View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๙
พิชวัฒน์
11-01-2026, 16:23
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๙
sK5vZCFvXws
วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ "ลูกกิฟท์" (นางสาวอันตรา ลักษณะ) เจ้าของบริษัทเติมเต็มทราเวล ส่งรถแท็กซี่ไปรับกระผม/อาตมภาพ "หลวงพ่อนิล" (พระครูวินัยธรธวัชชัย ชาครธมฺโม) ประธานที่พักสงฆ์อาศรมศรีชัยรัตนโคตร จังหวัดสกลนคร และ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) จากที่พักวัดอุทยาน ตรงไปยังท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ความจริงเรานัดกันที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเวลาตีสี่ครึ่ง แต่ด้วยเหตุที่เป็นเช้ามืดวันอาทิตย์ รถจึงไปถึงก่อนเวลาค่อนข้างจะนาน
มาถึงทางนี้ ปรากฏว่าเจอ "ครูบาพันแสน" (เจ้าอธิการธรรมชัย อคฺคธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดศิลาวาส (ปิงโค้ง) รักษาการเจ้าคณะตำบลปิงโค้ง "ครูบาไอซ์" (พระนิชวัชญ์ ญาณวิสุทฺโธ) วัดเมืองขอน อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และ "ท่านอาร์ต" (พระอัครพงศ์ ปญฺญวณฺโต) พระลูกวัดท่าขนุน ที่ขออนุญาตออกไปท่องโลกกว้าง ตลอดจนกระทั่งคณะญาติโยมหลายท่านที่มาถึงแล้ว
กระผม/อาตมภาพโดนทดสอบกำลังใจตั้งแต่เช้ามืด ก็คือก่อนออกจากที่พัก ได้ทำการตรวจรายงานการประชุมคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ซึ่ง "เลขาฯ มุก" (นางดารฤชา ภาณุเบญจสิทธิ์) เลขานุการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ ส่งมาให้ตรวจแก้ไขและลงนาม ทำเสร็จสรรพเรียบร้อย ยังไม่ทันจะเซฟ อยู่ ๆ เครื่องก็เออเร่อร์ ดับวูบไปเฉย ๆ ครั้นเปิดขึ้นมาใหม่ ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมทุกประการ เหมือนไม่ได้ตรวจแก้อะไรเลย..! แล้วข้อมูลก็เป็น ๑๐ หน้า กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่หัวเราะ..หึ..หึ..! ถ้าหากทดสอบกำลังใจกันแบบนี้ ไม่ได้รับประทานหรอก..!
ทางด้านเติมเต็มทราเวลพาพวกเราไปเช็คอิน กระผม/อาตมภาพที่ถือกระเป๋าไปแค่ใบเดียว น้ำหนัก ๔.๒ กิโลกรัม จึงต้องแบกกระเป๋าของทางเติมเต็มทราเวล ๑ ใบ น้ำหนัก ๑๙.๗ กิโลกรัมไปด้วย ครั้นได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้ว ออกมานั่งรอด้านนอก "ท่านปิง" (พระกวีศิลป์ วิสุทฺธิกุโล) ถามว่า "กระบอกน้ำของหลวงพ่ออยู่ไหนครับ ?" กระผม/อาตมภาพเองต้องถือติดมือมาแล้วแน่นอน แต่ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ใกล้ตัว ครั้น "น้องเล็ก" เดินกลับไปดูยังที่นั่งเดิมก็ไม่เห็น กระผม/อาตมภาพเดินกลับไปดูเองอีกรอบหนึ่งก็ไม่เห็น จนกระทั่ง "ลูกกิฟท์" ที่ไม่ยอมย่อท้อ เดินกลับไปดูอีกรอบหนึ่ง ปรากฏว่าตั้งอยู่ที่เดิมตรงนั้นเอง..!
เรื่องพวกนี้ การทดสอบกำลังใจเขาต้องการแค่ดูว่าเราจะขุ่นมัวหรือไม่ ? ปล่อยวางได้หรือไม่ ? กระผม/อาตมภาพที่ทำใจแล้วว่า "ไม่มีกระบอกน้ำก็ไม่เป็นไร เบาดีเสียอีก" จึงสอบผ่าน แต่ถ้าท่านทั้งหลายโดนทดสอบกำลังใจในลักษณะแบบนี้ โปรดระมัดระวังเอาไว้ให้มาก เนื่องเพราะว่าเวลาที่เราหิว เวลาที่เราง่วง เวลาที่เราเหนื่อย จะเป็นเวลาที่กำลังใจของเราเสียความมั่นคงได้ง่ายที่สุด..!
เมื่อพวกเราพร้อมกันแล้ว ก็ถ่ายรูปหมู่บริเวณรูปปั้นพญาไมยราพณ์ แล้วก็เข้าไปช่อง Fast Track เพื่อทำการเช็คอิน ซึ่งก็เหมือนเดิม คือพวกเราผ่าน ตม.ไปช้ากว่าพวกที่เข้าทางช่องธรรมดามาก ครั้นผ่านมาจนครบแล้ว จึงเดินไปรอที่ประตูขึ้นเครื่อง F3 กระผม/อาตมภาพเดินหาตู้น้ำ เพื่อที่จะเติมน้ำร้อนใส่กระบอก เนื่องเพราะรู้ดีว่าถ้ามีน้ำติดกระบอกมาด้วยก็คงจะสูญเปล่า จึงได้ฉันหมดไปตั้งแต่ด้านนอกแล้ว..!
พวกเรานั่งรอจนได้เวลา เจ้าหน้าที่ก็มานิมนต์ให้ขึ้นเครื่อง ครั้นขึ้นไปถึงเรียบร้อยแล้ว ก็เห็น "หลวงปู่ไห่ทง" ซึ่งเคยรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่หลายทริปก่อนของเมืองจีน หลวงปู่แจ้งว่า "มารับ..ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย" จึงได้น้อมกราบหลวงปู่ด้วยความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินไม่มีพูดภาษาไทยเลย นอกจากภาษาจีนกับภาษาอังกฤษ เมื่อเครื่องขึ้นได้พักหนึ่ง เขาก็ทำการแจกอาหารเช้า ตามมาด้วยชาร้อนอีก ๑ แก้ว กระผม/อาตมภาพกวาดเรียบ ยกเว้นโยเกิร์ตที่ฉันไม่เป็น จึงถวายให้ "ท่านปิง" ไป แล้วก็นั่งภาวนาส่งกำลังใจอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าที่เจ้าทางตลอดเส้นทาง และท่านที่รักษาอากาศยานลำนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายอนุโมทนา และอำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับพวกเราทุกคนด้วยเถิด
จากที่ได้ยินว่าเครื่องจะไปถึงในเวลา ๓ ชั่วโมง ๕๐ นาทีโดยประมาณ ปรากฏว่าพวกเราไปถึงก่อนเวลานานมาก แต่ว่าไปช้าตรงขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง เนื่องเพราะว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนั้น ดันไปอยู่ในช่องที่เครื่องไม่ค่อยจะดี "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ต้องปั๊มนิ้วมือแล้ว ปั๊มนิ้วมืออีก ท้ายที่สุดก็ผ่านไปได้คนเดียว ที่เหลือต้องย้ายไปใช้ช่องใหม่ เพื่อใช้เครื่องใหม่กันทั้งแถว กว่าจะหลุดออกมาได้ก็ถือว่าช้ามาก..!
พอผ่านออกมาแล้ว ก็เจอ "แม่หญิงเปิ้ล" ซึ่งเคยไปต้อนรับคณะของพวกเรา ตอนไปหล่อสมเด็จองค์ปฐมเนื้อเงิน ที่วัดโพธิ์ศรีสว่าง บ้านท่าช้าง เมืองปากงึม ประเทศลาว "แม่หญิงเปิ้ล" อุตส่าห์นั่งรถไฟความเร็วสูง จากเมืองลาวข้ามมาเมืองจีน เพื่อที่จะบริการพวกเราทางด้านนี้ แล้วยังบอกกับทุกคนว่า พวกเราผ่าน ตม.ได้เร็วมาก ๆ ปกติแล้วทั้งคณะจะติดอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง แต่นี่พวกเราถือว่าผ่านมาแบบคล่องตัว เพราะว่าใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงดี..!
ครั้นออกมาข้างนอก สัมผัสอุณหภูมิก็มีอาการสะดุ้งไปตาม ๆ กัน เพราะว่าอยู่ที่ ๕ องศาเซลเซียสเท่านั้น..! หลายท่านจึงต้องหยิบข้าวของจำเป็นออกจากกระเป๋าใบใหญ่ เนื่องเพราะว่ากระเป๋าใบใหญ่จะไปกับรถตู้ ส่งถึงเมืองสิบสองปันนาเลย แต่ว่ากระเป๋าใบเล็กและตัวพวกเราจะขึ้นรถบัสปรับอากาศ เพื่อที่จะวิ่งไปยัง "สถานีรถไฟความเร็วสูงคุนหมิงใต้"
พวกเราขึ้นรถมาครบแล้ว ทางเติมเต็มทราเวลก็แจกข้าวกล่องให้ ซึ่งกับข้าวนั้นมีหลายอย่าง ทั้งไข่ดาว หมูผัดหน่อไม้ ซึ่งอร่อยสุด ๆ มีปีกไก่ทอด และถั่วฝักยาวผัดหมู แถมผักกวางตุ้งผัดหมูอีกอย่าง ที่จะยัดรวมกันมาภายในกล่องเดียว ถือว่าเก่งมาก กระผม/อาตมภาพกวาดเข้าปากเรียบร้อย ไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว ทั้ง ๆ ที่ใช้ตะเกียบ ทำเอา "คุณน้ำทิพย์" ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น พูดไทยไม่ชัด ถามว่า "อร่อยมากไหม ?" กระผม/อาตมภาพชูกล่องเปล่า ๆ ให้ดู ยืนยันว่า "อร่อยมาก..!" อีกฝ่ายยิ้มชอบใจ แต่พอเห็นของคนอื่น หน้าบาน ๆ ก็ต้องหุบทันที เนื่องเพราะว่าทุกคนเหลือกลับมาเกินครึ่งกันทั้งนั้น..!
พวกเรามาถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงนอกเมืองคุนหมิงทางทิศใต้ ด้วยการวิ่งจากสนามบินคุนหมิงที่อยู่ทิศตะวันออก ผ่าเมืองมาทางทิศใต้เลย เข้าไปทางด้านในแล้วต้องไปสแกนพาสปอร์ต ผ่านเข้าไปข้างในก็ต้องสแกนกระเป๋า แล้วสแกนตัวอีกรอบ จากนั้นถึงเข้าไปนั่งรออยู่ทางด้านใน
กระผม/อาตมภาพที่เตรียมพาวเวอร์แบงค์มาอย่างดี ปรากฏว่าโดนกลั่นแกล้งอีกตามเคย ก็คือไม่รู้ว่าหายไปที่ไหน ? จึงเข้าไปในร้านสะดวกซื้อใกล้ ๆ ปรากฏว่ามีพาวเวอร์แบงค์ที่ตรงตามความต้องการของทางราชการจีนจำหน่าย ขนาด ๒๐,๐๐๐ mAh ราคาแค่ ๑๐๐ หยวนถ้วน "ท่านปิง" รีบควักกระเป๋าจ่ายให้โดยพลัน ต้องขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
จากนั้นพวกเราก็นั่งรอรถไฟที่ได้ยินว่าเป็นเที่ยวบ่าย ๓ โมงกว่า "ลูกกิฟท์"มาสอบถามว่า จะเปลี่ยนตั๋วมาเป็นเที่ยวบ่ายโมงครึ่งดีไหม ? แต่ว่าต้องเพิ่มค่าตั๋วคนละ ๔๐ หยวน กระผม/อาตมภาพบอกว่าไม่มีปัญหา แต่พอ "ลูกกิฟท์" ไปติดต่อพักหนึ่งก็กลับมา บอกว่า "ไม่ทัน" เนื่องเพราะว่าต้องเช็คอินเข้าไปก่อนเวลา ๒๐ นาที ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงกว่าแล้ว ถ้ารถไฟเที่ยวบ่ายโมงครึ่งมาถึง เราจะกลายเป็นตกรถแทน ส่วนเที่ยวบ่าย ๒ โมงก็ไม่มีที่นั่งเหลือเสียอีก จึงต้องมาทนรอรถเที่ยวเดิมของเรา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ กระผม/อาตมภาพจึงฉวยโอกาสนี้เข้าห้องน้ำห้องท่า แล้วนั่งบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนบนโถส้วม โดยมีคนเขย่าประตูประท้วงด้วย ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ?!
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันอาทิตย์ที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
vBulletin® v3.8.11, Copyright ©2000-2026, vBulletin Solutions Inc.