![]() |
ถาม : ตอนสวดพระคาถาเงินล้าน พอสมาธิสูงแล้วจะสวดพระคาถาไม่ได้ครับ ?
ตอบ : ภาวนาไปตามปกติ แล้วค่อยเข้าสมาธิทีหลัง ถ้าเข้าสมาธิเต็มที่สวดได้ก็เก่งแล้ว ให้เราภาวนาไปตามปกติ พอจบตามที่ต้องการแล้วค่อยเข้าสมาธิระดับสูงต่อไป |
ถาม : ขออนุญาตนั่งขัดสมาธิถามได้ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าขัดสมาธิก็ไม่ต้องถาม ขัดสมาธิคุยกับพระเขาถือว่าปรามาสพระรัตนตรัย |
ถาม : ในเฟซบุ๊กมีคำสอนที่พระอาจารย์โพสต์ ทีนี้...?
ตอบ : โปรดเข้าใจว่าอาตมาไม่มีเฟสบุ๊ก ไม่มีไลน์ ฉะนั้น...ใครใช้เฟสบุ๊กชื่ออาตมาก็ให้รู้ว่าโกหกตั้งแต่แรกแล้ว ในชีวิตนี้อาตมามีแค่โทรศัพท์เก่า ๆ ราคา ๗๙๐ บาท อยู่ ๑ เครื่อง แล้วอีเมล์ที่เอาไว้ให้ลูกศิษย์ส่งการบ้านเท่านั้น |
ถาม : ผมขออนุญาตถามเกี่ยวกับเรื่องการภาวนาครับ ?
ตอบ : ชอบอย่างไรให้ทำอย่างนั้น ขอให้ทำจริง ๆ เท่านั้นแหละ ถ้าเป็นไปได้ก็คือ ตลอด ๒๔ ชั่วโมงอย่าทิ้งการภาวนา แต่ส่วนใหญ่พวกเราทำครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงแล้วก็ทิ้ง เหลืออีก ๒๐ กว่าชั่วโมง ก็เลยไม่พอรับประทานสักที ถาม : ระหว่างกรรมฐาน ๔๐ กองกับมโนมยิทธิ ผมควรจะฝึกอะไร ? ตอบ : เอาอานาปานสติเป็นหลัก เพราะสร้างสติและทำให้เกิดกำลังในการต่อต้านกิเลส สำหรับมโนมยิทธิ ถ้าเราไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริง จะหลงทางได้ง่ายที่สุด ให้เข้าใจไว้ว่ามโนมยิทธิจริง ๆ แล้วเป็นกรรมฐานที่ช่วยให้เราตัดกิเลสได้ง่ายที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ยึดติดได้ง่ายที่สุด หลงผิดได้ง่ายที่สุด เป้าหมายที่แท้จริงของมโนมยิทธิ คือ รู้พระนิพพานได้ ไปพระนิพพานตรง จดจำเอาอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสข้างบน แล้วมาปฏิบัติต่อข้างล่าง พอซักซ้อมจดจำอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสไว้บ่อย ๆ กิเลสไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ท้ายสุดก็จะหมดสภาพไปเอง แต่เท่าที่เจอมาร้อยละ ๙๙.๙๙ ก็คือ พอรู้แล้วแทนที่จะละ กลับรู้แล้วไปยึด คนโน้นเป็นอย่างโน้นกับเรา คนนี้เป็นอย่างนี้กับเรา แทนที่จะละเพื่อการหลุดพ้นก็กลายเป็นเกาะ จึงทำให้ไปไหนไม่ได้ แล้วอาจจะเพี้ยนไปเรื่อย เพราะถึงเวลาโดนทดสอบ ตัวเองเกิดความมั่นใจว่าในเมื่อเราเห็นก็ต้องใช่ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่มาทดสอบนั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริง มโนมยิทธิจะเสี่ยงมากกับการหลงทาง แต่ถ้ามีความเข้าใจอย่างแท้จริง มโนมยิทธิก็ช่วยให้หมดกิเลสได้ง่ายที่สุด ถาม : ที่อาจารย์บอกว่าทดสอบ นี่หมายถึงใครทดสอบ ? ตอบ : ใครก็ช่างหัวมันเถอะ...! เขาทดสอบคุณกระจายเลย ทุกเรื่องที่ผ่านมาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เขาทดสอบเราทั้งนั้น แล้วเราก็โง่พอที่ไปยึดติดทั้งนั้นเหมือนกัน..! |
ถาม : เคยอ่านในเฟสบุ๊กว่าถ้าจะเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ต้องได้พระกรรมฐาน ๔๐ กอง ?
ตอบ : ใครเป็นคนบอกวะ ? ถาม : อยู่ในเฟซบุ๊กครับ ? ตอบ : ไม่ใช่อาตมาแน่ กรรมฐานกองใดกองหนึ่งก็พอที่จะเป็นพระอรหันต์เข้าพระนิพพานไปแล้ว ตะเกียกตะกายทำ ๔๐ กองไปทำซากอะไร...! ไปนึกถึงพวกมัคคทายกโง่ ๆ ของวัดบางนมโค แนะนำกับญาติโยมว่าจะถวายสังฆทาน ต้องมีปิ่นโตกี่เถา ต้องมีกับข้าวกี่อย่าง หลวงพ่อปานด่าจมดินเลยว่า "โคตรแม่มึงคงจะหาคนถวายได้สักกี่คนหรอก..!" พอกับพวกลูกศิษย์โง่ ๆ ไปเขียนว่า ถ้าเป็นลูกศิษย์สายวัดท่าขนุนต้องได้กรรมฐาน ๔๐ ควายยังฉลาดกว่าเยอะเลย...! กรรมฐานกองเดียวก็ไปพระนิพพานได้แล้ว ไปทำอะไรเยอะแยะตั้ง ๔๐ กอง ถ้าไม่ใช่หน้าที่ต้องไปสอนเขา |
ถาม : ผมเคยอ่านเจอว่า ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าครอบตัว จะป้องกันอุบัติเหตุหรือรังสีได้ ?
ตอบ : ควรจะภาวนานึกถึงภาพพระครอบตัวเราไว้เป็นปกติ เพราะว่าชีวิตประจำวันของเรา ไม่รู้ว่าวันไหนจะเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิตขึ้นมา ถ้าหากว่าเราทำจนเป็นปกติ มอบกายถวายชีวิตให้กับพระท่าน อันตรายอื่น ๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายเราได้ ถาม : แล้วกรรมเก่าละครับ ? ตอบ : บุญฤทธิ์แพ้กรรมวิบากอยู่เรื่องเดียว ถ้าหากวิบากกรรมเข้ามาก็ช่วยไม่ได้ ขนาดพระโมคคัลลานะสุดยอดอภิญญายังไม่รอดเลย แล้วคุณจะเก่งกว่าไหม ? |
พระอาจารย์กล่าวกับโยมที่ยกถังสังฆทานมาถวายว่า "เอาพระพุทธรูปมาด้วย ถวายสังฆทานอย่าขาดพระ เพราะถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด"
|
พระอาจารย์กล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อวัดท่าซุงก็ดี หรือที่กำลังเกิดกับอาตมาในปัจจุบันก็ดี จะมีลูกศิษย์ประเภทหนึ่งที่แสนรู้ ถึงเวลาก็จะเอาคำพูดของท่าน หรือคำพูดอาตมาไปขยายความจนเกินจริง
เรื่องที่พระท่านพูด จะพอเหมาะพอสมกับเหตุการณ์ตอนนั้นอยู่แล้ว สิ่งที่รู้ให้รู้ด้วยใจ อย่าเสือกทะลึ่งไปอวดดีว่ากูรู้มากกว่าคนอื่นเขา แล้วไปขยายความ เพราะบางเรื่องจะพาให้คนอื่นเดือดร้อนอีกมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วก็อวดดีกันทั้งนั้น คิดว่ากูรู้และเข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด แล้วพยายามที่จะไปขยายความ นอกจากจะเกิดโทษแก่ตัวเองแล้ว อาจจะเกิดโทษแก่ผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ศรัทธา แทนที่จะดึงเขาให้ศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา กลายเป็นผลักเขาให้ห่างไกลจนหมดโอกาสไปเลยก็มี เพราะไปต่อปีกต่อหางจนกลายเป็นเรื่องวิลิศมาหราที่คนทั่วไปยอมรับไม่ได้ ฉะนั้น...ใครที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ขอให้เลิกความประพฤตินี้เสีย ถ้าเป็นไปได้ก็กราบขอขมาพระรัตนตรัยให้หนัก ๆ เพราะสิ่งท่านทำก่อให้เกิดโทษทั้งแก่ตัวเองและคนอื่น เรื่องพวกนี้จริง ๆ ถ้าเป็นคนมีปัญญารู้จักยั้งคิด ก็จะไม่ไปต่อเติมเสริมแต่งในสิ่งที่ครูบาอาจารย์กล่าวเอาไว้ให้มากเกินเหตุ อย่างที่เมื่อครู่บอกว่า ถ้าหากเป็นลูกศิษย์ของอาตมาจะต้องได้กรรมฐาน ๔๐ ถามว่าโคตรแม่...เอาความคิดนี้มาจากไหน...! ถ้าเราไม่ได้มีหน้าที่ไปสอนคนอื่นเขา ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ให้ครบ รู้จริงเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะใช้งานแล้ว หวังว่าคงไม่ต้องตักเตือนกันอีก เพราะถึงเวลาอาตมาก็อุเบกขา อยากจะลงก็ปล่อยให้ลงไป...! สิ่งที่พระพูด ส่วนใหญ่แล้ว คือ เหมาะสมกับเวลาและสถานที่นั้น ๆ ตลอดจนตัวบุคคล บางทีสิ่งที่ท่านพูดเหมาะกับคนหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง เหมือนกับให้อาหารรสที่ถูกปากของเรา เรากินแล้วชอบใจ แต่ถ้าเราไปเที่ยวยัดเยียดให้คนอื่น เขาอาจจะไม่กินก็ได้ เราชอบแกงเผ็ด ชอบผัดกระเพราไข่ดาว แล้วคนอื่นชอบต้มจืด ไปยัดเยียดให้เขากินอาหารแบบเรา ลองคิดดูว่าเขาจะกินไหม ?" |
พระอาจารย์กล่าวว่า "การปฏิบัติธรรมเจ้าอาวาสใหม่ ๔๕ วันที่ผ่านมา ก็ไม่ทราบว่าคนอื่นจะได้ประโยชน์เท่าไร แต่พระครูหน่อย เจ้าอาวาสวัดหนองบ้านเก่า อดีตเลขานุการของอาตมา ตอนนี้ต้องบอกว่ากำลังรื่นเริงบันเทิงใจมาก เพราะกรรมฐานที่สาบสูญไปในตอนที่กำลังก่อสร้าง ตอนนี้ได้คืนมาหมด มีความเข้าใจอะไรดีขึ้นมาก แต่ถ้าเผลอเมื่อไรก็อาจจะหายอีก..!
เรื่องของการปฏิบัติ อาตมาถึงย้ำว่าต้องทำให้ต่อเนื่องตามกัน ไม่ใช่ไปเว้นช่วงให้กิเลสกินเราได้" |
ถาม : ปกติเราใช้บุญฤทธิ์ ใช้บุญอธิษฐานเอา ก็ได้อยู่แล้ว แล้วที่ไปเรียนวิชาต่าง ๆ กับครูบาอาจารย์ เพื่ออะไรคะ เป็นการฝึกกำลังใจหรือเปล่า ?
ตอบ : มีบารมีของครูบาอาจารย์ท่านช่วยสงเคราะห์ด้วย ถาม : แต่อย่างไร ก็ต้องใช้บุญด้วยอยู่ดี ใช่ไหมคะ ? ตอบ : อันดับแรกเลยก็คือสมาธิ อย่างอื่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น |
พระอาจารย์กล่าวถึงการเดินทางไปปากีสถานว่า "งวดนี้เราไปต้องเรียกว่าไปฝืนธรรมชาติเขาหลายอย่าง โดยเฉพาะหิมะหน้าร้อน เพื่อประสบการณ์เมื่ออยากเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ก็เลยต้องรับกรรมไปนิด ๆ หน่อย ๆ
ปกติหน้าร้อนจะไปเอาหิมะที่ไหนมา ป้าจี๋เป็นคนเรียกร้องเองว่าจะดูหิมะ ...(หัวเราะ)... อาตมาได้ยินเสียงอยู่คนเดียว อาตมาเองได้แผลมาเพราะว่าไปฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง เจ้าของที่เขาก็บอกแล้วว่าไม่เหมาะไม่ควร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน บรรดาเจ้าที่เจ้าทางแถวนั้นจะหาเทวดานางฟ้าก็ยาก แล้วที่น่าสงสารก็คือเวลาอุทิศส่วนกุศล ส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ามา ไม่กล้ารับ ซ้ำยังแตกตื่นกันว่าทำไมตรงนี้อยู่ ๆ สว่างมาก แต่ตรงที่ธารน้ำแข็งนั่นเจ้าที่เป็นพญานาค คราวนี้เมื่อไปฉี่ ถ้าไม่ยอมเจ็บตัวสักหน่อย เขากระดิกตัวหน่อยเดียวหินถล่มลงมามีหวังได้โดนฝังอยู่ตรงนั้นหมด ก็เลยต้องยอมเจ็บตัว" ถาม : เขาห้ามแล้วหรือครับ ? ตอบ : เขาบอกแล้ว แต่อาตมาอั้นไม่อยู่เอง เพราะหนาวมาก ในเมื่อเขาบอกแล้วก็เลยต้องยอมเจ็บตัวหน่อย หัวเข่าถลอกเลย เดิน ๆ อยู่เหยียบชายจีวรตัวเองล้มเฉยเลย ล้มหนังถลอกไปหน่อย คืนเขาไป ค่าฉี่ไม่แพง ถาม : พญานาคไม่เป็นสัมมาทิฐิหรือครับ ? ตอบ : ถึงเป็นตูก็ผิด ...(หัวเราะ)... แหม...จะไปสัมมาทิฐิมิจฉาทิฐิอะไร เราเองดันไม่มีมารยาท ไปที่เขาดันไปทำสกปรก แต่ตอนนั้นไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะอั้นไม่ไหวแล้ว |
ไปปากีสถานนี่อาตมาโดนขอถ่ายรูปประมาณนาทีละหน คนนี้เพิ่งจะถ่ายเสร็จคนโน้นก็ขอถ่ายต่อไปเรื่อย เขาไม่เคยเห็นพระกันจริง ๆ อนาถมาก ๆ ขนาดอิสลามาบัดที่เป็นเมืองหลวง เจ้าหน้าที่สนามบินยังถามว่าแต่งตัวลักษณะนี้นับถือศาสนาอะไร ?
คนของเขาพอได้ยินว่าเราไปเมืองคุนจีรับมา ตกใจกันทุกคนเลย เพราะนอกจากหนทางจะไกลประมาณเชียงราย-สุไหงโกลกแล้ว ยังมีหินถล่ม หิมะถล่มไปตลอดทาง เขาได้ยินแล้วตกใจว่าทำไมบ้าไปกันได้ ? แต่ที่น่าประทับใจก็คือ เรื่องความเป็นมิตรแล้วก็น้ำใจของเขา หินถล่มลงมาขวางหน้ารถเรา มีคนวิ่งมาช่วยยกออกให้ ไม่ต้องขอให้ช่วยเลย เขาเองเอารถเก๋งหลบไว้ในอุโมงค์ คืออุโมงค์ทำไว้กันหินถล่ม รถของเราวิ่งไม่ทันถึงอุโมงค์หินถล่มครืน ๆ ลงมาก่อน ถ้าหากว่าลงไปยกหินออกแล้วเข้าอุโมงค์ไม่ทันก็อาจจะโดนอีก มีลูกหลงลงตรงป้ามอยพอดีลูกหนึ่ง ประมาณกำปั้น เสียงดังตึงเลย แต่บางก้อนที่ข้างถนนลงมาใหญ่กว่าโต๊ะอีก ถ้าขนาดนั้นโดนรถก็เละ...! |
ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจมาก ๆ เราไปดูว่าหน้าตาเขาโหดเหี้ยมดุดัน แต่ความจริงเป็นธรรมเนียมของเขาที่ต้องไว้หนวดไว้เครา ถามคาชาน (มัคคุเทศก์) ว่า อิสลามทุกคนต้องไว้หนวดหรือเปล่า ? เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกันหรอก ในข้อบัญญัติของศาสนาไม่มี แต่ที่ไว้กันนั่นพวกเขาทำตามนบีมูฮัมหมัด มูฮัมหมัดมัวแต่รบราฆ่าฟันทำสงครามอยู่ แม้กระทั่งหนวดเคราก็ไม่มีเวลาโกน พวกนี้เห็นเท่ก็เลยไว้ตาม มูฮัมหมัดถนัดมือขวา เขาก็ใช้มือขวาเป็นมือมงคล เขาก็ทำตามไปเรื่อย
บางอย่างที่เกินขึ้นมา เขายืนยันว่าไม่มีบัญญัติอยู่ในศาสนา แต่เอาแน่กับคาชานไม่ได้หรอก ถามทีไรก็ขึ้นต้นด้วย “I’m not sure.” ไม่เคยมั่นใจสักอย่างแล้วเราจะได้ข้อมูลที่แท้จริงไหมนี่ ? มีได้แน่ ๆ อยู่อย่างเดียวก็คือ “นาน” “ปาจาตี” กับ “โรตี” ต่างกันอย่างไร ? อันนี้คาชานบอกเสร็จแล้วว่า “I’m sure.” ทำกินมาทั้งชีวิตถ้าไม่ “ชัวร์” ก็สมควรตาย...! ถาม : ต่างกันอย่างไรครับ ? ตอบ : จาปาตีกับโรตีต่างกันที่ทอดในกระทะกับทอดนอกกระทะ ส่วนนานเป็นแป้งหมัก กินอยู่ตั้งหลายวันกว่าจะรู้ว่าต่างกันอย่างไร แต่ถ้าไปดูวิธีกินข้าวโพดปิ้งบ้านเขานี่อนาถมาก เขาปิ้งอย่างบ้านเราไม่เป็นจริง ๆ นะ เขาใช้คั่วทรายเอา คนกินก็ต้องคอยเป่าทรายออก พวกเราส่วนใหญ่พอได้ยินว่าอาหารทำจากเนื้อแพะเนื้อแกะก็ยี้ไว้ก่อน...ใช่ไหม ? ขอบอกว่าถ้าไปปากีสถานนั่นเป็นของที่ต้องสั่งเลย เขาทำได้อร่อยมาก อาจจะเป็นเพราะเขาชำนาญ กินกันมาทุกยุคทุกสมัยเลยทำได้อร่อย อาตมาฉันจนกลับมากลิ่นตัวยังเป็นแพะอยู่ตั้งครึ่งเดือน..! |
"ตอนไปปากีสถานไปเยี่ยมคนชราคนหนึ่ง อายุร้อยกว่าปี ปรากฏว่าพ่อเขาแก่กว่านั้นอีก พ่อเขาตายแล้ว ตายตอน ๑๑๐ ปี ส่วนลูกชายอายุ ๑๐๓-๑๐๔ ปี ถามลูกของลูกซึ่งก็น่าจะเป็นหลานนั่นแหละ ถามว่าคุณจะอยู่ได้ขนาดนี้ไหม ? เขาบอกว่าเขาสูบบุหรี่มาสิบกว่าปี ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ถึง"
ถาม : เขายังช่วยเหลือตัวเอง เดินได้ไหมครับ ? ตอบ : ยังได้อยู่ ไปไหนมาไหนเป็นปกติ ดูแล้วแข็งแรง แต่ว่าอากาศหนาวแกก็เลยนั่งอยู่บนเตียง คนแก่ไฟธาตุน้อยก็ไม่อยากไปไหนหรอก อากาศหนาวจึงนอนห่มผ้าบนเตียง พอแขกไปใครมาก็ดีใจที่มีคนมาเยี่ยม แต่ว่าต้องถามเขาก่อนว่าเต็มใจต้อนรับแขกหรือเปล่า ? เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ น่ารักมาก อยู่กับธรรมชาติ ปลูกข้าวปลูกผลไม้ เลี้ยงจามรี เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ |
ถาม : การที่เราเสียสละที่นั่งบนรถประจำทางให้ผู้อื่นจัดเป็นทานไหมครับ ?
ตอบ : ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะว่าใจเราต้องประกอบไปด้วยเมตตากรุณา ฉะนั้น...ถ้าดูในเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา จัดอยู่ในส่วนของภาวนา สูงกว่าทานเยอะมาก ที่ประเทศจีน อาตมาเห็นกับตาเลย ผู้ชายขึ้นมาถึงก็ด่า ๆๆ จนผู้หญิงต้องลุกให้ผู้ชายนั่ง ประเทศเขานี่ผู้ชายเป็นเทวดา เพราะนโยบายลูกคนเดียว แล้วคนจีนนิยมแต่ลูกชาย ก็เลยทำให้ผู้ชายส่วนหนึ่งหาคู่ไม่ได้ กำลังนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามกับประเทศไทย อาตมาเตือนโยมหลายคนไปว่า อย่าไปคิดว่าไปเมืองจีนแล้วสบาย เพราะคนจีนให้ความสำคัญแต่ลูกชาย เกิดมาพ่อแม่เอาใจ ปู่ย่าเอาใจ ตายายเอาใจ กลายเป็นเทวดาน้อยอยู่ในเรือน เราไปก็เป็นทาสเขาเท่านั้นเอง..! |
ถาม : ถ้าเรากำลังเครียด มีความกังวลใจฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานา ภาวนาไม่ได้ ควรทำอย่างไรได้บ้าง ?
ตอบ : ดูลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ไม่ว่าจะเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลายทิ้งไม่ได้เลย ถาม : ถ้าเราไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรหรือเปล่า ความรู้สึกแบบนั้น เราควรจะทำอย่างไร ? ตอบ : สวดมนต์ไหว้พระ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ถ้าหากว่าเป็นไปได้ก็นั่งภาวนาด้วย |
ถาม : ระหว่างเราอุทิศบุญไปให้ กับเราแผ่เมตตา เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรครับ ?
ตอบ : ต่างกันมากมายมหาศาล การแผ่เมตตาเหมือนอย่างกับคนร้อนแล้วเราเอาร่มให้เขา แต่ท้องเขาหิว แต่การอุทิศส่วนกุศลเหมือนกับเราเอาอาหารให้เขา เขาอาจจะต้องทนร้อนแต่ท้องอิ่ม ถาม : ถ้าเราไม่ได้สวดมนต์หรือนั่งสมาธิ อุทิศบุญไปเลยอย่างเดียว จะได้ไหมครับ ? ตอบ : ต่อให้ไม่ทำเลยก็อุทิศได้เพราะบุญที่เราทำมาในอดีตก็มี ให้ตั้งใจไปเลยว่าผลบุญทั้งหมดที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ จะอุทิศให้กับใครก็อุทิศไป ถาม : เวลาที่เราสวดมนต์ให้คนอื่น เราต้องนึกว่าสวดมนต์ถวายให้กับเทวดาประจำตัวของเขาหรือเปล่า เขาจึงจะได้ ? ตอบ : ไม่จำเป็น ถ้าหากว่ามีความสามารถ ตอนสวดมนต์ก็นึกถึงหน้าเขาไว้ด้วยก็ได้โดยตรงไปเลย ถ้าหากว่าไม่ได้อย่างนั้น ถึงเวลาสวดมนต์เสร็จก็โทรบอกเขาหน่อย ให้เขาโมทนาด้วย |
ถาม : สังโยชน์ข้อสักกายทิฐิ ก็คือ ติดในขันธ์ ๕ หรือครับ ?
ตอบ : ติดตัวกู ขันธ์ ๕ ส่วนใหญ่นั้นหมายถึงร่างกายนี้ที่เป็นรูป แต่สักกายทิฐินั้น ก็คือ มานะในจิตใจเราว่าตัวกูเป็นของกู ไม่ยอมลงให้กับใคร |
ถาม : อย่างนี้การที่เราปรารถนาช่วยผู้อื่น ถือว่าเป็นมานะ ?
ตอบ : คนละเรื่องกัน ความปรารถนาของเราเป็นอธิษฐานบารมี ในเมื่อเป็นอธิษฐานบารมี ถ้าไม่ถึงเป้าหมายก็ไม่เลิก แสดงออกถึงความมั่นคง เป็นสัจจะในกำลังใจของเราด้วย |
ถาม : การที่เราขับรถไปแทรกรถคันหน้าถือเป็นบาปไหมครับ ?
ตอบ : ถามว่า “รู้ไหมว่าเราทำแล้วเขาจะโกรธ ?” ถ้ารู้ว่าเราทำแล้วเขาจะโกรธก็บาป เพราะว่าตั้งใจสร้างความชั่วให้เกิดขึ้นในใจของเขา |
ถาม : เวลาเราเดินผ่านพระพิฆเนศ คนส่วนใหญ่จะขอพร ถ้าเราสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ท่านนั้น และโมทนาบุญของท่าน ถือว่าเป็นการไม่เหมาะสมหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : อยู่ที่เราทำ พระพุทธเจ้าสอนให้ระลึกถึงความดีของเทวดา ท่านมีคุณความดีอะไรให้เราปฏิบัติตามนั้น เพื่อที่เราจะได้เป็นเทวดาด้วย ท่านเป็นเทวดาอยู่แล้ว เราโมทนาในความดีของท่าน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน ถ้าท่านโมทนาได้ก็แปลว่า ต่อไปเรามีอะไรไปขอให้ท่านช่วยก็ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เพราะว่าเท่ากับเราเคยสร้างปัจจัยอันเป็นเหตุให้เกื้อกูลอนุเคราะห์สงเคราะห์กันมา |
ถาม : การทรงวิปัสสนาญาณอานิสงส์จะส่งเราไปได้แค่ไหนครับ ?
ตอบ : ก็ดูว่าทำได้แค่ไหน ถ้าหากได้นิดหนึ่ง รู้ตัวว่าจะต้องตายก็อาจจะหล่นแปะอยู่แค่ดาวดึงส์ ไม่ได้อยู่ที่ว่าทรงวิปัสสนา แต่อยู่ที่ว่าทรงได้แค่ไหน ถ้าไม่เห็นว่ามีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างไร้สาระ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเช่นนี้ไม่มีสำหรับเราอีก ก็ไปไกลกว่าที่คิด |
ถาม : คนที่จะเดินทางไกล จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราไปสุคติ ?
ตอบ : ไม่มีใครเขามั่นใจหรอก ถ้ามั่นใจแปลว่าประมาทมาก พระพุทธเจ้าถึงสอนให้เราทำความดีบ่อย ๆ เพื่อให้สภาพจิตเคยชินกับด้านดีไว้ ถึงเวลาตายจิตจะได้เกาะด้านดีมากกว่า |
ถาม : เรื่องนีลกสิณครับ ระหว่างสีเขียวกับสีดำนี่แยกเป็นคนละกองหรือครับ ?
ตอบ : กองเดียวกัน ที่บอกว่าคนละสีเราไปเข้าใจผิด บาลีเขาว่า “นีละ” บางคนแปลตรง ๆ ว่านิลก็คือดำ บางคนบอกว่าสีเขียว บางคนบอกว่า เป็นสีน้ำเงินเหมือนดอกอัญชัน คำเดียวกันใช้แทนกันได้ ถ้าว่าโดยรวมก็คือว่าอยู่ในจำพวกของสีเข้มเหมือนกัน ก็ลองดูว่าเขียวเข้มจะเห็นเป็นดำไหม ? น้ำเงินเข้มเราจะเห็นเป็นดำไหม ? ท้ายสุดก็ลงที่เดียวกัน |
ถาม : เราจะอธิษฐานให้ได้ของเก่าคืนมาได้อย่างไรบ้างครับ ?
ตอบ : ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา ไป ถ้าหากว่าทำถึงเมื่อไรก็คืนมาเอง ทำไม่ถึง ทำไม่พอก็ตะเกียกตะกายต่อไป เหมือนอย่างกับของอยู่ในที่สูง ต่อเท้าขึ้นไปบ้าง ขึ้นเก้าอี้บ้าง ขึ้นบันไดบ้าง กว่าจะถึง |
ถาม : ความรู้ทางธรรมะสามารถที่จะหอบข้ามชาติไปได้ จริงไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นเรื่องมรรคผลก็ได้ แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของ ศีล สมาธิ ปัญญา เบื้องต้นเบื้องกลาง นี่ข้ามชาติยาก ยกเว้นอย่างเดียวว่าเราไปทำใหม่จะได้สะดวกกว่า ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยทำ เรื่องของมรรคผลที่สามารถข้ามชาติข้ามภพได้ เพราะเป็นการฟอกย้อมจิตของตนเองจนสะอาด ไม่เปลี่ยนแปลงแล้วในระดับหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงสามารถที่จะข้ามชาติข้ามภพไปได้ ส่วนเรื่องของศีล สมาธิเบื้องต้นเบื้องกลางนั้น กำลังยังไม่เพียงพอที่จะแปรเปลี่ยนสภาพจิตได้ขนาดนั้น ก็เลยสิ้นสุดลงแค่แต่ละชาติ เพียงแต่ว่าเหตุปัจจัยที่เคยทำอยู่ทำให้เกิดความคุ้นชิน ถึงเวลาปฏิบัติใหม่ก็จะได้ง่ายขึ้น |
ถาม : ฝึกสมาธิแล้ว รู้สึกว่าจิตมีความอยาก ความอยากนี้ปิดกั้นหรือเปล่า ?
ตอบ : ถ้าหากว่าอยากอยู่ตลอดเวลาก็ปิดกั้น แต่ถ้าหากว่าไม่อยากเราจะทำไปทำไม ? ฉะนั้น...ถึงได้บอกว่าตอนที่เราปฏิบัติอยู่ให้ลืมความอยากนั้นเสีย แล้วตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติไป หลังจากปฏิบัติแล้วจะอยากเท่าไรก็อยากไปเถอะ ถาม : นั่งสมาธิแล้วจิตบอกว่า "เราอยาก" ? ตอบ : คำว่าอยากจริง ๆ ก็คือเราไปคิดต้องการโน่นนี่นั่นไปเรื่อย แล้วคราวนี้ความคิดของเราถ้าไม่ไปในอดีตก็ไปในอนาคต ฉะนั้น...วิธีที่ดีที่สุดต้องหยุดอยู่กับปัจจุบัน ก็คือ ลมหายใจเข้าออก ก็จะไม่ไป รัก โลภ โกรธ หลง ไม่ไปอยากอะไรอีก ถาม : ต้องฝึกอะไรคะ ? ตอบ : อยู่กับลมหายใจเข้าออก ทิ้งไม่ได้เด็ดขาดเลยไม่ว่าจะฝึกอะไร |
:4672615:เก็บตกเดือนมิถุนายน ปี ๕๙ หมดแล้วค่ะ :4672615: ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย ทาริกา คะน้า คะน้าอ่อน เถรี รัตนาวุธ |
เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 23:27 |
ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน
เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.