กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กระดานสนทนาวัดท่าขนุน (http://www.watthakhanun.com/webboard/index.php)
-   เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ (http://www.watthakhanun.com/webboard/forumdisplay.php?f=26)
-   -   เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๒ (http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=1180)

เถรี 29-10-2009 13:44

ถาม : เวลาปฏิบัติจะมีเสียงเหมือนคนมาคุยรบกวน
ตอบ : เอาอย่างนี้ ให้มาสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว จะมีเสียงคุยกัน หรือจะมีอะไรก็ตาม ไม่ต้องใส่ใจ ให้ใส่ใจว่าเราหายใจแล้วเรารู้ตามเข้าไปได้ไหม....จนกระทั่งมันสุด หายใจออกรู้ตามออกมาได้ไหม....จนกระทั่งมันสุด

ให้มันอยู่แค่นี้ ถ้ามันไปอยู่ที่อื่นเมื่อไหร่ ดึงมันกลับมาตรงนี้ แล้วสมาธิจะก้าวหน้า ไม่อย่างนั้นแล้วเรามัวแต่ไปสนใจที่อื่น สมาธิจะไม่ก้าวหน้า เป็นลักษณะที่โบราณเรียกว่า กิเลสมารมันหลอก ก็คือมันกวนเรามาก ๆ แล้วเราไม่มีเวลามาดูตรงนี้ สมาธิมันก็ไม่ได้สักที แต่มันจะรำคาญตอนต้น ๆ ยิ่งไปสนใจจะยิ่งชัดเจน ปล่อยให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา หากมันเหมือนใครมาคุยกันอยู่ใกล้ ๆ ก็ปล่อยมัน แล้วเราทำงานของเราไป

ถาม : แล้วมันมาคุยอะไรกันอย่างนี้
ตอบ : ก็ปล่อยมันคุยกันไปสิ มันเป็นเรื่องปกติของนักปฎิบัติ จะต้องเจอเรื่องพวกนี้

ถาม : ก็ดึงมา
ตอบ : มาอยู่กับ พุทโธ มาอยู่กับลมหายใจตามเดิม อยู่กับตรงนี้ ถ้าคิดเรื่องอื่นหรือใครมันจะคุยกันอย่างไร ก็รีบดึงกลับมา

ถาม : (ไม่ชัด)
แล้วมันจะชัดขึ้นเรื่อย ๆ มันตั้งใจกวนเรา ไม่ต้องไปใส่ใจมัน หลังจากที่สมาธิเราทรงตัวแล้ว เรื่องพวกนี้เดี๋ยวมันจะหายไปเอง

เถรี 29-10-2009 13:50

ถาม : การถวายพระพุทธรูปแล้วเอามาเป็นสังฆทานอย่างนี้ เขาเรียกว่าถวายทานธรรมหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ก็ถวายพระพุทธรูป ส่วนคนรับจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของเขา เราก็ได้อานิสงส์สร้างพระ ถ้าเขาเอามาทำเป็นสังฆทานอย่างที่เขาทำกันกี่ครั้งก็มีส่วนของเราด้วย น่าสนใจนะ

ถาม : แล้วผมจะเช่าพระพุทธรูปมาทำอย่างนี้ได้ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่สมควร

ถาม : ทำไมครับ ?
ตอบ : พระเช่าบูชา...เทวดาเขารักษาเป็นการเฉพาะเจาะจง ไปยกขึ้น ๆ ลง ๆ ข้ามไปข้ามมาท่านไม่ชอบใจ

เถรี 29-10-2009 13:52

หลวงพ่อกล่าวว่า "ให้สังเกตไว้อย่างหนึ่งว่า ช่างคนไหนปั้นพระ...เค้าหน้าก็จะเป็นของช่างคนนั้น มันอาจจะเป็นการหลงตัวเองอยู่ลึก ๆ ก็ได้ ถึงเวลาปั้นเสร็จก็ออกเค้าหน้าตัวเองว่าสวยที่สุด

ฉะนั้นที่เขาให้สังเกตว่าผู้หญิงผู้ชายที่เป็นเนื้อคู่กันหน้าตามักจะคล้าย ๆ กัน อาตมาฟันธงว่ามันเป็นการหลงตัวเอง คือพอเห็นหน้าคล้ายตัวเอง ด้วยความไม่รู้ตัวก็ชอบไว้ก่อน เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะฟันธงผิดหรือถูก แต่พูดไปแล้ว ฉะนั้นเวลาเห็นหน้าคนไหนที่มาเป็นคู่ ๆ หน้าคล้าย ๆ กันแล้วเราก็ว่าสองคนนี่เป็นคู่กันแน่เลย จริง ๆ ก็คืออาการหลงตัวเองของคนใดคนหนึ่ง"

เถรี 29-10-2009 13:56

หลวงพ่อเล็กท่านกล่าวว่า "ท่านที่จับภาพพุทธานุสติเป็นปกติ นาน ๆ ไป เค้าหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นเค้าของพระ"

แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่า "มีอยู่ครั้งหนึ่งออกจากโบสถ์หลังจากปาฏิโมกข์แล้ว หลวงพ่อท่านเดินนำ พวกเราก็เดินตาม มีโยมจากบ้านแพน จังหวัดอยุธยา แห่กันมา ๓ คันรถ พอลงจากรถมาเจอหลวงพ่อ ก็กราบกัน บางคนนี่ร้องไห้โฮเลย เขาบอกว่าทำไมเหมือนหลวงปู่ปานอย่างนี้ เราดูอย่างไรหลวงพ่อกับหลวงปู่ปานก็ไม่เหมือนกัน แต่คนที่นาน ๆ เห็นที จับเค้าหน้าท่านว่าเหมือนเค้าหน้าของพระ พอไปมองตรงจุดนั้นแล้วมองอย่างไรก็เหมือน แต่ถ้าหากจับมาคู่กันจริง ๆ เราจะเห็นว่าไม่มีเหมือนหรอก จะเห็นลักษณะเค้าบางส่วนที่จับภาพพระอยู่เป็นปกติ

ก่อนหน้านี้สมัยหนุ่ม ๆ เค้าหน้าของหลวงพ่อคล้าย ๆ กับหลวงพ่อสมปองของพวกเรา ขอยืนยันนะ แล้วท่านจับภาพพระไปเรื่อย ๆ ๆ เค้าหน้าแปรเป็นภาพพระได้ หน้าเป็นคนละทรงไปจากของเดิมเลย สมัยอายุ ๕๐ กว่า เค้าหน้าท่านก็ยังออกมาทางด้านนี้อยู่ พอยิ่งอยู่ไป ๆ ก็เปลี่ยนไปใกล้พระท่านไปเรื่อย ๆ"

ถาม : หลวงพ่อเล็กก็เปลี่ยนนะ
ตอบ : ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ส่องกระจก พระเขาห้ามส่องกระจก

เถรี 29-10-2009 14:03

ถาม : แม่อายุ ๖๘ อยู่โรงพยาบาล เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะรอดไหม
ตอบ : ถ้าหากว่ายังไม่ได้ผ่าตัด ยังอยู่ได้อีกระยะ

ถาม : กี่ปีครับ
ตอบ : บอกไม่ถูก ขึ้นอยู่กับกำลังใจคนไข้

ถาม : แล้วจะฟื้นไหม
ตอบ : ฟื้นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องดีหรอก ฟื้นมันมี ๒ อย่าง ฟื้นขึ้นมาอย่างแรกก็คือมันเป็นวูบสุดท้ายเพื่อสั่งเสียลูกหลาน ส่วนฟื้นอีกอย่างหนึ่งคืออาการดีขึ้น เพราะฉะนั้นการฟื้นนี่เราบอกไม่ถูก

ถาม : แล้วจะฟื้นไหมครับ
ตอบ : ก็รอสิ

ถาม : จะทำบุญอะไรให้ดี
ตอบ : บุญช่วยอะไรก็ช่วยไม่ได้หรอกจ้ะ ถ้าหากคนไข้ไม่ได้สติ ต้องบอกให้ท่านรู้แล้วโมทนาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าได้สติรีบบอกให้ท่านโมทนาที่เราถวายสังฆทาน

ถาม : แล้วจะทำบุญหล่อพระจะดีไหมครับ
ตอบ : บุญอะไรก็ได้ แต่ต้องบอกให้โมทนา

เถรี 29-10-2009 14:06

ถาม : หนูอยากเป็นเด็กดีที่โรงเรียน
ตอบ : ต้องเชื่อฟังคุณครู อย่าดื้อกับพ่อกับแม่ แล้วถ้าเป็นไปได้รักษาศีลให้ได้ด้วยจ้ะ ก็คือเราต้องไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักขโมยใคร ของที่เขารักเราก็ไม่ไปแย่ง แล้วก็ไม่พูดโกหก แล้วก็ไม่กินเหล้าเมายา ถ้าทำอย่างนี้ได้เป็นเด็กดีแน่ ๆ จ้ะ ทำได้ไหมจ๊ะ พอไหวไหม เยอะไปหรือเปล่า ท่องพุทโธ ๆ ไว้ก่อนลูก

เถรี 29-10-2009 14:10

ถาม : หลวงพ่อครับคำว่าการรักษาพรหมจรรย์ระหว่างที่ครองเรือนอยู่ มีขอบเขตอย่างไรครับ
ตอบ : ถ้าหากว่าจะเอาเป็นศีลพรหมจรรย์จริง ๆ ก็ต้องรักษาศีล ๘ แต่ถ้าหากว่าไม่ใช่ศีลพรหมจรรย์เราไม่ละเมิดศีล ๕ ก็ถือว่าไม่ผิด

ถาม : แล้วแสดงความรัก กอดหอมอะไรอย่างนี้
ตอบ : เรื่องปกติ

ถาม : ทำได้ใช่ไหมครับ
ตอบ : ทำได้

ถาม : ไม่ถือว่าทำให้ผิด
ตอบ : ถ้าหากว่ามันทำให้กามราคะกำเริบถือว่าผิด แต่ถ้าหากไม่มีส่วนที่ทำให้กามราคะกำเริบถือว่าไม่ผิดหรอก มันอยู่ที่ว่าเราระวังใจตัวเองให้ได้

เถรี 29-10-2009 15:52

ถาม : เราจะทำอย่างไรที่จะทรงบารมี ๑๐ ได้ดี ต้องพิจารณาให้เข้าไปทั้ง ๑๐ ข้อ หรือเปล่า
ตอบ : จริง ๆ สำคัญที่สุดอยู่ตรงสมาธิ ถ้าสมาธิทรงตัวมันจะรู้ระมัดระวังแล้วทบทวนอยู่เสมอ ๆ บารมี ๑๐ จับข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ขึ้นมา อย่างเช่นว่าเราจับเมตตาบารมีขึ้นมา ตั้งใจแผ่เมตตาหวังสงเคราะห์คนให้มีความสุขความเจริญอยู่ตลอดเวลา ตัวอื่นอีก ๙ ตัวมันตามมาเอง แล้วคนจะมีเมตตาบารมีได้ ศีลจะต้องทรงตัวอัตโนมัติ ศีลบารมีก็ได้ คนที่จะรู้ว่าเมตตาบารมีดี....ปัญญาต้องมี ปัญญาบารมีก็ได้ ไล่ไปครบทุกตัวแหละ เพราะฉะนั้นเลือกเอาตัวเดียวมาเน้น ๆ อีก ๙ ตัวตามมาเอง

ถาม : คนที่ทำอารมณ์ได้ระดับพระโสดาบัน เขาต้องมีบารมีพวกนี้มาครบ
ตอบ : พวกนี้เขาทำมาเยอะแล้ว ถ้าหากมาไม่ถึงนี่ ไม่มีทางหรอกที่คิดจะภาวนา ถ้าหากว่ารู้จักภาวนานี่กำลังพอแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่าทำถูกวิธีหรือเปล่า

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : รับรู้มันไว้ แล้วเสร็จแล้วก็เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนสถานที่ในการภาวนา ก็จะดีขึ้น ไม่ใช่ไปนั่งเหี่ยวอยู่กับมันตลอด

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าได้เปลี่ยนสถานที่มันจะดีขึ้น เหมือนที่พระท่านธุดงค์

เถรี 29-10-2009 15:54

ถาม : แล้วคนที่ปฏิบัติไปแล้ว ได้รู้ในข้อธรรมบางข้อธรรม แล้วยึดอยู่กับข้อธรรมนั้นในสิ่งที่ตนรู้นั้น ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้เขาไม่เจริญไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติได้หรือเปล่าคะ

ตอบ : ถ้าไปยึดอยู่ตรงนั้นโดยไม่ปล่อยก็เสร็จเหมือนกัน ยกเว้นว่าตรงนั้นเป็นทางที่ต้องผ่านจริง ๆ ก็พยายามตะเกียกตะกายผ่านไปให้ได้เท่านั้นเอง

เถรี 29-10-2009 22:36

ถาม : วันนั้นคุยกับหลวงพี่หน่อยครับ ท่านโทรมาเล่าให้ฟังว่า ออกพรรษาค่อยเห็นว่าได้อานิสงส์บ้าง ถามทำไมเล่าหลวงพี่ ท่านบอกว่าท่านพิจารณาทุกข์มาตลอดเวลา พอพิจารณาทุกข์ก็รู้สึกว่าจิตมันเป็นทุกข์ ก็รู้สึกว่าทำไมมันเห็นทุกข์แล้วมันยังทุกข์อยู่ แล้วมันทุกข์อยู่ของมันร่ำไปอยู่อย่างนั้น จนออกพรรษาพิจารณาไปพิจารณามาถึงรู้ว่า อ๋อ มันเป็นเวทนา เลยเข้าใจว่า อ๋อ เขาพิจารณากันอย่างนี้
ตอบ : ยังอุตส่าห์รู้ ..กำหนดรู้ ยอมรับว่าปกติธรรมดามันเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่ต้องไปยุ่งกับมันก็จบแล้ว อันนี้รู้แล้วก็ไปแบกไว้แล้วก็สงสัยทำไมมันหนักแท้

ถาม : ครับ บอก ๘-๙ ปีท่านก็พิจารณาทุกข์มาตลอด ทำไมพิจารณาทุกข์ ใจมันก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าบอกเห็นทุกข์แล้วมันต้องหายทุกข์สิ
ตอบ : รู้ว่าแบกอยู่แล้วมันจะหายหนักไหมเล่า มันจะหายหนักก็ต่อเมื่อเลิกแบก

เถรี 29-10-2009 22:37

ถาม : แล้วอย่างบางคนที่เขากำลังเสวยในทุกข์อยู่ แล้วทีนี้พยายามหาทางจะปล่อยวางในทุกข์นั้น แต่ทำเท่าไหร่มันก็ปล่อยไม่ได้สักทีค่ะหลวงพ่อ ตรงนี้มันเป็นเพราะอะไร

ตอบ : กำลังของสมาธิและปัญญายังไม่พอ ถ้าหากว่ากำลังของสมาธิและปัญญาเพียงพอ มันจะก้าวข้ามไปได้ อันนี้มันเหมือนอย่างกับประเภทขายาวไม่พอจะก้าวข้ามรั้ว ข้ามไปก็ติดแหง็ก คราวนี้หนักกว่าเดิมเพราะดันไปเขย่งขาเดียว

เถรี 29-10-2009 22:50

ถาม : แล้วไสยขาวกับพุทธศาสตร์คืออย่างเดียวกันหรือเปล่า
ตอบ : ไม่ใช่จ้ะ ไสยศาสตร์คือไสยศาสตร์ แต่ไสยขาวเป็นไสยศาสตร์ที่ใช้ในการแก้ ใช้ในการช่วย แต่ถ้าไสยดำนี่ก็คือเอาไว้ทำอันตรายคนอื่น

ถาม : พุทธศาสตร์นี่เน้นไปเพื่อการหลุดพ้นเพื่อสมาธิ ปัญญา
ตอบ : ไสยศาสตร์แต่ละอย่างนี่เราก็ลองไปดู ๆ มันคาถาหัวใจธรรมะทั้งนั้นเลย มีไม่มากเท่าไหร่หรอกที่มันออกไปด้านนั้นตรง ๆ คราวนี้มันก็เลยเป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสอะไรไม่ผิดจริง กำลังใจที่มันมุ่งมั่น สิ่งดีก็กลายเป็นสิ่งไม่ดีเพราะมันมุ่งมั่นที่จะใช้ในทางที่ไม่ดี กลายเป็นดาบสองคม

ถาม : ที่เขาเรียกว่ามิจฉาสมาธิใช่ไหมครับ
ตอบ : ถึงเวลาได้อาวุธไป แทนที่มันจะเอาไปใช้งาน มันก็ดันเอาไปจี้ ไปปล้น ไปฆ่าเขา

ถาม : นึกถึงคนฝึกกรรมฐานกันนะครับ แรก ๆ ก็คงจะไม่น่ากลัวหรอก
ตอบ : พวกคุณไม่น่ากลัวหรอก เพราะเขาจ้องจะเด็ดหัว เตือน ๆ ให้ระวัง ไม่แน่หรอก ถ้าเกิดเด็ดหัวไม่ได้เดี๋ยวก็ย้อนกลับไปพวกข้างล่าง

เถรี 30-10-2009 08:05

ถาม : หลวงพี่ครับบางสำนักอาจารย์เขาไม่เป็นอะไรเลย แต่คนมาเชื่อถือเยอะมาทำบุญเยอะ ตายไปเขาได้อานิสงส์เยอะไหมครับ
ตอบ : ถ้าหากว่าสอนตามพระพุทธวัจนะได้ แต่ถ้าแหกคอกพระพุทธวัจนะ เป็นอัตโนมติของตนเอง เตรียมตัว (ลงนรก) ได้เหมือนกัน

ถาม : สอนถูกครับแต่ตั้งใจไม่ถูก
ตอบ : สอนถูกตั้งใจไม่ถูกไม่เป็นไร เสียหายไม่มาก มันแค่ว่าตัวเองเลี้ยงวัวทั้งฝูง แต่ไม่เคยได้ชิมเลยว่ารสชาติของวัวมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าท่านเปรียบว่า ไม่เคยรู้ในปัญจโครสเลย ก็คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๕ ประการจากวัว นม เนยใส เนยข้น น้ำมันเปรียง แล้วก็นมส้ม (นมส้มก็คือนมเปรี้ยว)


หมายเหตุ : อัตโนมติ = อัตโน+มติ
คือ ความคิดเห็นของผู้พูด ผู้แสดงธรรมในพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจจะตรงหรือผิดกับคำของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้

เถรี 30-10-2009 09:40

หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า "วันก่อนมีเด็กจะมาขอบวช บอกมันว่าตื่นขึ้นทำวัตรเช้าตอนตีสามครึ่ง ทำกรรมฐานและทำวัตรเช้าเสร็จแล้วเตรียมตัวตามพระออกบิณฑบาต กลับมาฉันอาหารเสร็จแล้ว ล้างเก็บถ้วยชาม จัดสถานที่เตรียมไว้มื้อเพล

หลังเพลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ล้างถ้วยล้างชาม ปัดกวาดสถานที่ แล้วก็เตรียมทำความสะอาดวัด พอตอนเย็นก็มาทำวัตรเย็น ๒ รอบ รอบแรกก็ ๖ โมงเย็น รอบ ๒ ก็ทุ่มหนึ่ง จะได้นอนก็เมื่อเปิดเสียงตามสายสองทุ่มไปแล้ว

ถ้าขาดเวลาใดเวลาหนึ่งเจอสายไฟ ขาดครั้งแรก ๑ ที ครั้งที่สอง ๒ ที ครั้งที่สาม ๓ ที บวกเพิ่มไปเรื่อย ครบ ๑๐๘ เมื่อไร......วันรุ่งขึ้นมันหายจากวัดไปเลย

จากที่มันบอกทุกคนว่ามันจะต้องบวชให้ได้นะ หายจากวัดไปเลย บอกว่าถ้าไม่เชื่อถามเณรที่อยู่ในวัดนี้ดูว่าโดนจริงไหม"


ถาม : แค่ไปถามใช่ไหม
ตอบ : แค่มันไปถามก็รู้แล้ว เพราะเณรมันโดนทุกคนแหละ
ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง งวดนี้นี่โดนข้อหาจับหมาไปเขียนคิ้วเขียนตา กลับไปมีการชำระ คือ หมานี่มันไม่ได้ดมกลิ่นอย่างเดียวนะ ตามันดูด้วย แล้วเวลามันเห็นหน้าแปลก ๆ ไปบางทีมันก็กัดเลย

เถรี 30-10-2009 10:04

สมัยอาตมาอยู่วัดท่าซุงส่วนใหญ่ก็มุดอยู่ใต้สวนไผ่ ๖ ไร่ ไม่ต้องยุ่งกับใคร ยกเว้นบรรดางูเหลือมหรือว่าพวกเหี้ย พวกตะกวดมันจะมายุ่งกับเราก็ไล่มันไปไกล ๆ
ถาม : จริง ๆ แล้วสัตว์พวกนี้กลัวเราไหมคะ
ตอบ : มันกลัว เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ทำอะไรเขา แล้วคนที่นั่งกรรมฐานนี่มันคล้าย ๆ กับว่าเราไม่ได้มุ่งร้าย ในเมื่อเราไม่ได้มุ่งร้าย เขาไม่กลัวเขาก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วท้ายสุดก็มานอนตักบ้าง มานอนบนอกบ้าง

ถาม : แล้วเขารู้หรือคะว่าเรารักเขา
ตอบ : ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ ในแต่ละอารมณ์ใจร่างกายของเราจะหลั่งสารเคมีแบบต่าง ๆ กันออกไป สัตว์มันสามารถรับสัมผัสได้ แต่ถ้าว่ากันตามหลักของศาสนา หลักของการปฏิบัติทางจิต ก็ต้องบอกว่าสัตว์มันสามารถรับรู้ได้ว่าใครมีความเมตตาหรือใครไม่เมตตามัน คือพวกนี้เขาเป็นสัตว์เลือดเย็นถึงเวลาต้องหาที่อุ่นนอน แล้วไอ้ที่อุ่นที่สุดก็อยู่ตรงนั้นแหละ นอนตักยังดี อาตมาโดนมันทับอก ตัวอะไรวะเบ้อเริ่มเลย ค่อย ๆ ลากมันออก

ถาม : ตัวใหญ่แค่ไหน
ตอบ : ก็มีตั้งแต่ประเภทเล็ก ๆ จนถึงใหญ่กว่าขาอ่อน

ถาม : คุยได้ไหมเจ้าคะ
ตอบ : ก็คงได้ แต่เราฟังไม่รู้เรื่อง ถึงเวลาก็มาแลบลิ้นแพล่บ ๆ ก็คงอยากจะคุยด้วย ได้แต่บอกมัน บอกว่าไม่อร่อยหรอกอย่ากินเลย

ถาม : สนิทกันขนาดนี้ทำไมหลวงพ่อบอกไม่ค่อยอยากจะเจองู
ตอบ : เจอทีไรแล้วชอบจับมันเล่น

เถรี 30-10-2009 16:26

ถาม : ถ้าเขาเรียกให้เป็นกรรมการ แล้วเราใส่ซองไป ๒๐ บาท นี่ผิดไหมคะ
ตอบ : ก็ไม่ผิดหรอกจ้ะ มันอยู่ที่ศรัทธา

ถาม : เขาไม่บอกให้เราทราบ แต่ใส่ชื่อเราเป็นกรรมการไปเฉยเลย กรรมการก็หนึ่งร้อยบาท แต่เราใส่ ๒๐ บาท
ตอบ : ก็บอกเขาสิว่ามีศรัทธาแค่นี้ การทำบุญมันไม่ได้อยู่ที่จำนวน สำคัญตรงใจสละออก อย่างเจ้าเต้ย มันติดกัณฑ์เทศน์ตรงนี้บาทหนึ่ง หลายคนอาจจะเห็นว่ามันเหลวไหล แต่คุณรู้ไหมว่ามันอาจจะมีแค่ ๒๐ แต่มันติดกัณฑ์เทศน์บาทหนึ่ง เท่ากับ ๕% ที่มันมี แต่ถ้าหากว่าใครมีพันล้านแล้วติดกัณฑ์เทศน์ตรงนี้ล้านหนึ่ง ลองเทียบเปอร์เซ็นต์ดูสิมันต่างกันแค่ไหน อันนี้มันเป็นต้องเรียกว่าอย่างไร บาทหนึ่ง เท่ากับหนึ่งในยี่สิบ แต่อันนั้นมันเป็นหนึ่งในพัน จำนวนเปอร์เซ็นต์มันห่างกันมากเลย

ถาม : แล้วถ้าไม่มีแล้วต้องไปกู้หนี้ยืมสินละครับ
ตอบ : ก็พระพุทธเจ้าบอกว่าทำแล้วต้องไม่ให้ตนเองและบุคคลรอบข้างเดือดร้อน ถ้าถึงขนาดกู้หนี้ยืมสินมาทำนั่นมันขาดปัญญาในทานบารมี

เถรี 30-10-2009 16:31

ถาม : หลวงพี่ครับ ตู้บริจาคตามวัดหยอดไปเป็นสังฆทานหรือเปล่าครับ
ตอบ : คือถ้าเขาระบุอะไรก็ได้อย่างนั้น ยกเว้นว่าถ้าเขาไม่ได้ระบุเราตั้งใจเป็นสังฆทานก็ได้เลย

ถาม : แล้วที่ช่วยค่าน้ำค่าไฟละครับ
ตอบ : ค่าน้ำค่าไฟทั้งวัดหรือเปล่า ถ้าทั้งวัดก็เป็นสังฆทานอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ ..ค่าน้ำค่าไฟเฉพาะกุฏิ (ของฉัน) ถ้าอย่างนั้นละก็ไม่เป็นสังฆทาน

เถรี 30-10-2009 16:32

ถาม : มีแผ่นทอง ตั้งใจหล่อพระไว้ที่หนึ่งแต่ไม่ได้ไปหล่อ ไปหล่ออีกที่หนึ่ง แต่เป็นพระเหมือนกันนี่ใช้ได้ไหมคะ
ตอบ : จริง ๆ ถ้าตั้งเจตนาไว้ที่ไหนควรจะเป็นที่นั่น

เถรี 02-11-2009 14:56

หลวงพ่อถามว่า "มีใครอ่านมังกรคู่สู้สิบทิศบ้าง พระเอกมันพัฒนาตัวเองด้วยการสู้แล้วแพ้ จากครั้งแรกที่แพ้ยับเยินครั้งต่อไปก็พอที่จะสูสี รู้ว่าไม่ไหวก็เผ่นก่อน แล้วก็กลับมาใหม่ เขาใช้คำว่า ใช้การต่อสู้หล่อเลี้ยงการต่อสู้ ก็คือเหมือนกับว่าเอาอุปสรรคเป็นกำลังใจในการที่จะเอาชนะมันให้ได้ ถ้าไม่มีอุปสรรคมาขวางอยู่ตรงหน้า อาจจะไม่มีกำลังใจที่จะทำอะไร

อย่างที่พูดมาก็อยู่ในลักษณะเดียวกันว่า เขาฝึกฝนตัวเองจากสิ่งต่าง ๆ ที่พบในชีวิตจริง แล้วพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างเราก็ใช้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต พัฒนาตัวของเราเองให้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างที่พระท่านพิจารณาว่ากาย วาจา ใจ ที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่ เราต้องทำกาย วาจา ใจ เหล่านั้นให้ได้"

เถรี 02-11-2009 14:58

หลวงพ่อกล่าวว่า "ตอนนี้พวกเรารู้สึกว่ารังเกียจความแก่ แต่พอไปอีกนิดหนึ่งจะรู้สึกว่ามันแก่ไม่พอ แล้วถึงเวลานั้นมันจะดัดจริตแก่ คอยดูแล้วกันมันจะเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ใครถามจะบอกอายุให้น้อยที่สุด แต่พอก้าวพ้นจุดนี้ไปใครถามจะบอกให้มากที่สุด มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ ไม่ได้พูดเล่นเรื่องจริง"


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:44


ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว