View Full Version : เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๙
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๙
MnoEHMdnW9U
วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ ถือว่าเป็น "วันพักผ่อน" ของชาวบ้านทั่วไป เนื่องเพราะว่าต้องสู้รบตบมือกับนักท่องเที่ยวมาเป็นระยะเวลา ๕ วันถ้วน ซึ่งทุกท่านอาจจะคิดว่า การมีนักท่องเที่ยวมากก็จะมีรายได้มาก ความจริงส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น
แต่ว่าทุกคนที่มา ความต้องการก็มักจะไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้บุคคลที่อยู่ในฐานะเจ้าของบ้านต้องเหนื่อยมาก แม้แต่วัดท่าขนุนของเราจัดปฏิบัติธรรม บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมเองถึงจะไม่เรียกร้องอะไรมาก แต่ว่าทุกอย่างทางวัดก็จะต้องจัดเตรียมไว้ให้พร้อม ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะมีข้อตำหนิติเตียนขึ้นมาได้
ช่วงนี้จึงถือว่าเป็นช่วงพักผ่อน มีเวลาประมาณ ๒ วัน เนื่องเพราะว่าพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี จะเสด็จประพาสทองผาภูมิในเย็นวันที่ ๗ นี้ ในส่วนของการเข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีนั้น เป็นเรื่องที่ชาวไทยและบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยทุกคน ถือว่าเป็นมงคลอย่างสูงสุด และเป็นภาระที่เต็มใจจะกระทำกัน จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นงานหนัก เพราะว่าทำกันอย่างมีความสุข เพียงแต่ว่าการรักษาความปลอดภัยก็น่าจะเข้มงวดสักหน่อย
สมัยที่กระผม/อาตมภาพอยู่ชายแดน ผู้ใหญ่กี่คณะไปเยี่ยม ไม่เคยได้เห็นเลย เพราะว่ากำลังพลส่วนมากจะโดนส่งไปบล็อกพื้นที่ต่าง ๆ โดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของท่านผู้ที่มาเยี่ยมเยือนและมอบของให้เพื่อเป็นกำลังใจ พวกเราจะมีโอกาสได้เห็นก็ตอนที่จบภารกิจแล้ว กลับมาจึงได้รับการแบ่งสันปันส่วนของขวัญต่าง ๆ
การอยู่ที่ชายแดนนั้นจะว่าลำบากก็ใช่ แต่ว่าในส่วนที่ลำบากกว่าก็คือ สมัยนั้นการติดต่อสื่อสารไม่ได้ง่ายดายเหมือนสมัยนี้ ใช้ได้แต่การเขียนจดหมายเท่านั้น บางทีส่งไปกลับอาทิตย์หนึ่งแทบจะไม่พอ แม้กระทั่งการลา มีเพื่อนหลายท่านอยู่ทางปักษ์ใต้ อย่างเช่นว่าสุราษฎร์ธานี ถึงเวลาถ้าหากว่าลา ๑๐ วัน ก็ต้องกลายเป็นการเดินทางไป ๕ วัน ก็คือเดินทางกลับ ๒ วันกว่า เดินทางไปอีก ๒ วันกว่า
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ทหารทุกนายถือว่าเป็นการเสียสละเพื่อประเทศชาติของตน ประมาณว่าลูกผู้ชายเกิดมาชาติหนึ่ง ขอให้ทำหน้าที่แบบนี้ เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายในปัจจุบันได้ยิน ก็อาจจะคิดว่า ทำไมถึงต้องลำบากขนาดนั้นด้วย ? ทำไมต้องมีการเกณฑ์ทหาร ? ทหารมีเอาไว้ทำอะไร ? เรื่องพวกนี้ปล่อยให้คนโง่ ๆ เขาคิดกันไป คนฉลาดเขาไม่เสียเวลามาคิดให้เหนื่อย..!
อีกเรื่องหนึ่งที่จะกล่าวถึงก็คือวัตถุมงคลที่ลงอยู่ในเว็บไซต์วัดท่าขนุน ซึ่งชุดที่ตั้งใจให้เป็นของขวัญปีใหม่ก็คือวัตถุมงคลของหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท ซึ่งกระผม/อาตมภาพย้ำนักย้ำหนาว่า "หลวงพ่อกวยท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่รักลูกศิษย์เป็นอย่างยิ่ง ลูกศิษย์จะยากดีมีจน หรือว่าจะมีสถานภาพอย่างไรท่านไม่เคยคำนึงถึง ถ้าหากว่ารักและเคารพท่านเป็นครูบาอาจารย์ ท่านก็ช่วยเขาทุกคน"
โดยเฉพาะการอธิษฐานขอกับท่าน ให้พูดสั้น ๆ พูดง่าย ๆ อย่าใช้คำพูดประเภทยาก ส่วนใหญ่ที่ขอก็มักจะได้อย่างที่ตนเองต้องการ เพียงแต่ว่าวัตถุมงคลชุดนี้ กระผม/อาตมภาพบอกไอ้ตัวเล็กว่า ให้เวลาแค่กลางเดือนนี้เท่านั้น ถ้าหากว่าตัดงวดแล้วขอคืนทั้งหมด ไม่เช่นนั้นแล้วตัวเองอาจจะไม่เหลืออะไรไว้บ้างเลย..!
ในเรื่องของวัตถุมงคลนั้น จะว่าไปแล้ว กระผม/อาตมภาพติดหนี้บุญคุณพระครูแสง (พระครูธรรมธรแสงชัย กนฺตสีโล) ในเรื่องนี้ไว้มาก เนื่องเพราะว่าสมัยก่อนท่านมีความสนใจในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ทั้งศึกษาในเรื่องของคาถาอาคม เรื่องของพิธีกรรมพิธีการต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งเสาะหาครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น เพียงแต่ว่าในความที่ยังเป็นเด็ก ก็ไม่ได้คิดที่จะเอาหลักธรรมเอาอะไร หากแต่ต้องการวัตถุมงคลหรือว่าคาถาอาคมอะไรต่าง ๆ มากกว่า
แล้วท่านก็เป็นคนที่ขยัน ถึงเวลาก็ท่อง ก็บ่น ก็ภาวนา เพื่อการจดจำ แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะความขยันของท่านหรือเปล่า ? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระคาถาหรือวิชาการอะไรที่ท่านท่องมา กระผม/อาตมภาพก็เลยจดจำได้หมด ส่วนตัวท่านเอง ระยะหลังนี่ไปถามบางอย่างก็หลงลืมไปแล้ว..!
แล้วครูบาอาจารย์สมัยก่อนท่านก็มีมาก ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับสุดยอดทั้งนั้น ดังนั้น..การที่เด็กวัยรุ่นตะเกียกตะกายไปหาท่านแต่ละครั้ง บางทีก็แทบจะมีแต่ค่ารถค่ากินเท่านั้น ไปแล้วได้ทำบุญบ้าง ไม่ได้ทำบุญบ้าง ไปขอวัตถุมงคลเอาดื้อ ๆ เสียมากกว่า แต่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายเหล่านั้น ท่านก็เมตตาสมกับที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ ถึงเวลาท่านก็มอบมาให้ จนกระทั่งระยะหลังพอทำงานแล้ว ถึงจะมีปัจจัยไปบูชาวัตถุมงคลกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ แต่ก็จริงจังอยู่ในลักษณะที่ว่าตัวเองต้องยอมอด เพื่อที่จะให้ได้ของที่ตนเองรักและตนเองชอบ..!
วัตถุมงคลบางอย่าง เช่น ตะกรุดหนังหน้าผากเสือ หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางทีต้องใช้เวลา ๒ เดือน ๓ เดือน ก็คือครั้งแรกไปหาก็แจ้งความประสงค์กับหลวงพ่อท่านไว้ ท่านจะได้เตรียมวัสดุ เตรียมทำเอาไว้ให้ ถึงเวลาเราไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะ ๒ - ๓ เดือนไปแล้ว กว่าที่จะหาค่าวัตถุมงคลของท่านได้ ถึงจะไปขอรับแล้วก็บูชามา เป็นต้น
เสียดายที่ว่าพวกเราส่วนใหญ่สนใจเรื่องวัตถุมงคล แต่ไม่ค่อยจะศึกษากัน ดังนั้น..ถึงไม่ได้รู้ว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่เหรียญ วัดหนองบัว จังหวัดกาญจนบุรีนั้นสุดยอดขนาดไหน ? หลวงปู่เหรียญเป็นลูกศิษย์สายตรงของหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ต้องบอกว่าในบรรดาลูกศิษย์ของหลวงปู่ยิ้มทั้งหมด หลวงปู่เหรียญศึกษาวิชาการทุกอย่างได้ครบถ้วนที่สุด
ที่สำคัญก็คือได้เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวต่อจากหลวงปู่ยิ้มด้วย วัตถุมงคลที่ท่านทำ ถ้าหากว่าเป็นเนื้อผง ส่วนใหญ่ก็เป็นผงพุทธคุณ ซึ่งเป็นผงที่ทำยากที่สุด ในจำนวนผงทั้ง ๕ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปถมัง อิทธิเจ ตรีนิสิงเห มหาราช พุทธคุณ แต่เอาไปลงแล้วพวกเรากลับไม่รู้จักของ
หรือไม่รู้ว่าหลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุดยอดขนาดไหน ? ท่านเองอยู่ในดงอิลสาม แต่บรรดาอิสลามคลองตะเคียนพกวัตถุมงคลหลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราช กันทั้งนั้น..!
ดังนั้น..บางสิ่งบางอย่างที่ลงกระทู้ไป กระผม/อาตมภาพก็ทำใจว่า จะรอดูว่ามีคนรู้จักของหรือไม่ ? ไม่ใช่ว่าถึงเวลาของบางอย่างอยู่ตรงหน้า แต่ไม่รู้จักก็น่าเสียดาย เหมือนอย่างกับที่บางครั้งไปเจอแผงวัตถุมงคล ซึ่งมีของสำคัญอยู่แต่เขาเกี่ยงกันในราคาแค่ร้อยเดียว กระผม/อาตมภาพเห็นเถียงกันไม่จบ ก็ตัดสินด้วยการบูชามาเสียเอง กว่าที่เขาจะรู้ ของดีก็ "บิน" ไปแล้ว ?
เรื่องพวกนี้ บางทีเราเองถ้าศึกษาไว้ก็อยู่ในลักษณะ "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม" เนื่องเพราะว่าวัตถุมงคลบางอย่าง ถ้าเราไม่รู้จัก ต่อให้เขี่ยกองวัตถุมงคลไปเจอ ก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นของดีที่หายากขนาดไหน ? จึงทำให้หลายต่อหลายท่านพลาดของดีไปโดยปริยาย
ส่วนบางคนที่อยู่ต่อหน้ากระผม/อาตมภาพ ถามว่า "ของจริงหรือเปล่า ? ของแท้หรือเปล่า ?" ถ้าถามที่วัดท่าขนุนก็โดน "โบก" แน่นอน โดยมารยาทแล้ว ต่อให้ของปลอมเราก็จะไม่พูดว่าปลอม เนื่องเพราะว่าไปตัดทางทำมาหากินของคนอื่นเขา เพราะฉะนั้น..บางท่านที่ตั้งใจบูชาวัตถุมงคลตามกระผม/อาตมภาพ บางทีก็ "ซื้อโง่" เสียเปล่า ๆ เนื่องเพราะว่าของแท้โดนกวาดไปหมดแล้ว..! ส่วนที่เหลือก็บูชากันไป ของพวกนี้ต้องตั้งใจศึกษา ถึงจะรู้จริง และอย่าโลภมาก ก็คือศึกษาไปทีละอย่าง มั่นใจแล้วค่อย "จับของ" ด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้นแล้ว "ค่าหน่วยกิต" จะแพงมาก..!
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ วันนี้มีทนายท่านหนึ่งจะเสนอกฎหมายให้พระมีเมียได้..! กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่คิดว่า "ไอ้พวกโง่แล้วขยันมาอีกแล้ว..!" เนื่องเพราะเขาไม่รู้ว่าศีลพระที่เป็นปาราชิก คือขาดจากความเป็นพระเลยข้อหนึ่งก็คือการมีเมีย..!
ดังนั้น..ถ้าหากว่าเสนอมาแบบนี้ เท่ากับเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง ตัวเองอาจจะคิดว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหา เรื่องที่ผู้หญิงมายุ่งเกี่ยววอแวกับพระสงฆ์ แต่ท่านทั้งหลายต้องเข้าใจว่าแม้แต่ภิกษุณี พระพุทธเจ้ายังไม่ต้องการให้มี ที่พระองค์กล่าวว่า ถ้าหากว่ามีภิกษุณี ก็เหมือนอย่างกับเพลี้ยลงไร่อ้อย ไร่อ้อยมีแต่จะฉิบหายไปในเวลาอันไม่นาน
ในปัจจุบันนี้ ต่อให้ศีลพระห้ามเอาไว้ ก็ยังมีการแอบทำ แอบประพฤติ จนกระทั่งเกิดปัญหาใหญ่โตขึ้นมา แล้วถ้าไปเปิดโอกาสให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กระผม/อาตมภาพมั่นใจว่า คงจะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกัน ขึ้นโรงขึ้นศาลอีกนับไม่ถ้วน ศาสนาพุทธของเราก็คงจะพังลงไปในเวลาอันรวดเร็ว..!
ดังนั้น..จึงขอร้องเถอะท่านทั้งหลาย ถ้าหวังดีกับพระพุทธศาสนาก็ศึกษาให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่นึกอยากจะพูด นึกอยากจะเสนออะไรก็ว่ากันไปเรื่อย โดยที่ไม่ได้ดูว่าผลกระทบที่จะทำให้พุทธศาสนาบอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก
สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันจันทร์ที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
vBulletin® v3.8.11, Copyright ©2000-2026, vBulletin Solutions Inc.