เข้าระบบ

View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๙


ตัวเล็ก
16-01-2026, 07:17
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๙

ANl55lvDOYQ

เถรี
16-01-2026, 23:32
วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม ลี่เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ล อยู่ที่ ๓ องศาเซลเซียส คำพยากรณ์ว่าจะลงไปอยู่ที่ - ๒ องศาเซลเซียส เมื่อวานอุณหภูมิช่วงเช้าก็อยู่ที่ประมาณนี้เช่นกัน

พวกเราต้องเตรียมพร้อมเพราะว่าเขาปลุกตั้งแต่ตี ๕ ครั้นเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพหิ้วของลงไปยังล็อบบี้ข้างล่าง เขายังไม่เปิดไฟกันเลย พนักงานซึ่งดูแลล็อบบี้อยู่ก็ยัง "นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น" กระผม/อาตมภาพนั่งรออยู่พักใหญ่ พวกเราจึงค่อย ๆ ทยอยกันลงมา

ทางด้านห้องครัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากล็อบบี้นัก มีเสียงทำอาหารอีโล้งโช้งเช้งกันอยู่พักใหญ่ ครั้นพร้อมแล้วก็เปิดให้เข้า โดยที่ไม่ต้องสแกนบัตรห้องเสียด้วย เข้าไปแล้วเจอข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ หลายท่านชอบอกชอบใจที่มีกาแฟเอสเพรสโซ่ ซึ่งเป็นกาแฟสดให้เติมได้ไม่อั้น หรือถ้าจะแปรสภาพเป็นกาแฟชนิดอื่น ๆ พนักงานของโรงแรมก็รีบจัดการให้

เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราก็หยิบข้าวของส่วนตัว โดยเฉพาะเครื่องกันหนาวและกระป๋องออกซิเจน ขึ้นรถบัสที่มาจอดรออยู่นานแล้ว ประมาณ ๖ โมงครึ่งก็วิ่งตรงไปในความมืด เพื่อไปยังทางเข้า "ภูเขาหิมะมังกรหยก" เหตุที่ต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็เพราะว่าต้องเดินทางประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วพวกเรายังต้องทำการสแกนตั๋วเข้าไปข้างใน เพื่อรอขึ้นกระเช้าในเวลา ๘ โมงตามที่จองไว้ ถ้าหากว่าพลาดเวลา โดนทัวร์คณะอื่นแซงหน้าไปเมื่อไร เราก็ต้องไปต่อท้ายคณะอื่นที่เขาตามมาอีกมาก..!

พวกเรามาจอดรับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่อีก ๑ ท่าน ลักษณะเป็น "อาแปะ" ใจดีและคล่องแคล่วทีเดียว อยู่ในแบบเดียวกับการไปเที่ยวซินเจียงก็คือ ถึงคุณมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น แต่ว่าเป็นคนเมืองอื่น คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อตั๋วเข้าไปในสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้ เท่ากับเป็นการบังคับไปในตัวว่าจะต้องจ้างคนท้องถิ่นของเขา..!

เถรี
16-01-2026, 23:35
ประมาณ ๗ โมงครึ่ง พวกเราไปถึงหน้าสถานที่ ลงจากรถมาก็สะท้านเฮือกทีเดียว เนื่องเพราะว่าตอนนั้นอากาศอยู่ที่ - ๒ องศาเซลเซียส เดินตาม "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นจากเมืองสิบสองปันนา ซึ่งตอนนี้แทบจะไม่ได้อยู่บ้านอยู่เมืองของตนเอง เพราะว่าต้องรีบทำงานหาเงินเอาไว้ใช้ เนื่องจากว่าไม่ได้แต่งงาน..! เข้าไปถึงบริเวณที่ต้องสแกนกระเป๋า ผ่านเข้าไปแล้วพวกเรายังต้องเดินเข้าไปอีกหลายช่วง แต่ละช่วงบางทีก็มีคอกอยู่ในลักษณะให้เดินวนซ้ายขวาซ้ายขวาไปเรื่อย ในลักษณะจำกัดไม่ให้นักท่องเที่ยวกระจัดกระจายออกนอกเส้นทาง

เมื่อมาถึงบริเวณที่จะสแกนตั๋ว เจ้าประคุณเถอะ...โทรศัพท์มือถือของ "อาแปะ" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นของเรา ไม่สามารถที่จะเปิดข้อมูลได้..! ครั้นแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่สองคนมาช่วยกันใช้โทรศัพท์ตนเอง ก็ไม่สามารถที่จะเปิดได้เช่นกัน พวกเรารออยู่ ๑๐ กว่านาที จึงต้องถอยออกมาให้คณะอื่นแซงหน้าขึ้นไปก่อน..!

ทางเติมเต็มทราเวลแก้ไขด้วยการส่งรายชื่อที่พิมพ์มา ให้ "อาแปะ" ไปจัดการเปลี่ยนตั๋วชุดใหม่ เมื่อได้มาแล้ว พวกเราจึงสแกนตั๋วเข้าไปทางด้านใน เพื่อขึ้นรถบัสของทางอุทยาน วิ่งขึ้นไปยังเทือกเขาหิมะมังกรหยก การล่าช้าทำให้พวกเราโชคดี เนื่องเพราะว่าท้องฟ้าเปิด เห็นแสงอาทิตย์ส่องจับยอดเขาหิมะมังกรหยก เหลืองอร่ามประหนึ่งทองคำ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้จะเปิดให้เห็นครั้งละไม่กี่วินาทีเท่านั้น บังเอิญกระผม/อาตมภาพมือไว จึงสามารถถ่ายรูปมาได้..!

ครั้นพวกเราวิ่งไปสุดทางที่บริเวณความสูง ๓,๓๕๖ เมตร ไม่มีเวลาอ้อยอิ่งถ่ายรูปกันบริเวณหินแกะสลักบอกความสูงแล้ว หากแต่ต้องรีบเดินเข้าไปภายในอาคาร เพื่อที่จะสแกนตัวและสแกนตั๋วกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วขึ้นกระเช้าที่พาพวกเราขึ้นไปบนยอดเขา โดยที่สามารถนั่งได้คันละ ๖ คน

บรรดาท่านที่ช้าก็มาไม่ทัน พวกเราพระ ๕ รูป และ "คุณน้ำทิพย์" พรวดขึ้นไป ยังไม่ทันจะนั่งได้เต็มก้น ลิฟท์ก็โดนกระชากลอยละลิ่วขึ้นยอดเขาไปแล้ว..! ใช้เวลาขึ้นยอดเขาประมาณ ๘ นาที แต่ด้วยความที่ว่าลิฟท์นี้มีช่องเล็ก สามารถที่จะเปิดแล้วยื่นมือออกไปถ่ายรูปข้างนอกได้ เนื่องเพราะว่าช่วงล่างนั้น ไอตัวของพวกเราออกมาจับกระจกจนเป็นฝ้าหมด ในเมื่อสามารถเปิดและยื่นมือออกไปได้ กระผม/อาตมภาพจึงสามารถถ่ายภาพทะเลหมอกและพระอาทิตย์กำลังขึ้น พร้อมทั้งยอดเขาหิมะมังกรหยกเอาไว้ได้ ในลักษณะที่ใครเห็นก็ชมว่างามสุด ๆ ไปเลย..!

เถรี
16-01-2026, 23:39
ออกจากลิฟท์แล้ว เดินตาม "คุณน้ำทิพย์" ไปได้ไม่ไกล ก็โผล่ออกมาเจอลมหนาวพุ่งเข้าปะทะหน้าจนชา..! มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากแน่นไปหมดแล้ว บริเวณนี้อยู่ที่ความสูง ๔,๕๐๖ เมตร ถือว่าเป็นจุดสูงสุดที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวมาถึง เนื่องเพราะว่าเทือกเขาหิมะมังกรหยกนั้น ยอดสูงสุดอยู่ที่ ๕,๕๐๐ เมตร

พวกเราทยอยกันตามมาถึง เดินหามุมถ่ายรูป ถ่ายคลิปวิดีโอกันตามอัธยาศัย โดยที่บรรดามวลมหาประชาชนจีนนั้น ไม่มีความเกรงใจเลย เราจะถ่ายรูป เขาก็เดินตัดหน้า แถมไปยืนแช่อยู่ในบริเวณจุดที่เห็นทิวทัศน์สวย ๆ แบบไม่ยอมถอยอีกด้วย..! จนกระทั่งบางทีต้องไปดึงแขนให้ออกมา เพื่อที่เราจะได้ถ่ายรูปบ้าง..!

อากาศข้างบนนี้ นอกจากลมแรงแล้ว ช่วงเวลา ๘ โมงกว่านี้ยังอยู่ที่ - ๔ องศาเซลเซียส ทำเอามือเท้าชาไปหมด กระผม/อาตมภาพต้องบอกให้ทุกคนหายใจด้วยกระป๋องออกซิเจนเป็นระยะไป เพื่อที่ป้องกันไม่ให้น็อกไปเสียก่อน เมื่อได้รูปทุกซอกทุกมุมตามที่ต้องการแล้ว ก็ไปหาที่หลบความหนาวกัน

ปรากฏว่าครั้งแรกที่โผล่ไป กลายเป็นบริเวณห้องน้ำ ซึ่งบรรดามวลมหาประชาชนจีนยึดที่นั่งไปหมดแล้ว สักครู่หนึ่ง "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) ทัวร์ลีดเดอร์ของเราก็วิ่งมาบอกว่า "หลวงพ่อครับ บริเวณห้องพักทางลงเขาเปิดเอาไว้แล้วครับ" พวกเราจึงเข้าไปหลบลมหนาวกันที่นั่น

กระผม/อาตมภาพส่งภาพให้กับ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) เพื่อนำลงในเว็บไซต์วัดท่าขนุนแบบเรียลไทม์ พร้อมกับอาศัยออกซิเจนกระป๋องหายใจเป็นระยะ ทั้งที่ไม่มีอาการอะไรเลย เนื่องเพราะว่าถ้าไม่ใช้ก็ต้องทิ้งเสียเปล่า เพราะว่าการขึ้นรถไฟความเร็วสูงนั้น เขาไม่ให้นำเอาสิ่งของจำพวกสเปรย์หรือว่าออกซิเจนกระป๋องขึ้นไปแม้แต่นิดเดียว..!

จนประมาณ ๙ โมงครึ่งของเมืองจีน พวกเราก็กลับเข้ามากันครบครัน แล้วนั่งกระเช้าลงจากยอดเขา แต่ว่าขาลงนี้มีหลายช่วงที่ค่อนข้างชัน กระเช้าจึงพุ่งละลิ่วลงไปชนิดที่คนขวัญอ่อนมีหวังได้กรี๊ดกันบ้างเป็นแน่..!

เถรี
16-01-2026, 23:58
เมื่อลงมาแล้ว เดินออกมาบริเวณที่เป็นร้านขายของที่ระลึก หาห้องน้ำเข้ากันให้เรียบร้อย รอจนทุกคนพร้อมแล้วก็ออกมา เบียดเสียดเยียดยัดกับมวลมหาประชาชนชาวจีน ทำให้กว่าครึ่งหลุดไปอยู่ในรถบัสคนละคัน กลายเป็นคนละคณะไปเลย..!

วิ่งออกมาทางด้านล่าง ซึ่งยังอยู่ใน "เขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาหิมะมังกรหยก" บริเวณนี้เรียกว่า "หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน" เป็นสถานที่ซึ่งทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มาสร้างฝายกั้นน้ำเอาไว้ น้ำสีเขียวที่มองบางมุมแล้วเหมือนกับสีน้ำเงินเข้ม เขาจึงได้เรียกบริเวณนี้ว่า "หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน" เนื่องเพราะว่ายามค่ำคืนจะสะท้อนดวงจันทร์ลงไปอยู่ภายในบึงด้วย

เมื่อนัดแนะเวลาและให้มาพบกันบริเวณที่เป็นลานสำหรับถ่ายรูป ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านนำเอาวัวจามรีเผือกมารอนักท่องเที่ยวขึ้นขี่ถ่ายรูป แถวนี้ได้ยินเสียงภาษาไทยค่อนข้างจะมากทีเดียว กระผม/อาตมภาพเดินไปหามุมถ่ายรูปตามสถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้ ก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ เพราะว่าเขากั้นทางเอาไว้ เพื่อไม่ให้รถอื่นเข้ามาในบริเวณที่ใช้รถแบตเตอรี่ จึงเดินกลับมาที่จุดนัดพบ

ปรากฏว่าพวกเราส่วนใหญ่มากองรวมกันที่นี่แล้ว แต่ละคนต่างก็เชียร์ให้หลวงพ่อขี่จามรีให้เขาถ่ายรูป โดยที่ควักเงินออกมารอพร้อมจ่ายกันทุกคน..! ไม่ทราบเหมือนกันว่าโดนโก่งราคาหรือเปล่า ? เพราะว่าเจ้าของจามรีตะโกนว่า "คนละ ๕๐ หยวน..!"

เมื่อขึ้นไปนั่งบนหลังจามรีเผือก ทุกคนก็ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เมื่อรู้ว่าพวกเราเป็นคนไทย เจ้าของวัวจามรีก็ตะโกนว่า "เปลี่ยนท่า" ก็คือให้ขยับเป็นท่าอื่นบ้าง ประมาณว่าจะหกคะเมนตีลังกาบนหลังจามรีก็ได้..! แต่เขาไม่รู้ว่าพระภิกษุของเราต้องสำรวมกิริยา ตะโกนคำว่า "เปลี่ยนท่า" ไปเกือบ ๒๐ ครั้ง กระผม/อาตมภาพก็ยังคงนั่งอยู่ท่าเดิม..! เสร็จแล้วปล่อยให้ท่านอื่นขึ้นไป "เปลี่ยนท่า" กันบ้าง..!

เถรี
17-01-2026, 00:03
เมื่อถ่ายรูปกันจนกระทั่งเจ้าของจามรีกระเป๋าตุงดีแล้ว พวกเราก็ตาม "คุณน้ำทิพย์" มาขึ้นรถแบตเตอรี่ วิ่งไปตามทางคดเคี้ยวคับแคบ ที่ให้เฉพาะรถขนาดนี้วิ่งเท่านั้น รถน้ำมันอื่น ๆ ไม่สามารถใช้สถานที่ได้ เพื่อป้องกันบุคคลหัวรั้นที่จะดื้อขับรถเข้าไปด้วยตนเอง..!

มาลงบริเวณที่เรียกว่า "ไป๋สุ่ยเหอ" ซึ่งยังอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหิมะมังกรหยกนี่แหละ แต่ว่าเป็นคนละมุมกับ "หุบเขาพระจันทร์สีน้ำเงิน" เรามีเวลาตรงนี้แค่ ๑๐ กว่านาทีเท่านั้น เนื่องเพราะว่าทางเติมเต็มทราเวลได้นัดห้องอาหารเอาไว้แล้ว จึงหามุมถ่ายรูปแต่หายากสุด ๆ เนื่องเพราะว่ามุมที่สวยที่สุดมีแต่หัวของบรรดามวลมหาประชาชนจีนเต็มไปหมด..! แถวนี้มี "ยวนยาง" (เป็ดแมนดาริน) อยู่เป็นสิบ ๆ ตัว เล่นน้ำท่ามกลางอากาศ - ๔ องศาเซลเซียสกันหน้าตาเฉย..!

เมื่อได้รูปที่มีแต่หัวคนมาแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินขึ้นบันไดตาม "คุณน้ำทิพย์" ไป โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าอยู่บนที่สูงถึงเกือบ ๔,๐๐๐ เมตรเลยแม้แต่น้อย พวกเราเดินอ้อมมาจนถึงบริเวณที่เขากั้นคอกเอาไว้ คุณน้ำทิพย์บอกว่าให้เดินตีคู่กันไป ไม่เช่นนั้นแล้ว มีช่องว่างเมื่อไร มวลมหาประชาชนจีนจะพุ่งเข้ามาแทรกทันที เพื่อที่จะเอาคิวขึ้นรถก่อน ขนาดเตือนแล้วเตือนอีกก็ยังโดนแทรกเข้ามาหลายราย..!

รถบัสของทางอุทยานพาย้อนกลับลงไป บริเวณที่จอดรถนั้นก็คือห้างสรรพสินค้าใหญ่โตมหึมา แต่เมื่อเข้าไปข้างในจริง ๆ กลายเป็นว่าขายของแค่มุมเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นมุมกาแฟ มุมนั่งเล่น และมุมอาหาร โดยที่บริเวณโต๊ะนั้นจะมีเตาไฟฟ้าซึ่งสำหรับเอาไว้ต้มสุกี้โต๊ะละ ๘ เตา

อาหารวันนี้ของเราก็คือสุกี้หม้อร้อน กระผม/อาตมภาพจัดแจงเอาหมวกคลุมหัว ตลอดจนกระทั่งปลอกคอออก ทำท่าจะรูดซิป เอาเสื้อกันลมซึ่ง "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ จัดการสวมให้ออกด้วย แต่ "ท่านปิง" เตือนว่า "ถ้าหากว่าเปียกเปื้อนเสื้อกันลม สามารถทำความสะอาดได้ แต่ถ้าหากเปียกชุดทางด้านใน ทำความสะอาดไม่ได้นะครับ..!" กระผม/อาตมภาพจึงต้องอยู่หน้าหม้อร้อน โดยที่ใส่เสื้อกันลมเต็มที่อยู่อย่างนั้น..!

เถรี
17-01-2026, 00:08
อาหารวันนี้แยกกันคนละหม้อ โดยที่กระผม/อาตมภาพนั้นได้เนื้อไก่กับเนื้อหมู "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนคร ได้อาหารมังสวิรัติ ซึ่งมีไข่อยู่ด้วย สำหรับท่านอื่น ๆ เป็นอาหารทะเล

ส่วนที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือหอยนางรมและหอยแมลงภู่ โดยที่ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล บอกว่า "หลวงตาไม่ฉันอาหารทะเล" จึงได้สั่งหมูและไก่ให้โดยเฉพาะ แต่เมื่อเขี่ยดูในสิ่งที่เขาส่งมาให้แล้ว เจอสาหร่ายทะเลและแมงกะพรุนด้วย จึงทำให้กระผม/อาตมภาพต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ว่า สาหร่ายทะเลและแมงกะพรุนไม่ใช่อาหารทะเล..!

พวกเราจัดแจงกวาดเอาสารพัดผัก ตลอดจนกระทั่งเนื้อสัตว์ที่ตนเองได้รับใส่ลงหม้อไป กินกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะคนไม่กลัวร้อนอย่างกระผม/อาตมภาพ ถึงขนาดซดน้ำจนหมดหม้อเลยทีเดียว..! แล้วก็ต้องออกไปยืนตากลมทางด้านนอก รอจนกว่าพวกเราจะตามมา กระผม/อาตมภาพก็เริ่มหนาวแล้ว..!

ครั้นพวกเราออกมาครบถ้วน "คุณน้ำทิพย์" ก็พาเดินลัดไปค่อนข้างไกล โผล่ออกไปยังเวทีกลางแจ้งขนาดมหึมา ซึ่งมีการแสดงโชว์ของผู้กำกับชื่อดัง คือ "จางอี้โหมว" แสดงในชุด "ความภาคภูมิใจของชาวลี่เจียง" สามารถที่จะกำกับคนหลายร้อยคน ให้แสดงอย่างพร้อมเพรียงกันได้..!

เป็นการแสดงออกซึ่งการพบแผ่นดินแห่งนี้ของบรรดา "ชาวน่าซี" โดยที่ปล่อยใจให้ตามการชักนำของเทวดา ที่ดลใจให้ทุกคนฝ่าทุ่งหิมะ ตลอดจนกระทั่งขุนเขาลำธาร ข้ามมาจนถึงบริเวณลี่เจียงในปัจจุบันนี้ แล้วก็มีตำนานความรักของหนุ่มสาวที่ไม่สมหวัง ชวนกันไปขี่ม้ากระโดดลงหน้าผา..! กลายเป็นอะไรที่มีหลายอารมณ์ เนื่องเพราะว่าจะมีการแย่งชิงพื้นที่จนเกือบจะก่อเกิดสงคราม แต่ก็มีผู้มาห้ามทัพ บอกว่าพื้นที่มีมากพอสำหรับทุกคน บรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ที่มาถึง จึงแบ่งสันปันส่วนพื้นที่กัน ก่อสร้างจนเป็นเมืองลี่เจียงนี้ขึ้นมา

โชว์นั้นแสดงอยู่ ๑ ชั่วโมงเต็ม ๆ ระหว่างช่วงท้าย มีคนเริ่มลุกออกไปทีละคณะ เพราะว่าไม่อยากไปเบียดเสียดเยียดยัดเวลาออกพร้อม ๆ กัน แต่ว่าพวกเราดูจนถึงช่วงสุดท้าย ถึงได้ลุกเดินตาม "คุณน้ำทิพย์" ออกไป โดยมี "แม่หญิงเปิ้ล" และ "ไกด์ไก่" คอยปิดท้ายอยู่ด้านหลัง ตามมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่ง "อาแปะ" แกทำหน้าที่ได้ดีมาก ๆ พาพวกเราออกไปชี้ให้ดูว่ารถจอดอยู่ตรงไหน ?

เมื่อขึ้นรถมาแล้ว พวกเราก็ปลดเครื่องกันหนาวออกกันคนละชิ้นสองชิ้น เหตุเพราะว่าอากาศเริ่มร้อนมากแล้ว เมื่อพร้อมแล้วก็วิ่งต่อไปยังบริเวณที่เรียกว่า "อุทยานน้ำหยก" เพราะว่าขนานไปกับเทือกเขาหิมะมังกรหยก และมีสระน้ำขนาดใหญ่ ๆ เล็ก ๆ ซึ่งสะสมน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมะเอาไว้ ถ้าแล้งกว่านี้ บริเวณสระน้ำก็จะกลายเป็นทุ่งหญ้าเช่นกัน

พวกเรามาลงบริเวณลานจอดรถของอุทยานน้ำหยก ที่ลมค่อนข้างจะแรง จึงต้อง "จัดเต็ม" ด้วยการสวมเอาเครื่องกันหนาวกลับเข้าไปใหม่ เมื่อถ่ายรูปบริเวณป้ายหินแล้ว ค่อยเดินผ่านเครื่องนับเข้าไปทางด้านใน โดยมี "อาแปะ" มัคคุเทศก์ท้องถิ่นคอยแจ้งว่าพวกเรามีคนไหนบ้าง ? มีกี่คน ?

เถรี
17-01-2026, 00:21
ครั้นผ่านร้านขายของที่ระลึกเข้าไปแล้วจึงเห็นว่า บริเวณนี้เขาให้เข้าออกทางเดียว "คุณน้ำทิพย์" ชี้ให้ดูว่า พวกเราต้องเดินวนไปตามทางด้านขวามือ แล้วค่อย ๆ อ้อมไป จนถึง "อนุสาวรีย์เจ้าแม่หนี่วา" ซึ่งมีท่อนบนเป็นผู้หญิงหน้าตาเคร่งขรึมใจดี ส่วนท่อนล่างเป็นพญางู ตามตำนานจีนว่าเป็นผู้ให้กำเนิดมวลมนุษย์ เป็นที่นับถือของชาวน่าซีเป็นอย่างมาก แล้วถ้าใครจะอ้อมไปดูศาสนสถานของ "นิกายตงปา" ก็สามารถที่จะแยกขวาขึ้นไป แล้วค่อยย้อนกลับลงมา ถ้าใครไม่แยกขวาไป ก็ให้เดินออกทางซ้าย ลงมาในบริเวณที่เป็นหอสูงชมวิว แล้วย้อนกลับออกมาเส้นทางเดิม

กระผม/อาตมภาพเดินไปไม่กี่ก้าวก็ทึ่งมาก เนื่องเพราะว่าน้ำที่เขียวใสนั้นมีปลาสีทองแหวกว่ายอยู่เป็นพันตัว..! คิดว่าเป็น "ปลาหลี่ฮื้อ" แต่ว่า "คุณน้ำทิพย์" พูดภาษาไทยไม่ชัดว่า "แซงม่อง แซงม่อง" กระผม/อาตมภาพเพ่งดูแล้ว เห็นมีลายสีชมพูจาง ๆ อยู่ข้างตัวเป็นแถบยาว ถึงได้เชื่อว่าเป็นปลาแซลมอนจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าคนจีนจะเพาะเลี้ยง "ปลาแซลมอนสีทอง" ได้มากมายขนาดนี้ เดินเข้าไปอีกไม่กี่ก้าว คราวนี้เป็นบ่อปลาแซลมอนสีดำ แต่ละตัวหากินกันอย่างมีความสุข

เมื่อมาถึงบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าแม่หนี่วาแล้ว เห็นบรรดาสัตว์บริวารต่าง ๆ นั้น มี "ไอ้เคโระ" กบเขียวนั่งหน้ายิ้มอยู่ตัวหนึ่งด้วย พวกเรากรี๊ดกร๊าดเฮฮาถ่ายรูปกันใหญ่ กระผม/อาตมภาพจึงรวมทุกคนถ่ายรูปหมู่เสียอีกรอบหนึ่ง แล้วค่อยแยกตัวเดินต่อไปจนถึงบริเวณศาสนสถานของนิกายตงปา

เมื่อดูแล้วว่าไม่มีอะไรแปลก นอกจากที่มาที่ไป ซึ่งทำอยู่ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ จึงได้ชวน "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) เดินแยกออกมาทางด้านหอสูง อาศัยที่ว่ากำลังขายังเหลือเฟือ จึงเดินรวดเดียวขึ้นไปบนยอดหอสูงซึ่งสูงมาก ทางด้านบนเขาทำเป็นจุดชมวิวที่เป็นลานกระจก สามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง

เมื่อถ่ายรูปจนพอใจแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เดินลงมายังด้านล่าง ครั้นกลับออกมาบริเวณร้านขายของที่ระลึก ได้บอกกับ "หลวงพ่อนิล" ว่า ไม่ต้องรีบออกไป ข้างนอกอากาศหนาวเพราะลมแรงมาก เดินดูของกันแล้วเห็นว่ามี "ไอ้บู้บี้" ตุ๊กตาหน้าผีเสียกบาลอยู่ ๒ ตัว มีอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่ฮิตที่สุดของประเทศจีน ก็คือทำมาจาก "ร้านป๊อปมาร์ท" กระผม/อาตมภาพถามราคาแล้ว ปรากฏว่าตัวละ ๒๕ หยวนเท่านั้น จึงได้ซื้อ "ไอ้บู้บี้" ตุ๊กตาหน้าผีเสียกบาลติดมือไป ๑ ตัว แล้วเดินออกไปหลบลมบนรถของเราบริเวณลานจอดรถ

เถรี
17-01-2026, 00:27
เมื่อออกมากันพร้อมเพรียงแล้ว นึกว่าวันนี้จะจบรายการ แต่ยังไม่ใช่ เพราะว่าเราวิ่งกลับไปยัง "เมืองเก่าลี่เจียง" เข้าไปยังบริเวณ "สวนสาธารณะสระน้ำมังกรดำ" ซึ่งมีตำนานมังกรดำให้ฝน เพื่อช่วยให้ชาวน่าซีรอดพ้นจากความอดอยาก ถ่ายรูปหมู่แล้วนัดแนะกันแล้วว่า ให้ออกมาพบกันตรงไหน ?

กระผม/อาตมภาพเดินหามุมถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปเจอยูทูบเบอร์ชื่อดังรายหนึ่งของเมืองไทย ที่พาเพื่อนและลูกเล็ก ๆ สองคนมาเที่ยวด้วย ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะทำการบันทึกเรื่องราว เพื่อที่ไปออกใน YouTube อีกเมื่อไร ?

เมื่อหามุมถ่ายรูปจนเรียบร้อยแล้ว ก็เดินวนมาจนถึงบริเวณลานจอดรถ นั่งรออยู่พักหนึ่ง "น้องเล็ก" ก็ตามมาถึง แต่ว่าบริเวณนี้ร้านค้าปิดเสียเกือบหมด "น้องเล็ก" บอกว่าจะไปหาห้องน้ำเข้าเสียก่อน เพราะว่าแถวลานจอดรถไม่มี กระผม/อาตมภาพที่รู้สึกว่าปวดอยู่เช่นกัน จึงต้องเดินตามป้ายห้องน้ำไป

วนเสียอีก ๑ รอบใหญ่ถึงมาเจอห้องน้ำ เข้าไปทำธุระส่วนตัวแล้ว ก็กลายเป็นสองคนเท่านั้น ที่เดินสวนสาธารณะสระน้ำมังกรดำเสียสองรอบ..! พวกเราขึ้นรถมาแล้ว "แม่หญิงเปิ้ล" แจ้งว่า จะไปส่งพวกเราซึ่งส่วนหนึ่งหมดสภาพแล้ว รวมทั้ง "คุณเจี๊ยบ" (นางสุวรางคณ์ ไตรสารวัฒนะ) ที่ตอนนี้กระฉับกระเฉงแข็งแรงดีแล้วด้วย ส่วน "คุณไก่" (นางสาวโสภา ตั้งอธิคม) และ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) ที่ไปถึงบ้านแล้ว แจ้งมาว่าคุณแม่ปลอดภัยดีมาก ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง

พวกเรามาถึงโรงแรมแล้ว ทาง "แม่หญิงเปิ้ล" ให้เวลา ๑๐ นาทีในการทำธุระส่วนตัว ถ้าใครจะไปเดินช็อปปิ้งบริเวณ "ถนนคนเดินเมืองเก่าลี่เจียง" ก็ให้ลงมารออยู่บริเวณล็อบบี้ ถ้าตรงเวลาแล้ว ส่วนที่ไม่มาหรือมาไม่ทันถือว่าสละสิทธิ์..! กระผม/อาตมภาพจัดอยู่ในประเภทสละสิทธิ์ ขึ้นห้องนอนของตนเองได้ก็รีบเข้าห้องน้ำ เปิดน้ำร้อนฉ่าราดขา ราดเข่า และหลังไหล่ของตนเอง เพื่อคลายเมื่อยขบ เนื่องเพราะว่าที่นี่ไม่มีอ่างอาบน้ำให้ อาจจะกลัวเปลืองน้ำก็เป็นไปได้ จากนั้นก็ทำการส่งงานต่าง ๆ จนเรียบร้อย แล้วถึงได้เข้านอนโดยอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาท่านทั้งหลาย ที่ช่วยดูแลตลอดทางเหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)