PDA

View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๙


ตัวเล็ก
15-01-2026, 07:12
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๙

nuoT33WHVvs

เถรี
16-01-2026, 00:53
วันนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามบันทึกเสียงที่โรงแรม ลี่เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล โฮเต็ลนี้ อยู่ที่ ๒ องศาเซลเซียส คำพยากรณ์ว่าเช้านี้จะอยู่ที่ ๐ องศาเซลเซียส

เมื่อวานนี้ที่ออโรรา โฮเต็ล ซึ่งเป็นชื่อภาษาอังกฤษ แต่ถ้าหากว่าเป็นชื่อเดิม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนจะรู้จักนั้นก็คือ "Renqing Cimu Mei Court" ซึ่งถ้าหากว่าใช้ชื่อนี้ในการเสิร์ชหา ก็จะพบกับรูปของฉือมู่ที่ทำประชาสัมพันธ์โรงแรมแห่งนี้อยู่

ตอนบันทึกเสียงเมื่อวานนี้ กระผม/อาตมภาพแจ้งว่าอากาศอยู่ที่ - ๕ องศาเซลเซียส แต่ยังลดฮวบ ๆ ลงไปจนกระทั่งท้ายที่สุดก็อยู่ที่ - ๗ องศาเซลเซียส เมื่อจัดการกับธุระส่วนตัว และแต่งเนื้อแต่งตัวชนิด "จัดเต็ม" แล้ว กระผม/อาตมภาพก็ลงไปยังชั้น ๒ ซึ่ง "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ กุลีกุจอมาช่วยถือข้าวของต่าง ๆ ให้

เมื่อเดินไปถึงห้องอาหารของทางโรงแรม ปรากฏว่าเขามีเตาผิงอยู่ด้วย..! ไม่ว่าจะเป็น "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครก็ดี "ครูบาพันแสน" (เจ้าอธิการธรรมชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดศิลาวาส ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงราย และรักษาการเจ้าคณะตำบลปิงโค้งก็ดี "ครูบาไอซ์" (พระนิชวัชญ์ ญาณวิสุทฺโธ) วัดเมืองขอน อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ก็ตาม ทุกคนไปนั่งล้อมเตาผิงกันอยู่แล้ว

ห้องอาหารของโรงแรมแห่งนี้แกะสลักและตกแต่งได้อลังการมาก ๆ พวกเราเองยังทึ่งว่า ตอนที่ "ฉือมู่" ซึ่งถ้าหากว่าออกเสียงตามภาษาจีนจริง ๆ ก็คือ "ซื่อมู่" ไปยังเซี่ยงไฮ้เพื่อดูสิ่งต่าง ๆ ที่บ้านตนเองไม่มีนั้น อายุของเธอเพิ่งจะ ๑๗ ปี แล้วตอนนี้ก็ผ่านไป ๑๓ ปีกว่าแล้ว เธอเอาสิ่งที่ได้รับจากการทัศนศึกษา ไม่ว่าการก่อสร้างที่เกินกำลังของตนเองนั้น จะต้องกู้เงินอย่างไร ? หรือว่าการจะสร้างสิ่งที่อลังการ จะต้องจ้างคนออกแบบอย่างไร ? เอามาใช้การที่นี่จนหมด โดยเฉพาะครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ตลอดจนปัจจุบันนี้ก็คือสามี ทุกคนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เถรี
16-01-2026, 00:55
ส่วนที่พวกเราชื่นชมมากก็คือ เด็กสาวอายุแค่นั้น กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดถึงว่า จะสร้างเป็นโรงแรมหลังใหญ่ขนาดนี้..! และออกแบบได้สวยงามอลังการมาก เพียงแต่ว่าลักษณะค่อนข้างจะเฉพาะ เหมือนอย่างกับมาพักบ้านญาติตัวเองที่ออกแบบเป็นโรงแรม จึงทำให้ราคาค่อนข้างที่จะแตกต่าง อย่างเช่นว่าห้องที่กระผม/อาตมภาพพักอยู่นั้น ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ตกคืนละ ๒,๐๐๐ กว่าบาทเลยทีเดียว..!

ตรงจุดนี้ทำให้พวกเราทุกคนชื่นชมมาก ถ้ากระผม/อาตมภาพเป็นเด็กบ้านนอก เห็นอาคารสูงที่สุดแค่สองชั้น ไปเจออาคารสูงเป็นร้อย ๆ ชั้น ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ ก็คงจะ "กลัวจนหัวหด" แต่สำหรับ "ฉือมู่" กลับกลายเป็นปลุกความฝันในตนเองขึ้นมา แล้วก็ลงมือทำในสิ่งที่ตนเองฝันเอาไว้

ส่วนของการตัดสินใจเช่นนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเธอตัดสินใจโดยไม่มีความรู้ ถึงตัวเองจะเรียนมาน้อย แต่ด้วยความที่อุ้มลูกแกะไปให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปอยู่ทุกวัน เธอมั่นใจว่านักท่องเที่ยวที่มานั้น ถ้าหากว่ามีวิวทิวทัศน์ที่ดี ได้รับการบริการที่ดี และสถานที่ที่ดี ทุกคนย่อมมาพักอย่างแน่นอน อย่างเช่นโรงแรมแห่งนี้ ถ้าเราจองช้าก็จะไม่ได้อีกด้วย..!

เมื่อ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ลงมาถึง เห็นกระผม/อาตมภาพกำลังถ่ายรูปมุมต่าง ๆ ในห้องอาหาร ก็หายไปสักพัก แล้วมาบอกว่า "ฉือมู่กำลังทำอาหารอยู่" กระผม/อาตมภาพจึงยอมเสียมารยาท เดินเข้าไปในครัว เห็นสาวน้อยร่างบางที่ใส่เสื้อโค้ตขนเป็ดตัวยาว กำลังตั้งหน้าตั้งตาผลิตอาหารเช้าให้ ดูเธอทำงานอย่างมีความสุขมาก

เมื่ออาหารเช้ามาถึง เป็นพวกไส้กรอก ไข่ดาว ตลอดจนกระทั่งข้าวต้ม และเส้นหมี่ร้อน ซึ่งอากาศเย็นขนาดนี้ มาวางไว้ครู่เดียว ก็สามารถที่จะยกซดได้เลย เพราะว่าเกือบจะกลายเป็นของเย็นไปแล้ว..!

ครั้นพวกเรารับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ให้ "คุณน้ำทิพย์" มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ไปเชิญตัว "ฉือมู่" ออกมา แล้วมอบของที่ระลึก ซึ่งก็คือประคำมือที่บูชามาจาก "วัดหลวงเมืองลื้อ" และทำการปลุกเสกแล้วนั่นเอง ตอนแรกอีกฝ่ายหนึ่งขอบคุณแบบธรรมดา แต่พอเปิดถุงเห็นเท่านั้นเอง ก็เกือบจะกระโดดโลดเต้นเป็นเด็ก ลืมไปว่าตัวเองอายุ ๓๐ กว่าปีแล้ว ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก จากนั้นก็ให้พวกเราถ่ายรูปหมู่รวมกัน

แล้ว "ฉือมู่" บอกว่าห้องที่กระผม/อาตมภาพอยู่นั้น จะมองเห็นวิว "ทะเลสาบน่าผ้าไห่" ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีอยู่เฉพาะในช่วงฤดูฝนจนถึงช่วงนี้เท่านั้น เนื่องเพราะว่าน้ำตื้นมาก ถ้าอากาศแล้งกว่านี้ น้ำจะลดลงแล้วกลายเป็นทุ่งหญ้า สามารถที่จะเลี้ยงวัว ม้า แพะ แกะ และจามรีได้ หรือใครจะปลูกผักปลูกข้าวก็สามารถที่จะทำได้เช่นกัน

เถรี
16-01-2026, 01:08
กระผม/อาตมภาพจึงต้องย้อนกลับขึ้นห้องไปชมวิวอีกครั้งหนึ่ง เนื่องเพราะว่าเมื่อคืนก็ดี เมื่อเช้าก็ดี ยังมืดอยู่ ทำให้ไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ ถึงได้รู้ว่าตัวเองยึดเอาห้องที่ดีที่สุดของโรงแรมแห่งนี้ไปนอนทั้งคืน แถมบนหลังคานั้น ยังสามารถที่จะเปิดออกชมวิวในหน้าแล้งได้อีกต่างหาก พูดง่าย ๆ ว่านอนดูดาวอยู่ในห้องของตนเองได้อย่างมีความสุข เพียงแต่ว่าหน้านี้หนาวจัด ก็เลยไม่สามารถที่จะเปิดหลังคาในลักษณะ "ซันรูฟ" ออกมาได้ ยิ่งดูก็ยิ่งทึ่งว่าเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง กล้าติดสินใจทำเรื่องในฝันที่ยิ่งใหญ่ของตนขนาดนี้ได้..!

พวกเราช่วยกันหอบหิ้วข้าวของเพื่อไปขึ้นรถยนต์ซึ่งมาจอดรอรับอยู่ ปรากฏว่า "ฉือมู่" หิ้วข้าวของพะรุงพะรังตามมา เป็นของที่ระลึกซึ่งจะมอบให้กับพวกเรา ประกอบไปด้วยชาข้าวบาร์เลย์ นมจามรีซึ่งอัดแท่งมา แล้วก็ยังมีเนื้อจามรีอีกคนละ ๑ ชิ้นห่อมาในกระดาษสุญญากาศ พวกเรารับและขอบคุณเธอแล้ว ก็บอกให้เธอเรียกครอบครัวมาถ่ายรูปบริเวณหน้าโรงแรม จากนั้นพวกเธอทั้งหลายก็โบกมือลาพวกเรา ที่ออกเดินทางในช่วงที่อากาศหนาวขนาดนี้ ทำเอาพวกเราเดินทางไปก็สูดน้ำมูกไปด้วย..!

เป้าหมายแรกที่ฝ่าความเย็นขนาดนี้ไปถึงก็คือ "วัดซงจ้านหลิน" ซึ่งเป็นวัดนิกายวัชรยานของทิเบต ได้รับอนุญาตให้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซี จึงมีอายุหลายร้อยปีแล้ว คนแถวนี้เรียกกันว่า "โปตาลาน้อย" เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่เห็นก็คือกำแพงกั้นเอาไว้สำหรับก่อสร้าง ไม่ทราบว่าทางวัดกำลังปรับปรุงอะไร ? แต่ทำให้พวกเราเกือบจะหาทางเดินเข้าไม่เจอ..!

สิ่งแรกที่พวกเราเข้าไปแล้วทำก็คือ พุ่งเข้าหาห้องน้ำก่อนเลย..! เนื่องเพราะว่าทั้งเส้นหมี่น้ำและข้าวต้มกำลังทำพิษ ทำให้ทุกคนต้องปัสสาวะก่อน เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว สิ่งที่เห็นคือศาลาหลังใหญ่มหึมา ซึ่งเป็นส่วนจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และจำหน่ายตั๋วเข้าชมวัด แทนที่พวกเราจะไปหาซื้อตั๋วก่อน กลับพุ่งเข้าหาร้านขายของที่ระลึกก่อน..!

ครั้น "คุณน้ำทิพย์" ซื้อตั๋วมาแล้วก็เดินหายไป กระผม/อาตมภาพยืนรออยู่พักใหญ่ถึงได้รู้ว่า "คุณเจี๊ยบ" (นางสุวรางคณ์ ไตรสารวัฒนะ) ซึ่งค่อนข้างจะอายุมากอยู่ในคณะ และไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางไปในที่หนาว และที่สูงแบบนี้ เกิดอาการแพ้ความสูงอย่างหนักมาก จึงอาเจียนจนเดินไม่ไหว..!

เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ "คุณเจี๊ยบ" คิดว่า เสื้อผ้าทั่ว ๆ ไป ใส่หลาย ๆ ชั้นหน่อยก็สู้กับอากาศหนาวได้ แล้วในขณะเดียวกัน ตนเองถ่ายท้องก็คิดว่าอาหารเป็นพิษ ไม่ได้คิดว่าตัวเองนั้นอยู่ในอาการแพ้ที่สูง ครั้นถึงเวลาปวดหัว ปวดขมับแทบตาย เพราะออกซิเจนไม่พอ ทั้ง ๆ ที่กอดกระป๋องออกซิเจนอยู่ "คุณเจี๊ยบ" ก็ไม่ได้ใช้เลย..! จึงทำให้ตอนนี้อาการออกหนักมาก ก็คือเริ่มอาเจียนแล้ว..!

เถรี
16-01-2026, 01:10
เมื่อทุกคนประคับประคอง "คุณเจี๊ยบ" มาถึง เธอก็บอกว่าขอสละสิทธิ์ในการขึ้นไปบนวัด เนื่องเพราะว่ายิ่งขึ้นสูงก็อาจจะยิ่งแย่ กระผม/อาตมภาพจึงบอกว่า "ไม่มีอะไรหรอก" แล้วเอากระป๋องออกซิเจนมาประกอบให้ ครั้นหายใจเข้าไปไม่กี่ที ทุกอย่างก็ดีขึ้นทันตา แต่เพื่อความปลอดภัย "คุณเจี๊ยบ" ซึ่งมีประสบการณ์น้อย จึงบอกว่าขอรออยู่ตรงนี้แหละ ให้พวกเราขึ้นไปข้างบนกันเถอะ

ทางวัดจัดรถบัสมารับนักท่องเที่ยวหลายต่อหลายคัน วิ่งขึ้นวิ่งลงสวนกันไปสวนกันมา ครั้นวิ่งขึ้นไปถึงทางด้านบนแล้ว ได้เห็นวัดซึ่งอยู่บนหน้าผา ลักษณะคล้ายพระราชวังโปตาลาจริง ๆ อากาศหนาวชนิดที่น้ำค้างแข็งจับพื้น ทำให้เดินได้ยากมาก..!

เมื่อพวกเราถ่ายรูปหมู่แล้ว ก็ยืนรอกันอยู่พักใหญ่ จนมือเท้าชาไปหมด "แม่หญิงเปิ้ล" ถึงได้แจ้งว่า ชาวบ้านที่จะนำรถมารับเรา เพื่อให้ไม่ต้องเดินขึ้นที่สูงไปยังวัดข้างบนนั้น หายตัวไปหมด ไม่ทราบเหมือนกันว่า ขึ้นไปรวมกันทำพิธีอะไรกันข้างบนแต่เช้าแล้ว !? ขอโทษขอโพยพวกเราแล้ว ก็ขอให้ค่อย ๆ เดินช้า ๆ ขึ้นไปกันเอง..!

กระผม/อาตมภาพเดินขึ้นทางด้านบน โดยมี "ท่านปิง" คอยกระหนาบข้างเพื่อป้องกันการล้ม แต่ด้วยความที่นิสัยตนเอง เวลาขึ้นที่สูงมักจะเดินรวดเดียวถึง ทำเอา "ท่านปิง" ถึงกับอ้าปากหายใจ ถ่ายรูปไม่ไหวเลยทีเดียว..!

เมื่อขึ้นไปแล้วถึงได้รู้ว่า ตอนนี้เป็น "พิธีเกตุง" (Getor) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "พิธีเต้นระบำหน้ากาก" เพื่อขับไล่เสนียดจัญไรและสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ส่งท้ายปีเก่าของทางนิกายวัชรยาน ซึ่งทางด้าน "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) มัคคุเทศก์ประจำเติมเต็มทราเวลกล่าวว่า ตั้งแต่ทำหน้าที่นี้มา ก็ยังไม่เคยได้เห็นการเต้นระบำหน้ากากแบบนี้เลย คณะของเราโชคดีมาก ๆ เนื่องเพราะว่าต่อให้จองก็ไม่สามารถที่จะจองได้ และถึงจองได้ก็ต้องมาหาที่พักใกล้ ๆ เพื่อขึ้นมาให้ทันพิธีของเขา..!

เถรี
16-01-2026, 01:15
เมื่อพวกเราขึ้นมาถึง ทางด้านพระสงฆ์กำลังเป่าแตร ที่มีลักษณะเป็นท่อยาวเหยียดประมาณ ๓ - ๔ เมตร ๒ - ๓ อัน แล้วมีการตีกลองสั่นระฆัง ขณะที่มีพระภิกษุสวมหน้ากากเต้นระบำ เป็นฝ่ายของพระ และอีกตัวหนึ่งก็คือฝ่ายของความชั่วร้าย และมีนักแสดงประกอบในลักษณะตัวตลกอีก ๒ - ๓ คน โดยที่ชาวบ้านทั้งหมดล้อมกันแน่นอยู่ตรงนั้น ทุกคนแต่งตัวเต็มพิธี หรือว่าเต็มยศของชาติพันธุ์ทิเบต โดยมีตำรวจหรือทหารก็ไม่ทราบ ของทางการจีนแถวหนึ่ง ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ ในลักษณะคอยป้องกันความวุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น..!

เมื่อกระผม/อาตมภาพดูเหตุการณ์ และถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ก็ปลีกตัวแยกออกมา เข้าไปที่วิหารใหญ่ทางด้านข้าง ทำการถวาย "ผ้าขะตะ" ซึ่ง "ฉือมู่" ถวายมาเมื่อวานนี้เป็นพุทธบูชา แล้วตามประทีปที่ "ท่านปิง" ช่วยบูชามาให้ ถวายเพิ่มเข้าไปอีก จากนั้นก็เดินถ่ายรูป สักครู่หนึ่งคณะของพวกเราจึงตามมาถึง จึงช่วยกันทำบุญ ช่วยกันตามประทีปเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง เมื่อเห็นว่าไม่สามารถที่จะเข้าไปสู่วิหารหลัก ซึ่งทางระบำหน้ากากยังเต้นไม่เสร็จสิ้น กระผม/อาตมภาพจึงตัดสินใจเดินลงมาเลย โดยที่ "ท่านปิง" มัวแต่ไปถ่ายรูปอยู่ จึงโดนทิ้งอยู่ข้างบนคนเดียว..!

เมื่อเดินลงมาแล้ว เส้นทางบังคับให้ออกไปทางร้านขายของที่ระลึกและร้านกาแฟ แต่กระผม/อาตมภาพไม่ได้ฉันของพวกนี้ จึงเดินเลยออกมาทางด้านล่าง แล้วมองเห็นว่า มีบันไดขึ้นไปทางด้านตรงข้ามกับวัด ทางด้านบนนั้น เป็นลานกว้างเหมือนกับลานชมวิว มีเสียงประกาศชวนให้ซื้อเนื้อจามรีปิ้งอยู่ จึงเดินขึ้นไปแล้วถึงได้รู้ว่า พื้นเป็นน้ำค้างแข็งลื่นสุด ๆ ต้องบอกให้ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ที่ตามมานั้น เดินด้วยความระมัดระวัง ซึ่งมุมนี้เป็นมุมที่เห็นวัดซงจ้านหลินได้ชัดเจนที่สุด

ครั้นถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว "น้องเล็ก" ก็ไปขอซื้อเนื้อจามรีปิ้ง คนขายก็ถามว่า "มาจากไหน ?" ครั้นบอกไปว่า "ไท่กั๋ว" ก็คือเมืองไทย เธอรีบพูดมาทันทีว่า "สวัสดีค่ะ" แล้วก็คุยกันในลักษณะรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เนื่องจากว่าเธอก็ไม่ได้ภาษาอะไรนอกจากภาษาจีน ส่วนพวกเราภาษาจีนก็ตก ๆ หล่น ๆ แต่ก็สามารถซื้อเนื้อจามรีมาได้ เธอขายไม้ละ ๒๐ หยวน แต่ว่าพวกเรามีแต่ใบละ ๕๐ หยวน แล้วเธอก็ไม่มีเงินทอน จึงตกลงกันที่ ๓ ไม้ ๕๐ หยวน ซึ่งเธอก็ทำการปิ้งแล้วปิ้งอีก พร้อมกับทาเครื่องปรุงเพิ่มให้

ครั้นลองชิมดูคำแรกแล้วก็ทึ่งมาก ไม่ทราบว่าหมักเนื้อแบบไหนถึงได้นุ่มและรสชาติอร่อยได้ขนาดนี้..!? กลับลงมาส่งงานทางกลุ่มไลน์ที่ด้านล่าง รออยู่พักใหญ่ "ท่านปิง" ก็ตามมาถึง ช่วยกระผม/อาตมภาพเก็บข้าวของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมไหล่ ถุงมือ หรือแม้กระทั่งกระบอกน้ำร้อน

เถรี
16-01-2026, 01:18
รออยู่ครู่หนึ่ง "คุณน้ำทิพย์" ก็บอกว่าทุกคนมาพร้อมแล้ว พวกเราจึงไปขึ้นรถบัสวิ่งลงมา แต่ว่ารถบัสอ้อมไปส่งพวกเราไกลมาก ถ้าหากว่าจอดทางด้านหน้าสถานที่ซึ่งเราขึ้นรถครั้งแรกนั้น เราก็สามารถเดินลัดเข้าไปได้แล้ว ไม่ทราบเหมือนกันว่าระบบของเขาให้ออกอย่างเดียว ไม่ให้เข้าหรืออย่างไร ? พวกเราเลยได้เดินออกกำลังกายกันหลายร้อยเมตร..!

เมื่อเข้าห้องน้ำเสร็จ กระผม/อาตมภาพก็แวะไปดู "คุณเจี๊ยบ" ซึ่งตอนนี้หายดีแล้ว นำเอาลูกประคำและลูกอมที่ทางด้านพระลามะในวิหารข้างมอบให้ ส่งให้เธอแทน บอกว่าพระลามะฝากมา อยู่ในลักษณะอวยพรให้หายไว ๆ อีกฝ่ายจึงกระฉับกระเฉงขึ้นมาอย่างกะทันหัน..!

เมื่อพวกเราเดินมาถึงรถ รอจนครบก็ ๑๑ โมงครึ่ง แต่ "แม่หญิงเปิ้ล" บอกว่า ให้พวกเราไปชมวิวที่ "ทะเลสาบน่าผ้าไห่" เสียก่อน แล้วค่อยไปรับประทานอาหารกลางวันกัน รถวิ่งไปได้ไม่ไกลก็ถึงริมทะเลสาบ ซึ่งทำเป็นลักษณะซุ้มประตูสำหรับถ่ายรูป และให้เดินลงไปข้างล่างได้ คาดว่าถ้าเป็นหน้าฝนจริง ๆ น้ำจะสูงกว่านี้มาก แต่ตอนนี้บริเวณที่แห่งอยู่นั้น กลายเป็นที่ชาวบ้านต่างก็มาหากินกับนักท่องเที่ยว มีทั้งอาชีพเดิมของ "ฉือมู่" ก็คือเอาลูกแกะมาอุ้มให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป หรือจะให้นักท่องเที่ยวอุ้มลูกแกะแล้วถ่ายรูปก็ได้

รายหนึ่งนั้นมีวัวจามรีสีขาว ให้ทุกคนขึ้นหลังถ่ายรูป ราคาแค่คนละ ๒๐ หยวน แต่กระผม/อาตมภาพเห็นนักท่องเที่ยวหญิงรายหนึ่ง ซึ่งแต่งตัวตามแบบชาติพันธุ์ทิเบต น่าจะเช่ามาจากร้านกาแฟทางด้านบน ก่อนที่พวกเราจะลงมา เมื่อขึ้นหลัง เจ้าจามรีก็เริ่มสะบัดหัวสะบัดหาง ทำเอาเจ้าของต้องดึงเชือกที่ร้อยจมูกอยู่จนจมูกยืดเลยทีเดียว ถึงได้ยอมให้ขี่หลังถ่ายรูป..!

กระผม/อาตมภาพเป็นรายต่อไป เจ้าวัวก็ทำในลักษณะเดิม ก็คือเหมือนกับไม่พอใจเมื่อมีคนขึ้นมาบนหลัง แล้วพวกเราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน จ่าย ๒๐ หยวน เพื่อให้ได้รูปขี่จามรีริม "ทะเลสาบน่าผ้าไห่"

ส่วนกระผม/อาตมภาพเดินลงไปทางด้านริมหน้าผา ถึงได้เห็นว่าข้างล่างนั้นเป็นถนนที่ตัดเลียบทะเลสาบ แล้วก็มีคนเก็บก้อนหินมาก่อเป็นเจดีย์ ซึ่งตอนนี้มีธงมนต์ติดอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรสวยไปกว่าที่เห็นแล้ว ก็ถ่ายรูปไปทุกซอกทุกมอม แล้วกลับมาขึ้นรถ วิ่งไปอีกประมาณ ๑๐ กว่านาที

เมื่อมาถึงบริเวณที่จอดรถแห่งหนึ่ง ก็เห็นชายหนุ่มที่ค่อนข้างจะหนุ่มใหญ่ น่าจะเกิน ๓๐ ปี มาตะโกนถามว่า "ใช่ทัวร์ที่จองโต๊ะอาหารไว้หรือไม่ ?" เมื่อเห็นว่าใช่ ก็พาพวกเราเดินเข้าไปในภัตตาคาร ขึ้นบันไดไปยังชั้นที่ ๒ อ้อมบรรดาแขกต่าง ๆ ที่รับประทานอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก เข้าไปข้างในที่เป็นโต๊ะพิเศษ ๓ โต๊ะ เป็นของพระ ๑ โต๊ะ ของโยม ๒ โต๊ะ

เถรี
16-01-2026, 01:24
ระหว่างที่รับประทานอาหารอยู่ก็ได้ข่าวว่า ทางด้านแม่ของ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) หกล้มอยู่ทางกรุงเทพฯ ตอนนี้เข้าโรงพยาบาล สองตายาย คือ "คุณตั้ว"และ "คุณไก่" (โสภา ตั้งอธิคม) จึงขอให้ทางเติมเต็มทราเวลช่วยจองตั๋วเครื่องบิน เพื่อแยกกลับกรุงเทพฯ ไปดูแลแม่ที่ล้มก่อน..!

ครั้งที่แล้วซึ่งไปซินเจียงมาด้วยกัน แม่คุณตั้วก็ล้มมาทีหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ก็ยังล้มอีก เนื่องเพราะว่าไม่ยอมให้ใครพยุง ไม่ยอมให้ใครจับนั่งรถเข็น เป็นคนแก่ที่มีพลังใจเหลือล้น ชอบทำอะไรด้วยตนเอง แต่พอพลาดก็เดือดร้อนอย่างที่เห็น และข่าวดีก็คือมีสนามบินที่ลี่เจียง และมีเที่ยวบินตรงไปกรุงเทพฯ เลย ข่าวดีกว่านั้นก็คือ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล สามารถที่จะจองตั๋วให้ทั้งสองตายายได้อีกต่างหาก..!

เมื่อรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว พลขับซึ่งเป็นบุคคลที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก พวกเราเจรจาด้วยก็ไม่หือไม่อือ ส่งของกินของอะไรไปให้ ก็สั่นหัวไม่ยอมรับ..! ทำการขับรถพาพวกเราย้อนเส้นทางวันก่อน ซึ่งเราวิ่งเลยขึ้นมาแล้ว กลับไปจนกระทั่งถึงบริเวณที่มีรูปปั้นจามรี ๕ ตัว แล้วเลี้ยวซ้ายข้าม "แม่น้ำจินซาเจียง" ไป จากเวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งจนกระทั่งถึงประมาณบ่าย ๓ โมงเศษ พวกเราก็มาถึงริมแม่น้ำจินซาเจียง บริเวณที่เรียกว่า "หู่เที่ยวเสีย" (ช่องแคบเสือกระโจน) ลงไปข้างล่างแล้ว เข้าห้องน้ำกันก่อนตามระเบียบ อากาศตอนนี้อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส พวกเราจึงต้องปลดเครื่องกันหนาวส่วนหนึ่งที่ "จัดเต็ม" ทิ้งไว้บนรถ แล้วเดินตาม "คุณน้ำทิพย์" ลงไปข้างล่าง

ครั้นซื้อตั๋วแล้วถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้ชมวิวอยู่ที่ลานข้างบนอย่างที่เห็น หากแต่ว่าจะต้องลงบันไดเลื่อนไปข้างล่าง แล้วตอนนี้ก็มีคนไทยคณะหนึ่ง กำลังจัดแถวเพื่อที่จะเดินผ่านเข้าไปข้างใน โดยที่มัคคุเทศก์ของทัวร์คณะนั้น ได้มอบตั๋วให้กับบรรดาลูกทัวร์ของตนไปสแกนทีละคน แต่ว่า "คุณน้ำทิพย์" ใช้วิธีถือตั๋วของทั้งคณะ สแกนให้ใบหนึ่งก็ให้พวกเราผ่านเข้าไปคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อขึ้นไปบนบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนลงแล้ว ถึงได้รู้ว่าลงไปลึกมาก..!

โดยเฉพาะไม่ได้ลงไปแค่ช่วงเดียว หากแต่ว่าต้องต่อบันได้เลื่อนลงไปถึง ๔ ช่วงใหญ่ ๆ..! แล้วไปผ่านเครื่องนับจำนวนคนในช่วงสุดท้าย ยังไม่ทันที่จะเดินพ้นบันไดเลื่อนช่วงสุดท้าย ก็ได้ยินเสียงน้ำไหลดังสนั่นหวั่นไหว บริเวณนี้เป็นช่วงหน้าผาหินที่บีบแคบเข้ามา ทำให้น้ำทั้งสายนั้นโดนบีบแล้วไหลลงต่ำ ลักษณะที่รุนแรงมาก ดูแล้วเหมือนกับ "แก่งฟ้าคำรณ" ช่วงรอยต่อระหว่างอุ้มผางกับห้วยขาแข้ง ในสมัยที่กระผม/อาตมภาพยังธุดงค์อยู่ก็ปานกัน..!

เถรี
16-01-2026, 01:28
เมื่อเดินลงไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงบริเวณรูปเสือซึ่งเขาปั้นเอาไว้ เป็นสัญลักษณ์ให้ทุกคนได้ถ่ายรูปแล้ว พวกเราก็เดินย้อนกลับขึ้นมา ยิ่งดูแม่น้ำก็ยิ่งทึ่งมาก ตอนแรกกระผม/อาตมภาพได้ยินว่า "แม่น้ำทรายทอง" ยังคิดว่าจะเป็นลักษณะของสายน้ำที่มีหาดทราย หรือไม่ก็สายน้ำขุ่นข้น แต่ปรากฏว่าที่นี่เขียวใสเลยทีเดียว..!

ย้อนกลับมาแล้ว ดูสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ ครั้นไม่เห็นอะไรที่จะดึงดูดความสนใจได้ บรรดาพระภิกษุของเราก็เดินมาหา "คุณน้ำทิพย์" ที่รออยู่ตรงบริเวณบันไดเลื่อนขาขึ้น ทำการสแกนบัตรแล้วกลับขึ้นมาก่อน เนื่องเพราะว่าริมน้ำนั้นลมค่อนข้างที่จะรุนแรง ทำให้รู้สึกหนาวมาก..!

เมื่อขึ้นมาจนถึงข้างบน กระผม/อาตมภาพดูทรงแล้ว ถ้าพวกเรามาอาจจะเดินเตลิดขึ้นไปทางบันไดอีกด้านหนึ่ง ที่เป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งสูงขึ้นไปอีก ๑ ชั้น มีลานที่สามารถไปชมบริเวณนั้นได้ จึงต้องไปยืนดักรออยู่ จนกระทั่ง "น้องเล็ก" มาถึง ทำท่าละล้าละลังว่าจะไปทางไหนดี ? กระผม/อาตมภาพเรียกแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ยิน ต้องอาศัย "หลวงพ่อนิล" ช่วยตะโกนให้ ถึงได้รู้ว่าต้องขึ้นมาทางด้านนี้..!

เมื่อพวกเรากลับมาเข้าห้องน้ำกันแล้ว ก็ไปนั่งรออยู่ที่รถ ทุกคนที่เพิ่งจะรู้ข่าวแม่ของ "คุณตั้ว" ล้ม จึงได้แสดงความเสียใจและอวยชัยให้พร กระผม/อาตมภาพถามว่า "รู้ข่าวเมื่อไร ?" เมื่อทราบว่ารู้ข่าวตอนเที่ยงวัน จึงได้บอกว่าข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวร้าย เพราะว่ายังเป็นเวลามงคลอยู่ นี่เป็น "ตำรากาคาบข่าว" แบบโบราณที่บอกเอาไว้ว่า การส่งข่าวในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลานั้น ถ้าหากว่าเป็นคนป่วย คนเจ็บ อาการจะดีขึ้นหรือว่าหนักลง..!

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรให้หนักใจ พวกเราก็วิ่งย้อนทางกลับไปอีก เนื่องเพราะว่าเราวิ่งเลยเป้าหมายก็คือ "เมืองลี่เจียง" ขึ้นไปจนถึง "เมืองแชงกรีลา" ที่เป็นสุดทางของทริปนี้ แล้วค่อยเลาะย้อนเส้นทางกลับมา ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงก็มาถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่โตมโหฬารแห่งหนึ่ง ปล่อยให้พวกเราได้เข้าห้องน้ำ และโชเฟอร์ได้พักตามกฏหมาย ส่วน "คุณน้ำทิพย์" ไปแจ้งขอเข้าเมืองกับทางเจ้าหน้าที่

เถรี
16-01-2026, 01:30
เมื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็มุ่งตรงมายัง "เมืองเก่าลี่เจียง" ซี่งมีอนุสาวรีย์ "หม่าท่าเฟยเอี้ยน" ก็คือม้าสวรรค์ตะวันตกเหยียบอยู่บนนกนางแอ่น ศิลปะวัตถุล้ำค่าชิ้นที่ทุกคนรู้จักเลื่องลือไปทั้งโลก..! มาถึงบริเวณโรงแรมที่พักแล้ว ทุกคนก็ต้องร้อง "โอ้โฮ..!" เนื่องเพราะว่าตั้งแต่ทางเข้า ก็เป็นซุ้มประตูใหญ่โตมโหฬาร ประมาณซุ้มประตูวัดของประเทศไทย เข้าไปถึงบริเวณหน้าโรงแรมถึงได้เห็นว่า เขาตกแต่งได้อลังการประมาณพระราชวังจีนเลยทีเดียว..!

เมื่อรับกุญแจมาแล้ว "ท่านปิง" ช่วยหอบข้าวของไปส่งจนถึงห้องพัก กระผม/อาตมภาพเปิดน้ำร้อนราดตัวเอง จากนั้นเก็บข้าวของทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วค่อยมุดขึ้นเตียงนอน ภาวนาส่งกำลังใจไปขอบคุณทุกคนที่จัดสรรโปรแกรมดี ๆ และช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับคณะของเรา โดยเฉพาะในส่วนที่ได้ชมระบำหน้ากาก ซึ่ง "ไกด์ไก่" ที่เป็นไกด์ของเติมเต็มทราเวลบอกว่า ต่อให้จองก็จองไม่ได้ ถึงจองได้ก็อาจจะไม่มีที่พัก แต่นี่พวกเรามาเจอกันแบบบังเอิญสุด ๆ จริง ๆ..!

ครั้นอุทิศส่วนกุศลเสร็จเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพนอนหลับไปตอนไหนไม่ทราบ ตื่นขึ้นมาตอนนี้ อากาศอยู่ที่ ๓ องศาเซลเซียสเท่านั้น จึงได้รีบบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้สำหรับทุกคนก่อน

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)