กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (https://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ (https://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=65)
-   -   เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ (https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=6199)

เถรี 14-06-2018 09:45

เอาลูกอมมาให้ดู "ลูกอมหลวงปู่ไล้จะมีลักษณะรีบ้าง กลมบ้าง ยาวบ้าง แต่ว่าเล็กทุกลูก เนื้อจะขึ้นเงาทุกลูก เงาเหมือนลักษณะลงรักเลย ลูกอมหลวงปู่ไล้จะเม็ดเล็ก ไม่ได้ใหญ่อย่างนี้ เต็มที่ก็โตประมาณนิ้วก้อย"

ถาม : ผสมรักหรือเปล่า ?
ตอบ : ของท่านเขาเรียกผงยาดำ คราวนี้สิ่งที่เราสังเกตง่ายที่สุดคือเนื้อจะแกร่งมาก แกร่งประมาณว่าแช่น้ำไม่ละลาย หรือไม่ก็กลายเป็นพระธาตุ เนื้อจะมีความเงาอยู่ในตัว

ถาม : ที่เขาว่าเป็นรัก นี่ยาเรือหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ดูแล้วไม่ใช่รัก เนื้อยาเลย น่าจะเป็นว่านยาที่ผสมแล้วเนื้อออกมาเป็นสีดำ ที่ยาเรือเขาเรียกว่าชัน เป็นคนละแบบกัน

เถรี 14-06-2018 10:03

มารับตะกรุดโทน หลวงพ่อเชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ "ตะกรุดของหลวงพ่อเชื้อมีขนาด ๘ นิ้ว ขนาดเดียวนี่แหละ ท่านบอกว่ามีเท่าไรท่านใส่แค่หมด เพราะฉะนั้น...อย่าไปหวังว่าตะกรุดของท่านจะดอกเล็ก ๆ ครูบาอาจารย์แบบนี้ก็ดี ความรู้มีเท่าไรก็ใส่ลงไปจนหมด

สมัยแรก ๆ ที่ท่านออกมีดหมอ ถึงไกลแสนไกล
พี่ชายกับอาตมาก็ตะกายไปหา สมัยนั้นรถก็หายาก นั่งรถลงเรือไปกว่าจะถึง รถสมัยก่อนเป็นรถที่โครงเป็นไม้ ต้องไปหมุนหัวเครื่องถึงจะติด เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เห็นแล้ว นั่งแล้วโครงก็เป็นไม้ เบาะก็เป็นไม้ เวลาวิ่งกระแทกเจ็บก้นอย่าบอกใครเลย

เดี๋ยวนี้เคยเห็นแถวสุโขทัยยังมีอยู่ แถวสุโขทัย สวรรคโลก ศรีสัชนาลัย เพียงแต่ว่าไม่ใช่เครื่องหมุนหัวแล้ว"

เถรี 14-06-2018 21:59

ถาม : สมัยวัดท่าซุงผมรับยันต์เกราะเพชรหลายครั้ง ตอนหลังรับยันต์ของพระอาจารย์ไม่รู้สึกอะไร อย่างนี้ถือว่าปรามาสไหมครับ ?
ตอบ : ผมเองก็เข้าพิธีทุกครั้ง มีความรู้สึกแค่สองครั้งแรกเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

ถาม : ผมรับยันต์เกราะเพชรครั้งแรกปี ๒๕๒๖ รู้สึกร้อน ๆ ที่หน้าผาก รับครั้งที่ ๒ ปวดเมื่อยไปทั้งร่างกายเลย เป็นเพราะอะไร ?
ตอบ : ผมเองก็เป็นไข้ไป ๒ วันกว่า หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า ส่วนใหญ่พวกนี้ดื้อ กำลังของพระท่านจะคลุมลงไปแล้วใจไปต้านไว้โดยไม่รู้ตัว ในเมื่อฝ่ายหนึ่งกดลง อีกฝ่ายหนึ่งยันขึ้น ก็สู้กันอยู่นั่นแหละ กว่าจะเข้าหมดเราก็ไข้จับตาย ผมโดนไป ๒ วันครึ่ง ถามหลวงพ่อว่าทำไมเป็นอย่างนี้ครับ ? ท่านบอกพวกหัวดื้อ กำลังของพระจะเข้าไปยันเอาไว้ไม่รู้ตัว

เถรี 14-06-2018 22:43

ถาม : ผมไม่มีโอกาสเข้าไปข้างในเลยครับ คนเยอะ ?
ตอบ : ปี ๒๕๒๖ สมัยนั้นคนไปนั่งตูดขาวอยู่ที่ศาลา ๒ ไร่ เพราะว่ายังสร้างไม่เสร็จดี เพิ่งจะเทปูนเสร็จ ท่านให้ช่างเอาฝุ่นปูนไปซัดเพื่อจะได้แห้งเร็ว ๆ พวกเรานั่งแล้วผ้าผ่อนขาวไปหมด

ผมอยู่ข้างในช่วยงานหลวงพ่ออยู่ข้าง ๆ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๒๖ พอมางานเป่ายันต์ฯ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๒๗ ประตู ๒ ไร่พังเลย ข้างในปิดประตูแล้ว ข้างนอกไม่ฟัง ดันมา ๆ ท้ายสุดประตูยืดก็หลุดไปทั้งบาน


ถาม : ปี ๒๕๒๖ ไม่มีที่นั่งเลยครับ ผมต้องยืนข้างบน ?
ตอบ : ร้อนอย่าบอกใคร คนมากจนอากาศไม่มีที่ระบาย ผมเองอยู่ข้างบนช่วยงานท่าน ยังรู้สึกเลยว่า โอ้โห...ร้อนอย่าบอกใคร เพราะว่าคนอัดอยู่ออกไม่ได้ ไอตัวร้อนไปหมด

ถาม : ผมสงสัยว่ารับยันต์กับพระอาจารย์เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ทำไมรู้สึกเฉย ๆ ?
ตอบ : ไม่ต้องสงสัย คนเคยรับแล้ว น้ำเต็มแก้วแล้ว ใส่อย่างไรก็ไม่ลง

ถาม : การรักษายันต์เกราะเพชรนี้ทำอย่างไรบ้างครับ ?
ตอบ : อย่างน้อยรักษาศีล ๒ ข้อและภาวนาเอาไว้ทุกวัน

เถรี 14-06-2018 23:00

ปี ๒๕๒๕ หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเป่ายันต์ฯ ที่ศาลาพระพินิจฯ ๔ รอบแล้วคนยังแน่นเต็มอยู่เลย มาปี ๒๕๒๖ ท่านเร่งทำศาลา ๒ ไร่จะให้เสร็จ ปรากฏว่าเสร็จไม่ทัน ก็เลยต้องใช้วิธีนั้นแหละ เทปูนแล้วเอาผงปูนซัดเลยเพื่อให้แห้งเร็ว ๆ

ถาม : เริ่มเป่ายันต์ฯ ตั้งแต่ ๒๕๒๕ ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ครั้งแรก

ถาม : ผมเพิ่งเข้าวัด ตุลาคม ๒๕๒๕ ยังไม่ได้ไปงานเป่ายันต์ฯ ?
ตอบ : ผมบวชปี ๒๕๒๙ ตอนปี ๒๕๒๖ ยังเป็นฆราวาสอยู่เลย ตอนนั้นยังเป็นทหาร เรียกใช้คล่อง ๆ ท่านก็ใช้ไปเรื่อย

เถรี 14-06-2018 23:12

ถาม : ทำไมคนสนใจมางานเป่ายันต์ฯ กันเยอะ ?
ตอบ : ต้องบอกว่าความเชื่อมั่นก็คือศรัทธา โดยเฉพาะตั้งแต่สมัยหลวงปู่ปานมา สิ่งที่ท่านทำมีผลมาตลอด มาถึงสมัยหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านก็เล่าประวัติหลวงปู่ปาน เล่าว่าพระอนุญาตให้เป่ายันต์ฯ สมัยนั้น เหมือนกับอั้นมานาน พอมีผู้เป่ายันต์ฯ พรวดเดียวเท่านั้นเอง ศาลาพระพินิจฯ ไม่ใช่เล็ก ๆ นะ เป่า ๔ รอบคนยังเต็ม ต้องเป่ารอบที่ ๕ ท้ายสุดหลวงพ่อท่านเลยต้องรีบสร้างศาลา ๒ ไร่

ถาม : ปี ๒๕๒๖ รถยาวไปหน้าเทคนิคฯ ?
ตอบ : ปี ๒๕๒๖ ยังไม่เท่าไรครับ เพราะว่าปี ๒๕๒๖ แม่ครัวหุงข้าวเลี้ยงโยมหมดไป ๒๒ กระสอบ พอมาปี ๒๕๒๗ แค่ช่วงเช้าข้าวหมดไป ๒๐ กว่ากระสอบแล้ว แล้วก็มีแต่เยอะขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้น้อยลงเลย

ผมจำได้ว่าปี ๒๕๒๖ นั้นเป็นปีแรกที่มีหม้อหุงข้าวไฟฟ้าใบใหญ่สุด ๑๓ ใบครับ หุงไม่ทันโยมกิน เสียบปลั๊กประมาณ ๑๕ นาทีก็ได้กิน แล้ว ๑๓ ใบเสียบอย่างนั้นทั้งวันยังไม่ทันคนกิน เป็นอะไรที่อัศจรรย์มาก

พอหลวงพ่อจัดงานนี้ บขส.เขาย้ายท่ารถมาอยู่ตรงที่สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถรวิทยา มาจอดตรงนั้นหมดเลย พูดง่าย ๆ ก็คือว่า กี่คน ๆ ก็มาวัด ไม่ต้องไปทางไหนแล้ว ท้ายที่สุดก็มาตั้งท่ารถใหม่ที่ตรงนั้น ต้องบอกว่าอะไรที่พระท่านบอกแล้วทำตามนี่ใช่เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น

เถรี 14-06-2018 23:52

ถาม : พระอาจารย์เคยมีประสบการณ์ตรงไหมครับ ที่ว่าคนตายแล้วยันต์เกราะเพชรยังติดที่กระดูก ?
ตอบ : เจอมา ๓ ศพ

ถาม : เผาไม่ไหม้หรือครับ ?
ตอบ : ไหม้ครับ เพียงแต่ว่าที่กระดูกชิ้นใหญ่จะมองเห็นยันต์อยู่ ล่าสุดก็หลวงปู่ทองเทศ วัดท่าซุง

ถาม : ใครนะครับ ?
ตอบ : หลวงปู่ทองเทศ ฐิตสุวณฺโณ ท่านบวชตอนอายุ ๘๐ ปี ท่านเอาเงินถวายหลวงพ่อไว้ ๓,๐๐๐ บาท บอกว่า "ถ้าผมตายช่วยทำศพให้ผมด้วย" หลวงพ่อท่านก็หัวเราะบอกว่า "ไม่รู้ว่าใครจะตายก่อน" สรุปแล้วหลวงปูทองเทศอยู่จนร้อยกว่า หลวงพ่อท่านมรณภาพไปก่อน

ถาม : ผมน่าจะเคยเห็นนะครับ ?
ตอบ : องค์เล็ก ๆ ขาว ๆ เตี้ย ๆ อุ้มมือเดียวได้เลย ผมสังเกตมาเยอะแล้ว พระอายุเป็นร้อยรูปร่างประมาณนั้น ไม่เคยมีที่ร่างใหญ่เลย ตัวใหญ่ ๆ มักจะอยู่ไม่ถึง

ถาม : ยันต์เกราะเพชรติดอยู่ที่ไหนครับ ?
ตอบ : ยันต์เกราะเพชรอยู่ที่กระดูกกะโหลกของท่าน

ถาม : เผาแล้วไม่ไหม้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ไหม้ครับ แต่ภาพยันต์ฯ เห็นชัด ๆ เลย

ถาม : กระดูกตรงนั้นยังอยู่ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่รู้ว่าลูกหลานเก็บเอาไว้หรือเปล่า

ถาม : เป็นการยืนยันเลย ?
ตอบ : ถ้าเป็นเด็ก ผมเจอมาหลายคน ที่คลอดออกมาแล้วมียันต์ฯ ติดมา แต่ผู้ใหญ่ต้องรอตายก่อนถึงจะรู้ มีหลายศพครับ เฉพาะที่วัดท่าซุงมี ๒ ศพเพราะว่าที่วัดท่าซุงเผาเมรุลอย พอถึงเวลากระดูกร่วงลงไปที่แผ่นสังกะสีที่วางรองเอาไว้ ก็ไปหยิบกระดูกมาดูทีละชิ้น

เถรี 14-06-2018 23:54

ยืนยันได้ว่ามีผลจริง ๆ แม้แต่ที่ผมทำ เด็ก ๒ - ๓ คนก็มียันต์ฯ ติดตัวมา มีอยู่รายหนึ่งเขาตกใจมาก เพราะว่าลูกเขาลายทั้งตัวเลย บอกเขาว่าอีกประมาณ ๗ วันก็จะหายไป แต่พ่อแม่เขาไม่รู้ เขาพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลพหลฯ ที่กาญจนบุรี แล้วหมอหาสาเหตุไม่ได้ เจาะเลือด ตรวจเลือดอะไรดูก็ไม่เจอ ตอนนั้นหมอเรียกว่า "เด็กตุ๊กแก" เพราะว่าตัวลายหมด พอ ๗ วันก็หาย

อีกรายหนึ่งอยู่ที่ภูเก็ต รายนั้นถามเมื่อเดือนก่อนว่ายันต์ฯ ยังอยู่หรือเปล่า ? เขาบอกว่าวันพระบางวันก็ยังขึ้น นั่นเด็กโตแล้วนะ ป.๕ ป.๖ ได้ ตั้งแต่เด็กเกิดมาใหม่ ๆ แม่ถ่ายรูปส่งมาให้ดู พุงลายพร้อยเลย ตำราท่านบอกว่าถ้าเป็นลูกคนแรกแล้วคลอดออกมาเป็นผู้ชายนี่ยืนยันได้แน่นอน จะมียันต์ฯ ติดตัวมาด้วย รุ่นของหลวงพ่อวัดท่าซุงมีหลายคน แต่ผมไม่ได้เห็นเอง แต่รุ่นที่ตัวเองทำเห็นมา ๒ - ๓ คนแล้ว

เถรี 16-06-2018 19:00

พระอาจารย์กล่าวว่า "การบวชหมู่วันวิสาขบูชาได้พระใหม่มา ๖ รูป การบวชหมู่ครั้งต่อไปคือก่อนเข้าพรรษา ก็ประมาณวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ญาติโยมท่านใดที่ตั้งใจจะบวชตอนเข้าพรรษา สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง ๑๓ กรกฎาคมและไปเป็นนาคที่วัดในวันนั้น บวชวันที่ ๒๐ กรกฎาคม แล้วไปสึกหลังจากรับกฐิน

กฐินวัดท่าขนุนเร็วมาก คือ วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ เลย เป็นวันที่ตักบาตรเทโวฯ กัน ทางวัดตักบาตรเทโวฯ ช่วงเช้า ถวายกฐินช่วงบ่าย"

เถรี 16-06-2018 19:01

พระอาจารย์กล่าวว่า "เดือนมิถุนายนที่วัดมีงานใหญ่อยู่ ๒ งาน งานแรกคือวันที่ ๒๓ มิถุนายน จะหล่อหลวงพ่อทองคำองค์จำลองด้วยเนื้อเงิน แล้วก็กะไหล่ทองเอาไว้แห่ในช่วงสงกรานต์ของทุกปี

อีกงานหนึ่งคือ ๒๘ มิถุนายน ทางวัดท่าขนุนเป็นเจ้าภาพจัดเจริญพระพุทธมนต์ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙"

เถรี 19-06-2018 09:53

ถาม : พระอะไรที่วัดบางนมโค ที่ท่านโดนงูเห่ากัด หลวงปู่ปานถามว่ารับยันต์หรือเปล่า แล้วท่านไม่มรณภาพ ?
ตอบ : หลวงตาผัน

ถาม : พิษงูก็ขึ้น ?
ตอบ : ขึ้นครับ ผมเองก็ปวดตายชักเลย พิษวิ่งขึ้นมา ผมโดนกัด ๔ เขี้ยว รอยเขี้ยวยังอยู่เลย งูกะปะครับ คนอื่นเขากังวลกันหมด ผมบอกว่าไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าผมตายแปลว่าผมผิดศีล ถ้าผิดศีลก็ไม่สมควรที่จะเป็นพระอยู่แล้ว ผมเอาน้ำล้าง ๆ เอาพลาสเตอร์ปิด แล้วทำงานของผมต่อ พวกพระลูกวัดจะช็อกตาย

โดนงับจมเขี้ยวเลยครับ ตรงชีพจรพอดี ๔ เขี้ยวเลย ปวดเป็นเส้นขึ้นมาเลยครับ ปวดแบบพวกแมงป่องหรือตะขาบกัด วิ่งมาถึงข้อศอกแล้วก็โดนดันไหลกลับไป หยุดปวดไปพักหนึ่ง แล้วก็ปวดขึ้นมาใหม่แล้วก็วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่เกือบชั่วโมงแล้วหายไป


ถาม : ตอนนั้นคิดอย่างไรครับ ?
ตอบ : ตอนนั้นไม่ได้คิดอย่างไร มั่นใจว่าเราไม่เป็นอะไรแน่เพราะเราไม่เคยทำผิดศีล ถ้าเราตายก็แปลว่าเราผิดศีล เราก็สมควรตาย เพราะว่าท่านไม่ให้กินเหล้ากับไม่ให้ขโมย พระเราขโมยก็โดนอาบัติปาราชิกอยู่แล้ว กินเหล้าก็ผิดศีลอยู่เห็น ๆ พระลูกวัดมานั่งหน้าเหี่ยว บอกกับท่านว่าไม่ต้องไปสนใจหรอก ถ้าผมตายแปลว่าผมสมควรตายเอง..!

เถรี 19-06-2018 09:56

ถาม : พระรูปอื่น ๆ มีประสบการณ์อย่างไรบ้างครับ ?
ตอบ : ไม่แน่ใจเพราะผมไม่ได้ถาม ส่วนใหญ่ผมเจอกับตัวเอง เจอจนกระทั่งกลายเป็นคนไม่กลัวงู เพราะว่าโดนกัดมาหลายทีก็ไม่ตายสักที ล่าสุดตอนนั้นอยู่ที่เกาะพระฤๅษี น้ำท่วม ผมไปฉันเช้าที่ทางด้านป่าไม้ แล้วเดินกลับเข้ามาตรงหัวเกาะ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกิ่งไม้ พอไปเหยียบเข้างูแว้งงับเต็มหลังตีนเลย ผมสลัดไป งูกับรองเท้าปลิวเฉียดหัวพระที่เดินอยู่ข้างหน้า งูตัวนั้นผมยังถ่ายรูปไว้เลยครับ ผมเหยียบจนหลังถลอก เกล็ดหลุดไปตั้งหลายเกล็ด

ถาม : งูอะไรครับ ?
ตอบ : งูกล่อมนางนอน เป็นตระกูลงูแมวเซา เป็นพวกที่กัดแล้วมีเวลารักษาประมาณ ๖-๗ ชั่วโมงถึงจะตาย ผมก็ทำเหมือนเดิม ล้างแผลเสร็จผมก็ทำงานต่อ

ถาม : พวกที่เห็นเขาคิดอย่างไร ?
ตอบ : เขาเคยเห็นมาแล้ว ร้ายกว่านี้อย่างงูกะปะยังกัดไม่ตาย แค่นี่จะไปตายได้อย่างไร

ผมก็ไม่ได้เจตนา คิดว่าเป็นกิ่งไม้ก็เลยไม่ได้สนใจ เดินไปเรื่อย ที่ไหนได้เหยียบเข้าเต็ม ๆ โดนงับติดหลังตีน สะดุ้งแปล๊บขึ้นมา ผมก็สลัดเท้า พอสลัดนี่ทั้งงูทั้งรองเท้าบินเฉียดหัวพระข้างหน้าไปเลย

เถรี 19-06-2018 09:59

ถาม : ยันต์เกราะเพชรสุดยอดจริง ๆ ครับ ?
ตอบ : ไม่ตายด้วยอำนาจไสยศาสตร์ ใครทำไสยศาสตร์มาสะท้อนกลับหมด ส่วนใหญ่แล้วปัจจุบันนี้เรื่องไสยศาสตร์รุ่งมากนะ เต็มไปหมด

หลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า ไสยศาสตร์กับพุทธศาสตร์เหมือนน้ำกับปลา น้ำไปถึงไหนปลาก็ไปถึงนั่น เพราะว่าเป็นคู่แข่งกัน พุทธะแปลว่าตื่น ไสยะแปลว่าหลับ ตรงกันข้าม เหรียญเดียวกันคนละหน้าเท่านั้นเอง

ใช้กำลังสมาธิเหมือนกัน แต่ฝ่ายหนึ่งใช้ถูก ฝ่ายหนึ่งใช้ผิด ใช้ผิดเป็นมิจฉาสมาธิก็เล่นเป็นไสยศาสตร์ไป แต่พวกนี้ดีที่หากว่าเขาเปลี่ยนตัวได้ เราก็จะได้พระอภิญญามาเลย

เถรี 19-06-2018 19:37

ถาม : ที่รับการครอบครูจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง ยังมีใครเป่ายันต์ฯ อยู่บ้างครับ ?
ตอบ : ไม่มีเลย ผมสงสัยตั้งแต่แรกที่ท่านมาสั่งผม ว่าทำไมไม่สั่งคนอื่น แต่ถ้าจะนับกันแล้วในช่วงนั้นที่วัดท่าซุง เราจะรู้ว่าใครฝีมือเท่าไร ในการฝึกมโนมยิทธิถ้าหากว่าหลวงพี่อาจินต์เอาไม่อยู่ จะไปตามหลวงตาวัชรชัย ถ้าหลวงตาวัชรชัยยังเอาไม่อยู่ ก็จะมาตามผม ฉะนั้น...เขารู้กันว่าแต่ละคนฝีมือเป็นอย่างไร

ครั้งล่าสุดเจ้าประคุณเอ๊ย...เกือบตาย หลวงพี่อาจินต์ท่านขับรถซูซูกิคาริเบียนบรรทุกหลวงตาวัชรชัยมา มาถึงหน้าตึก
ก็บอก “เฮ้ย...เล็ก หาคนมาแทนเวรหน่อยวะ ไปช่วยกันหน่อย” ถามว่าอะไรครับ ? “พวกเรือเกลือมาอีกแล้ว” ผมก็หาคนมาดูแลหน้าตึกหลวงพ่อแทน พักหนึ่งก็วิ่งไป

ปรากฏว่ารายนี้ไม่ใช่ว่าฝึกไม่ได้นะครับ แต่เขาเก็บรายละเอียดมาก ๒ ชั่วโมงเพิ่งพาไปถึงจุฬามณี ถึงขนาดไปนั่งเล็งบันไดทีละขั้นว่าลวดลายเป็นอย่างไร วัสดุเป็นอย่างไร...โอ้โห พอดีเป็นวันที่ ๗ วันสุดท้าย หลวงตาเข็นเขาไม่ไหวแล้ว เอารายละเอียดขนาดนี้ใครจะไปสู้ได้ ท่านก็เลยเอาผมไป ผมก็เอาเขาไปได้แค่จุฬามณี บอกว่าคุณต้องการรายละเอียดมากขนาดนี้ ทำให้เวลาไม่พอ ไว้โอกาสหน้าค่อยมาฝึกกันใหม่ก็แล้วกัน เล่นซะขนาดนั้น

อยู่ที่โน่นเขามากันเป็นทอด ๆ ถ้าหลวงพี่จินต์เอาไม่อยู่จะไปตามหลวงตา ถ้าหลวงตาเอาไม่อยู่ถึงจะมาตามผม เลยไม่รู้เป็นเพราะเหตุนี้หรือเปล่า ถึงเวลาท่านสั่งให้ผมทำก่อน สำคัญตรงที่ว่าท่านสั่งอย่างไรต้องทำอย่างนั้น ซึ่งพลาดไม่ได้

เถรี 19-06-2018 19:58

ถาม : การที่คนส่วนมากยังดำน้ำไป ก็ยังไปถึงพระนิพพานได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าเรามีความมั่นใจ เพราะเรื่องของมโนมยิทธิ กำลังใจของเราไม่มีอะไรกั้นได้ เรานึกถึงที่ไหนก็ไปที่นั่นเลย ไม่ต้องลงบันได ไม่ต้องเปิดประตู ไปเลยครับ อย่างเรานึกถึงดวงอาทิตย์ก็อยู่ที่นั่นเลย ไม่ต้องเดินทางด้วยความเร็วแสง ๑๘๖,๐๐๐ ไมล์ต่อวินาที ต้อง ๘ นาทีกว่าถึงจะถึง...ก็ไม่ใช่ แต่ไปถึงเลย ถ้าหากว่าเรามั่นใจก็ใช่ทุกที่ เพียงแต่ว่าเราจะขาดความมั่นใจ ความชัดเจนเลยไม่มี

เถรี 19-06-2018 21:27

ตอนที่ผมฝึก หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านให้เคล็ดลับไว้หลายอย่าง แล้วผมขยันซ้อม ก็เลยได้ดีมากกว่าคนอื่นเขา เคล็ดลับอันแรกเลยก็คือ ท่านให้ไปนั่งข้างถนน หลับตาทำใจสบาย ๆ ตอนนั้นถนนหน้าวัดก็มีรถวิ่งวันหนึ่งไม่กี่คัน พอถึงเวลาเสียงรถวิ่งมา ให้ถามตัวเองว่ารถคันนี้สีอะไร ? ให้ก็จำอารมณ์นั้นไว้ว่า คำตอบที่ได้มาตอนนั้นอารมณ์ใจเราเป็นอย่างไร แล้วก็ลืมตาดู จะพิสูจน์ได้ในระยะเวลาไม่กี่นาทีครับ

ถ้าหากว่าถูกให้จำไว้ว่าเราวางอารมณ์ใจไว้อย่างไร ถ้าผิดไม่ต้องจำ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จน ๑๐ คันถูกสัก ๘ คัน ก็ให้เพิ่มรายละเอียดไปว่า รถที่วิ่งมาสีอะไร ? คนนั่งมากี่คน ? พอถูกสัก ๘ ใน ๑๐ อีกก็เพิ่มไปอีกว่า รถมาสีอะไร ? คนนั่งกี่คน ? ผู้หญิงกี่คน ? ผู้ชายกี่คน ? เพิ่มรายละเอียดไปเรื่อย ๆ ครับ รถมาสีอะไร ? คนนั่งมากี่คน ? ผู้หญิงกี่คน ? ผู้ชายกี่คน ? ใส่เสื้อผ้าสีอะไรบ้าง ? ท้ายที่สุดทะเบียนอะไรก็บอกถูกหมด

แต่ไม่ค่อยดีตรงที่ว่าผมมีกองเชียร์เยอะ พอถึงเวลาผมบอก ถ้าเขาเห็นว่าใช่ก็เฮกันลั่น ถ้าสมาธิไม่ดีก็พังหมด

เถรี 20-06-2018 09:05

คราวนี้อีกวิธีก็คือ เราอยู่ที่บ้านของเรา ถึงเวลานั่งสมาธิกำหนดให้กายในออกมาอยู่ตรงหน้า เอาตัวขนาดที่เราบังคับได้สบาย ๆ จับกายใน ซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน เดินขึ้นหน้า เดินถอยหลัง แล้วแต่เราสั่ง เดินวนรอบตัวเลยก็ได้ จนกระทั่งความรู้สึกชัดเจนว่าเราบังคับตัวนี้ได้ แต่ต้องช้า ๆ นะครับ ถ้าเร็วนี่..ปรื๊ดเดียวก็รอบตัวเลย

พอมั่นใจแล้ว มีความชัดเจนพอแล้ว รู้สึกได้ชัด ๆ เหมือนตัวจริงแล้ว ทำอะไรก็ได้ครับ ที่เป็นกิจกรรมยามปกติของเรา อย่างเปิดประตู เปิดหน้าต่าง เข้าไปดูห้องน้ำ พวกนี้จะชัดเพราะว่าเป็นสิ่งที่เราเคยชิน หลังจากนั้นเราก็ลงไปข้างล่าง เดินวนรอบบ้านดูว่ามีอะไรบ้าง ช้า ๆ ครับ จำเป็นต้องช้าเลย ไม่อย่างนั้นปรื๊ดเดียวรอบบ้านเลย คราวนี้ออกหน้าบ้านไป จะไปซ้ายหรือไปขวา ไปปากซอยก็เลี้ยวขวา ค่อย ๆ ไปก่อน

ตอนแรก ๆ ยังชัดอยู่เพราะว่าเราจำภูมิประเทศได้ แต่พอพ้นเขตที่เราจำได้แล้ว มีอะไรรีบจดไว้ครับ แล้วก็ไปดูด้วยตาของเราเอง ใช้วิธีอย่างนี้ซักซ้อมไปเรื่อย ๆ ความชัดเจนจะมากขึ้น ๆ แล้วท้ายสุดพอทรงตัวได้ ต่อไปไม่ว่าเราจะไปภพไหนภูมิไหนก็ชัดเท่ากันครับ

เถรี 20-06-2018 09:11

ถาม : ตัวที่เราเนรมิตมา นี่คือใคร ?
ตอบ : ก็คือกายในของเรา ก็คือสภาพจิตของเรา ความรู้สึกทั้งหมดนึกว่าอยู่ตรงนี้ เอ็งยืนขึ้น ซ้ายหัน ขวาหัน กลับหลังหัน เดินไปข้างหน้า ๓ ก้าว ถอยหลัง ๒ ก้าว บังคับทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย เพราะถ้าเราไม่บังคับให้ทำ สติหลุดจะหายไป บังคับให้เดินวนรอบห้อง ไปเปิดหน้าต่างดูหน่อยว่ามีอะไร ดูห้องน้ำหน่อย เปิดประตูลงบันไดกี่ขั้น

แรก ๆ จะชัดเพราะว่าเราเคยชิน แต่พอเกินจากสิ่งที่เราจำได้ เช่น ออกนอกบ้านไปไกลแล้ว เจออะไรจำไว้ครับ แล้วรีบจดไว้ หลังจากเลิกกรรมฐานแล้ว ไปดูเลยครับว่าใช่ไหม

ผมฝึกกันแบบนี้ คราวนี้คนอื่นเขาขยันอย่างผมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมทำงานครึ่งวัน ฝึกครึ่งวัน กลางคืนไม่ค่อยหลับไม่ค่อยนอน เพราะว่าอยู่เวรหน้าห้องหลวงพ่อ อยู่แค่ ๖ ชั่วโมง คราวนี้พอเวรอื่นเขามาเปลี่ยน ผมก็เข้าที่ปฏิบัติของผมเลย ไม่ได้ใส่ใจคนอื่นเขา ง่วงตรงไหนก็นอนตรงนั้น ลุกขึ้นมาได้ก็ว่าต่อ ไม่ได้สนใจเรื่องเวลาเลยครับ เรื่องเวลาสนใจอยู่แค่เวลาทำวัตร เจริญกรรมฐาน กับบิณฑบาต อย่าให้เสีย เพราะว่าถ้าเสียแล้วจะผิดระเบียบวัด

เถรี 20-06-2018 09:58

ถาม : พระอาจารย์ใช้อะไรกำหนดครับ นาฬิกากำหนด หรือว่าจิตกำหนดว่าต้องไปบิณฑบาต ?
ตอบ : แรก ๆ ต้องใช้นาฬิกาปลุก แต่พอมาตอนหลังแค่เรานึกว่าจะออกจากสมาธิตอนนั้นก็ได้เองเลย ผมเลิกใช้นาฬิกาปลุกมาหลายสิบปีแล้ว ใหม่ ๆ ๓ เครื่องครับ ๓ เครื่องคือเผื่อว่าตั้งเครื่องหนึ่งต่างกัน ๕ นาที เผื่อเอาไว้ว่าเครื่องนี้ปลุกแล้วเราเผลอไปกดดับ เผื่อไว้อีกสองหนึ่ง วางไว้คนละมุมห้อง ถึงเวลาต้องคลานไปหา คงจะได้สติตื่นขึ้นมาประมาณนั้น หลังจากนั้นพอเคยชิน กำหนดใจให้ตื่นเวลาไหนก็ได้ ก็เลิกใช้นาฬิกาปลุก

ต้องขยันครับ ทิ้งไม่ได้เลย ทิ้งเมื่อไรก็สนิมกิน ขนาดออกจากวัดไปบิณฑบาตนี่กำหนดใจก่อนเลย ใครจะใส่บาตรเราคนแรก ผู้หญิงหรือผู้ชาย ใส่เสื้อผ้าสีอะไร แล้วจำเอาไว้ ถึงเวลาไปถึงก็ดูว่าตรงกันไหม

เถรี 20-06-2018 21:11

ถาม : อิทธิบาท ๔ นี่ทิ้งไม่ได้เลย ?
ตอบ : ทิ้งไม่ได้เลยครับ เรื่องของการปฏิบัติทิ้งเมื่อไร มีหวังโดนกิเลสตีตาย


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 08:31


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว