เถรี
25-05-2013, 20:21
ขอให้ทุกคนนั่งในท่าที่สบายของตนเอง กำหนดความรู้สึกทั้งหมดอยู่ที่ลมหายใจของเรา หายใจเข้า..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมา
ใช้คำภาวนาอย่างไรก็ได้ ที่เรามีความถนัดมีความชำนาญมาแต่เดิม
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖ สำหรับวันนี้ในส่วนที่อยากจะเตือนพวกเราไว้ ต่อจากส่วนของเมื่อวานนี้ก็คือ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น ยิ่งปฏิบัติไป กาย วาจา ใจของเราต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปฏิบัติเท่าไร ก็ยังเหมือนเดิม จริตนิสัยของเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสามารถพัฒนากาย วาจา ใจ ของเราให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
โดยเฉพาะในส่วนของการที่ต้องระมัดระวังเพื่อส่วนรวม เราอาจจะคิดว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติของเราไป คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน เราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่ากำลังใจของเรายังหยาบจนเกินไป ไม่รู้ว่าการปฏิบัติของเรานั้นเป็นทุกข์เป็นโทษให้กับคนอื่นเท่าไร
การปฏิบัติธรรมที่ดีอย่างแท้จริงนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้กาย วาจา ใจ ของเราเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น เรียกว่าจะคิดอะไรก็ต้องคิดด้วยความเมตตา จะพูดอะไรก็ต้องพูดด้วยความเมตตา จะทำอะไรก็ต้องทำด้วยความเมตตา โดยเฉพาะถ้าผู้อื่นยังปฏิบัติไม่ถึงระดับที่เราทำได้ เขาย่อมมีกาย มีวาจา มีใจ ที่บกพร่องเป็นปกติ ถ้าสามารถชี้แนะได้ให้ช่วยชี้แนะเขาด้วย ถ้าสามารถชักนำเขามาในทางที่ดีได้ ก็ให้ช่วยชักนำด้วย อย่างน้อยก็เป็นการอนุเคราะห์ ต่อเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา ทำให้ระยะทางในการเวียนว่ายตายเกิดของเขาสั้นลง ขณะเดียวกัน..ตัวเราก็ได้อานิสงส์เวยยาวัจจมัย คือการขวนขวายเพื่อบุญเพื่อกุศลของคนอื่นเขา
ดังนั้น..ถ้าทุกท่านที่ปฏิบัติอยู่ คิดทบทวนด้วยความระมัดระวังโดยไม่เข้าข้างตัวเอง เราจะเห็นว่า..เรายังมีข้อบกพร่องอยู่มาก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ไข วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่าผ่านไป กาย วาจา ใจ ของเรายังไม่มีความก้าวหน้า ก็แปลว่าการปฏิบัติของเราก็หาความก้าวหน้าไม่ได้ไปด้วย
ใช้คำภาวนาอย่างไรก็ได้ ที่เรามีความถนัดมีความชำนาญมาแต่เดิม
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖ สำหรับวันนี้ในส่วนที่อยากจะเตือนพวกเราไว้ ต่อจากส่วนของเมื่อวานนี้ก็คือ ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น ยิ่งปฏิบัติไป กาย วาจา ใจของเราต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ปฏิบัติเท่าไร ก็ยังเหมือนเดิม จริตนิสัยของเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราสามารถพัฒนากาย วาจา ใจ ของเราให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
โดยเฉพาะในส่วนของการที่ต้องระมัดระวังเพื่อส่วนรวม เราอาจจะคิดว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เราตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติของเราไป คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน เราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้าคิดแบบนั้นแสดงว่ากำลังใจของเรายังหยาบจนเกินไป ไม่รู้ว่าการปฏิบัติของเรานั้นเป็นทุกข์เป็นโทษให้กับคนอื่นเท่าไร
การปฏิบัติธรรมที่ดีอย่างแท้จริงนั้น ต้องระมัดระวังไม่ให้กาย วาจา ใจ ของเราเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น เรียกว่าจะคิดอะไรก็ต้องคิดด้วยความเมตตา จะพูดอะไรก็ต้องพูดด้วยความเมตตา จะทำอะไรก็ต้องทำด้วยความเมตตา โดยเฉพาะถ้าผู้อื่นยังปฏิบัติไม่ถึงระดับที่เราทำได้ เขาย่อมมีกาย มีวาจา มีใจ ที่บกพร่องเป็นปกติ ถ้าสามารถชี้แนะได้ให้ช่วยชี้แนะเขาด้วย ถ้าสามารถชักนำเขามาในทางที่ดีได้ ก็ให้ช่วยชักนำด้วย อย่างน้อยก็เป็นการอนุเคราะห์ ต่อเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา ทำให้ระยะทางในการเวียนว่ายตายเกิดของเขาสั้นลง ขณะเดียวกัน..ตัวเราก็ได้อานิสงส์เวยยาวัจจมัย คือการขวนขวายเพื่อบุญเพื่อกุศลของคนอื่นเขา
ดังนั้น..ถ้าทุกท่านที่ปฏิบัติอยู่ คิดทบทวนด้วยความระมัดระวังโดยไม่เข้าข้างตัวเอง เราจะเห็นว่า..เรายังมีข้อบกพร่องอยู่มาก และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถ้าเราไม่แก้ไข วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่าผ่านไป กาย วาจา ใจ ของเรายังไม่มีความก้าวหน้า ก็แปลว่าการปฏิบัติของเราก็หาความก้าวหน้าไม่ได้ไปด้วย