View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๙
SwRUZRKliQY
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่โรงแรมวีนัส อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ที่ ๕ องศาเซลเซียส อุ่นกว่าเมื่อวานนี้ซึ่งอยู่ที่ ๔ องศาเซลเซียสเท่านั้น
เมื่อวานนี้ถือว่าเป็นเวลาผ่อนคลาย จึงนัดหมายปลุกตอน ๖ โมง ๗ โมงรับประทานอาหารที่ห้องอาหารชั้น ๔ แล้ว ๘ โมงล้อหมุนตรงไปยังเขาซีซาน เมืองคุนหมิง แต่ว่าเพิ่งจะ ๖ โมงครึ่ง พวกเราก็เข้าไปยึดห้องอาหารเรียบร้อยแล้ว ระหว่างที่ฉันและรับประทานอาหาร ก็มีการคุยกันถึงประสบการณ์แปลก ๆ อย่างเช่นว่า มีเสียงเคาะประตูห้อง แต่เปิดออกมาแล้วไม่มีใครเลย..! เหล่านี้เป็นต้น จนเป็นเครื่องเจริญอาหารให้กับหลายคนเลยทีเดียว..!
อาหารช่วงเช้าของที่นี่นั้นมีพิเศษก็คือบะหมี่น้ำ ซึ่งทางโรงแรมเข็นมาเป็นคันรถ ชามซ้อนกันมาเป็นตั้ง ๆ ด้วยอากาศที่หนาวขนาดนี้ พอรับมาแล้ว วางลงไม่กี่นาทีก็ซดได้เลย แต่บุคคลที่ไม่เคยชินกับความร้อนขนาดนี้อย่าได้เลียนแบบ เนื่องเพราะว่ากระผม/อาตมภาพฉันของร้อนระดับนี้ได้แบบสบาย ๆ ครั้นอิ่มแล้วพวกเราก็มารอความพร้อม เนื่องเพราะว่าบริเวณหน้าโรงแรมนั้นไม่สามารถที่จะจอดรถได้ พวกเราจึงต้องเดินเลยไปทางด้านที่เป็นอุโมงค์ลงใต้ดิน ซึ่งสภาพด้านล่างนั้นไม่ทราบเหมือนกันว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ? เพราะว่าไม่มีอารมณ์เดินลงไปดู
พลขับซึ่งมีโลกส่วนตัวสูงมาก ใครจะพูด ใครจะทักทาย ใครจะมอบสิ่งของให้ พี่แกก็เงียบ หรือไม่ก็สั่นหัวแค่นั้น เมื่อพร้อมแล้วก็พาพวกเราวิ่งออกจากเมืองคุนหมิงไปทางด้านทิศตะวันตก เนื่องเพราะคำว่า "ซีซาน" ก็คือเทือกเขาทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง ซึ่งสถานที่สำคัญแห่งนี้ ที่ใคร ๆ มาแล้วก็ต้องมาอธิษฐานขอพรที่นี่ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ เรื่องของการเรียน เรื่องของยศ เรื่องของตำแหน่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ญาติโยมทั้งหลายต่างก็ปรารถนากันทั้งสิ้น..!
และได้ยินว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก แม้กระทั่ง "แม่หญิงเปิ้ล" มัคคุเทศก์ของเติมเต็มทราเวล ซึ่งเดินทางมาจากประเทศ สปป.ลาว ยังยืนยันว่า ลูกสาวสองคนจะเอ็นทรานซ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ยังต้องมาอธิษฐานขอพรที่นี่ แล้วก็ประสบความสำเร็จทั้งคู่ ฟังแล้วรู้สึกว่าขลังมากยิ่งขึ้น..!
ประมาณ ๙ โมงครึ่ง พวกเรามาถึงลานจอดรถ อันดับแรกก็คือไปจองห้องน้ำกันก่อน และเป็นห้องน้ำรวมที่ผู้หญิงเข้าได้ผู้ชายเข้าดี เพราะว่ามีประตูปิดมิดชิด และเขาก็ทำกันเช่นนั้น แต่ว่าคนจีนหลายคนก็เข้าไปทำธุระแต่ไม่ปิดประตู ไม่ทราบว่ากลัวผี เตรียมพร้อมที่จะวิ่งออกจากส้วมหรืออย่างไร ? ก็เลยทำให้พวกเราบางคนผลักประตูเข้าไปแล้ว เจออีกฝ่ายทำหน้าเหวออยู่ข้างใน..!
ครั้นเข้าห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปยืนรออยู่พักใหญ่ "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นจากเมืองสิบสองปันนา ก็ซื้อหาตั๋วให้พวกเราได้ครบ กระผม/อาตมภาพเห็นทัวร์คนจีนจำนวนมาก ขึ้นบันไดตรงด้านข้างสำนักงานขายตั๋ว จึงทำท่าจะไปบ้าง แต่ "แม่หญิงเปิ้ล" รีบห้ามเอาไว้ บอกว่าจะพาไปขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อเซฟกำลังเอาไว้ก่อน แสดงว่าหนทางวันนี้สาหัสแน่นอน..!
ครั้นนับจำนวนคนเรียบร้อย "คุณน้ำทิพย์"ก็เดินนำพวกเราเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก ซึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาไปหลายครั้ง แล้วขึ้นบันไดเลื่อนไปสู่พื้นถนนด้านบน แต่กระผม/อาตมภาพนั้นใช้วิธีขึ้นบันไดแทน จึงทำให้ไปถึงก่อน..!
เมื่อมาถึงข้างบนแล้ว พวกเราต้องขึ้นรถบัสตรงนี้ วิ่งขึ้นเขาไปประมาณ ๑๐ กว่านาที เพื่อขึ้นไปยังจุดแรกของทางเขาซีซาน ซึ่งมีการจอดให้ลงเป็นระยะ ๆ ไป ๕ - ๖ แห่ง เนื่องเพราะว่าหลายคนก็มีศรัทธา ที่จะแวะขอพรในระหว่างทาง ส่วนพวกเรานั้นไม่มีใครแวะ ที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ คนจีนจำนวนมากที่เดินตั้งแต่ตีนเขาขึ้นไป ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพราะว่ามากันเอง เลยไม่ได้พึ่งพาคณะทัวร์นำขึ้นรถบัส หรือว่าประหยัดเงิน หรืออาจจะเป็นเพราะว่ามีศรัทธาแรงกล้า แสดงออกซึ่งความศรัทธาของตนเองกันแน่ แต่ก็เดินกันเต็มไปหมด..!
พวกเราวิ่งมาจนกระทั่งถึงด้านบน ต้องลอดอุโมงค์ แล้วตีโค้งออกมาในบริเวณลานจอดรถแบตเตอรี่ จากนั้นต้องไปตบตีแย่งชิงการนั่งรถแบตเตอรี่กับมวลมหาประชาชนจีน ซึ่งวันนี้พวกเราเริ่มรู้แล้ว จึงตั้งแถวคู่เสียแต่แรก ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถที่จะแซงหน้าได้ พวกเราขึ้นรถแบตเตอรี่ ที่พอเริ่มออกวิ่งก็สะท้านไปทั้งตัว เพราะว่าอากาศที่นี่ ๓ องศาเซลเซียส แล้วรถวิ่งไปด้วยความเร็วค่อนข้างมาก จึงทำให้พวกเราหลายคนโดนลมแล้วออกอาการหนาวสะท้าน..!
เมื่อมาถึงบริเวณ "ซุ้มประตูมังกร" ต้นทางที่จะขึ้นเขาซีซาน พวกเราลงจากรถแล้ว ทำการถ่ายรูปหมู่ก่อน แล้วฟังมัคคุเทศก์ของเรานัดแนะว่า ให้ลงมาบริเวณนี้ในเวลา ๑๐.๔๕ น. ของประเทศจีน แล้วปล่อยให้พวกเราแย่งกันขึ้นเขา เพราะว่าคนจีนแน่นไปหมด แล้วหนทางก็ค่อนข้างที่จะคับแคบ..!
"ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เดินประกบป้องกันไม่ให้กระผม/อาตมภาพลื่นล้ม ด้วยความที่ว่าแม้จะเป็นทางซึ่งสร้างขึ้นจากการสกัดภูเขาเป็นบันได แต่การที่ผู้คนจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนเดินกันอยู่ทุกวัน เป็นระยะเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว จึงทำให้พื้นซึ่งสกัดไว้หยาบ ๆ นั้น ตอนนี้ลื่นเป็นกระจก ถ้าพลาดเมื่อไร มีหวังร่วงแน่นอน..!
เมื่อขึ้นมาถึงสถานที่แห่งแรก ก็คือบริเวณ "รูปปั้นไฉเสินเหยีย" หรือที่บ้านเราเรียกว่า"ไฉ่ซิงเอี๊ย" ซึ่งนั่งอยู่บนหลังเสืออ้าปาก ในมือก็ถืออาวุธที่เรียกว่า "เจี้ยน" ของทางด้านประเทศจีน ลักษณะเป็นกระบองเหลี่ยม เหมือนอย่างกับเหล็กขูดชาร์ป เพียงแต่ว่าไม่มีคม น่าจะใช้สำหรับทุบด้วยกำลังอย่างเดียว..!
"ไฉ่ซิงเอี๊ย" หรือว่า "ไฉเสินเหยีย" ในภาษาจีนกลางนั้น ก็คือ "ท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ" ที่เดินตามดูแลความปลอดภัยให้กับคณะของเรามาโดยตลอดนั่นเอง แต่มวลมหาประชาชนจีนเป็นร้อย ๆ ยึดพื้นที่บริเวณนั้นอยู่ ต่างคนต่างก็เอามือล้วงปากเสือจนสุดแขน เพื่อที่จะควานเอาโชคลาภใส่กระเป๋ากลับไป..!
กระผม/อาตมภาพไม่สามารถที่จะสู้กับคนจำนวนมากขนาดนั้นได้ จึงเดินเลยไปหน่อยหนึ่ง ซึ่งเป็นตำหนักของ "เยียนหลัวหวัง" ที่ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า "เงี่ยมล่ออ๋อง" หรือว่า "ท่านลุงพระยายมราช" ส่งจิตอธิษฐานขอให้ท่านอนุโมทนาบุญกุศล ที่กระผม/อาตมภาพได้ทำมาแล้วตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ขอให้ท่านอนุโมทนาและเป็นสักขีพยานให้ด้วย แล้วหาทางที่จะเดินต่อขึ้นไปทางด้านบน "ท่านปิง"ซึ่งเคยมาแล้ว จึงได้ชี้ทางที่ถูกต้องให้ เนื่องเพราะว่าทางใหญ่ ๆ กว้าง ๆ นั้นมักจะนำไปหาร้านอาหาร และร้านขายสินค้าที่ระลึกเสียมากกว่า..!
พักใหญ่ต่อมา พวกเราซึ่งเดินแซงมวลมหาประชาชนจีนที่ค่อย ๆ ขึ้นกันทีละก้าว ก็มาถึงตำหนักของ "ตั่วเหล่าเอี๊ย" หรือว่า "ต้าเหล่าเหยีย" ในภาษาจีนกลาง ที่บ้านเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "เจ้าพ่อเสือ" บรรดาคนจีนไปจุดธูปอธิษฐานกันอยู่ ทำให้สิ่งสำคัญที่คนทั้งหลายพยายามที่จะมาให้ถึงและทำให้ได้ ก็คือการที่จะมาลูบ "รูปแกะสลักงูพันเต่า" หรือว่าเต่าโดนงูรัดนั่นแหละ..! ซึ่งมีการลูบจนกระทั่งลื่นเป็นเงาวับเลย..! เพราะว่าต้องการที่จะมีความมั่นคง อายุยืนนานเหมือนอย่างกับเต่า แล้วให้มีความคล่องตัวเหมือนกับงู
กระผม/อาตมภาพฉวยโอกาสที่เหล่ามวลมหาประชาชนจีน กำลังสักการะ "ท่านเจ้าพ่อเสือ" มาลูบเสียจนกระทั่งพอใจ รู้สึกว่าหนาวสะท้านไปหมด เนื่องเพราะว่าแกะสลักจากหินที่ตอนนี้เย็นเฉียบเลยทีเดียว..!
จากนั้นก็เดินแล้วเดินเล่าเฝ้าแต่เดิน ขึ้นสูงไปเรื่อย ๆ บางทีกระผม/อาตมภาพก็นึกเหมือนกันว่า "ตัวเราไม่มีอะไรจะขอ แล้วตะเกียกตะกายขึ้นมาทำไมวะ ?" เป็นเพราะว่าต้องการประสบการณ์ และสามารถเล่าให้คนอื่นฟังได้ว่าบนนี้มีอะไรบ้างกระมัง ?
เราผ่านสถานที่หลายต่อหลายแห่ง ซึ่งเปิดให้เป็นจุดชมวิว สามารถมองลงไปเห็น "ทะเลสาบเตียนฉือ" ซึ่งเป็นทะเลสาบสำคัญของเมืองคุนหมิงได้ และผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง มีทั้งศาลาจารึกกลอนคู่ในลักษณะคำอวยพร ตลอดจนกระทั่งบรรดาสิ่งสำคัญต่าง ๆ ที่คนจีนเขามาสักการะกัน
"ท่านปิง" ซึ่งถ่ายทั้งภาพนิ่งและบันทึกคลิปวิดีโอ ตามหลังมาประท้วงว่า "หลวงพ่อครับ น่าจะไปผิดทาง..!" กระผม/อาตมภาพยืนยันว่า "ไม่ผิดหรอก แผนที่ตรงนั้นบอกว่าถ้ำมังกรหลงเหมินต้องมาทางด้านนี้" "ท่านปิง"ต้องย้อนกลับไปบริเวณที่มีตัวหนังสือจีนอยู่ ใช้กูเกิ้ลทรานสเลตอ่านแล้วบอกว่า "มาทางด้านนี้จริง ๆ ครับ" กระผม/อาตมภาพจึงแซวว่า "ถ้าจำเป็นขึ้นมา ผมสามารถที่จะอ่านออกฟังออกได้ชั่วคราว..!" ทำเอาหัวเราะกันเป็นการใหญ่ "ท่านปิง"บอกว่า "ตามหลวงพ่อขึ้นเขา เหมือนอย่างกับผมเหาะได้เลย ถ้าให้มาเองก็คงจะไม่เร็วขนาดนี้..!"
เมื่อผ่านระเบียงแห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดออกไปเห็นทะเลสาบเตียนฉืออย่างชัดเจน ทางด้านขวามือเป็นประตูสำหรับเข้าถ้ำมังกร ซึ่งก็คือสถานที่ซึ่งนักพรตท่านหนึ่ง ได้ทำการสกัดหินเป็นทางเดินเอาไว้ เห็นใจในความมานะพยายามของท่าน ที่ใช้เวลาถึง ๗๐ ปีในการสร้างสำนักเขาซีซานแห่งนี้ ด้วยการสกัดบันไดทางขึ้นมา จนกระทั่งถึงบริเวณนี้ยังสกัดภูเขาทั้งลูกเป็นอุโมงค์ และสกัดแบบเอื้อเฟื้อมาก ก็คือเปิดเป็นช่องหน้าต่างให้อากาศเข้ามาได้อีกด้วย..!
เพียงแต่ว่าทางเดินและอุโมงค์ที่สกัดด้วยสิ่วอย่างหยาบ ๆ นั้น โดนมือโดนเท้าของมวลมหาประชาชนจีนมาเป็นสิบเป็นร้อยปี ทำให้ลื่นไปหมด แล้วช่วงนี้เป็นช่วงเดินลงอีกด้วย กระผม/อาตมภาพจึงต้องระวังตัวอย่างเต็มที่ ไม่เช่นนั้นถ้าพลาด มีหวังได้ลงบันไดหลายร้อยขั้นเป็นขั้นเดียวอย่างแน่นอน..!
ครั้นพ้นจากอุโมงค์ออกมาแล้ว เป็นระเบียงแคบ ๆ ที่มองเห็น "ทะเลสาบเตียนฉือ" บริเวณนี้เป็นจุดสำคัญที่สุดซึ่งเขามาขอพรกัน โดยสร้างเป็นซุ้มประตูและมีการแกะสลักรูปพญามังกรเล่นแก้วอยู่ พวกเราทุกคนต้องลูบคลำไข่มุกมังกรให้ถึงจึงจะประสบความสำเร็จ ถ้าต้องการความสำเร็จอย่างแท้จริง ก็ให้มือขวาจับไข่มุกมังกร ส่วนมือซ้ายพยายามเอื้อมไปจับหางมังกรให้ได้..!
กระผม/อาตมภาพรอจนถึงคิวแล้ว อาศัยความสูง ๑๗๒ เซนติเมตรของตัวเอง สามารถที่จะเอื้อมมือไปสัมผัสได้อย่างง่ายดาย ก็เลยนึกว่า "ถ้าเราอธิษฐานขอเรื่องใดก็น่าจะสำเร็จกระมัง ?"
เมื่อถ่ายรูปสถานที่กันเรียบร้อยแล้ว โดยที่กระผม/อาตมภาพพยายามที่จะเมิน "ศาลาเจ้าแม่กวนอิมประทานบุตร" เนื่องเพราะว่าลูกก็ไม่มี มีแต่บรรดาลูกศิษย์ ถ้าเพิ่มมากขึ้นก็มีแต่สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับตัวเอง จึงพยายามเลี่ยงเสียให้ไกล..! เดินลัดเลาะลงมาทางด้านล่าง ออกมาตรงทางแยกซึ่งมีเจ้าหน้าที่ยืนขวางทางอยู่ ไม่ให้คนลัดขึ้นไปทางนี้ เนื่องจากง่ายเกินไป ต้องให้ปีนอ้อมภูเขาเสียเกือบทั้งลูก แล้วค่อยออกมาทางด้านนี้ทีหลัง..!
พวกเราลงมาจนถึงบริเวณร้านขายของที่ระลึก ก็ชวนกันไปยังห้องน้ำ พอเห็นบันไดอีก ๒๐ - ๓๐ ขั้น ที่ขึ้นไปห้องน้ำแล้ว กระผม/อาตมภาพ "ท่านปิง" "ท่านอาร์ต" (พระอัครพงศ์ ปญฺญวณฺโต) พระลูกวัดท่าขนุน ต่างคนต่างก็มองหน้ากันว่า นี่ถ้าปวดขนาดต้อง "เดินหนีบ" แล้ว ให้มาขึ้นบันได ๒๐ - ๓๐ ขั้นแบบนี้ ดูท่าจะไปไม่รอดอย่างแน่นอน..!
เมื่อเข้าห้องน้ำแล้วจึงเดินไปดูสินค้าที่ระลึก "ท่านปิง"หยิบของชิ้นหนึ่งขึ้นมา เจ้าของร้านบอกว่าเป็น "ผี่ซิว" ซึ่งบ้านเราเรียกว่า "ปี่เซียะ" นั่นเอง แต่เจ้าปี่เซียะตัวนี้น่าจะกินสมบัติเข้าไปมากเกินเหตุ อ้วนกลมจนแก้มเป็นซาลาเปาเลยทีเดียว..! ทำเอาพวกเราหัวเราะกันเป็นการใหญ่ เห็นความน่ารักของปี่เซียะซึ่งแกะด้วยไม้ จึงซื้อมาคนละ ๑ ตัว แล้วเดินต่อลงไปยังด้านล่าง ผ่านรูปปั้นงูพันเต่าซึ่งไม่มีใครอยู่แล้ว จัดการลูบคลำเสียจนพอใจอีกรอบหนึ่ง..!
จากนั้นก็ลงบันได้ด้วยความระมัดระวัง ทีละช่วง ทีละชั้น จนกระทั่งมาถึงหน้า "พระตำหนักเยียนหลัวหวัง" แล้วก็เดินต่อไปอีกหน่อยหนึ่ง เข้าคิวเพื่อไปล้วงปากเสือของ "ไฉเสินเหยีย" กระผม/อาตมภาพล้วงเอาใบละ ๑๐๐ หยวนขึ้นมา เนื่องเพราะคิดว่า "ถ้ามีการแลกเปลี่ยนน่าจะดีกว่า" เมื่อถึงคิวของตัวเอง ล้วงเข้าไปจนสุดแล้ว ก็วางใบละ ๑๐๐ หยวนไว้ที่นั่น อธิษฐานบอกท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณว่า "ขอบารมีท่านปู่เป็นที่พึ่ง ถ้ากระผม/อาตมภาพจะกระทำสิ่งหนึ่งประการใดเพื่อพระพุทธศาสนา ขอให้มีเงินมีทอง สามารถทำได้โดยไม่ติดขัดด้วยเถิด" แล้วทิ้งธนบัตรใบละ ๑๐๐ หยวนเอาไว้ในนั้น..!
หันกลับมาอีกทีเห็น "ท่านปิง" ที่ยืนติดหลังอยู่ ถือเอาธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทของไทย สอดเข้าไปในปากเสือ แล้วล้วงเอาใบละ ๑๐๐ หยวนของกระผม/อาตมภาพ ติดมือมาเป็นโชคลาภของตนเอง "ท่านอาร์ต"ก็ทำตาม ต่อด้วย "ครูบาพันแสน" (เจ้าอธิการธรรมชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดศิลาวาส รักษาการเจ้าคณะตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อพวกเราทำภารกิจเสร็จแล้วจึงเห็นว่า คนจีนเขาไม่ได้ควักกระเป๋าแลกเปลี่ยนเหมือนกับพวกเรา หากแต่ล้วงเข้าไป ดึงเอาเงินที่พวกเราใส่ไว้ออกมาหน้าตาเฉย..! รู้สึกว่าทำแบบนี้แล้ว ถ้าท่านสงเคราะห์ได้จริง ๆ ก็คงไม่สงเคราะห์บุคคลประเภทโลภมากนี้อย่างแน่นอน..!
พวกเราเดินกลับออกมาถึง "ซุ้มประตูมังกร" กระผม/อาตมภาพนั่งส่งงานอยู่บริเวณที่จอดรถแบตเตอรี่อยู่พักใหญ่ "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนคร "ครูบาไอซ์" (พระนิชวัชญ์ ญาณวิสุทฺโธ) วัดเมืองขอน อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ก็ตามมาถึง กำลังส่งงานอยู่ เสียง "แม่หญิงเปิ้ล" ก็ดังมาว่า "นิมนต์หลวงพ่อไปนั่งที่ร้านกาแฟดีกว่าเจ้าค่ะ ทางด้านโน้นไม่หนาวเหมือนกับตรงนี้"
พวกเราชักแถวตามกันไป มีญาติโยมที่ทยอยกันลงมาแล้ว ๕ - ๖ คนด้วยกัน ส่วนที่เหลือยังคงยักแย่ยักยันอยู่ข้างบนว่า "เมื่อไรจะเดินถึงประตูมังกรเสียที ?" พวกเราเข้าไปยังร้านกาแฟซึ่งมีเตาผิงอยู่ด้วย ทำให้รู้สึกว่าอบอุ่นขึ้นมามาก หลายต่อหลายท่านก็สั่งกาแฟและขนมเค้ก โดยมีญาติโยมแย่งกันเลี้ยงจนสับสนไปหมด..! กระผม/อาตมภาพขอแค่น้ำชาร้อนอย่างเดียว แต่เมื่อเขาเอามาส่งกลายเป็นน้ำชาร้อนใส่ขิง ซึ่งซอยขิงแก่สด ๆ ใส่ลงไปกำใหญ่ ทำเอาซดเข้าไปแล้วร้อนฉ่าไปทั้งตัว..!
เมื่อพวกเรามากันครบครัน สั่งขนมกินกันจนทางร้านอยากให้ลูกค้าแบบนี้มาเยอะ ๆ จนเวลาเที่ยงตรงก็กลับมาขึ้นรถบัสของทางอุทยาน วิ่งสวนบรรดามวลมหาประชาชนจีนที่เดินขึ้นมาอย่างคลาคล่ำ และที่กำลังเดินลงไปอีกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าสำนักขายตั๋ว พวกเราลงกันที่ตรงนี้ แล้วก็เดินไปยังรถบัสของเราที่ลานจอดรถ
เมื่อเช็คจำนวนครบถ้วนแล้ว ก็วิ่งผ่าเมืองตรงไปยังทะเลสาบเตียนฉือ "แม่หญิงเปิ้ล" และ "คุณน้ำทิพย์" บอกว่า จะพาไปเลี้ยง "นกนางนวลปากแดง" ซึ่งอพยพหนีหนาวมาจากไซบีเรีย ลงมาหาความอบอุ่นที่นี่ มีจำนวนมากเป็นพัน ๆ ตัวเลยทีเดียว..!
พวกเราฝ่ารถติดไปเป็นระยะทางไม่ใช่น้อย ๆ จนกระทั่งมาถึง "ทะเลสาบเตียนฉือ" ซึ่งความจริงเป็นมุมหนึ่งของทะเลสาบเท่านั้น ลงจากรถแล้วต้องเดินข้ามถนนไป ประเทศจีนนี้มีอันตรายก็คือ ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ใช้จักรยานไฟฟ้ากันมากมาย และเจ้าพวกนี้สุ้มเสียงเงียบมาก ถ้าไม่บีบแตรเสียอย่างเดียว วิ่งมาติดตัวแล้วเรายังไม่รู้ตัวเลย..! เวลาข้ามถนนจึงต้องหูไวตาไว
เมื่อเดินขึ้นไปถึงลานสาธารณะทางด้านบน นัดแนะกันว่าเวลาบ่ายโมงครึ่งให้มารวมกันอยู่บริเวณนี้ แล้วปล่อยฟรีสไตล์ ให้พวกเราไปเลี้ยงนกนางนวล หรือว่าถ่ายรูปตามอัธยาศัย กระผม/อาตมภาพพาพวกเราไปถ่ายรูป ตรงที่เขาปั้นเป็นรูปนกนางนวลกำลังเหินบินแล้ว ก็เดินมาเพื่อที่จะหาซื้อสิ่งของเลี้ยงนกนางนวล "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) ส่งขนมปังชิ้นใหญ่มาให้
เมื่อเดินไปยืนรออยู่พักหนึ่งก็ต้องเซ็ง เพราะว่านกนางนวลที่กำลังมานั้น โดนบรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดทะเลสาบเตียนฉือ ที่ใช้เรือแบตเตอรี่มาไล่เก็บขยะอยู่ทางด้านล่าง ไล่หนีไปโดยปริยาย พวกเราเดินตามไปเท่าไร เจ้านกก็หนีไปไกลเท่านั้น เพราะว่าเรือของเจ้าหน้าที่ ๒ ลำ ๓ ลำ วิ่งตามกันไป กระผม/อาตมภาพก็เลยใช้วิธีฉีกขนมปังเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโยนขึ้นกลางอากาศ แต่ว่าเจ้าพวกนกก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้ นอกจากรอให้ตกน้ำก่อนแล้วค่อยตามลงไปกิน..!
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว เพราะว่าสิ่งของที่ระลึกซึ่งทำเป็นตุ๊กตารูปนกนางนวลนั้น ดูไม่น่ารักเอาเสียเลย จึงได้เดินกลับไปยังลานจอดรถด้านข้าง "บริษัทต้าหงถ่า" ซึ่งเป็นบริษัทผลิตบุหรี่รายใหญ่มากของประเทศจีน อาคารสำนักงานใหญ่โตมหึมา พอ ๆ กับมหาศาลาประชาชนที่กรุงปักกิ่งเลยทีเดียว..! แต่ก็ดีตรงที่ว่าทางบริษัทนั้นทำห้องน้ำสาธารณะเอาไว้ให้ พวกเราจึงแวะเข้าไปเพื่อที่จะใช้บริการกันทุกคน..!
เมื่อขึ้นรถมาจนครบถ้วนแล้ว โชเฟอร์ผู้มีโลกส่วนตัวสูง ก็พาพวกเราวิ่งไปยังร้านอาหารกลางวัน ด้วยความที่รถในเมืองค่อนข้างจะติดมาก และสถานที่จอดก็ไม่มี คันไหนจอดนานเกิน ๕ นาที ถ้าเป็นรถโดยสารก็จะโดนปรับทันที..! พวกเราจึงต้องรีบลงและเข้าไปยังภัตตาคารไม่ทราบชื่อ ที่เจ้าหน้าที่ ๕ - ๖ คน มายืนรอคณะของพวกเราอยู่แล้ว
อาหารวันนี้มีสิ่งพิเศษก็คือ "เป็ดอวี้เหลียนย่าง" ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองคุนหมิง เห็นว่าพยายามท้าชิงตำแหน่งกับเป็ดปักกิ่งอยู่ แต่กระผม/อาตมภาพฉันแล้วก็รู้สึกว่า "งั้น ๆ เอง" เมื่ออิ่มแล้วก็ออกมาเดินดูฟ้าดูดินทางด้านนอก เห็นป้ายภาษาจีนของชื่อภัตตาคารก็อ่านไม่ออก จึงขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถที่ค่อนข้างจะอุ่นกว่ามาก
เมื่อพวกเราอิ่มกันแล้ว เวลาประมาณบ่าย ๓ โมงของเมืองจีน โชเฟอร์พาพวกเรามายัง "บริษัทเทียนกงกวน" ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสินค้าจากหยก จำหน่ายหยก ทำเอากระผม/อาตมภาพงงมากว่า "มาได้อย่างไรวะ ?" เพราะว่าในโปรแกรมทัวร์ไม่มี มารู้ทีหลังว่าทางบริษัทนี้พยายามประสานงานกับบรรดาบริษัททัวร์ต่าง ๆ ในการแนะนำสินค้าให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการเผยแพร่ไปในตัว มีพนักงานหญิงมาต้อนรับ พูดไทยแบบไม่ชัดแต่ก็รู้เรื่อง แนะนำพวกเราว่าบริษัทนี้เป็นบริษัทในการผลิตสินค้าทำจากหยกและจำหน่ายหยก ซ้ำยังเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้าอื่น ๆ อย่างเช่นครีมบำรุงผิวอีกด้วย..!
เมื่อพาพวกเราเข้าไปนั่งในบริเวณห้องประชุมแล้ว สาวน้อยก็แนะนำวิธีการดูหยกจริงหยกปลอมให้ กระผม/อาตมภาพที่ดูเป็นตั้งแต่แรกแล้ว จึงพยายามที่จะถ่ายรูป แต่ว่ายายหนูซึ่งไม่ได้แนะนำตัว เพราะว่าไม่รู้มารยาทไทย นอกจากพูดจ๋อย ๆ อยู่รีบห้ามเอาไว้ บอกว่า "ในที่นี้ห้ามถ่ายรูปทั้งหมด" อาจจะเป็นเพราะว่า สิ่งของแต่ละชิ้นล้วนแล้วแต่ราคาสูงทั้งสิ้น..!
ยังไม่ทันไรก็มีหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างกระฉับกระเฉงมาก เข้ามาถึงก็นมัสการพระแล้วทักทายทุกคน บอกว่าเป็นเจ้าของบริษัทนี้ ชื่อว่า"มีนา" บ้านอยู่ปทุมธานี มีแม่เป็นคนไทย มีพ่อเป็นคนจีน จึงมาทำการเปิดบริษัททำธุรกิจอยู่ที่นี่ พวกเรานับว่าเป็นแขกพิเศษที่แวะเข้ามา โดยเฉพาะมีพระภิกษุสงฆ์มาถึง ๖ รูป อย่างไรเสียก็ต้องสวดมนต์อวยพรให้กับบริษัทของเขาในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่จีน ก็คือวันตรุษจีนด้วย ทำเอาพวกเราฮากันลั่น..!
จากนั้น "คุณมีนา" ก็พาพวกเราไปดูสินค้าเกรดพรีเมี่ยมของบริษัทเทียนกงกวน โดยที่แนะนำว่าถ้าหากว่าเป็นหยกจีนแท้ที่เรียกว่าหยกเกรด A นั้น หาได้ยากมากแล้ว ส่วนมากหมดไปตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะว่ามีแหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่มณฑลซินเจียงเท่านั้น หยกในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นหินหยกจากอำเภอหรือว่ามณฑลอื่น ๆ ตลอดจนกระทั่งหยกพม่า แล้วแนะนำสินค้าอื่น ๆ ให้กับพวกเรา โดยที่ลดแล้วลดอีก
โดยเฉพาะนำเอาจี้ห้อยคอหยก ซึ่งมีสีค่อนข้างจะสดใส ก็คืออยู่ในลักษณะขาวแวววาวมาก มาถวายให้กับพระรูปละ ๑ ชิ้น บอกว่า "ขอถวายเป็นของขวัญปีใหม่" กระผม/อาตมภาพจึงพาพระทุกรูป เจริญบทมงคลจักรวาลน้อยเพื่ออวยพรให้ แล้วเขาก็แนะนำสินค้าอื่น ๆ โดยที่บอกว่า จะลดให้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ พวกเราได้ยินแล้วทำตาโต..!
แต่กระผม/อาตมภาพเห็นว่าของแต่ละชิ้นราคาแพงมาก อย่างต่ำก็ ๑๖,๘๐๐ หยวนขึ้นไป..! ไม่สามารถที่จะจ่ายเงินเพื่อสินค้าแพงขนาดนี้ได้ จึงชวนพระของเราเดินลงมาทางด้านล่าง ไปยืนคุยกันที่บริเวณซุ้มประตูบริษัท สักครู่หนึ่ง "ครูบาไอซ์" ที่ซื้อหยกมาชิ้นหนึ่ง บอกว่าจะมอบให้กับเจ้าภาพกฐินปีนี้ของวัดเมืองขอน ซึ่งประกันยอดไว้ที่ ๘ แสนบาท..! พวกเราทั้งหลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ทำถูกแล้ว" จากนั้นก็ออกมาขึ้นรถบัสที่ "แม่หญิงเปิ้ล" เรียกให้พวกเรา
เมื่อรถบัสรับเราแล้ว ก็ไปจอดแอบอยู่ที่ลานจอดรถซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก รอจนคนอื่น ๆ หมดธุระในการละลายทรัพย์แล้ว ก็โทรเรียกโชเฟอร์ขับรถกลับเข้าไปรับที่หน้าบริษัทอีกทีหนึ่ง ตอนแรกก็นึกว่าจบรายการกันแค่นี้ ที่ไหนได้ "แม่หญิงเปิ้ล"บอกว่า ให้ไปเก็บรายการช็อปปิ้งที่บริเวณ "ประตูม้าทอง - ไก่หยก" เสียก่อน พรุ่งนี้เราตอนเดินทางกลับ จะได้ไม่ฉุกละหุกมาก การซื้อของถ้าหากว่าฉุกละหุกแล้วจะไม่มีความสุขเลย
พวกเราจึงเดินทางมาถึงบริเวณประตูม้าทอง - ไก่หยก ซึ่งเป็นบริเวณของประตูเมืองคุนหมิงโบราณ เป็นเวลาประมาณ ๕ โมงเย็นแล้ว "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล ถามว่า "หลวงตาจะหาซื้อของอะไรไหมเจ้าคะ ?" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ไม่มี..ถ่ายรูปเสร็จก็กลับได้เลย" อีกฝ่ายจึงบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นหนูจะให้เวลานักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ๒ ชั่วโมงในการช็อปปิ้ง ส่วนหลวงตาถ้าหากว่าถ่ายรูปและเดินดูสินค้าเสร็จแล้วให้แจ้งมา หนูจะเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมก่อน"
เมื่อพวกเรารอจนมวลมหาประชาชนจีนซาลงแล้ว ก็ถ่ายรูปเดี่ยว รูปหมู่ กับประตูม้าทอง - ไก่หยกกันตามอัธยาศัย แล้ว "แม่หญิงเปิ้ล" ที่เห็นว่าไม่มีกิจกรรมอะไรให้พระทำ เพราะว่าคนอื่นแห่กันข้ามถนนไปช็อปปิ้งละลายทรัพย์กันแล้ว จึงได้นำกระผม/อาตมภาพและบรรดาพระภิกษุสงฆ์ เดินเข้าไปชมสินค้าบริเวณเมืองเก่าคุนหมิง ซึ่งสินค้าก็หน้าตาคล้าย ๆ กับที่อื่นทุกที่นั่นเอง เพียงแต่ที่นี่มีบรรดาช่างเงินช่างทอง มาหลอมโลหะผลิตสินค้าของตนเองให้ดูด้วย
เมื่อใกล้ ๖ โมงเย็น กระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนเดินวนออกมาด้านนอก แล้วข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง เพราะว่ารถแท็กซี่อยู่ฝั่งนั้น รถแท็กซี่ของจีนบังคับเลยว่า ให้นั่งหน้า ๑ คน นั่งหลังไม่เกิน ๓ คน และต้องเป็นรถไฟฟ้าเท่านั้น "คุณน้ำทิพย์" จัดแจงสั่งเสียโชเฟอร์ว่าให้ไปส่งพวกเราที่ไหน ? แล้วก็สแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงินให้ โชเฟอร์พาฝ่ารถติดมาจนกระทั่งถึงโรงแรมวีนัส อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล ก็เป็นเวลา ๖ โมงครึ่งแล้ว บริเวณหน้าโรงแรมตอนนี้โดนแผงลอยต่าง ๆ ยึดไปเป็นที่จำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะผลไม้ต่าง ๆ เต็มไปหมด..!
กระผม/อาตมภาพรับฟังนัดของพรุ่งนี้ว่าจะต้องตื่นกี่โมง ? ฉันเช้ากี่โมง ? เดินทางกี่โมง ? แล้วก็กลับขึ้นไปยังห้องพักของตนเอง จัดการสรงน้ำร้อนผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำการส่งงานทุกอย่างเสร็จสิ้น แล้วอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุต่าง ๆ ที่ซื้อหามาของวันนี้ โดยบอก "หลวงปู่ไห่ทง" ซึ่งเป็นผู้คอยดูแลการเดินทางของเราครั้งนี้ว่า "รบกวนหลวงปู่ช่วยเสกให้ด้วยครับ" เพราะว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมาเพื่อความเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถึงขนาดมีฉัพพรรณรังสี ๒ สาย ก็คือสีเหลืองกับสีเขียวแล้ว
หลวงปู่ท่านทำหน้าเมื่อย บอกว่า "ให้ไปทุบอิฐ ให้ไปแบกหิน หรือเป็นงานกรรมกรจะถนัดกว่า..!" ว่าแล้วท่านก็เชิญ "พระสมันตภัทรโพธิสัตว์" ทรงช้าง ๔ งามาอย่างสง่างาม รัศมีสว่างไสวมาก แล้วบอกว่า "ให้ "ท่านผู่สัก" เป็นผู้ช่วยเสกให้ก็แล้วกัน" กระผม/อาตมภาพเห็นเช่นนั้นก็สบายใจ เพราะว่าพระโพธิสัตว์นั้น หลายอย่างถ้าหากว่าท่านตั้งใจจะช่วย ท่านก็ช่วยถึงระดับฝืนกฎของกรรมเลยทีเดียว..! จึงส่งใจไปดูท่านเสกสิ่งของ จนร่างกายหลับไปตอนไหนไม่รู้ ?!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
vBulletin® v3.8.11, Copyright ©2000-2026, vBulletin Solutions Inc.