ลัก...ยิ้ม
10-11-2011, 11:53
ให้สนใจศีลที่ท่านพระ... แนะนำให้มาก
๑. การรักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลส มีขั้นตอนดังนี้
ก) ใหม่ ๆ จะเคร่งและเครียดมาก ขนาดต้องจดศีล ๒๒๗ ใส่กระเป๋าไว้ และหมั่นทบทวนเมื่อมีโอกาสทุกครั้ง จนจำขึ้นใจได้
ข) ศีลพระ จะเอาแต่เจตนาเป็นหลักตัวเดียวไม่ได้ เพราะจะรู้-จะไม่รู้ หรือสงสัยหรือสำคัญผิด ก็มีอาบัติปรับทั้งสิ้น
ค) ในที่สุด จะต้องมาดูอารมณ์จิตของตนว่า มันเกิดกิเลสหรือไม่ เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีบัญญัติศีลก็เพื่อประโยชน์กับผู้ปฏิบัติเอง ทรงตรัสไว้ ๑๐ อย่าง (๑๐ ข้อ)
ในข้อ ๕ เพื่อป้องกันอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในปัจจุบัน (มิให้เกิดขึ้น)
ในข้อ ๖ เพื่อกำจัดอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในอนาคต (ให้หมดไป)
ง) จุดนี้ทำให้ท่านพิจารณาใคร่ครวญจนเห็นคุณของการมีศีล และเห็นโทษของการไม่มีศีล จนกระทั่งใจไม่ยอมละเมิดศีลอีก (เพียรหมั่นศึกษาศีลด้วยปัญญา จนกระทั่งศีลรักษาใจไม่ให้ละเมิดอีกเป็นอัตโนมัติ) จึงเท่ากับระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลสนั่นเอง (ยกตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ปาณาติบาตก็ตัดโกรธ ไม่อทินนาทานก็ตัดความโลภ ไม่กาเมฯ ก็ตัดความหลง เป็นต้น)
๒. ท่านจึงเข้าใจดีว่า รักษาศีลทำไม รักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลสตัวใหญ่ ๆ คือ โลภ โกรธ หลง ผลจากความเพียรระมัดระวังรักษาศีล รักษาใจท่านไม่ให้ละเมิดศีลเป็นอัตโนมัติ เท่ากับป้องกันจิตไม่ให้เกิดกิเลสไปในตัว ผลทำให้จิตสงบเยือกเย็นมาก เพราะการรักษาศีลก็คือการรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลส การระมัดระวังศีลก็คือ การระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลส ซึ่งเป็นอันเดียวกัน
๓. เมื่อจิตเป็นสีลานุสติ จิตเป็นฌานในศีล จึงเท่ากับศีลรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลสได้ไปในตัว นี่แหละคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ต่างอาศัยซึ่งกันและแยกกันไม่ได้ในการปฏิบัติ รวมกันเป็นหนึ่งตรงจุดนี้แหละ คือต้องเกิดมรรคผลก่อนจึงจะรู้จริงได้ ดังนั้นศีลพระจึงละเอียดกว่าศีล ๕ และศีล ๘ ของฆราวาสมาก เมื่อศีลรักษาใจท่านไม่ให้ละเมิดศีลได้เป็นอัตโนมัติแล้ว จึงเท่ากับตัดอารมณ์ราคะ (โลภ) และปฏิฆะ (โทสะ) ได้ไปในตัวเช่นกัน
๑. การรักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลส มีขั้นตอนดังนี้
ก) ใหม่ ๆ จะเคร่งและเครียดมาก ขนาดต้องจดศีล ๒๒๗ ใส่กระเป๋าไว้ และหมั่นทบทวนเมื่อมีโอกาสทุกครั้ง จนจำขึ้นใจได้
ข) ศีลพระ จะเอาแต่เจตนาเป็นหลักตัวเดียวไม่ได้ เพราะจะรู้-จะไม่รู้ หรือสงสัยหรือสำคัญผิด ก็มีอาบัติปรับทั้งสิ้น
ค) ในที่สุด จะต้องมาดูอารมณ์จิตของตนว่า มันเกิดกิเลสหรือไม่ เพราะพระพุทธเจ้าทรงมีบัญญัติศีลก็เพื่อประโยชน์กับผู้ปฏิบัติเอง ทรงตรัสไว้ ๑๐ อย่าง (๑๐ ข้อ)
ในข้อ ๕ เพื่อป้องกันอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในปัจจุบัน (มิให้เกิดขึ้น)
ในข้อ ๖ เพื่อกำจัดอาสวะ (กิเลส) ที่จะเกิดในอนาคต (ให้หมดไป)
ง) จุดนี้ทำให้ท่านพิจารณาใคร่ครวญจนเห็นคุณของการมีศีล และเห็นโทษของการไม่มีศีล จนกระทั่งใจไม่ยอมละเมิดศีลอีก (เพียรหมั่นศึกษาศีลด้วยปัญญา จนกระทั่งศีลรักษาใจไม่ให้ละเมิดอีกเป็นอัตโนมัติ) จึงเท่ากับระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลสนั่นเอง (ยกตัวอย่างง่าย ๆ ไม่ปาณาติบาตก็ตัดโกรธ ไม่อทินนาทานก็ตัดความโลภ ไม่กาเมฯ ก็ตัดความหลง เป็นต้น)
๒. ท่านจึงเข้าใจดีว่า รักษาศีลทำไม รักษาศีลเพื่อป้องกันกิเลสตัวใหญ่ ๆ คือ โลภ โกรธ หลง ผลจากความเพียรระมัดระวังรักษาศีล รักษาใจท่านไม่ให้ละเมิดศีลเป็นอัตโนมัติ เท่ากับป้องกันจิตไม่ให้เกิดกิเลสไปในตัว ผลทำให้จิตสงบเยือกเย็นมาก เพราะการรักษาศีลก็คือการรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลส การระมัดระวังศีลก็คือ การระมัดระวังจิตไม่ให้เกิดกิเลส ซึ่งเป็นอันเดียวกัน
๓. เมื่อจิตเป็นสีลานุสติ จิตเป็นฌานในศีล จึงเท่ากับศีลรักษาจิตไม่ให้เกิดกิเลสได้ไปในตัว นี่แหละคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ต่างอาศัยซึ่งกันและแยกกันไม่ได้ในการปฏิบัติ รวมกันเป็นหนึ่งตรงจุดนี้แหละ คือต้องเกิดมรรคผลก่อนจึงจะรู้จริงได้ ดังนั้นศีลพระจึงละเอียดกว่าศีล ๕ และศีล ๘ ของฆราวาสมาก เมื่อศีลรักษาใจท่านไม่ให้ละเมิดศีลได้เป็นอัตโนมัติแล้ว จึงเท่ากับตัดอารมณ์ราคะ (โลภ) และปฏิฆะ (โทสะ) ได้ไปในตัวเช่นกัน