PDA

View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๙


ตัวเล็ก
14-01-2026, 08:03
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๖๙

OVu4F0sXIQE

เถรี
15-01-2026, 01:09
วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่ออโรรา โฮเต็ลของฉือมู่ สาวน้อยทิเบตอุ้มแกะในตำนาน อยู่ที่ - ๕ องศาเซลเซียส

เมื่อวานนี้ที่โรงแรม Manngoo เมืองฉู่ฉง เมื่อกระผม/อาตมภาพอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล โดยเฉพาะบรรดาประคำที่ซื้อมาจาก "วัดหลวงเมืองลื้อ" แล้ว ก็แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ลงไปที่ห้องอาหารทางด้านล่าง ซึ่ง "แม่หญิงเปิ้ล" บอกกับพวกเราว่าเปิดตอน ๐๗.๐๕ น. แต่ปรากฏว่า ๐๖.๓๐ น. ก็เปิดแล้ว ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์มาก ๆ โดยเฉพาะออกไปแนวมังสวิรัติ ซึ่งถูกใจ "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อฉันเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพออกมานั่งรอที่ด้านนอก "ท่านปิง" (พระมหากวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ประธานที่พักสงฆ์เวฬุวัน เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ บอกว่า "พักที่ห้องข้างห้องอาหารดีกว่าครับหลวงพ่อ ด้านล่างนั้นหนาวเกินไป" แต่กระผม/อาตมภาพพักอยู่ได้ครู่เดียวก็เกรงว่า ถ้าปล่อยบรรดามวลมหาประชาชนจีนลงไปที่ล็อบบี้เมื่อไร พวกเราก็จะไม่มีที่นั่งเหลือเมื่อนั้น ลงไปนั่งกระทบความเย็นให้เคยชินกับร่างกายจะดีกว่า "ท่านปิง"จึงได้นำเอาผ้าพันคอ ซึ่งทำเป็นลักษณะปลอกมาสวมให้ แถมด้วยถุงมือที่สามารถทัชหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่จะทำงานได้อีกต่างหาก

ส่วน "ท่านอาร์ต" (พระอัครพงศ์ ปญฺญวนฺโต) คว้ากระบอกน้ำกับกระเป๋าของกระผม/อาตมภาพหิ้วไปให้ ซึ่งตอนแรกก็ผลัดกันไปมา ระหว่าง "ครูบาพันแสน" (เจ้าอธิการธรรมชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดศิลาวาส รักษาการเจ้าคณะตำบลปิงโค้ง ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงราย และ "ครูบาไอซ์" (พระนิชวัชญ์ ญาณวิสุทฺโธ) วัดเมืองขอน อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แต่ตอนนี้"ท่านอาร์ต" พระลูกวัดท่าขนุน ซึ่งขอกลับไปจำพรรษาที่จังหวัดน่านบ้านเกิดตัวเอง ทำหน้าที่ดูแลจนกระผม/อาตมภาพกลายเป็นพระแก่โดยสมบูรณ์ไปแล้ว..!

เถรี
15-01-2026, 01:13
เมื่อลงมาข้างล่างได้ครู่หนึ่ง ก็มีคณะนักท่องเที่ยวแห่กันออกมา พูดภาษาไทยอย่างชัดเจน บางท่านก็รู้จักกระผม/อาตมภาพและ "หลวงพ่อนิล" ด้วย มากราบแล้วกราบอีก แจ้งว่าคณะตนเองจะกลับลงไปคุนหมิง เพราะว่าไปถึงแชงกรีลามา กระผม/อาตมภาพทักทายทุกคนแล้ว ก็แจ้งพวกเราว่าให้ถือกระเป๋าอยู่กับตัวเองก่อน อย่าเพิ่งเอาไปรวมกองไว้ เนื่องเพราะว่ารถบัสสองคันที่รออยู่นั้น คันหนึ่งรับนักท่องเที่ยวไทย อีกคันหนึ่งรับนักท่องเที่ยวจีน ถ้าเราเผลอวางกระเป๋า อาจจะมีกระเป๋าไปเที่ยวที่อื่นอย่างแน่นอน..!

เมื่อพวกเราพร้อมแล้ว ก็นำกระเป๋าไปขึ้นรถที่มาจอดรออยู่ทางด้านนอก เวลา ๘ โมงตรงของเมืองจีน พวกเราก็มุ่งหน้าไปยัง "เมืองต้าหลี่" ซึ่งในอดีตก็คือ "ตาลีฟู เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน" ใช้เวลาเดินทางถึง ๙ โมงครึ่งของเมืองจีน ก็หยุดพักเข้าห้องน้ำ ให้คนขับได้พักตัวเองตามกฎหมายอย่างน้อย ๑๕ นาที ถ้าหากว่าใครฝ่าฝืนอาจโดนยึดใบอนุญาต แล้วไม่อนุญาตให้ขับรถนักท่องเที่ยวได้อีก พวกเราเข้าห้องน้ำแล้ว ส่วนใหญ่ก็ออกมาเดินดูสินค้าต่าง ๆ ซึ่งมีผลไม้หน้าตาแปลก ๆ ไม่เหมือนกับบ้านเรา บางอย่างกระผม/อาตมภาพก็รู้จัก บางอย่างก็ไม่รู้จัก

ครั้นเดินทางต่อไปจนถึงเวลา ๑๑ โมงของเมืองจีน ก็เข้ามาถึง "เมืองต้าหลี่" พวกเราตรงไปยังเขตเมืองโบราณต้าหลี่ เพื่อเข้าไปสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่ "วัดกวนอิมซื่อ" ซึ่งมีประวัติว่า แม่ทัพมองโกลนำทหารบุกมาตีเมืองต้าหลี่ เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์สงสารบรรดาชาวเมืองต้าหลี่ที่นับถือศาสนาพุทธ อยู่ในศีลในธรรม จึงแปลงร่างเป็นหญิงชรา แบกก้อนหินก้อนใหญ่มหึมา เดินออกมาจากประตูเมืองต้าหลี่ ทำเอาบรรดาทหารมองโกลตกตะลึงพรึงเพริด คิดว่าหญิงชรายังแข็งแรงขนาดนี้ บรรดาคนหนุ่มสาวในเมืองนี้ต้องแข็งแรงกว่าอย่างแน่นอน แม่ทัพมองโกลจึงสั่งให้ถอยทัพกลับไป ชาวบ้านจึงรวมใจกันสร้างวัดแห่งนี้ ถวายต่อพระแม่กวนอิมเป็นการตอบแทน

พวกเราถ่ายรูปหมู่กันแล้วก็เข้าไปทางด้านใน ซึ่งมีรูปพระแม่กวนอิมแปลงร่างเป็นหญิงชราแบกก้อนหินอยู่ เมื่อเดินลึกเข้าไปก็เป็นรูปของพระแม่กวนอิมตั้งอยู่ตรงกลาง คนวัดที่อยู่ทางด้านข้างถามว่าจะทำบุญมากกว่านั้นหรือไม่ ? เพราะเห็นกระผม/อาตมภาพล้วงกระเป๋าหยอดตู้ไปเรียบร้อยแล้ว ครั้นถามดูทราบว่ามีการตามประทีปถวาย จึงสั่งไป ๒ คู่ แบบคู่ใหญ่ราคาคู่ละ ๓๖ หยวน แบบคู่เล็ก แต่ว่าสวยงาม เป็นสีแดง ราคาคู่ละ ๓๐ หยวน ทำการตามถวายท่านแม่ อุทิศส่วนกุศลให้กับบรรดาเจ้าที่เจ้าทาง และท่านทั้งหลายที่ติดตามรักษาคณะของเราในครั้งนี้

จากนั้นก็เดินลึกต่อเข้าไปทางด้านหลัง ซึ่งจะมีอาคารลักษณะเหมือนกับเจดีย์ตั้งอยู่ทางด้านใน ภายใต้อาคารนั้นก็คือหินก้อนใหญ่ ที่พระแม่กวนอิมท่านแบกมาขู่บรรดาทหารมองโกลนั่นเอง..!

เถรี
15-01-2026, 01:28
วัดนี้นอกจากจะเก่าแก่แล้ว ฝีมือช่างที่ปั้นบรรดารูปท้าวจตุโลกบาลก็ดี พระแม่กวนอิมก็ตาม อยู่ในระดับที่สุดยอดเป็นอย่างยิ่ง เห็นแล้วก็ยังทึ่ง โดยเฉพาะที่แรกซึ่งแวะเข้าไป ก็คือวิหารพระศรีศากยมุนี ซึ่งมีบรรดาพระอรหันต์และพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ปั้นอยู่ตลอดผนังเป็นร้อย ๆ รูป..!

กระผม/อาตมภาพและ "ท่านปิง" ที่คอยตามดูแลไม่ห่าง เข้าไปถ่ายรูปข้างในจนทั่วแล้ว "ท่านปิง" ถึงได้ชี้ให้ดูป้ายเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ทางด้านล่างว่า "หลวงพ่อครับ เขาห้ามถ่ายรูปครับ..!" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่หัวเราะแหะ ๆ เนื่องเพราะว่าไปที่ไหนก็ควักกระเป๋าหยอดตู้ไปแล้ว เจ้าหน้าที่เขาเลยไม่ห้ามกระมัง ?

เมื่อออกมาจากบริเวณนั้น เดินลึกเข้าไปอีกหน่อย ก็มีรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่แปลงร่างเป็นหญิงชรา หน้าตาใจดีมาก ๆ มองออกมาด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนทางด้านหลังก็ปั้นเป็นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม แบบที่พวกเรารู้จักมักคุ้น พร้อมด้วยทารกทอง ทาริกาหยก และแปดเซียนรวมกัน ซึ่งฝีมือปั้นขั้นสุดยอดอีกเช่นกัน

เดินต่อเข้าไปอีกนิดหนึ่งก็เป็นมหาวิหาร ซึ่งมีพระพุทธเจ้า ๓ กาล ก็คือ อดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล เป็นประธานอยู่ บริเวณรอบข้างส่วนใหญ่ก็เป็นรูปพระแม่กวนอิมและพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ "พระมัญชุศรีโพธิสัตว์" ขี่สิงห์ และ "พระสมันตภัทรโพธิสัตว์" ขี่ช้าง ให้พวกเราสามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

กระผม/อาตมภาพหยอดตู้ทำบุญทุกตู้ที่มีแล้ว จัดการถ่ายรูปทุกรูปจนเรียบร้อย ออกมาด้านนอกเจอ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) กำลังคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่หญิงเฝ้าวิหาร ซึ่งสอบถามว่าพวกเราเป็นพระภิกษุมาจากที่ไหน "ท่านปิง" จึงอธิบายให้ทราบว่า กระผม/อาตมภาพก็คือ "Abbott of Watthkhanun in Kanchanaburi province, western of Thailand" อีกฝ่ายหนึ่งจึงขอที่อยู่เอาไว้ด้วย

เจ้าหน้าที่หญิงคนนี้เก่งมาก ๆ ก็คือพูดชัดทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ทำให้กระผม/อาตมภาพมองเห็นอีกเหมือนกันว่า บริเวณด้านล่างนั้นมีป้ายเล็ก ๆ ติดอยู่ว่า "ห้ามถ่ายรูป" กระผม/อาตมภาพก็เลยตีความว่า ถ้าหยอดตู้ทำบุญแล้วก็ถ่ายได้กระมัง ?

เถรี
15-01-2026, 01:37
ย้อนออกมาทางด้านนอก ทางด้านขวามือของขาออก เป็นรูปของพระแม่กวนอิม ยืนอยู่บนดอกบัว ๙ ชั้น ในพระหัตถ์มีแจกันน้ำอมฤต ซึ่งมีน้ำพุ่งลงไปยังสระด้านล่างอยู่ตลอดเวลา ส่วนทางด้านซ้ายมือของขาออก ก็ยังมีวิหารพระแม่กวนอิม ซึ่งมีพระภิกษุรูปหนึ่งเฝ้าอยู่ กระผม/อาตมภาพหยอดตู้ทำบุญแล้วก็ทักทายท่านว่า "ต้าซือ" ซึ่งก็คือการยกย่องเป็นพระมหาเถระ หรือพระมหาสมณะนั่นเอง

เมื่อกลับออกมาขึ้นรถจนครบถ้วนแล้ว พวกเราก็ไปฉันภัตตาหารเพลกันที่ภัตตาคารซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ส่วนที่ชอบที่สุดของภัตตาคารนี้ไม่ใช่อาหารลือชื่อ ซึ่งอร่อยมาก ทั้งเป็ดย่าง ไก่ดำตุ๋นมะละกอ และสารพัดอาหารที่ขึ้นชื่อลือชาของเขา แต่ว่าไปชอบใจฉากกั้นที่เป็นไม้ฉลุเป็นรูปนกยูง ซึ่งแกะสลักได้อย่างประณีตงดงามมาก ทางด้านนอกก็ยังมีตู้ใส่เห็ด ใส่ผักสดต่าง ๆ มีทั้งที่จำหน่ายและเพาะตัวอย่างให้ดู ทำให้มั่นใจว่าคุณภาพของอาหารที่นี่ต้องสุดยอดมากแน่ ๆ

เมื่อออกรถมาได้ไม่ไกล พวกเราก็มาถึง "ประตูเมืองโบราณต้าหลี่" ซึ่งต้องเดินลงไปเรื่อย ๆ ตามสายน้ำที่ไหลต่ำลงไป ตลอดเส้นทางก็มีแต่ร้านจำหน่ายสารพัดสินค้า โดยเฉพาะชุดเครื่องกันหนาว และของที่ระลึกกระจุกกระจิกต่าง ๆ พวกเราเดินมาจนกระทั่งถึง "ศาลาผักกาดเซียน" ซึ่งมีผู้ที่เป็นบุคคลประเภท "๒๔ ยอดกตัญญู" ไปขอผักกาดเซียนที่พญามังกรหวงนักหวงหนา มารักษาบุคคลอันเป็นที่รักของตนจนหาย จึงได้สร้างผักกาดเซียนด้วยหินหยกดอกใหญ่มหึมาเอาไว้ตรงนี้ ให้คนมาขอพรเพื่อรักษาโรคได้

เมื่อถ่ายรูปหมู่บริเวณนี้แล้ว พวกเราก็เดินลึกเข้าไปจนสุดทาง ซึ่งแยกออกเป็นทั้งซ้ายและขวามือ เป็นเขตตัวเมืองโบราณต้าหลี่จริง ๆ ไปถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่บริเวณประตูเมือง ซึ่งเป็นหอสังเกตการณ์ข้าศึกด้วย กระผม/อาตมภาพชี้ให้ดูประตูเมือง ซึ่งถ้าหากว่ารถยนต์วิ่งสวนกันก็จะได้พอดี ๆ บอกว่า นี่แหละคือลักษณะประตูที่กล่าวกันว่า "หนึ่งคนเฝ้าด่าน หมื่นคนยากทะลวงผ่าน" เนื่องเพราะว่าเป็นช่วงที่ค่อนข้างจะยาวมากแต่แคบ..!

เถรี
15-01-2026, 01:45
ทั้งสองฝั่งก็มีร้านค้าที่น่าจะเป็น "เด็กเส้น" สุด ๆ อยู่ด้านละ ๒ ร้าน ร้านแรกนั้นขายผ้ามัดย้อมต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างยิ่งแถวยูนนานแห่งนี้ กระผม/อาตมภาพซื้อช้างตัวเล็ก ๆ ที่ทำจากผ้ามัดย้อมไป ๑ ตัว เขาบอกว่าราคา ๙๘ หยวน แต่พอจ่ายเข้าจริง ๆ กระผม/อาตมภาพซึ่งมีเงิน ๑ หยวนอยู่หลายใบ ทางด้านเจ้าของร้านบอกว่า "ขอใบเล็กเถอะ" กระผม/อาตมภาพนับรวมแล้วได้แค่ ๙๖ หยวน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ไม่เป็นไร ขอให้ได้ใบเล็กก็แล้วกัน..!"

ครั้นขยับไปอีกร้านหนึ่ง เป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกต่าง ๆ กระจุกกระจิก ซึ่งดูแล้วน่ารักมาก จึงโดนควักกระเป๋าไปอีก เพราะว่าซื้อเจ้ามังกรน้อยเฝ้าขุมทรัพย์ ซึ่งมีทั้งตัวหันซ้ายและตัวหันขวา พร้อมก้อนทองไป ๑ ชุด ราคา ๑๒๘ หยวน

เดินออกมาอีกร้านหนึ่ง ทางด้านนี้เป็นร้านจำหน่ายบรรดาครีมสำหรับทากันมือแตกด้วยความหนาว ซึ่งมีสารพัดกลิ่นดอกไม้ต่าง ๆ พวกเราเองเดินวนอยู่ ๑ รอบ ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร เพราะว่าออกแนวผู้หญิง พระล้วน ๆ ถ้าขืนไปซื้อน่าจะมีปัญหา..!

ขยับมาร้านสุดท้าย มีบรรดาข้าวของต่าง ๆ ซึ่งร้อยขึ้นมาจากประคำ ที่ทำด้วยสารพัดวัสดุ ฝืมือประณีตสวยงามมาก ๆ ทางด้านเจ้าของร้านให้พวกเราเลือกเองว่าจะเอาเม็ดประคำสีอะไรบ้าง ? แล้วจะร้อยในลักษณะไหน ? เขาจะบริการร้อยให้ คิดแค่ราคาวัสดุ ไม่คิดค่าแรง

กระผม/อาตมภาพเองไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร จึงถ่ายรูปแล้วเดินมา ชวน "ครูบาพันแสน" ท่านขึ้นไปชั้นบนหอสังเกตการณ์ เพื่อที่จะชมวิวเมืองโบราณต้าหลี่ ปรากฏว่าสองเกลอหัวเห็ดเดินสวนทางลงของเขาไปเสียนี่..! ทำเอา "ครูบาไอซ์" พลอยตามผิดทางไปด้วย เมื่อรู้ว่าผิด พวกเราจึงเดินจ้ำเร็ว ๆ เพื่อให้ขึ้นไปถึงทางด้านบน ซึ่งบริเวณนี้เมื่อชมวิวและถ่ายรูปแล้ว ก็ยังมีการรับจ้างเขียนหนังสือด้วยพู่กันจีน ซึ่งจะเอาข้อความอะไรก็ได้ จดไปให้แล้ว "อาแปะ" แกก็บรรเลงเพลงพู่กันออกมาให้อย่างสวยสดงดงาม

อีกด้านหนึ่งเป็นการขายบรรดาชาดอกไม้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่เรารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง จึงได้เดินวนอยู่ในลักษณะ "ขี่ม้าชมดอกไม้" แล้วก็มาถ่ายรูปกับผนังสวย ๆ ของกำแพงประตูเมืองชั้นบน ที่ดูเก่าแก่งดงามมาก จากนั้นค่อยกลับลงมาข้างล่าง แล้วเดินย้อนกลับขึ้นไปทางเดิมเมื่อขามา

เถรี
15-01-2026, 01:53
กระผม/อาตมภาพถ่ายรูปไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงจุดนัดพบ เจอ "คุณน้ำทิพย์" ถือธงรออยู่ บริเวณนี้มีวณิพกพเนจร ซึ่งน่าสงสารมาก เนื่องเพราะว่าไม่มีแขนไม่มีขา แต่ก็อุตส่าห์มาร้องเพลงขอทาน ซ้ำยังเสียงดีเสียด้วย กระผม/อาตมภาพจึงควักธนบัตรใบย่อยทั้งหมด ใส่ลงไปในถังใบใหญ่ที่เขาวางเอาไว้ อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "สวัสดีครับ ขอบคุณครับ" กระผม/อาตมภาพตอบกลับไปว่า "หนีห่าว" เป็นภาษาจีนแทน ต่างคนก็เลยต่างหัวเราะกัน

เมื่อพวกเรามาถึงกันพร้อมแล้ว เวลาประมาณ ๑๔.๔๕ น. ของเมืองจีน รถยนต์ของเราก็วิ่งต่อไปยังแชงกรีลา ซึ่งเป็นไฮไลท์ในทริปนี้ของเรา ในระหว่างทางก็จอดเพื่อที่จะเข้าห้องน้ำเป็นระยะไป แต่ขอโทษเถอะ..พวกเราส่วนใหญ่เข้าห้องน้ำแล้ว อาศัยความเร็วเป็นของปิศาจ สามารถช็อปปิ้งกันไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน จนกระทั่งมาข้าม "แม่น้ำจินซาเจียง" ซึ่งก็คือ "ต้นแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง)" นั่นเอง เพียงแต่ว่า "จินซาเจียง" (แม่น้ำทรายทอง) ตอนนี้เป็น "ชิงสุ่ยเจียง" (แม่น้ำเขียวใส) มากกว่า ก็คือเป็นแม่น้ำเขียวใสแจ๋ว ขนานไปกับทิวเขาใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "อวี้หลงเซวี่ยซาน" (เทือกเขาหิมะมังกรหยก)

ด้านหน้าของสะพานซึ่งกำลังข้ามแม่น้ำนั้น มีการปั้นเป็นฝูงจามรีเผือกจำนวน ๕ ตัวกำลังไต่ขึ้นเนิน ซึ่งชาวทิเบตถือว่าจามรีเผือกนั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน ดังนั้น..ขนหางของจามรีเผือกจึงอยู่ในพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีการทางพรต พิธีการทางพระพุทธศาสนา และพิธีการของบรรดาพ่อมดหมอผี ที่เรียกว่า "นิกายซ่าหม่าน" ของประเทศจีน จนกระทั่งเมื่อเผยแพร่เข้ามาถึงเมืองไทยของเรา ก็กลายเป็นของสูงไปส่วนหนึ่ง ก็คือเป็นส่วนของวาลวิชนี และแส้ปัดหางจามรี ใน "เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์" ของไทยเรานั่นเอง

พวกเราวิ่งมาจนเริ่มขึ้นสู่บริเวณที่สูงเกิน ๓,๐๐๐ เมตร กระผม/อาตมภาพแจ้งต่อ "แม่หญิงเปิ้ล" ทันทีว่า มีอาการปวดขมับแล้ว เพราะว่าออกซิเจนน้อย ทำเอา "แม่หญิงเปิ้ล" มีอาการงงมาก เพราะว่าเรื่องขออาการตาลาย คลื่นไส้ ถ่ายท้อง อะไรไม่มี แต่กระโดดข้ามขั้นไปขั้นที่ ๒ เลย ซึ่งกระผม/อาตมภาพเองอยู่ในลักษณะนี้มาโดยตลอด จึงขอให้ทางคณะแจกจ่ายออกซิเจนกระป๋องให้กับทุกคน

กระผม/อาตมภาพเองรับมา ๑ กระป๋อง โดยที่ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล เป็นคนจ่ายค่าออกซิเจนกระป๋องให้ ในราคากระป๋องละ ๑๐๐ หยวน ถ้าหากว่ามีอาการเมื่อไร ก็ให้สูดออกซิเจนเสีย ๒ - ๓ ครั้ง แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่ปรากฏว่าบุคคลที่สาธิตนั้น กลายเป็น "คุณน้ำทิพย์" ที่หมอบกระแตไปก่อน เนื่องเพราะว่าลุกพรวดพราดจากท่านั่งขึ้นมา แล้วก็ต้องมาพูดอธิบาย จึงออกอาการหายใจไม่ทัน..!

เถรี
15-01-2026, 01:59
พวกเราวิ่งมาถึงบริเวณทางขึ้นทางด่วน เพื่อตรงไปยังเมืองแชงกรีลานั้น เป็นเวลาประมาณ ๖ โมงเย็นกว่าแล้ว อากาศลดฮวบลงมาเหลืออยู่แค่ ๙ องศาเซลเซียส ครั้นเมื่อวิ่งตรงไป ข้ามอุโมงค์ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง ก่อนที่จะออกจากด่านทางด่วน อากาศก็เหลือแค่ ๑ องศาเซลเซียสเท่านั้น..!

พวกเรามาถึงบริเวณลานจอดรถของ "เมืองโบราณแชงกรีลา" หรือชื่อเดิมคือ "เมืองจงเตี้ยน" ในเวลาประมาณ ๑๙.๕๐ น. ของเมืองจีน กระผม/อาตมภาพกำลังปวดปัสสาวะสุด ๆ แต่ขอโทษเถอะ..ห้องน้ำห้องส้วมที่ลานจอดรถนั้น เจ้าของดันล็อกกุญแจหนีหนาวกลับบ้านไปแล้ว "คุณน้ำทิพย์" บอกว่าเราไปปัสสาวะกันที่บริเวณหน้า "วัดต้าฝอ" ซึ่งมีกงล้อมนต์ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้ ทำเอากระผม/อาตมภาพกับ "ท่านปิง" ที่พยายามเดินช้า ๆ เพราะว่าถ้าเดินเร็วแล้วจะหายใจไม่ทัน ต้องเดินไปก็ต้องหนีบไป ไม่รู้ว่าจะฉี่เล็ดลงตรงไหน..!?

ครั้นเข้าไปบริเวณที่เป็นประตูเมืองโบราณ ซึ่งตอนนี้เหลืองอร่ามสวยงามด้วยแสงสียามค่ำคืน พวกเราต้องเดินเลาะตรงไป จนกระทั่งเกือบจะถึงเขตลานวัดต้าฝอ แล้วเลี้ยวขวามือไป "คุณน้ำทิพย์" ก็ไม่ชี้ให้ดูว่าห้องน้ำอยู่ที่ไหน พวกเราจึงต้องเลี้ยวขวาเดินไปเรื่อย ๆ ผ่านบรรดาร้านปิ้งย่าง ร้านขายของที่ระลึกเป็นสิบ ๆ ร้าน กว่าที่จะเจอห้องน้ำสาธารณะ มุดเข้าไปแล้ว บางห้องก็ต้องผงะถอยออกมา เพราะว่ามีของที่ระลึกจากมวลมหาประชาชนชาวจีนกองเบ้อเร่อรออยู่..!

เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อย ค่อยออกมาชมความงามของวิหารและกงล้อมนต์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เหลืองอร่ามอยู่บนยอดเขา ครั้นถ่ายรูปเดี่ยวรูปหมู่กันเสร็จแล้ว กระผม/อาตมภาพจะไปต่อคิว เพื่อขึ้นไปหมุนกงล้อมนต์ทิเบตขนาดใหญ่ที่สุดในโลกใบนั้น

แต่ว่าเดินไปเกือบ ๒ กิโลเมตรแล้ว ยังไม่สุดแถวมวลมหาประชาชนจีนเสียที..! จนต้องย้อนกลับมาแจ้งกับทุกคนว่า "สละสิทธิ์กันเถอะ" เนื่องเพราะว่าไปไม่ทันแน่นอน เรานัดรถไว้ตอน ๓ ทุ่มที่ลานจอดรถ จึงมาหาซื้อสินค้าที่ระลึกแทน ซึ่งมีตุ๊กตาน่ารักมาก ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นบรรดาสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งบำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นมนุษย์หรือเปล่า ? เพราะว่าอยู่ในลักษณะกึ่งคนกึ่งสัตว์ทั้งนั้น มีทั้งนกฮูก ที่ฉลาดปราดเปรื่องรู้เรื่องรอบด้าน ตลอดจนกระทั่งบรรดาเสือ หมี พังพอน จิ้งจอกต่าง ๆ

สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จัดอยู่ในส่วนของ "อชคราทิเปรต" ก็คือเปรตในร่างสัตว์ ถ้าบำเพ็ญเพียรเป็นร้อยเป็นพันปี ก็จะมีการเปลี่ยนแปลง คือ สามารถแปลงจนคล้ายคนไปเรื่อย ๆ แต่มีเคล็ดลับอยู่ตรงที่ว่า เมื่อไปเคาะประตูบ้าน ถามชาวบ้านว่า "เหมือนคนหรือยัง ?" ถ้ามีคนตอบว่า "เหมือนแล้ว" ก็จะผ่าน "ทัณฑ์วิถี" ซึ่งเป็นเครื่องสกัดกั้นไม่ให้กลายเป็นคน สามารถแปลงร่างเป็นคนได้ กลายเป็นเซียนที่พัฒนามาจากสัตว์นั่นเอง

เถรี
15-01-2026, 02:07
แต่ว่างานนี้ต่อราคาไม่ลง เขาขายตัวละ ๑๒๘ หยวน กระผม/อาตมภาพต่อราคา ๓ ตัว ๓๐๐ หยวน อย่างไรเขาก็ไม่ยอมลด..! แต่ว่าจะแถมโน่นแถมนี่ให้แทน กระผม/อาตมภาพให้ "น้องเล็ก" ช่วยต่อจนเขาคิดว่า "น้องเล็ก" เป็นคนจีนไปแล้ว..!

เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องในด้านราคาจึงได้ถอยออกมา "ไกด์ไก่" (นายฐนชล ทิมแสง) ซึ่งเป็นหัวหน้าทัวร์ครั้งนี้ จึงพาพวกเราไปนั่งร้านชานมจามรีแทน นั่งรออยู่นานมาก จึงได้มาแก้วใหญ่มหึมา ประมาณแก้วกาแฟสตาร์บัคส์ ๓ แก้วรวมกัน..! กระผม/อาตมภาพกระดกทีเดียวหมด..! ขณะที่คนอื่นค่อย ๆ จิบ เพราะแหยงในรสชาติบ้าง กลัวความร้อนบ้าง

จนกระทั่งเวลา ๓ ทุ่ม พวกเราค่อยเดินย้อนออกมา กระผม/อาตมภาพเดินไปก็ส่งรูปเข้ากลุ่มไลน์ไป เพื่อให้ "ไอ้ตัวเล็ก" ได้ลงรูปในลักษณะเรียลไทม์ จึงเดินเลยลานจอดรถ ข้ามถนนไปอีกด้านหนึ่ง จน "น้องเล็ก" ท้วงว่าไม่ใช่ด้านนี้ ครั้นหันกลับมาเจอ "คุณน้ำทิพย์" ที่บอกว่าด้านนี้ก็ไปได้ แล้วพาเลี้ยวขวาลัดเข้าไปเจอรถของพวกเราที่จอดอยู่

รถพาเราวิ่งข้ามเมืองไปประมาณ ๓๐ นาที มุดเข้าซอยที่กำลังขยายถนน ก็มาถึงบริเวณที่กระผม/อาตมภาพขอเอาไว้ ก็คือ "Aurora Hotel" หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ "Renqing Cimu Mei Court" ของ "ฉือมู่" สาวน้อยทิเบตอุ้มแกะในตำนานนั่นเอง ตอนนี้เป็น "หนี่เหลาป่าง" ก็คือ "เถ้าแก่หญิง" ไปแล้ว กู้เงินสร้างโรงแรมที่เป็นไม้สน สวยงามมาก ๆ พาบรรดาญาติ ๆ ออกมา นำเอาผ้าขะตะมาถวาย และต้อนรับแขกทุกคน

ครั้นเข้าไปแล้วก็ทำการแจกจ่ายกุญแจห้อง แต่ที่ขำมากก็คือ "ฉือมู่" ซึ่งเป็นคนนำกระผม/อาตมภาพกับ "ท่านปิง" ไปยังที่พัก ดันนำไปห้อง ๘๐๘ แทนที่จะเป็น ๘๐๑ เมื่อเปิดประตูห้องไม่ได้จึงสงสัย แล้วมาดูเบอร์ห้องที่คีย์การ์ดอีกทีหนึ่ง ครั้นเห็นว่าเป็นห้อง ๘๐๑ ก็ขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ แล้วพากระผม/อาตมภาพไปส่งจนถึงที่ "ท่านปิง"ที่หอบข้าวของทุกอย่างมาให้ วางข้าวของและดูความเรียบร้อยแล้ว ก็ขอตัวกลับไปยังห้องของตนเอง

กระผม/อาตมภาพเห็นมีอ่างอาบน้ำใบใหญ่ จึงจัดการเปิดน้ำร้อนลงไปก่อนเลย ครั้นปิดม่านหน้าต่างทุกแห่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ลงไปแช่น้ำร้อน ยังไม่ทันที่น้ำร้อนจะท่วมหน้าแข้ง ก็มีเสียงเคาะประตูปัง ๆ กระผม/อาตมภาพจึงบอกไปในกลุ่มไลน์ว่ากำลังแช่น้ำร้อนอยู่ "ไกด์ไก่" ถึงได้บอกว่า "เจ้าหน้าที่เขานำเอาน้ำดื่มมาเพิ่มให้หลวงพ่อครับ" กระผม/อาตมภาพบอกให้วางเอาไว้หน้าห้องนั่นแหละ แช่น้ำเสร็จแล้วจะออกไปรับเอง

เมื่อขึ้นจากน้ำมา แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว จึงนำน้ำมาต้มชาเตรียมการเอาไว้ เมื่อตื่นขึ้นมาจะได้มีน้ำฉัน นับว่าทาง "ฉือมู่" รอบคอบมาก เมื่อได้รับข้อมูลว่ากระผม/อาตมภาพฉันน้ำมาก เห็นว่าสองขวดไม่น่าจะพอ จึงรีบนำเอามาอีกสองขวดเพิ่มเติมให้ ขอเจริญพรขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี่

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กระผม/อาตมภาพก็เสียบชาร์จพาวเวอร์แบงค์เอาไว้ จากนั้นก็ใส่ถุงเท้า ตลอดจนกระทั่งเครื่องกันหนาวครบถ้วนสมบูรณ์ ขึ้นสู่เตียงนอน แผ่เมตตาต่อเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย แล้วนอนบังคับลมหายใจยาว ๆ เพื่อให้ออกซิเจนเพียงพอในการเลี้ยงตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็คงต้องเปลืองออกซิเจนกระป๋องอย่างแน่นอน..!

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันพุธที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)