PDA

View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙


ตัวเล็ก
12-01-2026, 08:15
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๙

_sXE3gJbJfA

เถรี
13-01-2026, 00:56
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศที่ "โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel" อยู่ที่ ๑๒ องศาเซลเซียส แต่กลับรู้สึกว่าไม่หนาวเลย ต้องกราบขอบพระคุณ "หลวงปู่ไห่ทง" และเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าถ้าปล่อยให้อากาศหนาวขนาดนี้ ดีไม่ดีอาการมาลาเรียเรื้อรังของกระผม/อาตมภาพ อาจจะกำเริบก็เป็นได้..!

เมื่อวานนี้ในช่วงที่บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ในห้องน้ำของสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองคุนหมิงนั้น เมื่อโดนทุบประตูโครมครามประท้วง กระผม/อาตมภาพก็เบี่ยงตัวไปดูว่าใครบังอาจทำเช่นนั้น จึงไม่รู้ตัวว่าปลายผ้าสังฆาฏิหล่นลงไปในโถชักโครก ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็ตั้งใจขยับหลบเป็นอย่างดีแล้ว เผลอตัวหน่อยเดียวเท่านั้นเอง..!

พอบันทึกเสียงเสร็จ ลุกขึ้นมาก็เย็นวาบไปทั้งตัว เนื่องเพราะว่าอากาศช่วงนั้น แม้จะเป็นเวลาบ่าย ๒ โมงกว่าแล้วก็ตาม ยังอยู่ที่ ๙ องศาเซลเซียสอยู่เลย เมื่อกลับมานั่งรอรถไฟ กระผม/อาตมภาพจึงบิดน้ำออกมาได้เกือบลิตร..! ยังโชคดีที่ว่าได้กดชักโครกทำความสะอาดเป็นอย่างดีไปแล้ว ไม่เช่นนั้นก็คง "ดูไม่จืด" เลยทีเดียว..!

รถไฟจะมาในเวลา ๑๕.๓๖ น. ครั้นใกล้เวลา กระผม/อาตมภาพก็นำทุกคนไปรอที่ประตูทางออกหมายเลข 18B หลังจากที่ถ่ายรูปหมู่แล้ว ก็เข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อรอผ่านประตูเข้าไปด้านในสถานี พักใหญ่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นความผิดปกติ คือคณะของเรามีธง ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นกรุ๊ปทัวร์ จึงเดินมาสอบถาม แล้วรีบพาพวกเราลัดแซงหน้าบรรดาอาเฮียอาเจ้ทั้งหลายเข้าไป เพราะว่าต้องสแกนพาสปอร์ตกันทุกคน จึงทำให้คณะของเราผ่านเข้าไปทางด้านในได้เร็วกว่าคนอื่น ไม่เช่นนั้นแล้วถ้ามัวแต่ช้าอยู่ ก็อาจจะขึ้นรถไฟไม่ทัน..!

เมื่อลงบันไดไป และหลุดออกมาบริเวณสถานี พวกเราก็สะท้านเฮือกทีเดียว เพราะว่าลมค่อนข้างที่จะแรง บรรดาพวกเราส่วนใหญ่เดินแห่ไปทางด้านใน ซึ่งไกลหนักเข้าไปอีก..! ทำเอา "คุณน้ำทิพย์"มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ต้องตะโกนภาษาไทยแบบ "เจ๊กพูดไทย" เรียกให้กลับมา เพราะว่าขบวนที่ ๒ หรือว่าตู้ที่ ๒ ตามภาษาชาวบ้านนั้นอยู่ทางด้านท้ายรถ ทางด้านหัวรถที่เดินไปนั้น จะเป็นตู้ที่มีตัวเลขมากขึ้นไปตามลำดับ แทนที่พวกเราจะเดินออกไปไกล ก็เลยต้องเดินกลับลึกเข้ามาอีก แล้วก็ยืนรอกันอยู่ที่นั่น

"ท่านปิง" (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) เห็นกระผม/อาตมภาพทำท่าหนาวสะท้าน ก็เลยอาศัยร่างที่ใหญ่กว่ายืนบังลมให้ ไม่เช่นนั้นแล้วกว่ารถไฟจะมา กระผม/อาตมภาพอาจจะมาลาเรียกำเริบเสียก่อนเป็นแน่..!

เถรี
13-01-2026, 01:14
เมื่อรถไฟจอดและพวกเราขึ้นไปแล้ว ยังต้องวุ่นวายกันอีกครู่ใหญ่ เนื่องเพราะว่าบรรดาอาเฮีย อาเจ้ อาตี๋ อาหมวย ทั้งหลาย แกนั่งให้มั่วไปหมด..! เพราะว่ามีคน "ตีตั๋วยืน" มาด้วย ทางประเทศจีนนั้น ถึงจะเป็นรถไฟความเร็วสูงก็ตาม ถ้าหากว่าขายตั๋วปกติหมดแล้ว แต่ยังมีคนอยากที่จะไปด้วย เขาก็จะขาย "ตั๋วยืน" ให้ ซึ่งราคาเท่ากับตั๋วนั่งทุกประการ..! บรรดาท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ต้องเสี่ยงดวง ประมาณว่าขึ้นไปแล้ว ถ้าปลาย ๆ ทางมีคนจองเอาไว้ ที่นั่งนั้นก็จะว่างอยู่ ให้เขาเข้าไปนั่งก่อนได้

หลังจากที่วุ่นวายอยู่พักใหญ่แล้ว ก็ยังมีปัญหาที่ว่าหมายเลขที่นั่งของ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) นั้นซ้ำกับคนอื่น ทำให้ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของเติมเต็มทราเวล ตลอดจน "แม่หญิงเปิ้ล" ต้องมาช่วยกันเคลียร์พื้นที่ให้ แล้วท้ายที่สุดก็หาเจอว่า เป็นที่นั่งตรงหน้านั่นเอง เพียงแต่ว่าแทนที่จะเป็นหมายเลข 7C อย่างที่เขียนไว้ ก็เป็นหมายเลข 8C แทน..!

รถไฟออกตัวด้วยความนุ่มนวล พอ ๆ กับนั่งรถเบ๊นซ์ S Class เลยทีเดียว และความเร็วที่ทำนั้นดูเหมือนว่าจะไม่เร็ว แต่ความจริงแล้วเร็วมาก สองข้างทางนั้นมีแต่เรือนโรงสำหรับปลูกพืชผักต่าง ๆ อยู่ในลักษณะของการปลูกผักปลอดสารพิษของบ้านเรา แต่ที่นี่ไม่ใช่การปลูกผักปลอดสารพิษ หากแต่ว่าเป็นการควบคุมอุณหภูมิเพื่อให้ผักได้โตเร็วอย่างที่ต้องการ ไม่เช่นนั้นถ้าหนาวมาก ๆ ตลอดจนถึงหิมะตก ผักหญ้าต่าง ๆ อาจจะโดนน้ำค้างแข็งหรือว่าหิมะ "ลวก" จนสุกก็ "จบเห่" กันเท่านั้น..!

มีการจอดรับผู้โดยสารตามสถานีต่าง ๆ เป็นระยะไป และส่วนใหญ่แล้วจะมุดเข้าอุโมงค์ ที่ทำให้คลื่นของอินเตอร์เน็ตขาดช่วงลง จนกระผม/อาตมภาพต้องเปิดสลับไปมา ระหว่าง eSIM ที่ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) ซื้อถวาย และ Roaming ที่ "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) เมตตาเปิดให้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เนื่องเพราะว่าที่ไหนซึ่ง eSIM ใช้งานไม่ได้ Roaming กลับทำงานได้ดี ที่ไหนที่ Roaming หมดสภาพ eSIM กลับใช้งานได้ กลายเป็นอะไรที่ดีมาก เพราะว่าทำงานได้ตลอดโดยไม่มีการสะดุด..!

เถรี
13-01-2026, 01:23
พวกเรามาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงสิบสองปันนา เวลา ๑๙.๑๕ น. ของทางประเทศจีน ถ้าเป็นเวลาบ้านเราก็เป็นเวลา ๑๘.๑๕ น. นั่นเอง กระผม/อาตมภาพรีบเข้ารายการ "เสียงธรรมจากมหาจุฬาอาศรม" แล้วแจ้งเข้าไปในช่องแช็ตว่า "อยู่ในระหว่างเดินทางในประเทศจีน ขออนุญาตปิดหน้ากล้อง" เพราะว่าถ้าภาพส่ายไปส่ายมา คนดูอาจจะเวียนหัวก็ได้ เมื่อลงมาข้างล่าง พวกเราก็ใจชื้นขึ้นมาก เพราะว่าอากาศที่นี่อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าอุ่นสบายทีเดียว จนกระทั่ง "หมอมุก" (แพทย์หญิงรุจิรา งามพฤกษ์วานิชย์) วิ่งหาซื้อไอศกรีมมากินเสียอย่างนั้น..!

เมื่อพวกเราพร้อมแล้วก็ตรงไปยัง "โรงละครแห่งชาติเมืองสิบสองปันนา" ไปถึงก็เข้าห้องน้ำก่อนเป็นอันดับแรก เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว "แม่หญิงเปิ้ล" ทำการนัดหมายว่า ออกมาแล้วจะต้องรอกันที่ตรงไหน ? ใครที่จะเดินช็อปปิ้งบริเวณ "ตลาด ๙ จอม ๑๒ เชียง" ให้แยกไปรอที่ตรงไหน ? ใครที่จะขึ้นรถกลับไปโรงแรมที่พักเลย ต้องไปรอทางด้านไหน ? และแจ้งว่ารถตู้ซึ่งบรรทุกกระเป๋าตามเรามานั้น ยังมาไม่ถึงโรงแรม เนื่องเพราะว่ารถไฟความเร็วสูงมาถึงก่อนหลายชั่วโมง แล้วพาพวกเราเข้าไปชม "การแสดงโชว์พาราณสี" ซึ่งเป็นการแสดงโชว์ของบรรดาชาติพันธุ์ต่าง ๆ จำนวน ๑๒ เผ่าพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองสิบสองปันนาแห่งนี้

ปกติแล้วการแสดงโชว์นั้นจะมีแค่รอบเดียว แต่ว่าวันนี้ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น "แม่หญิงเปิ้ล" ใช้คำพูดว่า "คณะของเราโชคดีมีพระนำ" เขาก็เลยมีให้อีกรอบหนึ่ง แต่ว่าเปิดเวลา ๒ ทุ่มครึ่งของทางประเทศจีน ก็คือเวลาทุ่มครึ่งของบ้านเรา

ตอนแรกพอเข้าไป "คุณน้ำทิพย์" ก็จะให้ไปนั่งตั้งแต่หัวแถวเบอร์แรกมาจนถึงท้ายแถว กระผม/อาตมภาพถามว่า "บริเวณนี้เป็นที่นั่งของคณะเราทั้งหมดหรือไม่ ?" เมื่อทราบว่าเป็นที่นั่งของคณะของเราทั้งหมด จึงขอขยับไปที่นั่งซึ่งมองเห็นกลางเวที โดยที่ "คุณตั้ว" (นายวีรวัฒน์ ตะล่อมสิน) แฟนของ "คุณไก่" (โสภา ตั้งอธิคม) มานั่งปิดด้านหนึ่ง "ทิดเทิด" (นายเทิดพงศ์ สุวรรณเพ็งมาก) ไปนั่งปิดอยู่อีกด้านหนึ่ง แล้วบรรดาสุภาพสตรีทั้งหลายค่อยนั่งต่อทั้งด้านหัวและด้านท้าย

การแสดงนั้นตรงเวลาก็จริง แต่เป็นการเริ่มต้นด้วยการประมูลลายมือหนังสือจีน ซึ่งเขียนเป็นคำมงคลต่าง ๆ ประมาณว่า "บ่วงสื่อยู่อี่" ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ "หว่านสื่อหรูอี้" ในภาษาจีนกลาง ก็คือสรรพสิ่งสมปรารถนา เหล่านั้นเป็นต้น มีการกระตุ้นเร้าให้บรรดาท่านผู้ที่ต้องการมีอารมณ์ร่วมอีกต่างหาก เลยกลายเป็นแย่งชิงกันยกมือหรือตะโกนบอก ใครเร็วกว่าคนนั้นก็ได้ไป..!

เถรี
13-01-2026, 01:27
เมื่อประมูลเสร็จแล้ว จึงนำเข้าสู่การแสดงชุดต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย "ระบำสิบสองปันนา" "ระบำนกยูงทอง" "ระบำสงกรานต์บ้านเรา" ซึ่งบรรดานักแสดงมีการวิ่งลงมาตามทางเดินของเวทีที่คนดูนั่งอยู่ เต้นรำให้ดูอย่างใกล้ชิด ทำเอากระผม/อาตมภาพแทบจะถ่ายรูปนักแสดงไม่ได้ เพราะว่าแม่เจ้าประคุณมาเต้นอยู่ติดกล้องเลย..!

โดยเฉพาะการแสดงของเขานั้น สายตาเราต้องละเอียดจริง ๆ เนื่องจากว่ามีการเลียนแบบอิริยาบถต่าง ๆ ของสิ่งที่ตนแสดงอยู่ อย่างเช่นระบำนกยูง ถ้าท่านทั้งหลายเคยสังเกตเห็นตอนนกยูงรำแพน จะมีการเขย่าตัวเอง เพื่อที่จะสั่นหางให้รำแพนออกไปในมุมที่ดีที่สุด และสวยที่สุด บรรดานักแสดงต่าง ๆ ก็จะสั่นตัวเองในลักษณะคล้ายคลึงแบบนั้น ถ้าเราไม่เคยเห็นอิริยาบถของนกยูง ก็จะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องสั่นตัวแบบนั้นด้วย ?

ต่อด้วย "ระบำลาหู่" ของเผ่ามูเซอดำ "ระบำเผ่าไต" ซึ่งมีการแสดงช่วงฝนตก โดยที่มีสายฝนโปรยปรายลงมาจริง ๆ แต่ว่าโปรยลงมาในมุมที่พวกเราเห็นเหมือนกับฝนตกทั้งเวที ความจริงแล้วเป็นม่านน้ำกั้นอยู่ระหว่างคนดูกับคนแสดงเท่านั้น ระบำชุดสุดท้ายเป็น "ระบำกลองยาว" ที่บรรดานักแสดงมีการโดดขึ้นไปอยู่บนกลองที่ตั้งสูงจากพื้นอีกด้วย

ส่วนที่ประทับใจที่สุด ทั้ง ๆ ที่หลายคนหมดสภาพ พร้อมที่จะหลับตลอดเวลาก็คือ อยู่ ๆ บรรดาภาษาบรรยาย ซึ่งมีแต่ภาษาจีนและภาษาไตลื้อ ที่เราฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง กลับกลายเป็นเพลง "สาวอีสานรอรัก" "น้องเป็นสาวขอนแก่น ยังบ่เคยมีแฟน บ้านอยู่แดนอีสาน ฯลฯ" ร้องออกมาได้ชัดเจนเกือบจะเท่าต้นฉบับ..! ทำเอาทุกคนหูตาสว่างไปเลยทีเดียว ตอนแรกกระผม/อาตมภาพก็นึกชมว่า "นักแสดงของเขาเปลี่ยนชุดได้เร็วมาก" แต่พอถึงฉากสุดท้าย ปรากฏว่า บรรดานักแสดงทุกชุดแห่ออกมาพร้อมเพรียงกัน ถึงได้รู้ว่าแต่ละชุดนั้นเป็นเอกเทศต่างกันไป..!

เถรี
13-01-2026, 01:33
เมื่อปิดการแสดงแล้ว พวกเราเดินออกมาทางด้านนอก "แม่หญิงเปิ้ล" สอบถามความต้องการแล้ว ทุกคนสละสิทธิ์ในการเดินช็อปปิ้ง..! เนื่องเพราะว่าเป็นเวลา ๔ ทุ่มกว่าของประเทศจีนเข้าไปแล้ว ขอไปโรงแรมที่พักเลยดีกว่า

เมื่อไปถึง "โรงแรม King World Xishaungbanna Hotel" กระผม/อาตมภาพได้ห้องหมายเลข ๘๖๐๒ "ท่านปิง" นำหน้าไปด้วยความมั่นใจ กดลิฟท์ขึ้นไปถึงชั้น ๘ ผลปรากฏว่ากลายเป็น VIP Lounge ซึ่งเป็นที่จัดเลี้ยงอาหารต่าง ๆ..! ถามเจ้าหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่า "ที่นี่แหละ..!" แต่ดันไม่บอกว่าเป็นที่ไหน..!? จนกระทั่งเดินอ้อมไปเจอฝ่ายประชาสัมพันธ์ เขาถึงได้บอกว่า "ลิ่วโหลว" ก็คือชั้น ๖ แปลว่าเอ็งทะลึ่งเอาเลข ๘ ที่เป็นเลขมงคลมาขึ้นหน้าไว้เฉย ๆ แล้วลิฟท์ก็ดันมีชั้น ๘ อีกต่างหาก พวกเราก็เลยหลงทางไปเกือบทุกรูป..!

กระผม/อาตมภาพมาถึงห้องพักของตนเองแล้ว ไม่สามารถที่จะเปิดเครื่องปรับอากาศได้ ครั้นตรวจสอบแล้วจึงเห็นว่า ทางโรงแรมเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทแทน แล้วตอนนี้อากาศก็อยู่ที่ ๑๔ องศาเซลเซียส แต่รู้สึกอุ่นสบายเหมือนอย่างกับมีฮีตเตอร์..! จึงทำการบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ แล้วจัดการต้มน้ำร้อนไว้สำหรับฉันในคืนนี้ จากนั้นก็ขึ้นสู่ที่นอน อุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

เห็น "ท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ" และ "ท่านพี่อสุรินทราหู" ซึ่งตั้งใจเชิญมาโดยตรงตั้งแต่ก่อนเดินทาง ตลอดจนกระทั่งบรรดาเจ้าที่เจ้าทางต่าง ๆ ที่คอยดูแลอยู่รอบที่พัก ก็รู้สึกเบาใจ ส่งจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน

สำหรับเช้านี้พวกเรานัดปลุกกันตอน ๖ โมงเช้า วางกระเป๋าที่ล็อบบี้ตอน ๗ โมง แล้วไปรับประทานอาหารด้วยกัน ตอน ๘ โมงล้อจะหมุน นำพวกเราไปขึ้นรถไฟความเร็วสูงกลับไปยังเมืองคุนหมิง แต่ไม่ได้พักที่คุนหมิง หากแต่ว่าจะเลยไปพักที่ "เมืองฉู่ฉง" ซึ่งจะต้องวิ่งต่อไปอีกอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาแล้ว มีอะไรก็จะได้ "บอกเล่าเก้าสิบ" ให้พวกเราได้ฟังกันต่อไป

สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)