กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน เดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=110)
-   -   เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=8179)

ตัวเล็ก 28-11-2021 20:03

เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
 
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔



เถรี 29-11-2021 00:10

วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ เมื่อวานนี้ไม่ทราบว่าเพี้ยนท่าไหน ได้ยินเขาบอกว่าไปพูดเป็นเดือนพฤษภาคม ก็เลยให้ไปแก้ไข แล้วก็โหลดลงในยูทูบใหม่ ดังนั้น...ถ้าหากว่าท่านใดโหลดของเมื่อวานไปในตอนแรก ก็ให้เปลี่ยนใหม่ เพราะว่าถ้าเป็นไปตามที่เขาบอกก็คือเดือนผิด

สำหรับวันนี้มีเรื่องที่น่าสนใจมาก ก็คือมีโยมคณะหนึ่งมาสอบถามว่า ก่อนหน้านี้มีความตั้งใจมุ่งมั่นจะไปพระนิพพานให้ได้ ปัจจุบันนี้ความมุ่งมั่นนั้นหายไปหมดแล้ว ควรจะทำอย่างไรดี ?

เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็ เกิดจากการปฏิบัติที่ไม่ต่อเนื่อง เมื่อทำไม่ต่อเนื่อง ผลดีไม่เกิด กำลังใจที่จะต่อสู้เพื่อที่จะปฏิบัติให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ไม่มี ถ้าจะกล่าวไปแล้วก็คือ ละทิ้งโอกาสที่ดีไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องเพราะว่าโดยปกติของปุถุชนอย่างพวกเราทั้งหลาย มีการทำดีทำชั่วสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเป็นปกติ

เมื่อวาระของกุศลกรรมหรือความดีเข้ามาหนุนเสริม ก็อยากที่จะถือศีลปฏิบัติธรรมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในช่วงนั้นถ้าจัดการได้ถูก ก็จะก้าวหน้า เห็นหน้าเห็นหลังไปเลย คำว่าจัดการให้ถูกในที่นี้ก็คือ ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติอย่างชนิดที่เอาชีวิตเข้าแลก แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วจัดการไม่ถูก ก็คือมักจะทำแบบแก้บน หรือทำพอเป็นพิธี ไม่ได้สมกับความตั้งใจที่ว่าจะปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าสู่พระนิพพาน

บุคคลที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อพระนิพพานนั้น ต้องสร้างบารมีมานับไม่ถ้วน เกิดแล้วเกิดอีก อย่างน้อยก็ ๑ อสงไขยกับแสนมหากัป ซึ่งจะว่าไปแล้ว มหากัปเดียวเราเองก็ไม่มีปัญญาที่จะนับแล้วว่าเกิดไปกี่ชาติ

เถรี 29-11-2021 00:16

คราวนี้ในส่วนของกุศลกรรมและอกุศลกรรม คือความดีและความชั่วที่เข้ามาสนอง ถ้าเราไม่ฉวยโอกาสเอาไว้ กว่าที่กุศลกรรมจะวนมาอีกรอบหนึ่ง เป็นเวลาที่ยาวสั้นไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับท่านทั้งหลายว่าสร้างความดีความชั่วเอาไว้บ่อยแค่ไหน

ถ้าสร้างความชั่วไว้บ่อย ความชั่วก็จะตอบสนองไปเรื่อย ๆ โอกาสที่ความดีจะสอดแทรกเข้ามาก็ต้องรอวาระ ซึ่งจะเนิ่นนานเป็นพิเศษ เพราะว่าสร้างความดีไว้น้อย แต่เมื่อถึงวาระที่ความดีเข้ามา แทนที่จะรีบกอบโกย รีบสร้างความดีให้มากไว้ ส่วนใหญ่กลับอยู่ในลักษณะ "ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง" พอวาระของความดีเลยไปแล้ว ต้องรอรอบใหม่ ซึ่งไม่รู้อีกนานเท่าไร ก็จะมาสงสัยว่าทำไมก่อนหน้านี้ เราต้องการไปพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่มีความต้องการเช่นนั้นอีก

เรื่องของวาระพวกนี้ ต้องบอกว่าหลายคนกลายเป็นคนใช้โอกาสที่เปลืองมาก อย่างเช่นว่าการกระทำคุณงามความดี ไม่ว่าจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ในสภาพของความเป็นพระภิกษุสามเณร ทำแล้วมีอานิสงส์มากกว่าญาติโยมเป็นแสนเท่า เพราะว่าลงทุนด้วยจำนวนที่มากกว่า ก็คือโยมลงทุนด้วยศีล ๕ ข้อ พระภิกษุของเราลงทุนด้วยศีล ๒๒๗ ข้อ ถ้าหากว่านับเป็นจำนวนเงิน ก็ประมาณว่าโยมลงทุนไป ๕ ล้านบาท ส่วนพระลงทุนไป ๒๒๗ ล้านบาท ถ้าหากว่าการลงทุนนั้นได้กำไร ใครที่ควรจะได้มากกว่ากัน ?

เถรี 29-11-2021 00:17

แต่ก็มีหลายคนทำเหมือนอย่างกับกลัวว่าชีวิตนี้จะได้กำไร รีบบวชรีบสึก ครั้งแล้วครั้งเล่าก็เป็นอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่บวชเข้ามา คือต้องการอานิสงส์ที่จะให้ชีวิตตนเจริญก้าวหน้า แต่ก็ยังมีการกระทำที่โง่ ๆ ก็คือกลัวจะก้าวหน้า กูรีบสึกซะ..ก็ปล่อยให้มันโง่ต่อไป...! เพราะว่าโอกาสและจังหวะเวลาพวกนี้ จะมาตามบุญตามกรรมที่เราสร้างไว้ ถ้าหากว่าวาระสมควร กำลังบุญมาถึง เราก็จะมีโอกาสเข้ามาในขอบเขตของศาสนา มีโอกาสที่จะปฏิบัติในศีล ในสมาธิ ในปัญญา

พอวาระกรรมเข้ามา มารทั้งหลายก็ขัดขวางเราสุดชีวิต ทำให้เราคิดผิด พูดผิด ทำผิด และก็ห่างไกลความดีไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตของตนเองนั้น จริงจังกับความชั่วมามากแล้ว ก็น่าจะเอากำลังใจที่จริงจังกับความชั่วนั้น มาจริงจังกับความดีบ้าง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ตรงจุดนี้ก็ไม่ต้องไปโทษใคร นอกจากโทษตัวเอง แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่ท่านทั้งหลายจะมาหากระผมหรืออาตมภาพ เพราะแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสเอาไว้ชัดเจนว่า อักขาตาโร ตถาคตา แม้แต่ตถาคตก็เป็นเพียงผู้บอกเท่านั้น ก็คือชี้ทางให้แล้ว จะไปหรือไม่ไปก็เรื่องของพวกท่านเอง

ดังนั้น...เรื่องพวกนี้จริง ๆ แล้ว ไม่สมควรที่ต้องตะเกียกตะกายมาถามถึงวัดให้เสียเวล่ำเวลาในการเดินทาง แค่ใช้สติปัญญาทั่ว ๆ ไปตรึกตรองดูก็รู้แล้วว่า เราปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมหรือไม่ ? ทำงานเหมือนกับกลัวรวย แต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี เป้าหมายกับการกระทำต่างกัน ๔๘,๐๐๐ ลี้ โอกาสที่จะเข้าถึงเป้าหมายก็คงจะเป็นไปไม่ได้

เรื่องนี้พวกเราควรที่จะสังวรเอาไว้ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณรที่วัดนี้ก็ดี วัดอื่นก็ดี หรือกระทั่งญาติโยมทั้งหลายภายในวัดก็ดี นอกวัดก็ดี แม้กระทั่งที่ต่างประเทศ มักจะอยู่ในลักษณะเดียวกันหมด ก็คือพอกุศลกรรมมาสนองก็เพลิดเพลินเจริญใจ ไหลไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พอการเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์เข้ามา โดนความกลัดกลุ้มใจทับถมเข้า ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะปฏิบัติธรรมอีก สรุปแล้วพังทั้งขึ้นทั้งล่อง..!

เถรี 29-11-2021 00:19

วิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียว คือแค่เปลี่ยนความรู้สึกเสียใหม่ ให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมนั้น เป็นหนทางเดียวที่จะนำเรารอดจากอบายภูมิ เพราะว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราทำความชั่วมานับไม่ถ้วน สามารถหนีเจ้าหนี้มาได้จนบัดนี้ ถ้าพลาดเมื่อไร ให้เจ้าหนี้ทวง ก็ต้องอยู่ในลักษณะที่โบราณเขาบอกว่า ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด

คราวนี้การที่เราสั่งสมความดีในศีล ในสมาธิ ในปัญญานั้น เป็นการสร้างวินัยให้เกิดกับตนเอง ก็คือต้องทำบ่อย ๆ ต้องตอกย้ำบ่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน ในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สิ่งไหนที่เราเคยชินแล้วก็จะไม่รู้สึกว่าหนัก สามารถทำได้โดยง่าย แต่ถ้าสังเกตดูคนทั่วไป รักษาศีลให้ครบ ๕ ข้อ ยังเป็นของยากสำหรับเขาทั้งหลายเหล่านั้นเลย

ดังนั้น...สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นระเบียบวัดก็ดี ที่เป็นวินัยสงฆ์ก็ตาม ที่พวกเราจะต้องมาตอกย้ำยึดถือปฏิบัติกัน ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เราเข้าใกล้มรรคผล ช่วยให้เราสามารถที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์อย่างเด็ดขาด

จะว่าไปแล้ว ก็เป็นห่วงบุคคลสมัยนี้ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วมีแนวคิดที่ไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมเลย ก็คือเชื่อมั่นในตัวเองแบบโง่ ๆ บางทีถึงกับตั้งคำถามว่า นั่งหลับตาแล้วได้อะไร ? ช่วยอะไรสังคมนี้ได้บ้าง ? หรือช่วยอะไรโลกนี้ได้บ้าง ? เอาแค่ว่าการที่เรานั่งหลับตาเฉย ๆ โดยมีศีลสมบูรณ์ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหกหลอกลวง ไม่ช่วงชิงผลประโยชน์คนอื่น ไม่ดื่มสุรา ไม่ติดยาเสพติด แค่นี้ก็ลดความวุ่นวายในโลกไปขนาดไหนแล้ว

แต่เขาทั้งหลายเหล่านั้น นอกจากไม่มีปัญญาแล้ว ยังตั้งแง่..ประมาณว่ากลัวดี "ถ้ากูไปทำอย่างมึง เดี๋ยวกูเป็นคนดี กูรับไม่ได้" ถ้าลักษณะอย่างนั้นก็ไม่ต้องโทษใคร คงต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนับชาติไม่ถ้วน

จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะว่าประเทศไทยของเราเป็นปฏิรูปเทส เป็นสถานที่เหมาะสมในการประพฤติปฏิบัติธรรม แต่ว่ากลับมีผู้ที่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติจริง ๆ น้อยมาก ถ้าถามว่าน้อยมาก วัดจากอะไร ? วัดจากจำนวนของเรา ประชากรไทย ๖๕ ล้านกว่า ๖๖ ล้านคน ลองดูว่าที่เข้าวัดจริง ๆ จัง ๆ มีเท่าไร ?

เถรี 29-11-2021 00:22

ถ้าหากว่าอย่างสมัยก่อน ก็ต้องดูอย่างวัดธรรมกาย มีคนเข้าวัดประมาณล้านคน แต่คราวนี้เราต้องมาดูว่า ๑ ล้านคนใน ๖๖ ล้าน เป็นจำนวนที่ไม่ได้มากเลย แล้วในจำนวน ๑ ล้านคนนั้น ไปแล้วรักษาศีลได้กี่คน ? ที่สามารถรักษาศีลและเจริญสมาธิได้มีกี่คน ? ที่สามารถรักษาศีล เจริญสมาธิ และมีปัญญามองเห็นความเป็นทุกข์เป็นโทษของร่างกายและโลกนี้มีสักกี่คน ?

ตัวกระผม/อาตมภาพเอง เคยกล่าวกับระดับ "คีย์แมน" ของวัดธรรมกายเขาว่า ทำไมถึงไม่อธิษฐานขอไปพระนิพพานในชาตินี้ ? นั่นบุคคลระดับบริหารของเขาเลย เขาถามคืนกลับมาว่า "พระนิพพานสามารถไปชาตินี้ได้ด้วยหรือ ?" ก็แสดงว่าแม้แต่ระดับบริหารแล้ว กำลังใจก็ยังไม่คู่ควรกับการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น ก็จะได้แค่เบื้องต้นก็คือศีล เบื้องกลางคือสมาธิเท่านั้น ยังไปไม่ถึงเบื้องปลายคือปัญญา

ดังนั้น...การที่คนไปทำบุญเป็นล้านก็น่าจะได้แค่เบื้องต้น ก็คือทาน ให้ทานได้ รักษาศีลได้ เจริญภาวนาได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็อย่าไปหวังเลยว่าสถานที่อื่นจะมีคนที่มากไปกว่านั้นอีก เพราะว่าระบบการจัดการไม่เท่าเทียมเขา

ดังนั้น...ถ้าจะคิดไปแล้ว ประชากร ๖๕ ล้านกว่า ๖๖ ล้านคน มีคนที่เข้าวัดปฏิบัติธรรมจริง ๆ ไม่กี่คน ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเราเป็นประเทศพระพุทธศาสนา คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์ ปฏิบัติจริงจังเมื่อไร มรรคผลก็รออยู่ แต่ว่าทุกคนก็ทำเหมือนอย่างกับว่า ชีวิตนี้ยังยืนยาวอีกมาก ยังมีเวลาที่จะปฏิบัติอีกมาก ก็เลยทำแบบแก้บน

ถ้าหากว่าวาระเลยไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกนานเท่าไร กว่าที่กุศลกรรมจะมาสนองอีกรอบหนึ่ง กว่าที่จะทำให้เกิดกำลังใจฮึกเหิมขึ้นมา ปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอีกรอบหนึ่ง ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะของใครของมัน ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่ายาวนานหรือว่าสั้นเท่าไร จึงฝากไว้เป็นข้อคิดสำหรับท่านทั้งหลายเอาไว้ว่า

ถ้าหากว่าโอกาสดีมาถึง ต้องกอบโกยให้เต็มที่ ต้องเอาให้คุ้มค่ากับโอกาส อย่าได้ทำตัวเป็นคนใช้โอกาสเปลือง ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ไม่ได้อะไร

จึงขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 19:11


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว