายท่านถามว่า การเขียนหนังสือก็ดี การพูดถึงเรื่องราวให้มาลงใน "เก็บตกฯ" ก็ดี มีการวาง "พล็อต" ไว้ก่อนหรือเปล่า ? ขอยืนยันไว้ตรงนี้ว่าไม่มี หนังสือที่เขียนส่วนใหญ่หนักไปทางบันทึกการเดินทาง จึงเป็นไปตามสภาพที่พบเห็นในช่วงนั้น ๆ ส่วนหนังสือ "กรรมฐาน ๔๐" นั้น เป็นการบรรยายธรรมแล้วมีผู้ถอดเสียงมา

การที่ทำเช่นนั้นได้สำหรับอาตมาแล้ว เกิดจาก ๒ สาเหตุด้วยกัน

๑. ภาวนาคาถาท่านปู่พระอินทร์จน "ขึ้น" แล้ว ถึงขนาดท่านให้คาถาเพิ่มเติมมาว่า อิกะวิติ พุทธะสังมิ โลกะวิทู ซึ่งลูกศิษย์สายหลวงพ่อวัดท่าซุงหลายท่านคัดค้านว่า ตามที่หลวงพ่อท่านบอกมานั้น ไม่มีคาถาตรงนี้

ภาษาวัยรุ่นสมัยอาตมาบอกว่า "พูดอีกก็ถูกอิฐ" คนประเภทนี้แหละที่ทำให้วิชาการต่าง ๆ ไม่มีการพัฒนาเลย เป็นพวกอนุรักษ์นิยมขนานแท้ ไม่ยอมเปิดใจรับสิ่งอื่นที่แตกต่างไปจากความเคยชินของตน จัดอยู่ในประเภทไดโนเสาร์เต่าล้านปี รอเวลาสูญพันธุ์เท่านั้น..!"


เถรี 05-04-2020 05:16

"๒. ผ่านการฝึกมโนมยิทธิมาแล้ว เมื่อมีความคล่องตัวก็สามารถปรับใช้กับสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ว่ามโนมยิทธิใช้สำหรับดูนรกดูสวรรค์เท่านั้น ประเภทนั้นก็ "จ๊าดง่าว" ตามที่ผู้ใหญ่ "จาวเหนีย" ด่าเด็ก ๆ ประเภทเข็นไม่ไป

ในเมื่อเป็นเช่นนั้นถึงเวลา จะเขียน จะพูด อะไรก็ตาม อาตมาก็มอบความไว้วางใจให้กับพระ พรหม เทวดา หรือครูบาอาจารย์ ตามแต่ท่านจะเมตตาสงเคราะห์ให้

ก็ยังมีผู้สงสัยอีกว่า ถ้าทำแบบนั้นแล้วจะไม่ "เฝือ" หรือ ? บังเอิญว่าอาตมาฉลาดว่ะ..! เชื่ออารมณ์แรกตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเมตตาสอนไว้ เมื่อซักซ้อมจนมั่นใจว่าอารมณ์แรกนั้นเป็นอย่างไร ก็กำหนดจดจำเอาไว้และใช้ตามนั้นด้วยความระมัดระวัง โอกาสที่จะ "เฝือ" จึงมีน้อยมาก"

เถรี 05-04-2020 05:17

"มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน จะตกถิ่นฐานใดคงไม่แคลน ถึงคับแค้นก็พอยังประทังตน" ในเมื่อวิชาความรู้ครูบาอาจารย์ท่านก็ถ่ายทอดให้หมดแล้ว ก็เหลืออยู่แต่เราเท่านั้น ว่าจะศึกษาและนำเอาไปใช้ได้เท่าไร ต้องกล้าได้กล้าเสีย กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าสู้ครู แล้วจะวิวัฒนาการได้เร็วกว่าคนอื่นเขา

ในชีวิตนี้ตั้งแต่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุงมา มีครั้งเดียวที่รู้สึกว่าเสียใจ ก็คือท่านบอกว่า "เล็ก..ตั้งแต่นี้ไปเทศน์แทนพ่อนะ" กราบเรียนตอบไปแบบไม่ต้องคิดว่า "ขออนุญาตผ่านครับ ผมกลัวโดนถีบตกธรรมาสน์..!"

หลวงพ่อท่านยังเมตตาทักท้วงว่า "ตำแหน่งใบฎีกาเท่ากับเป็นตัวแทนของหลวงพ่อ ถ้าแกไม่เอาแล้วใครจะทำ ?" อาตมาก็ได้แต่เงียบ เพราะว่าตอนนั้นยังรักตัวเองมากจนเกินไป"

เถรี 05-04-2020 05:19

"ภายหลังมานึกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนั้น นอกจากงานท่วมหัวแล้วยังป่วยหนักเป็นปกติ การที่ต้องลงเทศน์ทุกวันพระจัดเป็นภาระหนักมาก อุตส่าห์ขอให้ช่วยแบ่งเบาภาระแล้ว อาตมากลับไปกลัวคนอื่นเขาจะว่า จึงไม่สมกับที่ปฏิญาณตนว่ามอบกายถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัย..!

แต่ถ้าใครเคยอยู่วัดท่าซุงมาจะรู้ว่า "จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน" แล้วช่วงนั้นความทนต่อการเสียดสีของอาตมายังไม่เพียงพอ จึงต้องปฏิเสธไปทั้งที่เป็นคำสั่ง และหลวงพ่อท่านต้องเล็งเห็นแล้วว่าอาตมาทำได้

ถ้าเป็นสมัยนี้ไม่มีทางที่จะปฏิเสธหลวงพ่อท่านแน่ เพราะว่าฝึกมาจนกระทั่งหนังหนาหน้าทนแล้ว ต้องกราบเท้าขอขมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อไว้ ณ ที่นี้ หลังจากที่ปฎิเสธงานเล็กน้อยที่ท่านมอบให้ มาในปัจจุบันเจองานสอนทั้งทางโลกและทางธรรม ถึงแม้ว่าหนักจนเกือบจะพูดไม่ออกก็ต้องทนเอา รู้ชัดเจนแล้วว่าตอนนั้นหลวงพ่อท่านเป็นอย่างไร ?"

เถรี 05-04-2020 05:19

"มาตอนนี้เหมือนกับอยู่ในช่วงกรรมตามสนอง ไม่ว่าจะบอกจะสั่งพระหรือฆราวาสอย่างไร มีแต่คนปฏิเสธไม่กล้าทำ น่าจะอยู่ในอารมณ์เดียวกับอาตมาสมัยโน้น ก็ได้แต่หวังว่ากรรมส่วนนี้คงจะคลายตัวลงในเร็ววัน ไม่เช่นนั้นก็คงต้องแบกงานจนมรณภาพ แบบเดียวกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน แต่การตายในหน้าที่ ปกติแล้วต้องปูนบำเหน็จ ๘ ขั้นนะครับ ฮ่า..!"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:10


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว