กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=40)
-   -   ปกิณกธรรมช่วงสงกรานต์วัดท่าขนุน วันที่ ๑๓-๑๗ เมษายน ๒๕๖๕ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=8539)

เถรี 02-05-2022 21:38

สำคัญที่สุดตรงที่เราต้องจัดการให้ถูก การรู้เห็นเป็นของแถมในการปฏิบัติ แต่นิสัยพวกเราก็เหมือนกันนั่นแหละ ซื้อของเพราะอยากได้ของแถม..! ใช่ไหม ? ไม่อย่างนั้นก็เดินผ่านไป..ไม่สนใจหรอก แต่พอบอกว่ามีแถม ขอชะโงกดูหน่อย ของแถมถูกใจ..ซื้อเลย ของชิ้นนั้นไม่ได้ใช้หรอก แต่อยากได้ของแถม..!

การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน การรู้เห็นเป็นของแถมในการปฏิบัติ พวกเราก็มักจะสนใจของแถม จนลืมไปว่าสินค้าหลักคือการตัดกิเลส โดยเฉพาะถ้าการรู้เห็นปรากฏขึ้น ญาณปรากฏขึ้น จัดการไม่ดีนี่ เตลิดเปิดเปิง ฟุ้งซ่าน ออกทะเลมาเยอะแล้ว เพราะว่าทุกเรื่องทุกอย่างที่เรารู้ จะสมเหตุสมผล อธิบายได้ ไม่ว่าจะตามตรรกะ ตามคณิตศาสตร์ หรือตามวิทยาศาสตร์ อธิบายได้หมด

ถ้าหากว่าเราสติน้อย ปัญญาน้อย ก็จะโดนหลอกให้ติดอยู่แค่นั้น เหตุเพราะว่าทำเมื่อไร ก็อยากรู้เห็น

แต่ถ้าหากว่าเป็นคนสติแหลมคม ปัญญาว่องไว ก็อาศัยเรื่องเหล่านี้ช่วยในการปฏิบัติ อย่างเช่นว่าหาครูบาอาจารย์ที่ไม่มีตัวตน หรือไม่ก็หาพรหม หาเทวดาที่มีบุญสัมพันธ์กันมา ท่านจะได้ส่งเคราะห์ หรือไม่ก็โน่นเลย..กราบเรียนถามพระพุทธเจ้าโดยตรง

เถรี 02-05-2022 21:39

แต่ส่วนใหญ่แล้วจัดการไม่ถูก เขารู้เพื่อให้ละ พวกเราส่วนหนึ่งที่เคยฝึกมโนมยิทธิที่วัดท่าซุงมา..รู้แล้วไปยึด คนโน้นเป็นไอ้โน่นกับเรา คนนี้เป็นไอ้นี่กับเรา สนุกสนานกันใหญ่ ชาติเดียวยังไม่เข็ด ยังย้อนหลังไปอีก ชาติโน้นเป็นไอ้นั่น ชาตินี้เป็นไอ้นี่ เขาให้รู้เพื่อให้เข็ด ไม่ใช่รู้แล้วไปฟื้นความสัมพันธ์กันใหม่ ที่รู้แล้วฟื้นความสัมพันธ์กันใหม่นั่นโง่ชัด ๆ..! ตัวเองยังว่ายอยู่กลางทะเลเลย ดันไปหาคนมาเกาะกันเป็นพรวน มีหวังจมน้ำตายก่อนถึงฝั่ง...!

ตรงจุดนี้เราต้องไม่ลืมเป้าหมายในการปฏิบัติ ว่าเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ เมื่อญาณหรือเครื่องรู้ปรากฏขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างสมเหตุสมผล อธิบายได้หมด แต่ให้สังเกตว่าให้เรารู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของการตัดกิเลส ดังนั้น..รู้ตัวเมื่อไร ให้รีบถอยทันที

กระผม/อาตมภาพโดนหลอกมาแล้ว เหมือนกับแผ่นดินค่อย ๆ ลดลงทีละมิลลิเมตร ไม่รู้ตัวหรอกว่าพื้นต่ำลงไปเรื่อย สามปีผ่านไปอยู่ก้นเหวพอดีเลย ยังโชคดีที่เป็นคนรู้ตัวไว ขนาดนั้นยังเจอไปสามปี ปฏิญาณตนเลยว่า "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป กูจะไม่เป็นขี้ข้าให้ใครอีกแล้ว มึงไม่ต้องมาถามเลย !"

เถรี 02-05-2022 21:41

เพราะว่าเรื่องของการรู้เห็นนั้นอันตรายมาก สิ่งสำคัญที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ก็คือรู้แล้วพูดได้เท่าไร รู้แล้วบอกได้เท่าไร ถ้าจะบอกว่าสงกรานต์นี้จะมีการสาดกระสุนใส่กัน สาดขีปนาวุธใส่กัน ต้องรู้ด้วยว่าบอกได้แค่นี้ อะไรแบบนั้น ส่วนใครจะสาดใส่ใครปล่อยเขา บางทีรู้เป็นร้อย แต่เขาให้พูดได้แค่หนึ่งหรือสอง อกจะแตกตาย พูดไม่ได้แล้วบอกทำไมวะ ?

เพราะฉะนั้น..อย่าได้รู้เลย รู้แล้วเครียด จัดการไม่ถูก เสียการปฏิบัติอีกต่างหาก ไม่รู้ไม่เห็นปลอดภัยที่สุด คอลเซ็นเตอร์หลอกคนโง่ไม่ได้ หลอกได้แต่คนฉลาด ทุกวันนี้สงสารคอลเซ็นเตอร์มาก มีแต่คนแกล้งแล้วเอาคลิปมาลง หากินก็ลำบากแล้วยังโดนแกล้งอีก บางคนเอาคลิปมาลง ฟังแล้วก็ตลก ตกลงว่าใครกำลังหลอกใครกันแน่..!

ดังนั้น..เรื่องพวกนี้ขอให้เข้าใจว่าเป็นของแถมการปฏิบัติ เป็นของแถมที่ล่อใจมาก มีได้..แต่ต้องมีสติปัญญาให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นจัดการไม่ถูก ความลำบากในชีวิตก็จะเกิดขึ้น

เถรี 03-05-2022 07:09

สำหรับวันนี้ วันที่ ๑๕ เมษายน ถ้าหากว่าทั่ว ๆ ไปเขาเรียก วันมหาสงกรานต์ พรุ่งนี้ก็เป็นวันสังขารล่อง สังขารคำนี้เป็นภาษาเหนือ ก็คือสงกรานต์นั่นแหละ

คำว่า สังขารล่อง ก็คือเขาเชื่อว่านางสังขาร หรือนางสงกรานต์จะกลับ เพราะฉะนั้น…ก็ต้องมีพิธีส่งกัน พวกเราประกวดนางสงกรานต์ใช่ไหม ? พอข้ามไปฝั่งเวียงจันทน์ เขามีประกวดนางสังขาร ได้ยินแล้วปลงอนิจจัง

บางคนเรียกวันสังขารล่องว่า วันพญาวัน เป็นวันที่ใหญ่กว่าวันทั้งหมด หลายตำราโดยเฉพาะภาคเหนือ ใช้เป็นวันปลุกเสกวัตถุมงคล เขามั่นใจว่าเป็นวันที่ครอบคลุมกำลังวันอื่นได้ทั้งหมด ทำแล้วต้องขลังกว่าใคร

แต่คราวนี้อะไรก็ตาม ถ้าหากว่ายังประกอบด้วยฤกษ์ ด้วยยาม มีข้อห้าม มีข้อยึดถืออยู่ ก็จะทำให้ไม่มั่นคง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ถ้าพลาดขึ้นมา เราก็จะเสียกำลังใจ พอใจเสียแล้ว ต่อให้อย่างอื่นดีแค่ไหน ก็เอาไม่อยู่ พระพุทธเจ้าท่านจึงได้ตรัสว่า

มโนปุพพังคมา ธัมมา..ธรรมทั้งหลายมีใจนำหน้า
มโนเสฏฐา..สูงสุดก็ที่ใจ
มโนมยา..สำเร็จก็ที่ใจ

เถรี 03-05-2022 07:13

ก่อนทำวัตรเย็น วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕

บางคนตัวอยู่วัดท่าขนุน แต่ฟุ้งซ่านคิดถึงบ้าน คิดถึงลูกที่อยู่ประเทศอังกฤษ เรื่องพวกนี้เหมือนกับผงเข้าตา คำว่า ผงเข้าตา โบราณความหมายชัดเจนที่สุดก็คือ ตัวเองเขี่ยไม่ถึง เขี่ยไม่ได้ ต้องให้คนอื่นช่วยเขี่ยออกให้

ดังนั้น..บางคนก็ปล่อยผงเข้าตาอยู่ตลอด เมื่อไรจะเลิกเข้าสักที ? เพราะเรารักษาใจไม่เป็น ในเมื่อรักษาใจไม่เป็น ปล่อยให้ผงเข้าตา ถึงเวลาก็เตลิดเปิดเปิงตามเขาไป

สมัยอาตมาเด็ก ๆ ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีโอกาสเจอกันก็ตอนงานวัด งานเทศกาลนักขัตฤกษ์ อย่างช่วงสงกรานต์ ก่อนสงกรานต์ประมาณ ๔ - ๕ วัน จะมีการกวนข้าวเหนียวแดง จะมีการกวนกาละแม บ้านใครมีลูกสาววัยออกเรือนก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก เพราะว่าจะมีคนแห่ไปช่วยกันบานตะเกียงเลย

โดยเฉพาะถ้าลูกสาวหน้าตาไปวัดไปวาตอนสาย ๆ ได้ ก็คือแดดจัดขนาดไหนก็ยังดูสวย ไม่ใช่สวยร้อยเมตร..! ถ้าลักษณะอย่างนั้นก็จะมีหนุ่มไปเป็นแรงงานให้ฟรี ไม่ว่าจะขูดมะพร้าว ตำน้ำพริก โขลกขนมจีน คนช่วยทำกันเพียบเลย

เถรี 03-05-2022 07:20

แต่มาคราวนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป จากสมัยโน้นที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตาทวดช่วยกันดู คนแก่มีประสบการณ์ เรื่องคู่นี่มักจะดูไม่ผิด ยกเว้นบางคู่ที่พ่อแม่ไม่ได้ดู บังคับเอาเลย ที่เขาเรียกว่า คลุมถุงชน ก็คือไม่ได้เห็นหน้าเห็นตากันหรอก ก็จับเอาหัวโขกกันแล้ว เรียกว่าคลุมถุงชน

สมัยนี้พ่อแม่ไม่ต้องยุ่งเพราะถือว่าเป็นเรื่องของตัวเอง ก็เลยทำให้ส่วนใหญ่แล้วเลือกผิด เหตุที่เลือกผิดเพราะวัยรุ่นมักจะใจร้อน ใจเร็ว คุยไลน์กัน ๓ วัน ตกลงโอเคแล้ว สมัยโน้น ๓ ปียังไม่เห็นหน้า เห็นแต่หลังคาบ้าน เข้าบ้านไปเมื่อไร พ่อตาส่องด้วยปืนลูกซอง..!

คนสมัยโน้นก็เลยต้องมีคาถาดีมาก มีวัตถุมงคลขลังมาก เอาไว้จัดการกับพ่อตาแม่ยายเขี้ยวลากดิน ส่วนใหญ่วิชาพวกนี้ก็มักจะเป็นพวกมหาละลวย เมตตามหานิยม

เรื่องนี้ต้องไปถามนายกษม นายกษม (ออกเสียง กะ-สม) หรือ กะ-ษะ-มะ ก็คือเกษมนั่นแหละ แต่คราวนี้เกิดวันจันทร์ เขาบอกว่าถ้ามีสระแล้วเป็นกาลกิณี ก็เลยชื่อกษม นายกษมก็ได้คาถาจากหลวงปู่ไป ไปนั่งท่องอยู่หน้าบ้านสาว "โอม ศรีกูงามคือฟ้า หน้ากูงามคือพระแมน แขนกูงามคือพระอินทร์" พ่อตาเหนี่ยวไกปืน "โป้ง" ทีเดียวคาถาหายหมด วิ่งอ้าว..บอกว่าคาถายาวเกินไป...!

คาถาต้องภาวนาไปจากบ้าน ไม่ใช่ไปถึงหน้าบ้านว่าที่พ่อตาแล้วค่อยไปภาวนา แบบนั้นก็ได้เจอลูกปืนกันพอดี

เถรี 04-05-2022 21:32

แต่ก็ไม่ใช่อย่างอดีตหลวงพี่สมาน (พระสมาน สมานจิตฺโต) วัดท่าซุง ตอนนี้ท่านตายไปแล้ว ที่ใช้คำว่าตาย ไม่ใช้คำว่ามรณภาพ เพราะว่าท่านสึกเสียก่อน สึกแล้วก็ไปแต่งงานมีครอบครัว แต่ปรากฏว่าผู้หญิงหวงมาก กว่าจะได้มานี่ต้องไปเฝ้าเช้าเฝ้าเย็นกว่าที่พระจะยอมสึก ก็เลยหวงมาก โทรเช็คทุก ๒ - ๓ นาที จนพี่สมานเครียดมาก มะเร็งกินตายไปเลย..! โทรเช็คไม่เช็คเปล่า.."เปิดกล้องเดี๋ยวนี้...! หมุนกล้องรอบ ๆ ซิ อยู่กับใครบ้าง ?" เอาเถอะ..ท้ายสุดคุณก็อยู่คนเดียวนั่นแหละ เพราะว่าผู้ชายเครียดจนมะเร็งรับประทานตายไปแล้ว เรื่องนี้เราจะไม่พูด..แต่เล่าไปเสียครึ่งเรื่องแล้ว..!

พี่สมานสมัยฆราวาสเป็นคนบ้านนอกภาคเหนือของเรา ทำมาหากินตามปกติ บ้านนอกก็จะมีฤดูการตีผึ้ง น้ำผึ้งขายได้ราคา ถ้าหากได้สัก ๕ ขวด ๑๐ ขวด ก็ได้เงินเห็นหน้าเห็นหลังเลย เพราะว่าขวดละ ๒๐๐ - ๓๐๐ บาท ถ้าเป็นผึ้งหลวงรังใหญ่ ๆ ตีทีหนึ่งก็ได้เป็นปีบ ไม่ใช่แค่เป็นขวด ปรากฏว่าคนตีผึ้งโดนผึ้งต่อยบ้าง ตกต้นไม้แขนขาหักบ้าง ท้ายที่สุดก็ไปเจอ "หมอผึ้ง" ก็คือคนที่ตีผึ้งเป็นประจำ แล้วไม่เคยพลาดเลย

ครูหมอบอกว่า "มีคาถาดี" พี่สมานที่เป็นฆราวาสก็ไปประจบ เอาใจ รับใช้อะไรสารพัด จนท่านครูหมอใจอ่อนให้คาถามา เขาเรียกว่า คาถาหัวใจหมี คือเราก็รู้ว่าหมีชอบกินผึ้ง เวลาหมีกินผึ้ง หมีจะระวังแค่ตาอย่างเดียว ถึงเวลาหมีก็หลับตา ส่วนอื่นของหมีนั้นขนหนาและหนังหนา ผึ้งต่อยก็ไม่รู้สึกหรอก จนกระทั่งเขาสอนต่อ ๆ กันมาว่า "ถ้าเห็นหมีกำลังกินผึ้ง ให้ไปสะกิดหลัง หมีคิดว่าเป็นพวกเดียวกันก็จะส่งรังผึ้งมาให้" คนเขาเล่าได้หน้าตายมากเลยนะ คือเล่าแบบน่าเชื่อถือ

แต่กระผม/อาตมภาพตรองดูแล้วว่าผึ้งหลวงรังใหญ่ ๆ เวลาหมีไปล้วงรัง ผึ้งก็แตกฮือออกมา ไม่ต้องสะกิดหมีหรอก โดนผึ้งรุมต่อยตั้งแต่เข้าไปใกล้แล้ว..! พี่สมานพอได้คาถามาก็ชวนเพื่อนไปตีผึ้ง ปรากฏว่าเพื่อนโดนผึ้งต่อยบวมไปทั้งตัวเลย..!

เถรี 04-05-2022 21:53

โบราณเขาต้องเอาไปย่างไฟ ก็คือก่อไฟจนได้ถ่านแดง ๆ มา แล้วก็เกลี่ยเป็นรางยาว ๆ เอาคนเจ็บเพราะผึ้งต่อยขึ้นไปผิงไฟ เพราะว่าความร้อนจะทำลายฤทธิ์พิษผึ้งได้เร็ว อาจจะเป็นเพราะว่าให้กินน้ำร้อนแล้วเหงื่อออกมากด้วย ก็เลยขับพิษออกมาทางผิวหนังได้

ครูบาอาจารย์ก็สงสัยมาก "ก็มึงได้คาถาไปแล้วนี่ แล้วไม่ได้ท่องหรือ ?" พี่สมานยืนยันว่า "ท่องครับ ผมท่องตลอดเลย" ครูก็สงสัย "อ้าว ..แล้วทำไมเพื่อนมึงโดนผึ้งต่อย ?" พี่สมานตอบว่า "ก็มันเป็นคนปีนขึ้นไปครับ ผมท่องคาถาอยู่ที่โคนต้น..!" โคตรฉลาดเลย..! มีเพื่อนแบบนี้ระวังตายฟรี ท่องคาถาหัวใจหมีอยู่ที่โคนต้น ให้เพื่อนปีนขึ้นไปตีผึ้ง...!

แต่ความจริงแล้วถ้าหากว่าเพื่อนเขามั่นใจจริง ๆ ก็กันได้นะ เพราะว่าเรื่องพวกนี้สำคัญอยู่ที่ใจเท่านั้น

นึกไปถึงตอนที่กระผม/อาตมภาพอยู่ที่เกาะพระฤๅษีใหม่ ๆ ก็มีพระอาจารย์สมพงษ์ เขมจิตฺโต อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนรูปก่อนอาตมานี่แหละ แล้วก็ทิดจิตร (จิตติพัฒน์ เอี่ยมโอด) ดร.พระครูปลัดปรีชา จิรนาโค ตอนนั้นยังเป็นพระใหม่ แล้วใครอีกจำไม่ได้รวมเป็น ๓ - ๔ คน เข้าไปขอฝึกวิชา

กระผม/อาตมภาพก็ "ได้สิ..อยากฝึกวิชา กำลังใจต้องมั่นคง ต้องเป็นคนกล้าหาญ ไม่กลัวอะไร" โน่น..ไปปีนน้ำตกผาสวรรค์ น้ำตกแต่ละชั้นสูง ๗๐ - ๘๐ เมตร แล้วน้ำเทสวนลงมาอย่างกับฟ้าถล่ม ถ้าใจไม่ถึงจริงไม่กล้าปีนหรอก ตกลงมาตายเสียเปล่า ๆ

เถรี 04-05-2022 22:12

เพราะการที่อาตมาพาพระไปฝึกแบบนั้น ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่หลายสิบรอบ จนกระทั่งชาวบ้านเขารู้กัน ท้ายสุดมีคนตกลงไปตายจริง ๆ เพราะว่าเขาไปล่าสัตว์ ล่าเสร็จแล้ว ถ้าหากว่าเดินอ้อมออกมาทางเหมืองสองท่อ เป็นระยะทาง ๓๐ กว่ากิโลเมตร แต่ถ้าปีนน้ำตกลงมา แค่ ๑๓ กิโลเมตรก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว

พรรคพวกเขาก็ชวนกัน "เฮ้ย...ลงตรงหน้าน้ำตกนี่แหละ หลวงพ่อที่ต้นน้ำท่านขึ้นลงออกจะบ่อยไป" เขาลืมไปว่านั่นน่ะใคร ปรากฏว่าพลาด..ตกลงไปตายอยู่ตรงตีนน้ำตกนั่นแหละ คางหลุดหายไปเลย ไม่รู้ว่าไปโดนอะไร หลังยังสะพายตะกวดอยู่ ๒ ตัว ที่ตัวเองยิงได้นั่นแหละ

คราวนี้การที่เราไปปีนแค่นั้น ก็ยังทดสอบไม่ได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ด้วยความมั่นใจในตัวผู้นำ ก็ทำให้เขากล้าไปตามไป เอาใหม่..คนงานมาส่งข่าวว่ามีต่อหลุมอยู่ตรงนั้น เอ้า..ไปฝึกกัน พวกเราก็ถามที่ถามทาง จนมั่นใจว่าอยู่ตรงไหน

๓ - ๔ คนนี้ก็ไปนั่งหัวโด่อยู่ตรงปากหลุม ภาวนาสักพักเดียว ต่อยามมาเห็นเข้า เท่านั้นแหละ..มุดหายเข้ารูไปบอกพวก อีกเดี๋ยวออกมา ๗ - ๘ ตัว บินว่อนเลย ใครมีคาถาอะไรดีก็ภาวนาไปเถิด ตอนนั้นปรากฏว่าต่อฉลาดมาก เพราะว่าอยู่ ๆ ไอ้ตอไม้ ๓ - ๔ ตอ มาโผล่อยู่หน้าปากประตูบ้านนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าทุกวันไม่เคยมี

ต่อก็ใช้วิธีบินเข้ามาดูใกล้ ๆ ถึงจะบินเข้ามาดูใกล้ ๆ แต่พวกเราเข้าสมาธิอย่างดีไม่กลัวหรอก ต่อก็ใช้วิธีใหม่ บินเฉี่ยวหัว วืด...วืด แรก ๆ ก็พอไหว พอเฉี่ยวเข้าสัก ๓ - ๔ ครั้ง พระอาจารย์สมพงษ์ก็พลาด เอียงหัวหลบ..เท่านั้นแหละ ๗ - ๘ ตัวกรูใส่เลย ทิดจิตรที่อยู่ใกล้ ๆ "กูไปก่อนละโว้ย..!"...วิ่งอ้าวเลย

เถรี 04-05-2022 22:15

คราวนี้ทำอย่างไรล่ะ ? เหลืออาตมาคนเดียว ต่อก็ใช้วิธีเดิม บินเฉี่ยวหัว วันนี้ที่เห็นหัวเหม่งอย่างนี้ ถ้าหากว่าไปโดนต่อยเข้าก็เต็ม ๆ เลย แต่ด้วยความที่ฝึกเอาไว้เยอะ ทำให้ก็ไม่กลัว...นิ่งพอ เจ้าต่อก็ยังไม่ยุ่งด้วย ได้แต่บินเฉียดไปเฉี่ยวมา กระผม/อาตมภาพก็รอ รอจนกระทั่งมีลมพัดต้นไม้โยก ก็โยกตามต้นไม้ออกมาหน่อยหนึ่ง ลมพัดต้นไม้โยก ก็โยกตามต้นไม้ออกมาอีกหน่อยหนึ่ง ใช้วิธีแบบนี้เป็นชั่วโมง กว่าที่จะห่างจากปากหลุมต่อออกมาสัก ๓ - ๔ เมตร แล้วก็ลุกเดินหล่อ ๆ กลับมา ปรากฏว่าทางด้านนี้อาจารย์สมพงษ์หัวบวมฉึ่ง..! บอกว่ากินยาแก้ปวดไป ๒ เม็ดแล้ว ยังเอาไม่อยู่เลย นอนครางโอย ๆ ทั้งคืน..!

หลังจากนั้นก็ยังมีรุ่นน้องไปจากวัดท่าซุงอีก เพราะว่าหลวงพ่อเจ้าคุณอนันต์ ตอนนั้นยังเป็นพระครูปลัดอยู่ ประกาศบอกรุ่นน้องว่า "ใครอยากธุดงค์ในป่า แบบมีเสือมีช้าง ให้ไปหาท่านเล็กนะ" เจริญแล้วพ่อ...! มากันบานเลย เอ้า..ธุดงค์ก็ธุดงค์วะ ก็เลยถามรุ่นน้องว่า "เข้าป่าจะกินหรือไม่กิน ?" รุ่นน้องท่านบอกว่า "ตามใจหลวงพี่ครับ" "ถ้าตามใจผมก็ไม่ต้องกิน เอาไปแต่กระติกน้ำอย่างเดียว" ก็ไปกัน

วันที่ ๑ ก็ได้ยินเสียงท้องรุ่นน้องร้องจ๊อก..! วันที่ ๒ ก็หลายจ๊อก พอวันที่ ๓ รุ่นน้องบอกว่า "ไม่ไหวแล้วครับหลวงพี่..กลับกันเถอะ" อาตมาก็ "อ้าว...ก็ไหนมึงบอกว่าจะไปทีอย่างน้อยต้องครึ่งเดือน นี่เพิ่งจะวันที่สามเอง" รุ่นน้องบอกว่า "หิวไส้จะขาดอยู่แล้วครับ..!" ท้ายสุดก็เลยต้องพาเดินย้อนออกจากป่ามา

เถรี 04-05-2022 22:20

ปรากฏว่าท่านแรกก็คือท่านเป็ด ท่านเป็ดเดินออกมาเหลืออีก ๑๒ กิโลเมตรจะถึงถนนใหญ่ ท่านเป็ดบอกว่า "ผมไม่ไปแล้วครับ ผมอยู่ตรงนี้แหละ ผมยอมตายแล้ว" คือเดินไม่ไหว อาตมาก็เลยช่วยเอาบริขารธุดงค์ของท่านแบกออกมา เหลืออีกประมาณ ๓ กิโลเมตรจะถึงถนน ท่านสหชาติบอกว่า "ผมหมดสภาพแล้วครับ" เป็นลม..! อาตมาก็เลยต้องแบกบริขารธุดงค์ของท่านอีกชุด สรุปแล้วตัวเองเอาไปแต่กระติกน้ำใบเดียว แต่ขาออกมามีบริขารธุดงค์ชุดใหญ่มาด้วยอีก ๒ ชุด..!

เดินออกมาจนถึงถนนใหญ่ เจอญาติโยมที่รู้จักขับมอเตอร์ไซค์ผ่านมาพอดี ก็เลยบอกให้ช่วยขึ้นไป "เก็บ" พระมาหน่อย รายหนึ่งอยู่ใกล้แค่ประมาณ ๓ กิโลเมตรตรงหัวเนินนั่น ส่วนอีกราย...โน่น เข้าไปราว ๆ ๑๒ กิโลเมตร อยู่ตรงใกล้ ๆ คอกวัวเก่า ที่ชาวบ้านเอาวัวไปปล่อยเลี้ยงไว้ในป่า พออธิบายที่ทางให้เขาเสร็จก็เดินกลับเกาะพระฤๅษีไปก่อน ปรากฏว่ามอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้นไปรับ ๒ เที่ยว พอเอามาส่งอาตมภาพก็ให้ค่ารถไป ๒๐๐ บาท สมัยนั้นน้ำมันลิตรละ ๖ บาทเอง ให้ไปตั้ง ๒๐๐ บาท..!

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกคนก็ลือกันหมดเลยว่า "อาจารย์เล็กเอารุ่นน้องไปฝึกธรรมปีติ ให้อยู่โดยไม่ต้องกินอะไรเลย" ก็มึงบอกกูเองว่าตามใจ ตามใจก็อดสิวะ...! อยากฝึกบ้างไหม ? อย่าบอกว่าตามใจหลวงพ่อนะ..โดนแน่...! เรื่องอดข้าว ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน นี่เป็นเรื่องปกติของอาตมา คนอื่นเขาไม่เคยอด เขาจะตายกันหมด..!

เถรี 05-05-2022 19:24

ความจริงก็คือว่า ถ้าหากว่าเราฝึกหัดกำลังใจ สามารถทรงไว้ได้ในระดับปีติ ไม่ต้องถึงฌานนะ แค่ระดับปีติเท่านั้น เพียงแต่ว่าล็อคเอาไว้ให้มั่น ไม่ให้ขึ้น ไม่ให้ลง ก็จะเกิดผลก็คือ ไม่หิว ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่เหนื่อย ไม่อะไรกับใครทั้งนั้น แต่ต้องระวัง...พระพุทธเจ้าท่านให้ไม่เกิน ๑๕ วัน เพราะว่าเวลาร่างกายขาดสารอาหารมาก ๆ บางคนร่างกายไม่ดีอยู่แล้ว ก็อาจจะน็อคไปเลย

แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นปีติโลดโผน อย่างเช่นว่า อุเพ็งคาปีติ ประเภทว่าลอยขึ้นไปทั้งตัว ถ้าล็อคกำลังใจไว้ตรงนั้นได้ ก็จะสำเร็จวิชาตัวเบาแบบเส้าหลิน เพราะว่าปีติตัวนี้จะลอย เราก็พยายามเข้าสมาธิให้ถึงระดับแค่นั้นให้ได้ทุกครั้ง ซ้อมบ่อย ๆ จนคล่องตัว ถึงเวลากระโดดขึ้นหลังคาให้คนอื่นเขาดู เพราะว่าอย่างไรปกติของปีติตัวนี้ก็ลอยขึ้นไปอยู่แล้ว

แต่ให้ระวังหน่อยนะ อย่างสมัยที่กระผม/อาตมภาพฝึกอยู่ที่วัดท่าซุง ตอนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองลอยได้ ภาวนาไป ภาวนาไป อะไรวับ ๆ ๆ ๆ อยู่ข้างเอว ลืมตาขึ้นมา..เหวอ พัดลมเพดาน..! พัดลมที่มีก้านยาวลงมาจากเพดานสักหนึ่งเมตร
กระผม/อาตมภาพลอยขึ้นไปจนเกือบตรงกับพัดลม ถ้าตรงกับพัดลม คงโดนฟันหัวขาดไปแล้ว คราวนี้ด้วยความที่ตกใจว่าพัดลมอยู่ข้างเอว สมาธิหลุด..ก็เลยตกลงมาตูม..ตะครุบกบเสียตึกสะเทือน..!

เถรี 05-05-2022 19:32

หลังจากนั้นพอภาวนา ก็ปิดไฟ ปิดพัดลม ปิดทุกอย่าง เอาคัทเอาท์ลงให้รู้เรื่องกันไปเลย เสร็จแล้วก็ลองใหม่ เออ..ลอยจริง ๆ เพียงแต่ว่าพวกนี้ยังไม่ถึงฌานด้วยนะ เป็นแค่ปีติเท่านั้น ไม่มีอะไรแปลกหรอก

หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า "เฮ้ย..เอาตังค์ใส่กระเป๋าไว้บ้างนะ" ถามว่า "ทำไมครับ ?" ท่านก็บอกว่า "ถ้าลอยออกหน้าต่างไปไกล ๆ แล้วเดินกลับไม่ไหว จะได้จ้างรถเขามา" หลวงพ่อช่างเมตตาเหลือเกิน อุตส่าห์แนะนำให้ ถ้าไม่แนะนำ ดีไม่ดี
กระผม/อาตมภาพก็คงได้เดินกลับเอง

พวกปีติเหล่านี้ ปกติสาวกทั่ว ๆ ไป บางทีไม่เจอเลย ภาวนาปุบปับก็ทรงฌาณไปเลย บางท่านก็เจอตัวเดียว ขนลุกเกรียว ๆ หน่อยหนึ่งก็เลิกแล้ว บางท่านก็น้ำตาไหล อย่างพระครูแสงน้องชายอาตมา ไปน้ำตาไหลตอนอยู่บนรถเมล์ในกรุงเทพฯ ผู้คนพากันมองหน้า "ไอ้นี่มันอกหักรักคุดอะไรวะ ? อยู่ ๆ มายืนน้ำตาไหลบนรถเมล์" อายเขาสิ..!

เถรี 05-05-2022 19:38

ส่วนอาตมาเจอที่บ้านสายลม ไปฝึกมโนมยิทธิ ครูเปี๊ยก สมพร บุณยเกียรติ ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคณิตพร บอกให้ย้อนไปดูสมัยท่านแม่เรือล่ม ก็เห็นว่าตอนนั้นคลื่นแรงมาก ทำเรือพระประเทียบล่ม สมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านว่ายน้ำแข็ง หนีออกจากเรือมาได้แล้ว พอเหลียวมองไปรอบตัว ไม่เห็นใคร ได้ยินร้องคำเดียวว่า "ลูก..!" ก็คือตกใจว่าลูกไม่ได้ออกมาด้วย พระองค์ท่านก็เลยว่ายน้ำย้อนกลับไปที่เรือใหม่ พอดีคลื่นพัดแรงมา เรือพลิกคว่ำ ครอบพระองค์ท่านหายไปเลย กลายเป็นว่าปกติแล้วก็ไม่เป็นไร แต่ย้อนกลับไปช่วยลูก ก็เลยจมน้ำสรรคตไปเลย

ด้วยความที่เห็นความรักของแม่ ขนาดเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อลูกได้ ก็เลยน้ำตาไหล แล้วก็ไหลพรากไม่หยุด จนกระทั่งเลิกฝึกมโนมยิทธิ ออกมารับใช้หลวงพ่ออยู่ใกล้ ๆ ก็ยังก็ไหลไปเรื่อย เพื่อนพ้องพี่น้องคนโน้นก็ทิชชู่ คนนี้ก็ทิชชู่ เช็ดหน้าจนแสบไปหมดก็ไม่เลิก จะกลั้นให้หยุด ก็หยุดได้นะ แต่พอขยับจะกลั้น หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า "อย่า...ปล่อยให้เต็มที่ไปเลย ถ้าเอ็งไปกลั้นเอาไว้ เดี๋ยวพอถึงตรงนี้ก็จะเป็นอีก"

เพราะฉะนั้น ถ้าใครเกิดปีติแล้วไปกลัว หรือว่าอาย มักจะผ่านไม่ได้ อารมณ์จะติดอยู่แค่ตรงนั้น แล้วก็ทรงฌาณไม่ได้ พอถึงเวลาภาวนาถึงตรงนั้นเมื่อไรก็เป็นอีก เดี๋ยวก็ขนลุกอยู่นั่นแหละ คนที่น้ำตาไหลก็น้ำตาไหลอยู่นั่นแหละ คนที่ดิ้นตึงตังเป็นผีเจ้าเข้าสิงก็ดิ้นไปเถอะ แต่ถ้าเราไม่กลัว ไม่อาย แล้วปล่อยให้เต็มที่ ครั้งเดียวก็จะเลิกไปเลย ตอนนั้นของกระผม/อาตมภาพก็เกือบจะหกโมงเย็น กว่าจะเลิกก็เช็ดน้ำตาจนหน้าถลอก..!

เถรี 05-05-2022 19:40

ตรงจุดนี้ที่เล่าให้ฟังก็เพราะว่า ปีติเป็นอาการโลดโผน ถ้าหากว่าเป็นสายพุทธภูมิเก่ามา มักจะเจอบ่อย แล้วต่อให้ทรงฌาน ๔ หรือสมาบัติ ๘ ได้แล้ว ถ้าเขาจำเป็นต้องให้เรารู้ว่า ปีติตัวต่อไปนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร อยู่ ๆ สมาธิก็หายหมด ไปเริ่มต้นตรงนั้นใหม่ น้อยคนที่จะพบปีติทั้ง ๕ ตัว แต่กระผม/อาตมภาพเคยอยากเป็นครูเขามาก่อน ก็เลยเจอครบทุกตัว

ที่เล่าให้ฟังเพราะว่าพวกเราบางคนพอเริ่มโยก กูก็อายเขา ก็ไปห้ามตัวเองไว้ ถ้ารู้จักสังเกตจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วเป็นแต่อาการทางร่างกาย แต่ใจของเรานิ่งมาก เราก็อยู่กับความนิ่ง จะดิ้นตึงตัง โครมคราม หกคะเมนตีลังกา ก็เรื่องของร่างกาย บางคนน้ำตาไหลก็อาย ไปกลั้นเอาไว้ ชาตินี้ก็ไม่ต้องทรงฌานหรอกนะ เพราะว่าถ้าข้ามปีติไม่ได้ ก็เป็นฌานไม่ได้ เมื่อรู้วิธีรับมือแล้ว ก็คือแค่ทำใจสบาย ๆ อยากจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปเลย

ตัวโอกกันติกาปีติ โลดโผนหกคะเมนตีลังกานั้น กระผมโดนไปเกือบ ๓ เดือน ดิ้นตึงตังอยู่ทุกวัน จนกระทั่งพี่ ๆ น้อง ๆ เขาแปลกใจ เปิดประตูเข้ามาดู เห็นนั่งกรรมฐานเขย่าโครม ๆ อยู่ก็คิดว่าไอ้นี่ท่าจะบ้า..
แล้วก็ไป ส่วนอาตมาเองก็เรื่องของมึง ก็ปล่อยไปเรื่อย นานขนาดนั้น ขนาดรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไรก็ยังเกือบ ๓ เดือนกว่าที่จะหาย

เพราะฉะนั้น อย่าอยากเป็น ถ้าอยากเป็น ภาวนาอย่างไรก็ไม่เป็น ให้ทำไม่รู้ไม่ชี้ เรามีหน้าที่ภาวนา จะเป็นหรือไม่เป็น จะได้หรือไม่ได้ ก็ช่างมัน ถ้าทำกำลังใจแบบนี้ได้ เราจะทรงสมาธิได้เร็วมาก

เถรี 05-05-2022 19:58

หลังทำวัตรเช้า วันศุกร์ที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕

ในช่วงเช้านี้หลวงพ่อไม่ได้อยู่ด้วย มีภารกิจคณะสงฆ์ ต้องวิ่งลงไปในเมือง ๑๔๐ กิโลเมตร เสร็จแล้วก็ต้องวิ่งกลับมาให้พวกเราสรงน้ำตอนบ่าย แล้วก็วิ่งกลับไปใหม่ เพื่อเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม ถวายพระเดชพระคุณพระราชรัตนวิมล อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด

วันนี้ก็จะสะสมไมล์ประมาณเกือบพันกิโลเมตร จำไว้ว่า เกิดมาก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เมื่อทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว แหงนหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน จะตายเมื่อไรก็ช่างมัน..!

เถรี 06-05-2022 20:10

ก่อนทำวัตรเย็น วันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕


เมื่อเช้าปฏิบัติธรรมด้วยความลำบากใจไหม ? (หลวงพ่อติดงาน ไม่ได้นำกรรมฐานตอนเช้ามืดของวันนี้) หลวงพ่อมาไม่ทันจริง ๆ

ก็อย่างที่ได้วิเคราะห์ วิจัย มาให้ฟังแล้ว ก็คือเราต้องปรับแนวคิดและวิธีการปฏิบัติ แต่ก็ลำบากอีก เหตุที่ลำบากเพราะว่าวิสัยของสาวกภูมิ ถ้ามีคนเดินนำจะมีความสุขมาก ตามอย่างเดียวเลย ให้เดินเองนี่ไม่เอาหรอก หาความมั่นใจไม่ได้

มาเห็นตรงนี้ก็ "น้ำตาจิไหล" ก็ในเมื่อไม่ยอมเดินเอง ก็ต้องนำกันต่อไป คราวนี้ถ้าหากว่าเราไปหวังการนำในลักษณะนี้ ต่อให้รอจนครูบาอาจารย์มรณภาพ หรือตายไปจนหมด เราก็ไม่ต้องไปถึงไหนหรอก เพราะว่าเดินเองไม่เป็น

ต้องเลี้ยงลูกแบบฝรั่ง ลองไปสังเกตดูสิ เด็กฝรั่งพอถึงเวลาพ่อแม่เอาใส่รถเข็นไปด้วย ไม่มีหรอกประเภทที่ว่าจะทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม พอเริ่มเดินเองได้ ก็ให้เดินตามมา ถ้าเดินตามไม่ไหว หรือไม่ยอมเดินตาม ก็กองอยู่ตรงนั้นแหละ พ่อแม่เดินทิ้งไปเลย แหกปากร้องก็เรื่องของเอ็ง ส่วนบ้านเรานี่โอ๋จนเสียเด็กหมด

ลูกฝรั่งเขาพอเริ่มจับช้อนเล่นได้ เขาส่งจานอาหารให้เลย บางคนนี่ละเลงเต็มหัวเต็มตัวไปหมด..ไม่เป็นไร..เล่นไป หมดมื้ออาหารปุ๊บ จับอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จสรรพเรียบร้อย ไม่ถึงมื้อใหม่ไม่มีให้กิน..! โดนเข้าไปครั้งสองครั้ง เด็กก็เข็ด ถ้าไม่ตักใส่ปากก็จะหิวเอง ส่วนบ้านเรา บางทีสิบกว่าขวบแล้วยังวิ่งไล่ป้อนกันรอบบ้านอยู่เลย

ดังนั้น..เวลาฝรั่งมาปฏิบัติธรรม เราจะเห็นว่าเขาเอาจริงเอาจังมาก กระผม/อาตมภาพไปมาหลายประเทศแล้ว โดยเฉพาะประเทศพระพุทธศาสนา
ทางทิเบต เนปาล ฝรั่งเขาไปฝังตัวปฏิบัติธรรมอยู่เป็นปี ๆ ถามเขาว่า "แล้วเอาเงินเอาทองที่ไหนมาใช้จ่าย ?" เขาเปิดบล็อก (Blog) ของเขาให้ดู บอกว่า "ก็แค่รีวิวการปฏิบัติธรรมนี่แหละ บวกกับโน่นนี่นั่นอีกนิดหน่อย ถึงเวลามีคนเข้าไปดูเยอะ ๆ ก็ได้เงินจาก YouTube แล้ว" หากินง่ายดีนะ..! แต่ที่ที่งก็คือ เขาไปปฏิบัติจริง ๆ ส่วนบ้านเราทำแบบแก้บน ไม่ถึงเวลาก็ไม่มา

เถรี 06-05-2022 20:16

ดังนั้น..เราจะเห็นว่าถ้าเอาไปเปรียบเทียบกัน พวกเราเหมือนกับหนูที่ตกถังข้าวสาร เยอะเสียจนไม่รู้จะกินเมื่อไรดี ? ก็เลยเล่นไปเรื่อยเปื่อย เกาเห็บ เกาเหา ลูบหนวด วิ่งเล่น กินเมื่อไรก็ได้ โดนแมวตะปบปั๊บ..เรียบร้อย ยังไม่ทันจะกินเลย ตายซะแล้ว..!

แต่ต่างประเทศ ไม่ต้องไกลหรอก เอาแค่ต่างจังหวัดเรานี่แหละ ห่าง ๆ หลวงพ่อเล็กหน่อย สองปีไม่ค่อยไปเจอด้วย จะคลั่งตาย เจอหน้าวิ่งเข้าใส่ แทบจะกินลงไปทั้งตัว นั่นก็คือเขาอยู่ในลักษณะของการหิวโหยเลย เมื่อถึงเวลาก็ต้องการมาก ตั้งหน้าตั้งตารับไปปฏิบัติ

ดังนั้น..พวกเราอย่าทำตัวเป็นหนูตกถังข้าวสาร มัวแต่เพลิดเพลินเจริญใจอยู่ เดี๋ยวคนอื่นเอาไปกินหมด หรือไม่ก็ตัวเราโดนแมวลากไปกินเสียก่อน ต้องเตือนตัวเองไว้เสมอ ๆ ว่า ชีวิตนี้เป็นของน้อย จะตายลงไปเมื่อไรก็ไม่แน่

ได้เกิดเป็นมนุษย์แปลว่ามีต้นทุนเพียงพอแล้ว ยิ่งได้เกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้ปฏิบัติธรรม แปลว่าต้นทุนเพียงพอที่จะบรรลุมรรคผลแล้ว ในเมื่อต้นทุนพอแล้ว ถ้าหากว่าไม่ทำเพื่อตัวเองก็ถือว่าขาดทุนมาก..!

เถรี 06-05-2022 20:22

ไม่ต้องเอาใครหรอกแค่ยุคสมัยกระผม/อาตมภาพเด็ก ๆ นี่แหละ ไม่รู้จักว่าพระนิพพานหน้าตาเป็นอย่างไร ทำบุญเมื่อไร ผู้ใหญ่ก็ชวนไปกรวดน้ำ "อธิษฐานนะลูก ขอให้เกิดใหม่สวย ๆ ขอให้เกิดมารวย ๆ ขอให้ได้พบพระศรีอาริย์" ก็ไปพระศรีอาริย์กับเขาเกือบ ๒๐ ปี...!

จนกระทั่งอายุ ๑๖ ปี โยมพ่อตาย พี่ชายเอาหนังสือคู่มือปฏิบัติกรรมฐานกับประวัติหลวงพ่อปานมาให้ ๒ เล่ม เพิ่งจะออกใหม่ ๆ สด ๆ ร้อน ๆ เลย ใครมีบ้าง ? ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เล่มหน้าปกสีฟ้า ๆ พัดยศหลวงพ่อปานแดงแปร๊ดเลย ไม่เคยได้เห็นใช่ไหม ? พี่ชายบอกว่า "อ่านซะ..ถ้าทำได้ก็ทำ จะได้ไม่ต้องเสียใจ" ก็คือเห็นว่าอยู่กับพ่อมาหลายปี แล้วอยู่ ๆ พ่อมาตายจากไป

ด้วยความที่สนใจการปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่เด็ก แต่ว่าครูบาอาจารย์แต่ละรูปแต่ละท่านสอนช่างยากเย็นเข็ญใจเหลือเกิน ยิ่งด้วยความที่สนิทสนมกับพระสายวัดป่า ปฏิบัติตามแบบสายวัดป่ามาก่อน ถึงเวลาครูบาอาจารย์ก็บอกว่า "เอ้า...ไปทำเอา ไปภาวนาเอา ติดขัดตรงไหนค่อยมาถาม"

แล้วทำอย่างไร ภาวนาอย่างไร ? บอกบ้างไหม ? ไปงมเอาเองก็แล้วกันนะ วันไหนมีโอกาสได้เข้าใกล้ ก็ไปเรียนถวาย ท่านก็บอก "เฮ้ย...ไม่ได้ ต้องมาทางนี้ ไอ้ด้านโน้นผิดไปแล้ว" กว่าจะบอกได้ เดินหลงเตลิดเปิดเปิงไปกี่กิโลเมตรแล้วก็ไม่รู้..?!

เถรี 06-05-2022 20:26

พอมาอ่านคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง โอ้โห..ท่านเขียนง่ายมาก ก็เหมือนกับคนหิวสิ ก่อนหน้านี้ โน่น..ผักหญ้าอยู่ที่ไหน เนื้อปลาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ? บอกให้ไปหาเอาเอง อยู่ในป่านั่นแหละ ก็ต้องไปตามเก็บ ตามหา ตามล่ากันเอาเอง แล้วจะได้กินหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่นี่ของหลวงพ่อท่านมีทุกอย่างวางอยู่บนเขียง เครื่องปรุงพร้อม วิธีทำอย่างไรก็บอกเอาไว้หมด ถ้าไม่รู้จักทำกิน ก็ปล่อยให้อดตายห่..ไปเลย..!

ในเมื่อคนอด คนอยาก คนหิวมาเจอเข้าก็ตะกายเต็มที่ อายุ ๑๖ ปี เริ่มปฏิบัติแบบที่ใคร ๆ เขาว่าบ้า ก็คือทำกันแบบหัวไม่วางหางไม่เว้น กลางคืนกลางวันอะไรไม่มี พร้อมเมื่อไร ปฏิบัติเมื่อนั้น แล้วไปเจอครูดีเข้าอีก เป็นครูคณิตศาสตร์สอนชั้นมัธยม

สมัยอาตมาเรียนมัธยม ๑, ๒, ๓ นี่คณิตศาสตร์ยากมาก มีใครเจอมาบ้าง ? แก้สมการกันที ๑๖ ชั้น เขียนไปเถอะ ๑๐ กว่าหน้า ผิดทีผิดหมดทุกหน้าเลย เขาเรียกไซคลิกออเดอร์ (cyclic order) a + b + c = x ยกกำลังเข้าไป ถ้ากลัวไม่ยุ่งยากพอ ก็ใส่รูทเข้าไปอีก ถอดสมการ ๑๐ กว่าชั้น หน้ามืดตาลายดี ครูก็ถามว่า "นักเรียน..ใครอยากรู้โดยไม่ต้องเรียนบ้าง ?" ยกมือทุกคนแหละ แล้วครูก็เปลี่ยนจากคณิตศาสตร์มาสอนกรรมฐานเฉยเลย..! เดี๋ยวมีเวลาจะเล่าต่อ ถ้าไม่มีเวลาก็ถือว่าจบกันแค่นี้ ตอนนี้ทำวัตรเย็นกันก่อน


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:13


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว