View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙
_sXE3gJbJfA
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่ "โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel" อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่กลับรู้สึกว่าไม่หนาวเลย ต้องกราบขอบพระคุณ "หลวงปู่ไห่ทง" และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าปล่อยให้อากาศหนาวขนาดนี้ ดีไม่ดีอาการมาลาเรียเรื้อรังของกระผม/อาตมภาพ อาจจะกำเริบก็เป็นได้..!
เมื่อวานนี้ในช่วงที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ในห้องน้ำของสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองคุนหมิงนั้น เมื่อโดนทุบประตูโครมครามประท้วง กระผม/อาตมภาพก็เบี่ยงตัวไปดูว่าใครบังอาจทำเช่นนั้น จึงไม่รู้ตัวว่าปลายผ้าสังฆาฏิหล่นลงไปในโถชักโครก ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็ตั้งใจขยับหลบเป็นอย่างดีแล้ว เผลอตัวหน่อยเดียวเท่านั้นเอง..!
พอบันทึกเสียงเสร็จ ลุกขึ้นมาก็เย็นวาบไปทั้งตัว เนื่องเพราะว่าอากาศช่วงนั้น แม้จะเป็นเวลาบ่าย ๒ โมงกว่าแล้วก็ตาม ยังอยู่ที่ ๙ องศาเซลเซียสอยู่เลย เมื่อกลับมานั่งรอรถไฟ กระผม/อาตมภาพจึงบิดน้ำออกมาได้เกือบลิตร..! ยังโชคดีที่ว่าได้กดชักโครกทำความสะอาดเป็นอย่างดีไปแล้ว ไม่เช่นนั้นก็คง "ดูไม่จืด" เลยทีเดียว..!
รถไฟจะมาในเวลา ๑๕.๓๖ น. ครั้นใกล้เวลา กระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนไปรอที่ประตูทางออกหมายเลข 18B หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่แล้ว ก็เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อรอผ่านประตูเข้าไปด้านในสถานี พักใหญ่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นความผิดปกติ คือคณะของเรามีธง ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นกรุ๊ปทัวร์ จึงเดินมาสอบถาม แล้วรีบพาพวกเราลัดแซงหน้าบรรดาอาเฮียอาเจ้ทั้งหลายเข้าไป เพราะว่าต้องสแกนพาสปอร์ตกันทุกคน จึงทำให้คณะของเราผ่านเข้าไปทางด้านในได้เร็วกว่าคนอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วถ้ามัวแต่ช้าอยู่ ก็อาจจะขึ้นรถไฟไม่ทัน..!
เมื่อลงบันไดไป และหลุดออกมาบริเวณสถานี พวกเราก็สะท้านเฮือกทีเดียว เพราะว่าลมค่อนข้างที่จะแรง บรรดาพวกเราส่วนใหญ่เดินแห่ไปทางด้านใน ซึ่งไกลหนักเข้าไปอีก..! ทำเอา "คุณน้ำทิพย์"มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ต้องตะโกนภาษาไทยแบบ "เจ๊กพูดไทย" เรียกให้กลับมา เพราะว่าขบวนที่ ๒ หรือว่าตู้ที่ ๒ ตามภาษาชาวบ้านนั้นอยู่ทางด้านท้ายรถ ทางด้านหัวรถที่เดินไปนั้น จะเป็นตู้ที่มีตัวเลขมากขึ้นไปตามลำดับ แทนที่พวกเราจะเดินออกไปไกล ก็เลยต้องเดินกลับลึกเข้ามาอีก แล้วก็ยืนรอกันอยู่ที่นั่น
"ท่านปิง" (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) เห็นกระผม/อาตมภาพทำท่าหนาวสะท้าน ก็เลยอาศัยร่างที่ใหญ่กว่ายืนบังลมให้ ไม่เช่นนั้นแล้วกว่ารถไฟจะมา กระผม/อาตมภาพอาจจะมาลาเรียกำเริบเสียก่อนเป็นแน่..!
เมื่อรถไฟจอดและพวกเราขึ้นไปแล้ว ยังต้องวุ่นวายกันอีกครู่ใหญ่ เนื่องเพราะว่าบรรดาอาเฮีย อาเจ้ อาตี๋ อาหมวย ทั้งหลาย แกนั่งให้มั่วไปหมด..! เพราะว่ามีคน "ตีตั๋วยืน" มาด้วย ทางประเทศจีนนั้น ถึงจะเป็นรถไฟความเร็วสูงก็ตาม ถ้าหากว่าขายตั๋วปกติหมดแล้ว แต่ยังมีคนอยากที่จะไปด้วย เขาก็จะขาย "ตั๋วยืน" ให้ ซึ่งราคาเท่ากับตั๋วนั่งทุกประการ..! บรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเสี่ยงดวง ประมาณว่าขึ้นไปแล้ว ถ้าปลาย ๆ ทางมีคนจองเอาไว้ ที่นั่งนั้นก็จะว่างอยู่ ให้เขาเข้าไปนั่งก่อนได้
หลังจากที่วุ่นวายอยู่พักใหญ่แล้ว ก็ยังมีปัญหาที่ว่าหมายเลขที่นั่งของ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) นั้นซ้ำกับคนอื่น ทำให้ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของเติมเต็มทราเวล ตลอดจน "แม่หญิงเปิ้ล" ต้องมาช่วยกันเคลียร์พื้นที่ให้ แล้วท้ายที่สุดก็หาเจอว่า เป็นที่นั่งตรงหน้านั่นเอง เพียงแต่ว่าแทนที่จะเป็นหมายเลข 7C อย่างที่เขียนไว้ ก็เป็นหมายเลข 8C แทน..!
รถไฟออกตัวด้วยความนุ่มนวล พอ ๆ กับนั่งรถเบ๊นซ์ S Class เลยทีเดียว และความเร็วที่ทำนั้นดูเหมือนว่าจะไม่เร็ว แต่ความจริงแล้วเร็วมาก สองข้างทางนั้นมีแต่เรือนโรงสำหรับปลูกพืชผักต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการปลูกผักปลอดสารพิษของบ้านเรา แต่ที่นี่ไม่ใช่การปลูกผักปลอดสารพิษ หากแต่ว่าเป็นการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้ผักได้โตเร็วอย่างที่ต้องการ ไม่เช่นนั้นถ้าหนาวมาก ๆ ตลอดจนถึงหิมะตก ผักหญ้าต่าง ๆ อาจจะโดนน้ำค้างแข็งหรือว่าหิมะ "ลวก" จนสุกก็ "จบเห่" กันเท่านั้น..!
มีการจอดรับผู้โดยสารตามสถานีต่าง ๆ เป็นระยะไป และส่วนใหญ่แล้วจะมุดเข้าอุโมงค์ ที่ทำให้คลื่นของอินเตอร์เน็ตขาดช่วงลง จนกระผม/อาตมภาพต้องเปิดสลับไปมา ระหว่าง eSIM ที่ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ซื้อถวาย และ Roaming ที่ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) เมตตาเปิดให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องเพราะว่าที่ไหนซึ่ง eSIM ใช้งานไม่ได้ Roaming กลับทำงานได้ดี ที่ไหนที่ Roaming หมดสภาพ eSIM กลับใช้งานได้ กลายเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะว่าทำงานได้ตลอดโดยไม่มีการสะดุด..!
พวกเรามาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงสิบสองปันนา เวลา ๑๙.๑๕ น. ของทางประเทศจีน ถ้าเป็นเวลาบ้านเราก็เป็นเวลา ๑๘.๑๕ น. นั่นเอง กระผม/อาตมภาพรีบเข้ารายการ "เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม" แล้วแจ้งเข้าไปในช่องแช็ตว่า "อยู่ในระหว่างเดินทางในประเทศจีน ขออนุญาตปิดหน้ากล้อง" เพราะว่าถ้าภาพส่ายไปส่ายมา คนดูอาจจะเวียนหัวก็ได้ เมื่อลงมาข้างล่าง พวกเราก็ใจชื้นขึ้นมาก เพราะว่าอากาศที่นี่อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าอุ่นสบายทีเดียว จนกระทั่ง "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) วิ่งหาซื้อไอศกรีมมากินเสียอย่างนั้น..!
เมื่อพวกเราพร้อมแล้วก็ตรงไปยัง "โรงละครแห่งชาติเมืองสิบสองปันนา" ไปถึงก็เข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว "แม่หญิงเปิ้ล" ทำการนัดหมายว่า ออกมาแล้วจะต้องรอกันที่ตรงไหน ? ใครที่จะเดินช็อปปิ้งบริเวณ "ตลาด ๙ จอม ๑๒ เชียง" ให้แยกไปรอที่ตรงไหน ? ใครที่จะขึ้นรถกลับไปโรงแรมที่พักเลย ต้องไปรอทางด้านไหน ? และแจ้งว่ารถตู้ซึ่งบรรทุกกระเป๋าตามเรามานั้น ยังมาไม่ถึงโรงแรม เนื่องเพราะว่ารถไฟความเร็วสูงมาถึงก่อนหลายชั่วโมง แล้วพาพวกเราเข้าไปชม "การแสดงโชว์พาราณสี" ซึ่งเป็นการแสดงโชว์ของบรรดาชาติพันธุ์ต่าง ๆ จำนวน ๑๒ เผ่าพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองสิบสองปันนาแห่งนี้
ปกติแล้วการแสดงโชว์นั้นจะมีแค่รอบเดียว แต่ว่าวันนี้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น "แม่หญิงเปิ้ล" ใช้คำพูดว่า "คณะของเราโชคดีมีพระนำ" เขาก็เลยมีให้อีกรอบหนึ่ง แต่ว่าเปิดเวลา ๒ ทุ่มครึ่งของทางประเทศจีน ก็คือเวลาทุ่มครึ่งของบ้านเรา
ตอนแรกพอเข้าไป "คุณน้ำทิพย์" ก็จะให้ไปนั่งตั้งแต่หัวแถวเบอร์แรกมาจนถึงท้ายแถว กระผม/อาตมภาพถามว่า "บริเวณนี้เป็นที่นั่งของคณะเราทั้งหมดหรือไม่ ?" เมื่อทราบว่าเป็นที่นั่งของคณะของเราทั้งหมด จึงขอขยับไปที่นั่งซึ่งมองเห็นกลางเวที โดยที่ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) แฟนของ "คุณไก่" (โสภา ตั้งอธิคม) มานั่งปิดด้านหนึ่ง "ทิดเทิด" (นายเทิดพงศ์ สุวรรณเพ็งมาก) ไปนั่งปิดอยู่อีกด้านหนึ่ง แล้วบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายค่อยนั่งต่อทั้งด้านหัวและด้านท้าย
การแสดงนั้นตรงเวลาก็จริง แต่เป็นการเริ่มต้นด้วยการประมูลลายมือหนังสือจีน ซึ่งเขียนเป็นคำมงคลต่าง ๆ ประมาณว่า "บ่วงสื่อยู่อี่" ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ "หว่านสื่อหรูอี้" ในภาษาจีนกลาง ก็คือสรรพสิ่งสมปรารถนา เหล่านั้นเป็นต้น มีการกระตุ้นเร้าให้บรรดาท่านผู้ที่ต้องการมีอารมณ์ร่วมอีกต่างหาก เลยกลายเป็นแย่งชิงกันยกมือหรือตะโกนบอก ใครเร็วกว่าคนนั้นก็ได้ไป..!
เมื่อประมูลเสร็จแล้ว จึงนำเข้าสู่การแสดงชุดต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย "ระบำสิบสองปันนา" "ระบำนกยูงทอง" "ระบำสงกรานต์บ้านเรา" ซึ่งบรรดานักแสดงมีการวิ่งลงมาตามทางเดินของเวทีที่คนดูนั่งอยู่ เต้นรำให้ดูอย่างใกล้ชิด ทำเอากระผม/อาตมภาพแทบจะถ่ายรูปนักแสดงไม่ได้ เพราะว่าแม่เจ้าประคุณมาเต้นอยู่ติดกล้องเลย..!
โดยเฉพาะการแสดงของเขานั้น สายตาเราต้องละเอียดจริง ๆ เนื่องจากว่ามีการเลียนแบบอิริยาบถต่าง ๆ ของสิ่งที่ตนแสดงอยู่ อย่างเช่นระบำนกยูง ถ้าท่านทั้งหลายเคยสังเกตเห็นตอนนกยูงรำแพน จะมีการเขย่าตัวเอง เพื่อที่จะสั่นหางให้รำแพนออกไปในมุมที่ดีที่สุด และสวยที่สุด บรรดานักแสดงต่าง ๆ ก็จะสั่นตัวเองในลักษณะคล้ายคลึงแบบนั้น ถ้าเราไม่เคยเห็นอิริยาบถของนกยูง ก็จะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องสั่นตัวแบบนั้นด้วย ?
ต่อด้วย "ระบำลาหู่" ของเผ่ามูเซอดำ "ระบำเผ่าไต" ซึ่งมีการแสดงช่วงฝนตก โดยที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาจริง ๆ แต่ว่าโปรยลงมาในมุมที่พวกเราเห็นเหมือนกับฝนตกทั้งเวที ความจริงแล้วเป็นม่านน้ำกั้นอยู่ระหว่างคนดูกับคนแสดงเท่านั้น ระบำชุดสุดท้ายเป็น "ระบำกลองยาว" ที่บรรดานักแสดงมีการโดดขึ้นไปอยู่บนกลองที่ตั้งสูงจากพื้นอีกด้วย
ส่วนที่ประทับใจที่สุด ทั้ง ๆ ที่หลายคนหมดสภาพ พร้อมที่จะหลับตลอดเวลาก็คือ อยู่ ๆ บรรดาภาษาบรรยาย ซึ่งมีแต่ภาษาจีนและภาษาไตลื้อ ที่เราฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง กลับกลายเป็นเพลง "สาวอีสานรอรัก" "น้องเป็นสาวขอนแก่น ยังบ่เคยมีแฟน บ้านอยู่แดนอีสาน ฯลฯ" ร้องออกมาได้ชัดเจนเกือบจะเท่าต้นฉบับ..! ทำเอาทุกคนหูตาสว่างไปเลยทีเดียว ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็นึกชมว่า "นักแสดงของเขาเปลี่ยนชุดได้เร็วมาก" แต่พอถึงฉากสุดท้าย ปรากฏว่า บรรดานักแสดงทุกชุดแห่ออกมาพร้อมเพรียงกัน ถึงได้รู้ว่าแต่ละชุดนั้นเป็นเอกเทศต่างกันไป..!
เมื่อปิดการแสดงแล้ว พวกเราเดินออกมาทางด้านนอก "แม่หญิงเปิ้ล" สอบถามความต้องการแล้ว ทุกคนสละสิทธิ์ในการเดินช็อปปิ้ง..! เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๔ ทุ่มกว่าของประเทศจีนเข้าไปแล้ว ขอไปโรงแรมที่พักเลยดีกว่า
เมื่อไปถึง "โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel" กระผม/อาตมภาพได้ห้องหมายเลข ๘๖๐๒ "ท่านปิง" นำหน้าไปด้วยความมั่นใจ กดลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้น ๘ ผลปรากฏว่ากลายเป็น VIP Lounge ซึ่งเป็นที่จัดเลี้ยงอาหารต่าง ๆ..! ถามเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า "ที่นี่แหละ..!" แต่ดันไม่บอกว่าเป็นที่ไหน..!? จนกระทั่งเดินอ้อมไปเจอฝ่ายประชาสัมพันธ์ เขาถึงได้บอกว่า "ลิ่วโหลว" ก็คือชั้น ๖ แปลว่าเอ็งทะลึ่งเอาเลข ๘ ที่เป็นเลขมงคลมาขึ้นหน้าไว้เฉย ๆ แล้วลิฟท์ก็ดันมีชั้น ๘ อีกต่างหาก พวกเราก็เลยหลงทางไปเกือบทุกรูป..!
กระผม/อาตมภาพมาถึงห้องพักของตนเองแล้ว ไม่สามารถที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศได้ ครั้นตรวจสอบแล้วจึงเห็นว่า ทางโรงแรมเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทแทน แล้วตอนนี้อากาศก็อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส แต่รู้สึกอุ่นสบายเหมือนอย่างกับมีฮีตเตอร์..! จึงทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ แล้วจัดการต้มน้ำร้อนไว้สำหรับฉันในคืนนี้ จากนั้นก็ขึ้นสู่ที่นอน อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ
เห็น "ท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ" และ "ท่านพี่อสุรินทราหู" ซึ่งตั้งใจเชิญมาโดยตรงตั้งแต่ก่อนเดินทาง ตลอดจนกระทั่งบรรดาเจ้าที่เจ้าทางต่าง ๆ ที่คอยดูแลอยู่รอบที่พัก ก็รู้สึกเบาใจ ส่งจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน
สำหรับเช้านี้พวกเรานัดปลุกกันตอน ๖ โมงเช้า วางกระเป๋าที่ล็อบบี้ตอน ๗ โมง แล้วไปรับประทานอาหารด้วยกัน ตอน ๘ โมงล้อจะหมุน นำพวกเราไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงกลับไปยังเมืองคุนหมิง แต่ไม่ได้พักที่คุนหมิง หากแต่ว่าจะเลยไปพักที่ "เมืองฉู่ฉง" ซึ่งจะต้องวิ่งต่อไปอีกอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาแล้ว มีอะไรก็จะได้ "บอกเล่าเก้าสิบ" ให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
vBulletin® v3.8.11, Copyright ©2000-2026, vBulletin Solutions Inc.