กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=26)
-   -   เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1180)

เถรี 12-10-2009 21:31

เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๒
 
ถาม : ถามนิดหนึ่งครับหลวงพี่ ถ้าหลวงพี่อธิษฐาน (เสกของ) เรียบร้อยแล้วต้องเอาไปเข้าพิธีอีกไหมครับ
ตอบ : มันอยู่ที่เรา ถ้าเราไม่เชื่อ ขาดความมั่นใจก็ไปหาทางเข้าพิธีสัก ๗-๘ ครั้ง ก็อาจจะดีขึ้น

ถาม : อย่างนี้จะกลายเป็นการปรามาสไหมครับ หลายรอบ หลายหน
ตอบ : จะเรียกว่าปรามาสโดยตรงก็ไม่ใช่ แต่คนที่ขาดความมั่นใจขนาดนั้นจะเอาดีอะไรก็ยาก

เถรี 12-10-2009 22:02

ถาม : หลวงพ่อคะ หลังจากครั้งล่าสุดที่หนูติดอยู่ หนูก็ไปภาวนาแบบไม่สนใจอะไรมาก มันก็ผ่านไปได้ค่ะ มันก็ไปอยู่ที่อารมณ์นิ่งสนิท เฉยสนิทค่ะ ทำให้หนูเข้าใจว่าเป็นฌานสี่ แต่พอลองเงี่ยหูฟังก็ยังได้ยินเสียง แล้วก็ยังหายใจอยู่ด้วยค่ะ แสดงว่ามันยังไม่ใช่ฌานสี่ใช่ไหมคะ
ตอบ : เราจะไปเอาฌานสี่แบบนิ่งสนิทมันไม่ได้ เพราะว่ามันมีฌานสี่แบบใช้งานด้วย ฌานสี่แบบใช้งานมันเหมือนกับอารมณ์ปกติทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ว่าเราจะสนใจอาการภายนอกหรือเปล่า ถ้าสนใจ...มันรับรู้ แต่ถ้าหากเป็นฌานสี่ที่เป็นสมาธิตั้งใจฝึกอย่างเดียว โดยไม่สนใจอย่างอื่นเลย มันจะไม่รับรู้อาการภายนอก ต้องไปสังเกตด้วยตัวของเราเอง สำคัญที่สุดว่าขณะนั้นนิวรณ์ ๕ กินใจเราหรือเปล่า ถ้านิวรณ์มันกินใจเราไม่ได้ ถือว่ากำลังมันเพียงพอที่จะสู้กิเลสแล้วแม้ว่ามันไม่มากพอที่จะตัดกิเลสก็ตาม

ถาม : แล้วพอถึงจุดนั้นหนูก็รู้สึกว่า ถ้าพิจารณาได้มันจะดี แต่พอนึกอย่างนั้นแล้วมันก็พิจารณาไม่ไป เหมือนมันเฉื่อย ๆ อยากจะแช่อยู่อย่างนั้น
ตอบ : ต้องคลายกำลังใจออกมา ตั้งเวลาให้มัน ตั้งใจว่าอีกครึ่งชั่วโมงเราจะคลายออกมา พอมันคลายออกมาแล้วเราก็มาคิด

ถาม : แล้วแบบลืมตา ลุกขึ้นมานั่งแบบนี้ แล้วมันจะคลายไหมคะ
ตอบ : ยาก ถ้ากำลังใจมันแน่นจริง ๆ หกคะเมนตีลังกามันยังไม่หลุดเลย

ถาม : ในการพิจารณาแล้วเราเกิดอารมณ์เหมือนกับว่าละอะไรบางอย่างได้ แล้วทรงอารมณ์นั้นได้นาน ๆ นี่ขึ้นอยู่กับสมาธิเป็นหลักใช่ไหมคะ
ตอบ : ทำบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ จนกระทั่งใจมันยอมรับจริง ๆ มันก็จะละได้ไปเอง แต่ว่าทั้งหมดนี่มันเป็นส่วนของสมาธิเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้ากำลังสมาธิไม่พอมันก็ตัดไม่ได้ ละไม่ได้

ถาม : หลวงพ่อคะแล้วถ้าเจอเรื่องตลกขำ ๆ แล้วหัวเราะก๊าก ๆ นี่มันเป็นกิเลสหรือเปล่า
ตอบ : จะหัวเราะก๊าก..ใครเขาจะว่าอะไร แต่ว่าก๊ากเสร็จแล้วมาอยู่กับอารมณ์เดิมของเรา จะเรียกว่าเป็นกิเลสไหม มันก็ยังมีส่วน มันยังไปยินดียินร้ายกับมัน

ถาม : แล้วพระอรหันต์หัวเราะกับปุถุชนหัวเราะมันต่างกันไหมคะ
ตอบ : อันหนึ่งเป็นแค่อาการ อาการที่สักว่าแต่แสดงออก อีกอันหนึ่งใจไปด้วย ความรู้สึกมันเป็นไปตามนั้นเลย ปุถุชนนี่ความรู้สึกมันไหลตามตลอด

เถรี 12-10-2009 23:29

ถาม : หลวงพ่อขา จะถึงสังขารุเปกขาญาณได้ อย่างไรก็ต้องผ่านนิพพิทาญานใช่หรือเปล่าคะ
ตอบ : แน่นอน จะผ่านมากผ่านน้อยขึ้นอยู่กับปัญญาของเรา บางคนติดอยู่เป็นปี ๆ เฉาไปเลย

ถาม : แล้วสังขารุเปกขาญาณมีหลายระดับใช่ไหมคะ
ตอบ : มันมีตั้งแต่ระดับปุถุชน ก็คือคำว่าธรรมดา ธรรมดาของปุถุชนมันวางได้แค่ไหน ก็อาจช่างหัวโคตรพ่อโคตรแม่มัน แล้วธรรมดาของกัลยาณชนทั่ว ๆ ไป ก็ช่างหัวมัน ธรรมดาของพระโสดาบันก็อาจจะช่างมัน ธรรมดาของพระอนาคามีก็ช่าง ธรรมดาของพระอรหันต์ ไม่ช่างกับใครแล้ว ไม่แตะเลย

มันธรรมดาเหมือนกันแต่ว่ามันธรรมดาคนละระดับ ใครสามารถหาคำว่าธรรมดาเจอ นี่สามารถหากินได้ตั้งแต่ต้นยันปลาย

เถรี 12-10-2009 23:46

หลวงพ่อเอ่ยขึ้นว่า "โบราณบอกว่าถึงไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ ถ้ามีความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้ออาตมา ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อถ้าไม่มีความเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อในป่า" (เนื้ออาตมา คือ เนื้อเราเอง)

"พระพุทธเจ้าท่านจึงได้บอกว่า วิสาสา ปรมา ญาติ ความคุ้นเคยเป็นเสียยิ่งกว่าญาติ สังเกตสิว่าญาติธรรมมันรักกันยิ่งกว่าพี่น้องของตนเองเสียอีก"

เถรี 13-10-2009 07:53

ผีอำมันก็คล้าย ๆ กับคนเราแหละ ที่มันจะหลอกเรา เพียงแต่ว่า คนอำพอหลอกเสร็จ มันก็หัวเราะแล้วบอกให้ฟังว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ผีอำนี่มันอำแล้ว อำเลย ไม่ค่อยบอกหรอก

ถาม : แล้วเหตุที่ผีอำค่ะหลวงพ่อ มีประการใดบ้าง
ตอบ : อันดับแรกต้องแยกก่อน เพราะผีอำมันมีสองอย่างด้วยกัน อย่างแรกมันเกิดจากเลือดลมไม่ดี พอเลือดลมไม่ดี การเดินของเลือดลมมันไม่คล่อง ความรู้สึกมันเหมือนกับมีอะไรใหญ่ ๆ ดำ ๆ มาทับให้เราอึดอัด ถ้าพยายามดิ้นรนสักพักก็หลุดออกมาได้ ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือผีจริง ๆ เลย

คราวนี้เรามากล่าวถึงอย่างที่สอง ว่าผีมันมาอำด้วยสาเหตุอะไรบ้าง สาเหตุแรกก็คือ เคยมีกรรมเนื่องกันมาในอดีต และเห็นว่าเรามีบุญพอที่จะสงเคราะห์เขาได้ พยายามมาติดต่อ แต่เราก็ห่วยเหลือเกิน รับมันไม่ชัด มันก็เลยทำให้ดิ้น ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

ประการที่สองก็คือ เขาต้องการจะบอกสิ่งใดสิ่งหนึ่งแก่เรา คราวนี้ก็เหมือนกันว่าสภาพจิตของเรามันมืดมัวจนเกินไป มันไม่สามารถรับได้ชัดเจน อาการก็เลยออกมาอย่างที่เห็น

ประการสุดท้ายเลยมันหวงที่ ตั้งใจที่จะมาขับมาไล่ แต่ทีนี้ของเรารู้ไม่ชัด มันก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าหากรู้ชัด ๆ เดี๋ยวมันไล่เราสำเร็จ นี่รู้ไม่ชัด ตกลงผีมันกลุ้มทั้งขึ้นทั้งล่อง

เถรี 13-10-2009 11:45

ถาม : สงสัยว่าอย่างอารมณ์ปฏิฆะซึ่งมันเป็นอารมณ์กระทบของโทสะ แล้วทีนี้ตัวกามราคะมันไม่มีอารมณ์กระทบบ้างหรือคะ
ตอบ : มีสิ ตาได้เห็น จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส หูได้ยิน กายได้สัมผัส ทั้งนั้น

ถาม : เพียงแต่ว่าอารมณ์มันเบากว่า ?
ตอบ : มันไม่ใช่เบากว่า มันเป็นสิ่งที่เรายินดี ไม่ไปผลักไสมัน มันก็เลยไม่รู้สึกว่ามันกระทบ แต่ว่าในเรื่องของโทสะนี่เราไม่ยินดี กระทบเมื่อไหร่ยันมันโครมเลย มันก็เลยกระทบเยอะ

ถาม : หนูสงสัยว่า เอ๊ะ ตัวกามราคะมันก็มีอารมณ์กระทบไม่มาก แต่ทีนี้มันก็ไม่เห็นมีอารมณ์กระทบในภาษาบาลีบ้าง
ตอบ : มันมาอย่างนี้ (ทำมือโอบเข้ามา) แต่โทสะมันไปอย่างนี้ (ทำมือผลักออกไป) คนละอย่างกัน อันหนึ่งเราไปคว้ามันเข้ามาเราจะไปรู้สึกอะไร มันมีแต่อยากให้กระทบมากขึ้น

ถาม : ทีนี้ถามต่อไปในเรื่องของกามคุณ ๕ ซึ่งประกอบไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่แต่ละคนจะติดในแต่ละตัวที่หนักแตกต่างกันไป
ตอบ : ใช่ มีเด่นเฉพาะของตัวเอง

ถาม : แล้วทีนี้อย่างที่หนูเคยถามหลวงพ่อเกี่ยวกับเรื่องอรูปราคะว่า บางคนที่ไม่ได้ฝึกในอรูปฌานแต่ว่าท่านไปละในอรูปราคะ ละในเรื่องของนามธรรมอย่างกลิ่น เสียง รส แล้วเป็นไปได้ไหมที่คนละกามราคะได้ เขาละได้เฉพาะตัวรูปหรือตัวสัมผัส
ตอบ : แล้วแต่ว่าเขาติดเด่นตรงจุดไหน ตัวนั้นมันเหมือนกับว่าเราละเฉพาะตรงจุดนั้น แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ถ้ามันละตัวใดตัวหนึ่งแล้วมันละทั้งหมด เพราะกำลังในการตัดมันเท่ากัน ถ้าเราสามารถละอันแรกได้ สอง สาม สี่ มันก็เหมือนกัน

ถาม : แล้วคำว่าละ กับปล่อยวาง ต่างกันหรือเปล่าคะ
ตอบ : ละ เดินจากไปเฉย ๆ มันกองอยู่ตรงนั้น ไปสะดุดเมื่อไหร่มันอาจจะเป็นโทษได้ แต่ถ้าหากวาง สลัดมันพ้นไปเลย ไม่มีวันที่จะมาข้องเกี่ยวกันอีก แต่ว่าเราจะมาเอาศัพท์เรื่องนี้มันไม่ได้ เพราะว่าบางคนอาจจะมีความรู้สึกว่าละ เขาก็ทิ้งหมดเหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่ากำลังใจของเรามันขึ้นอยู่ตรงจุดไหน ถ้าหากว่าเอาเฉพาะศัพท์มันใช้ไม่ได้

ถาม : ก็คืออย่างเมื่อก่อนมีความรู้สึกว่าปฏิบัติเพื่อที่จะละ ๆ ๆ มันออกไป ทีนี้ตอนหลังมันรู้อยู่แล้ว เหลือแค่ว่าจะยึดหรือว่าจะปล่อย มันเหลือแค่นี้
ตอบ : แล้วทีนี้จะยึดหรือจะปล่อย

ถาม : ปล่อยแล้วค่ะ ยึดแล้วมันทุกข์

เถรี 13-10-2009 11:48

ถาม : แล้วทีนี้อารมณ์ที่มันชุ่มฉ่ำอยู่ในอกค่ะหลวงพ่อ มันออกมาเป็นกระแส สามารถที่จะบังคับให้มันไปในทิศทางไหนก็ได้ บังคับให้ไปที่คนนี้ก็ได้ ตรงนี้มันเป็นตัวพรหมวิหาร ๔ หรือเปล่าคะ
ตอบ : มันเกิดจากสมาธิที่ทรงตัว แล้วกดรักโลภโกรธหลงให้ดับลงชั่วคราว มันเป็นทั้งปีติและสุขในฌาน แล้วหลังจากนั้นถ้าเราใช้ความสามารถจากตรงนี้ในการแผ่ความรู้สึกออกไป ในการปรารถนาดีหวังดีต่อผู้อื่น มันก็จะเป็นตัวพรหมวิหาร

ถาม : อย่างเมื่อก่อน ตัวรัก มันก็จะเป็นอารมณ์รักที่มันรัดรึงใจค่ะ พอตอนหลังอารมณ์ตัวนี้กระแสมันเปลี่ยนไปเลย มันเปลี่ยนไปในทางที่เป็นตัวเมตตาเฉย ๆ แล้วมันไม่มีอะไรไปมากกว่านั้นค่ะหลวงพ่อ
ตอบ : อันแรกมันยังเป็นราคะอยู่ อันหลังมันเป็นพรหมวิหารแล้ว

ถาม : แล้วทีนี้หนูมาสังเกตเห็นตัวเองว่ามันเหมือนคนบ้า บ้าในที่นี้คือมันทุ่มเลยค่ะ ทุ่มในลักษณะที่ว่า ทำ ทำ ทำ ทุ่มสุดตัว เหมือนกับว่ากำลังใจมันสูง มันสูงจนกระทั่งบางวันมันไม่หลับ ตรงที่กำลังใจสูง มันก็พาให้ตัวสมาธิสูงด้วยแล้วก็ตัววิปัสสนาตามด้วย
ตอบ : โดยหลักการปฏิบัติ ถ้าหากว่าอินทรีย์ ๕ มันเจริญ พละ ๕ มันก็ตามมา คือ ถ้าหากศรัทธามันเกิด พากเพียรทำไปแล้วมันมีผล ตัวสติ สมาธิ ปัญญามันก็จะก้าวหน้า มันก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำอีก มันก็กลับไปเป็นศรัทธาอีกที แต่ว่าตรงจุดนี้ให้ระมัดระวังว่ามันมีอุปกิเลสอยู่ตัวหนึ่ง คือ ปัคคาหะ ความเพียรมากเกินไป ในปัจจุบันนี้แม้ว่าความเพียรมากเกินยังไม่มีใครเป็นตัวอย่างก็จริง แต่ให้ระมัดระวังว่าถ้ามันขาดการพักผ่อน หรือว่าพักผ่อนไม่พอบางทีร่างกายมันไม่ไหว มันจะเกิดอาการกรรมฐานแตก สติแตกได้ง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผ่อนสั้นผ่อนยาว ดูจุดพอเหมาะพอดีก็แล้วกัน

เถรี 13-10-2009 11:51

ถาม : แล้วทีนี้เมื่อวานมันคลำไปเจออารมณ์ตรงกลางพอดีค่ะหลวงพ่อ อารมณ์ตรงกลางที่มันไม่เอาอะไรค่ะ
ตอบ : มันไม่เอาอะไร คราวนี้เราต้องมาทวนใหม่ มันไม่เอาอะไรเพราะว่ามันไม่มีสิ่งที่มากระทบเราจริง ๆ หรือเปล่า ตรงนี้เราจะไปมั่นใจเลยทีเดียวไม่ได้ จะต้องทรงอารมณ์ที่ไม่ประมาทเอาไว้เสมอ ถ้ามันรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเราสามารถปล่อยได้วางได้หมด ลองกำหนดถามตัวเองทีละข้อ คนที่เรารักมีไหม ของที่เรารักมีไหม ทรัพย์สมบัติที่เราหวงแหนมีไหม ท้ายสุดกระทั่งร่างกายนี้เรายังต้องการมันอีกไหม

ถ้ามันสามารถที่จะตัดได้ ละได้ ก็ขอให้คิดไว้ว่ามันอาจจะเป็นแค่สัญญาคือความจำ อย่าเพิ่งไปมั่นใจว่าจะเป็นอย่างนั้น จนกว่าจะมีสิ่งมากระทบหนัก ๆ จริง แล้วมันไม่กำเริบ เราค่อยมั่นใจว่ามันมาถูกทาง

แต่ในขณะเดียวกันก็อย่าเพิ่งประมาท ก่อนหน้านี้เราทำตามกติกาอย่างไหน รักษาศีลแบบไหน เจริญสมาธิแบบไหน ใช้ปัญญาในการพิจารณาแบบไหนให้พยายามซ้อมทำให้มาก ๆ เพื่อที่ถึงเวลาแล้วจะได้เป็นของเราอย่างแท้จริง


ถาม : หนูเคยมาสังเกตว่าตัวอารมณ์นิพพิทาญาณค่ะ มันมีอารมณ์ที่มีความเศร้าหมองปนอยู่ด้วยหรือเปล่า
ตอบ : แน่นอน นิพพิทาญาณส่วนใหญ่แล้วจะมีอารมณ์ความเศร้าหมองปนอยู่ เพราะถ้าเรามีอันเป็นไปตอนนั้น ไม่แน่ว่าเราจะไปดี ยกเว้นว่ามันจะก้าวขึ้นไปเป็นสังขารุเปกขาญาณได้เพราะเห็นธรรมดาของมัน

อย่างที่เคยบอกไว้ว่ากระทั่งผู้ปฏิบัติที่มุ่งเพื่อความหลุดพ้นของเรายังมีความทุกข์ขนาดนี้ คนอื่นที่ขึ้นชื่อว่าไม่ทุกข์นั้นไม่มี ถ้าหากเราก้าวมาถึงตรงจุดนี้แล้วเห็นปกติธรรมดา ละได้วางได้แล้วถ้าอย่างนั้นมันก็จะไม่มีความเศร้าหมอง แต่มันจะเห็นเป็นธรรมดา ถึงตอนนั้นมันไม่แสวงหาความตาย แต่ว่ามันพร้อมที่จะตาย

เถรี 13-10-2009 12:32

ถาม : หลวงพ่อคะ เมื่อก่อนให้ลูกเขาภาวนาพุทโธ แล้วเขามีท่าทีทุรนทุรายค่ะ
ตอบ : ธรรมดา ไปจับลิงมัดอยู่ก็ต้องอย่างนั้น บอกเขาว่าเอาแค่ ๓ ครั้งก่อน พอภาวนาพุทโธ ๓ ครั้งแล้วจะไปทำอะไรก็ไป พอหลังจากนั้นเขาชินก็เอาสัก ๕ ครั้ง ๗ ครั้ง เพิ่มไปเรื่อย

ถาม : ให้เขาภาวนา ๑๐ ครั้งค่ะ
ตอบ : โหดไป สมาธิเด็กเขายังสั้นอยู่ ให้ทำอะไรนาน ๆ ไม่ไหวหรอกจ้ะ

เถรี 13-10-2009 14:45

ถาม : หลวงพี่คะทำไมทางพระพม่าเขาถึงได้สร้างพระองค์ใหญ่ ๆ ขนาดนั้นคะ
ตอบ : ก็อาตมาเคยใช้คำว่าเส้นทางพระโพธิสัตว์ ส่วนใหญ่เขามาสไตล์นั้น สไตล์พระโพธิสัตว์

ถาม : หลวงพ่อเคยเห็นพระพุทธรูปที่แกะด้วยไม้จันทน์หรือไม้กฤษณาองค์ใหญ่ ๆ บ้างไหมคะ
ตอบ : เต็มที่หน้าตักประมาณสิบกว่านิ้วเท่านั้น เพราะว่าไม้พวกนี้ราคาแพงมาก อย่างที่พม่าไม้จันทน์ชั่งหนึ่งราคาตกประมาณเกือบแสนได้ เพราะฉะนั้นแกะองค์ใหญ่ไม่มีใครซื้อ ชั่งหนึ่งก็สามปอนด์ ถ้าหากเป็นไม้ธรรมดาเคยเห็นเขาแกะหน้าตักราว ๆ ประมาณสิบกว่านิ้ว

เคยเห็นลูกประคำของหลวงพ่ออุตตมะไหม ที่ทำจากไม้ไผ่สานหรือไม้หวายสาน เขาสานในลักษณะนั้นเป็นพระพุทธรูปหน้าตักสี่ศอก คนเดียวก็สามารถยกไหว เขาไปตอกไม้ไผ่เล็ก ๆ ขนาดเท่าเส้นผมเรา แล้วก็สานเอา ต้องบอกว่าคนทำมีความพยายามสูงแล้วสุดยอดฝีมือจริง ๆ

เถรี 14-10-2009 08:21

ถาม : ถ้าขอผ้ากรานกฐินจะเป็นไรไหมครับ
ตอบ : กฐินเขาไม่ให้ขอ ถ้าขอเขาถือว่าเดาะตั้งแต่แรกเลย

ถาม : ถวายไปก็ไม่มีผลใช่ไหมครับ
ตอบ : อานิสงส์มันไม่ได้
คำว่า กฐินเดาะ ก็คือ กฐินขาดจากอานิสงส์นั้น กฐินเขาให้ญาติโยมไปปวารณาถวายเอง ถ้าไปหาเจ้าภาพหรือไปขอเขาไม่ได้ อย่างอาตมาไม่ขอ ตั้งเอง ใครจะร่วมก็มา


ถาม : แล้วเราทำไปจะเป็นโทษไหมครับ
ตอบ : ไม่เป็น เราทำ...บุญก็เป็นของเรา จะมากจะน้อยอย่างไรก็ต้องได้ เพียงแต่ว่าอานิสงส์กฐินมันไม่มี พระเขาไม่สามารถจะใช้อานิสงส์กฐินได้ พูดง่าย ๆ คือ ได้ชื่อรับกฐิน แต่อานิสงส์ไม่ได้

ถาม : ถ้าเราทราบว่าผิด แล้วเรายังไปทำ อย่างนี้เราจะมีโทษไหมครับ
ตอบ : ถ้าตั้งใจจะทำให้พระท่านเดือดร้อนเพราะไม่ได้อานิสงส์ นั่นนะผิด

เถรี 14-10-2009 08:31

เมื่อวันศุกร์ช่วงสายที่ผ่านมา หลวงพ่อสมปองได้มาหาพระอาจารย์เล็กที่บ้านอนุสาวรีย์ มากราบเรียนปรึกษาในเรื่องจะย้ายสังกัดจากวัดท่าขนุน ไปอยู่ที่วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ต.จักรสีห์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

พระอาจารย์เล็กได้กล่าวกับหลวงพ่อสมปองว่า "ก็ดี เพราะว่าในเรื่องของพระมันลำบาก ถ้าหากเขารู้ว่าเรามีเส้นสายเขาจะเกรงใจ แต่ถ้าหากเขาไม่รู้ มันจะโดนบี้ตายเลย แต่มันมีว่าในเรื่องของพระผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วท่านต้องการเราไว้ใช้ ยิ่งแสดงสมรรถภาพให้ท่านเห็นเมื่อไหร่ ใช้ไม่เลิก ผมเหนื่อยจะตายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะแบบนี้ ถ้าไปก็เจอแน่ ย้ายเมื่อไหร่ก็มาบอก เดี๋ยวผมเซ็นให้ ของพรรค์นี้ สไตล์นักปฏิบัติก็คือว่า ไม่ดิ้นรนไปไขว่คว้า แต่ถ้าหากมันมาก็ไม่ต้องไปปฏิเสธ"

"เมื่อก่อนนี่ผมมองมุมแคบ งานพระศาสนาจะก้าวไกลไปได้เพราะคอนเน็กชั่น อย่างงานนี้เราไม่ไหว คุณโทรบอกท่านเจ้าคณะจังหวัด หลวงพ่อครับช่วยผมหน่อย ท่านแค่ยกหูกริ๊งเดียว ด้วยพาวเวอร์ของท่านงานนั้นก็เสร็จ เพราะฉะนั้นพวกคอนเน็กชั่นพวกนี้ถ้ามีก็จะดี สมัยก่อนผมถามหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า หลวงพ่อครับ พระที่หลวงพ่อนิมนต์มาในงานประจำปี มีเยอะต่อเยอะด้วยกัน ที่ผมรู้ว่าไม่เอาไหนก็มี แล้วหลวงพ่อนิมนต์มาทำไมครับ ? ท่านบอกว่าแกอย่ามองสายตาแคบขนาดนั้น สิ่งที่พ่อทำเป็นการถวายสังฆทาน ถ้าหากว่ามีพระแก้วอย่างหลวงปู่สมเด็จฯ วัดสามพระยามาเป็นประธานสักองค์หนึ่ง ก็สุดแสนจะวิเศษแล้ว พระทั้งหลายที่แกว่ามา ไม่ใช่ข้าไม่รู้...ข้ารู้ แต่ท่านทั้งหลายเหล่านี้นานไปจะเป็นใหญ่เป็นโตในวงการปกครอง ถ้าหากแกรู้จักมักคุ้นไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไปแกทำอะไรก็สบาย แล้วทุกวันนี้ผมก็สบาย เพราะว่าพระผู้ใหญ่ทุกระดับเรารู้จักมักคุ้นตั้งแต่สมัยนั้น หลวงพ่อท่านวางแนวไว้ให้เราหมด"


เถรี 14-10-2009 08:36

"ฉะนั้นของบางอย่างแต่ละช่วง ๆ พอผ่านไป มุมมองมันกว้างขึ้น ๆ มันจะเห็นความจำเป็น เพราะว่างานพระศาสนาที่เราทำ ถ้ามีคนที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่เราได้ มันจะคล่องตัว ถึงได้บอกว่าถ้ามีมา...รับได้ก็รับ เราไม่ไปไขว่คว้าหามา เพราะมันเป็นเรื่องของโลกธรรม แต่ว่าขณะเดียวกันถ้ามันมาเองก็ไม่ต้องปฏิเสธ ผมเองเป็นพระครูธรรมธร ผมจะรับพรุ่งนี้เช้า ผมมารู้ตอนห้าโมงเย็น ผมมารู้ตอนที่เขามาตะโกนถามว่าไม่ไปซื้อพัดหรือ ผมก็ถามว่าพัดอะไรวะ เขาก็บอกว่าหลวงพ่อจังหวัดตั้งคุณเป็นพระครูฐานานุกรม

ของพวกเราไม่ได้คิดจะไปเอา แต่ว่าอย่างน้อย ๆ มันเป็นไม้กันหมา หลวงพ่อจังหวัดพยายามจะสนับสนุนให้ผมเป็นพระครูปลัดตั้งนานแล้ว ผมบอกว่าถ้าผมเป็นพระครูปลัดแล้วมันต่อท้ายด้วยคำว่า 'เล็ก' มันทุเรศ ผมไม่เอาหรอก เป็นปลัดมันต้องใหญ่ เล็กไม่ได้"

"ให้ระวังว่างานอะไรที่เป็นงานพระพุทธศาสนาที่ท่านให้ช่วย อย่างเช่นว่าเรื่องของการศึกษา การปกครอง การเผยแผ่ การสาธารณูปการ เราก็สงเคราะห์ แต่ถ้ามันนอกลู่นอกท่ามาก เราก็บอกท่านได้เหมือนกัน ขืนไปช่วยท่าน มีหวังตาย"

"ทุกวันนี้ผมเห็นว่าสิ่งที่หลวงพ่อทำเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่ท่านรู้จริง โดยเฉพาะตอนที่ท่านรับพัดพระสุธรรมยานเถระ แล้วไปฉลองฯ พระที่ท่านนิมนต์ชยันโต ๑๐ รูป ปัจจุบันนี้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเกือบหมด ท่านสงเคราะห์เราทั้งนั้น"

"ผมเสียดายทางวัดเราไปตัดออก ทำให้คอนเน็กชั่นขาดลง ต่อไปถ้าหากมีเรื่องอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีใครช่วยในการแก้ไข ต่อไปของคุณรับตรงนี้แล้ว การติดต่อกว้างขวางมากขึ้น อาจจะเป็นภาระบางส่วนที่เราต้องรับ ต้องเรียกว่าเป็นเรื่องของธรรมะจัดสรร ต้องการหรือไม่ต้องการเขาก็จัดมา ผมเองยังไม่รู้เลยว่าถ้าวาระมาถึง ผมเองจะโดนถีบออกหน้าไปเมื่อไหร่"

เถรี 14-10-2009 08:41

"หลวงพ่อสมเด็จวัดสระเกศ เจอหน้ากันเมื่อไหร่ ท่านก็บอก ช่วยงานกันนะ ช่วยงานกันนะ ถนอมสุขภาพไว้หน่อย อย่าเพิ่งรีบไปไหน ท่านบอกว่า ผม (หลวงพ่อสมเด็จ) สุขภาพไม่ดีเพราะอายุมันมาก แต่ของท่าน (พระอาจารย์เล็ก) สุขภาพไม่ดีเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะฉะนั้นมันต้องอยู่ใกล้หมอ ใกล้ยากันทั้งคู่ ท่านเองเป็นห่วงพวกเรามาก เราทำอะไรที่ไหนไม่ได้พ้นสายตาท่านเลย ท่านรับรู้หมดทุกอย่าง บางทีผมกำลังแย่ ๆ อยู่ คนขับรถท่านโทรมา หลวงพ่อสมเด็จท่านบอกว่าอย่างนี้ ๆ ๆ ครับ ไม่ต้องเสียเวลาคิด ทำตามอย่างเดียวพอเลย

สมัยก่อนพวกเรามันหัวแข็ง กระทั่งเรียกคนอื่นเป็นหลวงพ่อยังเรียกไม่ได้เลย แล้วผมมาค่อย ๆ ดู ว่านี่มันเป็นสักกายทิฏฐิอย่างหนึ่ง เป็นมานะ แล้วท้ายสุดหมูหมากาไก่ ผมเรียกได้หมด เพราะว่าเราต้องดูจุดสุดท้าย พระอริยเจ้าในอนาคตของเรา ท้ายสุดทุกคนก็เข้านิพพานกันหมด ใครละได้ก่อนวางได้ก่อนก็สบาย ใครจะแบกก็แบกไป เราก็วาง ๆ ๆ ๆ อย่าไปวางใส่หัวเขาก็แล้วกัน

ตกลงบ้านตลิ่งชันไม่เอาแล้วใช่ไหม จริง ๆ มันช่วยได้เยอะ เพราะว่าคนที่ไปหามันจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันมีข้อเสียตรงที่ว่า พอมีตัวตนอยู่มันก็ยึดแต่เรา ไม่ใช้ความพยายามเอง ตรงจุดนี้สำคัญ ผมเองทุกวันนี้ก็พยายามจะ(ตบ)เรียงตัว คือ พอมีให้ยึดมันยึดจริง ๆ เมื่อเช้าเล่าให้พระท่านฟัง บอกเขาว่าสมัยก่อนผมอยู่กับหลวงพ่อ ไม่เคยคิดว่าหลวงพ่อจะอยู่ถึงวันรุ่งขึ้น วันนี้เรากอบโกยได้มากเท่าไหร่ เราเอาเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นมันก็เห็นผลขึ้นมาว่า พอสิ้นหลวงพ่อแล้ว พระผู้ใหญ่ท่านยังร้องไห้กันอยู่ แต่เราสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไปประมาทว่าครูบาอาจารย์ยังอยู่ เดี๋ยวปุ๊บปั๊บท่านเป็นอะไรไป มันจะไม่มีที่เกาะอีก แล้วก็จะเดือดร้อน

ของบางอย่างมันเหมาะที่จะพูดกับพระ แล้วถ้าพระไม่ได้มาอยู่หลายรูป มันเสียเวลาพูดหลายครั้ง เมื่อเช้าท่านมาหลายรูปก็เลยพูด ต้องเรียกว่าสร้างทายาทอสูรไว้ ถึงเวลาจะได้ไม่ขาดช่วง อย่างน้อย ๆ จะได้มีคนอยู่เพื่องานพระศาสนา ถึงได้บอกว่าถ้ายังรักตัวเองอยู่ ก็แปลว่าสักกายทิฏฐิยังเต็ม ทุ่มเทงานพระศาสนาให้เต็มที่ มันจะตายก็ช่างหัวมัน อย่างนั้นแล้วพอจะละง่ายขึ้น แต่หลวงพ่อสมเด็จท่านเตือน ท่านว่าร่างกายไม่ใช่ใช้ให้มันพัง พัง...มันไม่พังหรอก ถ้ามันครึ่งเป็นครึ่งตาย รักษาลำบาก คราวนี้ตัวเองเดือดร้อน "

เถรี 14-10-2009 10:24

ถาม : สมมติเรามีเงินอยู่ ๒๐๐ บาท ทำทีเดียว ๒๐๐ บาทแบบนี้ กับทำ ๑๐๐ บาท แล้วคนอื่นมาทำร่วมทีละ ๒๐ บาท ๆ อย่างนี้บุญมันจะเท่ากันไหมครับหลวงพี่

ตอบ : ถ้ากำลังใจมันมีโอกาสได้เกาะมากกว่า หลายครั้งกว่า อานิสงส์จะมากกว่า เรื่องของทานมันไม่ได้อยู่ที่จำนวน มันอยู่ที่กำลังใจ กำลังใจเกาะความดีได้มากกว่า หลายครั้งกว่า อานิสงส์ก็มากกว่า

เถรี 14-10-2009 10:26

ถาม : หลวงพี่ครับ มีโยมเขาถวายแก้วจักรพรรดิให้เม็ดหนึ่งครับ เป็นแก้วจักรพรรดิจริงหรือเปล่า
ตอบ : มันต้องถามว่าคุณเชื่อหรือเปล่า

ถาม : เชื่อครับ
ตอบ : ถ้ายังถามอยู่อย่างนี้ยังไม่มั่นใจหรอก ถ้าอย่างนั้นของจริงก็เป็นของปลอม บอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับกำลังใจ มั่นใจก็ใช้ได้

เถรี 14-10-2009 11:28

ถาม : หลวงพี่ครับ มีคำสอนอะไรเพิ่มเติมที่จะทำให้โพธิญาณของผมก้าวหน้าเพิ่มขึ้น
ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก นอกจากสร้างบารมี ๑๐ ไวไว

ถาม : ถ้าเช่นนั้นผมกลับก่อนนะครับ
ตอบ : อะไรที่เป็นบุญใหญ่พยายามทำไว้

ถาม : จะไม่ทิ้งพระโพธิญาณครับ
ตอบ : คนเดินทางไกลเราไม่ห้าม ต้องบอกว่านานเหลือเกิน นานจนสยดสยอง

เถรี 14-10-2009 11:42

ถาม : คนท้องทำอย่างไรดี
ตอบ : ทำจิตใจให้ร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ ๆ ดูแต่สิ่งสวย ๆ งาม ๆ หรือจะให้ดีให้จับภาพพระพุทธรูปสวย ๆ เป็นอารมณ์ เพราะว่าสิ่งที่แม่คิดพูดทำ มันไปถึงลูก เกาะสิ่งที่ดี ๆ ไว้

เถรี 14-10-2009 11:49

ในขณะที่พวกพี่นุชกำลังถักหมวกถวายพระอยู่นั้น หลวงพ่อบอกว่า "อันนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของผ้าผ่อนท่อนสไบ ถือว่าให้แพรพรรณ ถือว่าเป็นผู้ให้วรรณะ วรรณะในที่นี้แปลได้ทั้งผิวพรรณและชาติตระกูล ส่วนใหญ่แล้ววรรณะในภาษาบาลีจะหมายถึงชาติตระกูล จะเกิดในตระกูลสูง"

เถรี 14-10-2009 12:07

ถาม : หลวงพ่อคะ สงสัยค่ะว่าจะละตัวตนอย่างไร มันมีความรู้สึกว่าเหมือนเป็นแกนกลางค่ะ ให้บอกว่ามันไม่ใช่เรา...
ตอบ : จะละอะไร เขาละไอ้ตัวนี้ (ชี้ไปที่ร่างกาย)

ถาม : มันรู้สึกว่ามีตัวมีตนอยู่ มันถือว่ามันเป็นเราเป็นของเราค่ะ
ตอบ : ตอกย้ำมันบ่อย ๆ ถอดมันเป็นชิ้น ๆ แยกแยะมันให้ละเอียดจนกว่ามันจะยอมรับว่าไม่ใช่

ถาม : แกน ๆ ตรงกลาง
ตอบ : ถอดมันให้หมด แล้วมันจะเหลืออะไร กองนี้ดิน กองนี้น้ำ กองนี้ลม กองนี้ไฟ แล้วมันเหลือตรงไหน หมดเกลี้ยงเลย แยกบ่อย ๆ แยกออกแล้วรวมเข้า ๆ แยกออก เขาเรียกอนุโลมปฏิโลมนะจ๊ะ

ทำบ่อย ๆ แล้วมันจะค่อย ๆ ยอมรับไปเอง ไม่ใช่อัจฉริยะแบบสมัยพระพุทธเจ้าที่บอกปุ๊บแล้วจะได้เลย ของพวกเรามันต้องอยู่ที่พากเพียรพยายาม ถือว่าเป็นเนยยะ ดีกว่าปทปรมะตั้งเยอะ

เถรี 14-10-2009 16:17

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "พระคณาจารย์ทางมหายานที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก ๆ ได้แก่ พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระอารยะเทวะ พระวสุพันธุ พระธรรมกีรติ ศานตรักษิตะ

โดยเฉพาะพระนาคารชุนประวัติของท่านสุดยอดมาก เป็นประวัติกึ่ง ๆ นิยายเลย ขึ้นสวรรค์ลงบาดาลเป็นปกติ แต่คนเขาไม่เชื่อกัน ตอนหลังท่านเป็นผู้แตกฉานในทุกศาสตร์ แม้กระทั่งแพทย์ศาสตร์ท่านก็ชำนาญ ก็เลยประกอบยาถวายพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสวยเข้าไปแล้วไม่ตายเสียที ลูกชายอยากจะครองราชย์แทน เห็นว่าพ่ออยู่ได้ก็เพราะพระนาคารชุน ก็เลยคิดฆ่าพระนาคารชุน โดยย่องเข้าไปตอนท่านนั่งสมาธิ ฟันท่านด้วยดาบ ปรากฏว่าท่านไม่เป็นอะไรเลย

พระนาคารชุนก็เลยบอกว่า ถ้าจะฆ่าท่านอย่าใช้อาวุธอื่น ให้ไปเอาใบหญ้าคามา ถ้าเอาใบหญ้าคามาจึงจะฆ่าท่านได้ เจ้าชายเชื่อตาม ไปเอาใบหญ้าคามา ปรากฏว่าฟันพระนาคารชุนคอขาดได้ แต่ทั้ง ๆ ที่คอขาดก็ยังเทศน์ต่อ บอกว่าให้ดูกฎของกรรมไว้ ขนาดมีความสามารถอย่างนี้ยังเลี่ยงกรรมไม่พ้น

ในอดีตชาติมีอยู่ชาติหนึ่ง ที่ตอนเด็ก ๆ ท่านซน เอาใบหญ้าคาไปหั่นเฉือนตัวสัตว์เล่น อย่างพวกหนอน พวกแมลง แล้วกรรมตัวนี้มันตามมา ทั้ง ๆ ที่ท่านได้อภิญญาสมาบัติขนาดนั้น อาวุธอะไรก็ทำอันตรายท่านไม่ได้ แต่ท่านต้องตายด้วยหญ้าคา เล่นเอาเจ้าชายตกใจขวัญหนีดีฝ่อ คนหัวขาดแล้วยังเทศน์ได้ มันเกินไป ท้ายสุดก็เลยสั่งฝังท่านโดยแยกศีรษะท่านกับลำตัว เพราะกลัวจะกลับมาติดกันแล้วฟื้นคืน

ถ้าหากว่าอ่านประวัติทางฝ่ายมหายาน จะให้เข้าใจจริง ๆ ต้องลืมทางเถรวาทหมด อ่านเหมือนคนที่ไม่มีความรู้ในพระพุทธศาสนามาก่อนเลยแล้วจะสนุก ถ้าอ่านแบบคนที่มีความรู้มาก่อน อ่านไม่จบหรอก เดี๋ยวนั่งเถียงอยู่นั่น อันนี้ต้องไม่ใช่ อันนั้นต้องไม่ใช่ ยุ่งไปหมด"

เถรี 14-10-2009 16:32

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "วันก่อนมีโยมโทรมา จะขอสัมภาษณ์เอาไปลงเว็บ เขาบอกว่าเขาเที่ยวไล่สัมภาษณ์บุคคลที่มีญาณ เพื่อเอาไปลงเว็บ แล้วเขาก็ร่ายยาวมา มีคนนั้น มีคนนี้ เราก็บอก หยุด ๆ ๆ พอ ๆ ๆ

ถามว่าเป้าหมายของคุณที่ทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เขาบอกว่าเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา บอกเขาไปว่าคุณกำลังจะสร้างกรรมโดยไม่รู้ตัว อันดับแรก คุณรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณเผยแผ่ถูกต้องและเป็นจริงตามนั้นแล้ว ถ้าไม่ถูกต้องและเป็นจริงตามนั้น คุณกำลังทำคนให้เป็นมิจฉาทิฏฐิ

ประการที่สองคุณกำลังสร้างเวรสร้างกรรมให้กับคนที่คุณไปสัมภาษณ์ เนื่องเพราะว่าคนพวกนี้ถ้าปรากฏออกเป็นสาธารณะเมื่อไหร่ มันจะแบ่งเป็น ๒ กระแส กระแสแรกก็คือเขาเชื่อว่าท่านเก่งจริง มีความสามารถจริง คนมันก็จะมากันชนิดหัวไม่วาง หางไม่เว้น เวลาจะพักผ่อนของท่านก็จะไม่มี กระแสที่สองก็คือไม่เชื่อ คิดว่าไม่คนสัมภาษณ์หรือคนโดนสัมภาษณ์มันต้องบ้าไปข้างหนึ่ง กลายเป็นโทษปรามาสพระรัตนตรัย

สรุปถ้าคุณคิดว่าสัมภาษณ์เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เพื่อนำไปเผยแผ่เป็นสาธารณะ อาตมาไม่เห็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นไปหาสัมภาษณ์คนอื่นก็แล้วกัน ถ้าเขาสัมภาษณ์แล้วนำเอาไปปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น เรายังพอมีอารมณ์พูดบ้าง"

เถรี 14-10-2009 17:40

ถาม : หลวงพ่อคะ กำลังใจที่เข้มแข็งเป็นอย่างไร
ตอบ : ไม่ท้อถอยต่อสิ่งต่าง ๆ มีแต่จะต่อสู่ฟันฝ่าจนกว่าจะสัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งความหวังเอาไว้

ถาม : แล้วถ้าเป็นอย่างในกรณีที่ว่า สามารถทำหรือต่อสู้ไปโดยที่ไม่ต้องมีใครมากระตุ้น มาบอก
ตอบ : อย่างนั้นก็ถือว่าในเรื่องของบารมีได้บำเพ็ญมาพอตัวแล้ว ไม่อย่างนั้นแล้วก็เป็นไฟไหม้ฟางอยู่ตลอดเป็นระยะ ๆ ถ้ามันไหม้ได้นานพอก็ยังพอจะทำให้ไก่สุกได้ ถ้าไหม้ไม่นาน ก็ไม่ได้กิน

เถรี 15-10-2009 05:14

ถาม : เวลาคนอื่นพูด แล้วไม่ค่อยได้ยินอะไร
ตอบ : ไม่ได้ตั้งสติอยู่ในสิ่งที่ฟัง ใจมันจะจดจ่อคิดเรื่องอื่นแทน ถ้าจะแก้ก็พยายามฝึกสมาธิแล้วจดจ่ออยู่กับที่ใดที่หนึ่ง ถ้าต่อไปตั้งใจฟังมันจะจำได้

ถาม : แล้วบางทีไปฟังเสียงของคนที่พูดอยู่ข้างหลัง ทำให้ผมไม่ค่อยได้ยิน อย่างนี้เป็นเรื่องของสมาธิหรือเปล่าครับ
ตอบ : ถ้าไปฟุ้งซ่านเรื่องอื่นอยู่ มันก็ไม่ได้ยิน ถ้าเป็นสมาธิเขาเรียกว่ามิจฉาสมาธิ คือใช้กำลังใจในด้านที่ผิด

เถรี 15-10-2009 05:17

ในขณะที่หลวงพ่อกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติของหลวงปู่เณรคำ มีเนื้อหาบางส่วนที่ท่านกล่าวให้พวกเราฟังว่า "เทวดาเขามาบอกหลวงปู่เณรคำให้ไปจำพรรษาที่ศรีสะเกษ หลวงปู่เณรคำถามว่าทำไม เขาบอกว่าเป็นวัดของท่าน

เรื่องลักษณะอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ข้ามชาติข้ามภพมา แต่ว่าสมัยก่อนหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านเคยเตือนไว้ ว่าถ้าเราไปอยู่ที่ไหนแล้วรู้สึกว่าคุ้นเคย ให้รู้ว่าที่นั่นในอดีตเราเคยอยู่มาก่อนแล้ว ท่านบอกให้ระวังอยู่อย่างหนึ่งว่า แม้ความสุข ความสะดวกสบายมันจะมีอยู่ ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่ว่าคนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ เรามีมิตรมาก แต่เราก็ต้องมีศัตรูด้วย เพราะไม่ใครสักคนหนึ่งที่ไม่ชอบใจการกระทำของเรา เขาก็คอยจะหาโอกาสที่จะล้างผลาญจองเวรเราอยู่ ท่านบอกว่า ถ้าอยู่ที่ไหนสบาย ก็อย่าอยู่นาน มีโอกาสก็รีบเผ่นซะ ก่อนที่จะไปสร้างเวรสร้างกรรมกับเขา"

เถรี 15-10-2009 05:18

ถาม : อย่างสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธชินราช กับสมเด็จองค์ปฐมบรมจักรพรรดิ ตั้งบูชาไว้แตกต่างอย่างไรครับ
ตอบ : อย่างไรก็เอาท่านไว้สูงก่อน

ถาม : ต้องเอาองค์ไหนขึ้นสูง
ตอบ : ถ้ามีทั้งคู่ใช่ไหม เอาองค์ไหนขึ้นได้ทั้งหมด อยู่ที่เราชอบ

ถาม : แล้วถ้าเราลงเพชร กับไม่ลง ไม่แตกต่างกันใช่ไหมครับ
ตอบ : อยู่ที่เรา ถ้าเอาลงก็ได้อานิสงส์พุทธบูชาเพิ่มขึ้น

เถรี 15-10-2009 05:20

คุณสุรจิตรได้มาขอโอวาทก่อนบวชจากหลวงพ่อเล็ก

ถาม : หลวงพี่ครับ ขอโอวาทก่อนบวชครับ
ตอบ : อย่าพยายามบวชเลย ทำให้ศาสนาเขาเสื่อมเปล่า ๆ

ถาม : ?????......
ตอบ : เป็นโอวาทที่ถูกกิเลสมากเลย
เอาอย่างที่หลวงปู่มหาอำพันท่านบอกสิ ถ้าบวชน้อยก็ขอให้ได้ถึงโสดาบัน ถ้าบวชมากก็เอานิพพานไปเลย

เถรี 18-10-2009 06:15

ถาม : หลวงพ่อเจ้าคะ สงสัยค่ะ จะไปนิพพานต้องรักษาศีล ๕ ได้ แต่ว่าเขายังโกหกเพื่อนอยู่เลย หลวงพ่อสอนศีล ๕ ให้หน่อยค่ะ (สอนให้ลูก)
ตอบ : เราไม่ได้โกหกทั้งวันนี่ เราตั้งใจว่าตั้งแต่กลับจากโรงเรียนมาจนกระทั่งนอน....เราจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์
ตั้งแต่เราตื่นจนกระทั่งไปโรงเรียน.....เราจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ มันได้ตั้งหลายชั่วโมง พอเราทำได้มากขึ้นก็ขยายเวลาออกไป

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา....ตั้งแต่ไปโรงเรียน....ตั้งแต่เคารพธงชาติ....เราจะรักษาศีลให้ได้ ถ้าหากเพื่อนมา เดี๋ยว ๆ ก่อน หลังเคารพธงชาติเราค่อยคุยกัน แล้วมันจะรักษาศีลเป็นเวลา หลังจากนั้นมันจะได้มากขึ้น ๆ เดี๋ยวก็ทำได้เอง ไม่ได้ยากเลยจ้ะ ขอให้ประสบความสำเร็จไปนิพพานจริง ๆ จ้ะ

เถรี 18-10-2009 06:33

หลวงพ่อกล่าวว่า "ถ้าตารางสอนของ ปปส. มาแล้ว วันสอนไม่ตรงกับวันอังคาร ก่อนกฐินว่าจะเข้ากรรมฐานสัก ๓ วัน ก็จะเป็นวันที่ ๒๐ - ๒๒ ตุลาคม แล้วไปออกเช้าวันที่ ๒๓ ตุลาคม นั่งรับกฐินเลย

จะเข้ากรรมฐานให้นานกว่านั้นก็ไม่ไหว ที่ไม่ไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ ประการแรกงานมันเยอะ หนีงานนาน ๆ เข้า ต่อให้ปิดโทรศัพท์ก็ตาม ถ้าเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาเจ้านายด่ากระจาย
ประการที่สองคือ ชราแล้ว ร่างกายถ้าหากว่าขาดอาหารนาน ๆ เดี๋ยวมันจะน็อก เดี๋ยวนี้มันก็ไม่มีให้ขาด มันทำวันใช้วันเหมือนข้าวสารกรอกหม้อ สมมติเราพักผ่อนมา ๑ คืน มันจะใช้ได้แค่วันเดียว ถ้าหากเจอลักษณะนั้นเข้า นั่งรับกฐินอยู่ เดี๋ยวจะวูบเอาง่าย ๆ"

เถรี 18-10-2009 09:10

ถาม : หลวงพี่คะ....(ไม่ได้ยิน) ใช่สังขารุเปกขาญาณหรือเปล่า
ตอบ : สังขารุเปกขาญาณมันจะเห็นธรรมดาในทุกเรื่อง โดยเฉพาะธรรมดาในร่างกาย

ถาม : มีความรู้สึกว่า พอเราไม่คิดมันเบามาก มันสบายมาก
ตอบ : เอาเป็นว่าถ้ามันใช่ มันจะทรงอยู่ไม่หายไปไหน แล้วตอนนี้ยังรักษาอยู่ได้ไหม ?

มันหายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว (หัวเราะ) ไปเริ่มต้นใหม่ อะไรที่มันได้ มันเคยถึงแล้ว อย่าไปอยากให้มันได้ อย่าไปอยากให้มันเป็น เราคิดว่าเรามีหน้าที่ปฏิบัติ มันจะเป็นหรือไม่เป็นก็เรื่องของมัน แล้วมันจะมาเอง แต่ถ้าเราทำเพราะไปอยากให้มันได้อย่างนั้น อยากให้มันเป็นอย่างนั้น มันไม่มาหรอก ไปเริ่มต้นใหม่จ้ะ พอได้แล้วพยายามรักษาไว้

ถาม : แล้วที่หนูสัมผัสก็คือ ได้จริง ๆ แล้วใช่ไหมคะ
ตอบ : อ๋อ เขาเรียกว่ามองเห็นสมบัติเศรษฐีแล้ว เหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ พยายามไขว่คว้ามาเป็นของเราให้ได้

เถรี 18-10-2009 09:20

ถาม : หลวงพี่ครับ ผมตั้งใจจะฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังครับ ถ้าไปฝึกที่บ้านสายลม จะปลอดภัยไม่มีปัญหาหรือไม่ครับ
ตอบ : ไปเถอะ ถ้าที่ไหนเขาทำตามที่ครูบาอาจารย์บอก ก็ไม่มีอะไรหรอก

ถ้ากลัวมันจะฝึกได้ยาก มันต้อง....บ้าก็บ้าวะ

ถาม : ช่วงหลัง ฝึกแล้วจิตมันเบาบาง เห็นภาพพระขึ้นมาเอง แสดงว่าเป็นมโนมยิทธิแบบอ่อน ๆ หรือเปล่าครับ
ตอบ : ไม่ใช่อ่อนหรอก บางทีมันก็แก่เลย เพียงแต่ว่าบางทีเรารักษาให้มันยืนระยะไม่ได้

ถาม : แล้วถ้าไปฝึกที่บ้านสายลม
ตอบ : ตั้งใจแล้วก็ทำตาม บอกอย่างไรทำอย่างนั้น ความรู้สึกแรกเกิดขึ้นให้เชื่อเลย อย่าไปตั้งใจมากเกิน ตั้งใจมากเกินมันเป็นตัวฟุ้งซ่าน มันจะไม่ได้

ถาม : หลวงพี่ครับ พอดีน้องผมจะสอบเข้า
ตอบ : ไปภาวนาคาถาหลวงปู่พระอินทร์เอาไว้ ถึงเวลาก็ทำตามกติกานั้น

เถรี 18-10-2009 20:17

ถาม : สังเกตตั้งแต่ย้ายที่ทำงานมา รู้สึกว่าเราจะมีอารมณ์โกรธง่ายขึ้น ถึงแม้เราจะยับยั้งได้แต่มันก็เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ค่ะ มันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไหมคะ
ตอบ : เกี่ยวเป็นอย่างมาก

ถาม : แล้วอย่างนี้เราจะป้องกันอย่างไร
ตอบ : สติ สมาธิและปัญญาเสริมสร้างให้เยอะขึ้น รู้เท่าทันและวางมันให้เร็วที่สุด

ถาม : เท่ากับว่าเราต้องฝึกให้มากกว่านี้
ตอบ : ตอนนี้มันไม่พอใช้ โดนเมื่อไหร่ไปเมื่อนั้น

ถาม : มีความรู้สึกว่าถ้าร่างกายเราอ่อนเพลีย จะทำได้ยาก
ตอบ : หิวมาก ๆ เหนื่อยมาก ๆ เจ็บไข้ได้ป่วย กำลังสมาธิมันจะตก ถ้าไม่ใช่กำลังมันทรงตัวของมันเลย ก็เป็นเรื่องของเรา

ถาม : หลวงพ่อคะ เวลาหนูโดนด่าว่าเป็นพวกกำลังใจอ่อน บารมีอ่อน มันคิดให้ลงว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราไม่ได้
ตอบ : ทำไมเล่า ก็ยอมรับไปซะก็หมดเรื่อง ก็บอกว่าถ้าบารมีของเราไม่อ่อน ก็ไปนิพพานแล้วสิ ตอนนี้มันอ่อนอยู่มันยังไปไม่ได้ ถ้าแก่กว่านี้ไปแน่

ถาม : มันก็เข้าใจค่ะ แต่มันยังเคืองอยู่
ตอบ : ไม่เป็นไร อนุญาตให้เคืองได้ แต่อย่าเก็บข้ามวันข้ามคืน โกรธได้แต่อย่าไปเก็บไว้

เถรี 18-10-2009 20:24

ถาม : ถ้ากำลังสมาธิใช้งานได้แล้ว กำลังใจเริ่มจะทรงตัวแล้ว แต่ทีนี้ยังตัดไม่ได้ ตรงนี้ต้องไปเพิ่มตัววิปัสสนาให้มันมากขึ้นกว่าเดิมหรือทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

ตอบ : ถ้าหากจะเร่งรัดก็เร่งในเรื่องของวิปัสสนา

เถรี 18-10-2009 20:33

หลวงพ่อกล่าวว่า "จริง ๆ แล้วเรื่องทุกเรื่องมันไม่มีอะไรเป็นของเรา มันเป็นเรื่องของโลกทั้งหมด แม้กระทั่งร่างกายนี้พระพุทธเจ้าก็ต้องคืนให้โลก ในเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันเป็นของโลก มันแปลว่าเกินกำลังที่เราจะแบกรับได้ เพราะฉะนั้นรีบ ๆ วาง กองไว้เลย สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าอาศัย สักว่าเป็นที่ระลึก

เราก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของเรา อาศัยมันเป็นเรือเป็นแพข้ามน้ำเท่านั้น พอข้ามน้ำได้แล้วคงไม่มีใครแบกเรือ แบกแพไปด้วย หรือเสียดายจะแบกไปด้วย รู้สึกว่าเรือหรือแพลำนี้ใช้งานดีเหลือเกิน ขอแบกมันไปด้วยเถอะ คนเห็นเขาหัวเราะตายเลย ขึ้นจากน้ำแล้วยังแบกเรือไปอีก"

เถรี 18-10-2009 20:46

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "เมื่อวานไปไหว้พระแก้ว สวดอิติปิโสถวายในหลวงไป ๑๐ จบ แล้วตัวเองก็หงิก...

เรื่องของประเทศชาติแตะไม่ได้เลยจริง ๆ กรรมมันแรง แต่ก็ยังแตะอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกว่ามัน(ส์)"

ถาม : แตะแล้วมันบรรเทาไหมคะ
ตอบ : มันก็คงเหมือนน้ำถังหนึ่ง สาดลงไปในกองไฟใหญ่ ๆ ดับไฟไม่ได้แต่บรรเทาลงนิดหนึ่งก็ยังดี เพราะถ้าไม่มีใครช่วยกันดับเลย มันก็ไปกันใหญ่ ต้องเอาอย่างภาษิตของพระมหายานที่บอกว่า เราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก ของเขานี่ถ้าหากเพื่อชาติเพื่อศาสนา ถ้าหากต้องไปรบราฆ่าฟันเขาก็เอา

เถรี 18-10-2009 22:20

หลวงพ่อบอกว่า "วิธีแก้กรรมที่ดีที่สุด เขาบอกว่าศีลทำหนึ่งได้ร้อย สมาธิทำหนึ่งได้หมื่น ปัญญาทำหนึ่งได้ล้าน

เรื่องของศีลเป็นการควบคุมกาย วาจา สมาธิควบคุมทั้งกาย วาจา และใจด้วย มันมากขึ้น ส่วนในเรื่องปัญญานอกจากควบคุมกาย วาจา ใจแล้ว ยังต้องพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมนั้นด้วย

ถ้าเราสามารถทำในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ได้ กรรมหนักต่าง ๆ ตามไม่ทัน แต่ว่าให้ทำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะตัวภาวนาทำไว้เยอะ ๆ มีประโยชน์มากเลย"

เถรี 19-10-2009 09:28

ถาม : มาทำบุญที่นี่แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ญาติ เขาจะได้รับหรือไม่ครับ
ตอบ : ทำไปเรื่อย ๆ จ้ะ อาตมาก็บอกไม่ได้ว่าได้รับหรือไม่ได้รับ เพราะโดนหลวงพ่อห้ามไว้ ถ้าอยู่ในที่ที่รับได้...ได้รับแน่นอน ถ้าหากอยู่ในสถานที่ที่รับไม่ได้.....ก็ไม่สามารถจะรับได้ รอจนกว่าจะพ้นมาจึงจะได้รับอีกทีหนึ่ง

สมัยก่อนเฮี้ยน เขาตายแล้วไปไหน หรือหวยออกเลขอะไร ชอบไปบอกเขาเลยโดนห้ามไปเลย


ถาม : ปฏิบัติธรรมแล้วน้ำตาไหล
ตอบ : ปล่อยให้มันไหลให้เต็มที่แล้วมันจะเลิก ถ้าหากเราไปห้ามมันเอาไว้ มันจะเป็นอยู่เรื่อย อารมณ์ใจถึงช่วงนั้นเมื่อไหร่ก็เป็น ต้องใส่ให้เต็มที่ไปทีเดียว บางทีมันไหลเช้าจนเย็นเลย อาตมานี่เช็ดหน้าจนแสบไปหมด

ถาม : ต้องแก้อย่างไร
ตอบ : ไม่ต้องแก้หรอก ปล่อยให้มันขึ้นให้เต็มที่แล้วมันจะเลิก ถ้ามันไม่เต็มที่มันก้าวพ้นไม่ได้ ถึงเวลาอารมณ์ใจถึงจุดนั้นมันก็จะเป็นอีก

ถาม : เป็นอุปจารสมาธิหรือเปล่าครับ
ตอบ : ยังไม่เป็นปฐมฌานหรอกจ้ะ มันเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ปีติเท่านั้น ถ้าจะเป็นอุปจารสมาธิมันต้องลึกกว่านั้นอีกนิด

เถรี 19-10-2009 10:31

หลวงพ่อสอนว่า "จำเอาไว้ว่าเราทุกคนมีหน้าที่ยังพระศาสนาให้เจริญ ถ้าไม่สามารถทำหน้าที่นั้นได้ ก็อย่าเป็นคนทำลายพระศาสนานั้นเอง"

เถรี 26-10-2009 15:07

หลังจากที่หลวงพ่อเล็กเล่าเรื่องท่านไปพม่า แล้วไปเจอแหม่ม ท่านก็ได้กล่าวให้ฟังว่า "เรื่องของแหม่มนักท่องเที่ยวที่ไปพม่า อยากให้พวกเราดูกำลังใจของเขา

เขารู้ว่าไปพม่าแล้วรู้ว่าลำบาก หาความสะดวกไม่ได้สักอย่าง แต่กล้าไป กล้าไปผจญภัย กล้าต่อสู้ พวกเราความกล้าไม่พอ ต้องบอกว่าบารมีเขาสูง เขาจึงได้กล้าไป พวกนี้ถ้าหากปฏิบัติธรรมจะได้ผลเร็ว เพราะเขาเอาจริงเอาจังมาก

พวกเรามันไม่ค่อยเอาจริงกับชีวิต ต้องบอกว่าเป็นหนูอยู่บนถังข้าวสาร ไม่กินข้าวสักที หนูจากที่อื่นมาก็โกยหมด หรือไม่ก็ถ้าแมวมาเสียก่อน ก็ตัวใครตัวมัน"

เถรี 26-10-2009 15:14

มีโยมคนหนึ่งต้องการเปลี่ยนชื่อตัวเอง เลยมาขอให้หลวงพ่อช่วยดูให้ หลวงพ่อท่านก็ดูชื่อให้ ท่านก็ได้ยกตัวอย่างให้ฟังว่า พระบางรูปสึกแล้วสึกอีกหลายครั้ง ก็เลยไปเปลี่ยนชื่อใหม่ แต่สุดท้ายก็สึกอยู่ดี ก็เพราะคนมันจะสึก

"ชื่อมันจะมีอิทธิพลต่อเรา ก็ต่อเมื่อเราไปกังวลอยู่กับมันตลอด ว่ามันไม่ดี...ไม่ดี....ไม่ดี มันเป็นการแช่งตัวเอง แล้วมันก็จะกลายเป็นมโนมยา คือ สำเร็จด้วยใจ ตัวเองแช่งว่าตัวเองไม่ดี มันก็เลยไม่ดี

อย่างอาตมาถือว่าชื่อพ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลที่สุดแล้ว ก็ชื่อเล็กมาตลอด แต่มันเคยเล็กกับใครเสียที่ไหน ไปไหนก็โดนเขาถีบออกหน้าตลอด เพราะฉะนั้นชื่อมันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรมากมายหรอก ถ้าเราคิดว่าดีเสียอย่าง มันก็ดีเอง"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:04


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว