กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > เรื่องธรรมะ และการปฏิบัติ > ฝากคำถามถึงหลวงพ่อ

Notices

ฝากคำถามถึงหลวงพ่อ คุณสามารถตั้งคำถาม และทีมงานจะรวบรวม และคัดกรองเพื่อนำไปถามหลวงพ่อในตอนเย็นวันอาทิตย์ที่หลวงพ่อมารับสังฆทาน

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 06-12-2017, 05:48
นักเดินทางสังสารวัฏ นักเดินทางสังสารวัฏ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2016
ข้อความ: 18
ได้ให้อนุโมทนา: 36
ได้รับอนุโมทนา 952 ครั้ง ใน 58 โพสต์
นักเดินทางสังสารวัฏ is on a distinguished road
Default ฝากถามหลวงพ่อด้วยครับ

๑.อยากถามหลวงพ่อเรื่อง อายตนะภายในและภายนอก อันที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องจิตและธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่จิตไปนึกคิด สมมุติว่าผมเดิน ๆ อยู่ แล้วตาไปมองเห็นรูป แล้วรูปที่เห็นเป็นรูปผู้หญิง ณ จุด ๆ นี้ถ้าผมหยุดคิดทันทีกิเลสตัวราคะจะไม่เกิดใช่หรือเปล่าครับ แต่ถ้าผมคิดต่อไปอีกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาดีทรวดทรวงดี
เราต้องการผู้หญิงคนนี้ ตอนนี้กิเลสเกิดขึ้นแล้วใช่ไหมครับ แล้วกิเลสตัวนี้เกิดมาจากจิตไปรับรู้อารมณ์ธรรมารมณ์ที่เป็นราคะและพอใจผู้หญิงสวย ใช่หรือเปล่าครับ

๒.จากข้อแรก อายตนะภายในและภายนอก มีฝั่งละ ๖ อย่าง ตัวหลักที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสคือ จิตและธรรมารมณ์ พูดง่าย ๆ คือจิตเก็บอารมณ์หรือความคิดด้านกิเลสไปนึกคิด แล้วนักปฎิบัติส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมต้องเคยเจออารมณ์ที่จู่ ๆ อยากปรามาสพระรัตนตรัย หรือปกติเป็นคนไม่โกรธคน แต่อยากด่าคนอยากโกรธทั้ง ๆ ที่ ไม่มีสาเหตุ อยากถามว่าถ้าอารมณ์ธรรมารมณ์ ที่จู่ ๆ อยากด่าพระ หรืออยากโกรธเกิดขึ้น ถ้าสติเรารับรู้อารมณ์เลว ๆ นี้ทันแล้วจิตไม่ไปเอาอารมณ์นั้นมาด่าหรือโกรธในใจ แล้วกำหนดรู้ลมหายใจแทน แปลว่าตอนนี้กิเลสเกิดไม่ได้ เฉาตายไปชั่วขณะใช่หรือเปล่าครับ แล้วจะทำอย่างไรไม่ให้อารมณ์ที่จู่ ๆ อยากปรามาสพระ หรืออยากโกรธพระ กำเริบครับ

๓. จากข้อสอง ทำให้ผมเห็นความสำคัญของการมีสติมาก เพราะปกติจิตจะไปฟุ้งซ่านกรรมชั่วในอดีตและฟุ้งในอนาคต แต่ถ้าสติเรามีความไวเท่าทันจิต สติจะสามารถหยุดจิตที่จะไปนึกถึงอดีตและอนาคตได้ ณ จุด ๆ นี้ผมเลยสงสัยว่าการฝึกมหาสติปัฏฐานสูตร คือการฝึกให้มีสติใหญ่ มีสติมาก สมมุติว่า ผมเดินอยู่ผมต้องเอาสติไปรับรู้ ๒ สิ่งขณะเดียวกัน ว่าตอนนี้เรากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก และเอาสติรับรู้อีกว่าตอนนี้เรากำลังก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวา หรือเปล่าครับ หรือว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ครับ และผมลองเอาสติไปรับรู้สองสิ่งนี้ ผมสับสนมากสติไม่ไวพอ แปลว่าผมต้องฝึกอีกเยอะใช่หรือเปล่าครับ

๓.๑ จากสามข้อแรกที่ว่ามา ผมอ่านวิปัสสนาญาณที่หลวงพ่อวัดท่าซุงสอนให้เอาบารมี ๑๐ กับสังโยชน์ ๑๐ มาวัดว่าเราอยู่จุดไหน และตรงวิปัสสนาญาณข้อเกือบจะสุดท้ายท่านให้พิจารณา ปฏิจจสมุปบาท ให้หาปลายเหตุมาหาต้นเหตุของการเกิดและจากต้นเหตุไปหาปลายเหตุของความทุกข์ ผมติดใจตรงข้อท้าย ๆ ที่ว่าด้วย
"เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี " อยากทราบว่า สังขาร ข้อนี้ภาษาไทยแปลว่า ความคิดใช่หรือเปล่าครับ แล้ววิญญาณในข้อนี้หมายถือเจตสิกคือการรับรู้ของจิต จะด้านดีหรือด้านชั่วใช่หรือเปล่าครับ ถ้าสังขารคือความคิด คนเราจะอย่างไรก็ต้องคิดอยู่แล้ว และสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ และวิญญาณก็เป็นสาเหตุให้เกิดนามรูปจนไปถึงความทุกข์ แปลว่าเราต้องฝึกให้สังขาร คิดพิจารณาเห็นโทษของการเกิด เห็นคุณของการไม่เกิดคือพระนิพพาน เพื่อทำลายอวิชชาที่เป็นปัจจัยให้เกิดสังขารจนไปถึงความทุกข์ ใช่หรือเปล่าครับ ถ้าผมเข้าใจตรงไหนผิดหลวงพ่อช่วยอธิบายทีครับ

และผมอยากทราบว่าสังขารุเปกขาญาณในระดับปุถุชนอย่างผมเวลาจะเอาธรรมของพระพุทธเจ้าไปเจออาการกระทบในสถานการณ์จริง
อย่างเช่นเวลากินอาหารหรือคุยกับเพศตรงข้าม ถ้าผมสักแต่ว่ากินโดยมีสติ และสักแต่ว่าคุยกับเพศตรงข้ามโดยมีสติ ไม่ได้ไปคิดหรือดำริในใจว่าอาหารนี่กรอบอร่อย เดี่ยวพรุ่งนี้ไปซื้อมากินอีกดีกว่า หรือคิดว่าเพศตรงข้ามคนนี้หน้าตาดี นิสัยดี ถ้าโสดเราจะได้จีบ อยากทราบว่าผมไม่ได้ไปจุดเชื้อเพลิงให้กิเลสได้กำเริบ ใช่ไหมครับ และยังเป็นสังขารุเปกขาญาณแบบปุถุชนอ่อนๆ ใช่หรือเปล่าครับ เพราะผมรู้ใจตัวเองดีว่าถ้าผมเก็บไปคิดหรือนึกถึงผู้หญิงสวย ๆ กิเลสเกิดแน่นอน เลยพยายามไม่ไปคิดเวลาทำสมาธิ


๓.๒ และปัจจุบันผมอายุ ๒๑ พวกอารมณ์โกรธ หรือ โลภนี่รู้สึกไม่ยากในการละเพราะเห็นโทษภัยชัดเจน แต่บางครั้งอารมณ์ทางเพศ ต่อให้ผมจะกำหนดรู้ลมหายใจหรือจะเอาจิตดูจิต สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น ไม่ไปคิดต่อ แต่อย่างไรร่างกายมันก็ไม่เห็นด้วยร่างกายยังคึกเพราะฮอร์โมน จิตยังพอใจในกามคุณอยู่เพราะผมไม่ได้เป็นพระอนาคามี แล้วลึก ๆ ผมก็อยากมีแฟนสวย ๆ แต่ก็ยังอยากจะทรงฌาน ๔ เพราะเคยได้ฌานแต่เสื่อมเลยรู้ว่าอารมณ์ความสุขจากฌาน สุขมาก และบางครั้งผมคุยกับผู้หญิงที่กิเลสในใจผมรู้สึกพอใจในรูปร่างหน้าตาของผู้หญิงคนนั้น ก็พยายามจะจีบเธอ ผมเลยสงสัยว่าเวลาผมทำสมาธิเพื่อละนิวรณ์เพื่อจะได้ทรงฌาน ผมก็ใช้กำลังสติทั้งหมดจดจ่อกับลมหายใจเข้าออก แต่บางเวลาผมไม่ได้ทำสมาธิ แต่จะเอาสติไปใช้ในการทำงานต่าง ๆ เช่นจดจ่อกับการเรียนหนังสือ ทำงาน รวมทั้งเรื่องของโลกเช่นจีบสาว ดูหนัง อยากทราบว่าการกระทำแบบที่กล่าวมาคือผมยังพอใจในกามคุณทั้ง ๕ เพราะยังตัดสังโยงชน์เบื้องสูงไม่ได้ แต่ผมก็พยายามกำหนดรู้ลมหายใจเพื่อจะทรงฌาน ๔ เพื่อกำจัดนิวรณ์ให้หมดได้ทุกเมื่อตามใจนึกเพราะเห็นโทษของกามคุณทั้งหลาย และอยากถอดกายในไปพระนิพพานสักครั้งก่อนผมจะตาย พอจะเป็นไปได้ไหมครับ หรือว่าผมควรจะเปลี่ยนการกระทำอย่างเช่นไปบวช เพราะฆราวาสมีแค่ศีล ๕ แต่พระมีศีลเยอะกว่าโอกาศทำผิดแทบจะไม่มี และการปฎิบัติ อธิสมาธิ อธิปัญญา น่าจะง่ายกว่าฆราวาสเยอะ

๓.๓ ในฐานะที่ผมเป็นฆราวาสปฎิบัติฝึกสมาธิและวิปัสสนา ผมรู้สึกได้เลยว่าสติผมเร็วขึ้นคือรู้ตัวมากขึ้น บางครั้งเวลาผมทำการบ้านหรือพยายามจะนอน แต่มันมีอารมณ์ทั้งดีทั้งชั่วที่จะพยายามจะแทก และพยายามจะชักจูงให้ผมเอาความคิดที่ดีและที่ชั่วไปคิดต่อ ผมรู้สึกขี้เกียจเก็บความคิดทั้งดีและชั่วไปคิดในใจ เลยพยายามกำหนดรู้ลมหายใจอย่างเดียว อยากทราบว่าอาการที่ผมเล่ามา ผมควรทำต่อไปหรือควรเปลี่ยนการกระทำ


๕.สังโยชน์เบื้องสูงตัวมานะ สมมุติว่าผมมีความมั่นใจว่าผมสามารถทรงอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ หรือสามารถเป็นพระอรหันต์ได้แบบท่านอื่น ๆ เพราะว่าท่านเหล่านั้นมีบารมี ๑๐ เต็ม ผมก็มีบารมี ๑๐ แต่ผมยังไม่เต็ม แต่มั่นใจว่าถ้าทำตามคำสั่งสอนของท่านอย่างไรสักวันบารมีเราก็เต็มเอง การคิดแบบนี้เป็นสังโยชน์ตัวมานะหรือเป็นกุศโลบายครับ และผมเคยอ่านจากเวปวัดท่าขนุนที่หลวงพ่อเล่าว่า มีอิสลามท่านหนึ่งท่องหนังสือของศาสนาเขาจนเกิดอภิญญาขึ้นมา สมมุติว่าผมมีความคิดว่า แหม่เราเกิดมาในพระพุทธศาสนา มีพระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดา มีหลวงปู่หลวงพ่อ ท่านก็สอนเรื่องอภิญญา ถ้าเราทำไม่ได้ขายขี้หน้าคนนอกศาสนาแน่ แล้วผมก็เอาความคิดนี้เป็นแรงผลักดันเพื่อสร้างอภิญญาขึ้นมา อยากทราบว่าความคิดที่ว่าเป็นมานะ หรือเปล่าครับ แล้วจำเป็นต้องแก้ไหม ถ้าผมในฐานะชาวพุทธไม่อยากให้คนนอกศาสนามาดีเด่นกว่าศาสนาพุทธที่เป็นอันที่รักของผม

๖.ผมสงสัยครับว่าถ้ามีคู่รักคู่หนึ่ง สามีพยายามทำสมาธิเพื่อจะทรงฌาน ๔ แต่ใน ๑ อาทิตย์สามีจะหลับนอนกับภรรยา ๒ - ๓ ครั้งอยากทราบว่าสามีมีโอกาสจะทรงฌาน ๔ หรือเปล่าครับ

๗.จากอาทิตย์ก่อนที่ผมถามหลวงพ่อว่าผมเล่นเกมหลายชั่วโมงแล้วเอาเวลามาทำสมาธิสัก ๑๐ นาที จะสามารถทรงฌานสมาบัติได้ไหม หลวงพ่อตอบว่าไม่ได้ ผมเลยกลับมาดูตัวเอง จิตผมไม่สามารถเข้าฌานเหมือนเมื่อก่อน เพราะมีนิวรณ์ตัวฟุ้งซ่านที่อยากจะได้ดีเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ แล้วผมเลิกฟุ้งซ่านเลิกอยากและกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว แต่ก็นั่งได้ไม่นาน เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ที่จิตเข้าฌาน ๑ และสามารถนั่งสมาธิได้นานเป็นชั่วโมง เพราะใจมีปีติ ใจมีความเอิบอิ่มมีความสุขในความสงบ ณ ปัจจุบันผมก็นั่งสมาธิแต่ไม่ถึง ๑๐ นาทีก็อยากจะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่นหรือหาอะไรอ่าน และผมลองหาเหตุผลดูทำไมนั่งไม่ได้นานเพราะว่า ขาดอาการปีติที่เป็นเหมือนอาหารหล่อเลี้ยงจิตให้นั่งสมาธิได้นาน แต่เวลาเล่นเกมผมกับมีปีติเล่นได้เป็นชั่วโมง หรืออ่านกระทู้ต่างๆในวัดท่าขนุน ก็สามารถอ่านติดต่อกันได้หลายชั่วโมงเพราะรู้สึกสนุกและพอใจ เหมือนกับว่าเราต้องหางานให้จิตเราจดจ่อแล้วต้องรู้สึกพอใจในสิ่งที่ทำถึงจะทำได้นาน ณ จุด ๆ นี้หลวงพ่อช่วยแนะนำทีครับ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย นักเดินทางสังสารวัฏ : 12-12-2017 เมื่อ 11:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ นักเดินทางสังสารวัฏ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 06-12-2017, 08:37
สุธรรม's Avatar
สุธรรม สุธรรม is offline
ผู้ตรวจการณ์เว็บวัดท่าขนุน - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jun 2009
ข้อความ: 2,549
ได้ให้อนุโมทนา: 108,452
ได้รับอนุโมทนา 548,850 ครั้ง ใน 7,518 โพสต์
สุธรรม is on a distinguished road
Default

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ นักเดินทางสังสารวัฏ อ่านข้อความ
ุ๑.อยากถามหลวงพ่อเรื่อง อายตนะภายในและภายนอก อันที่ ๖ เกี่ยวกับเรื่องจิตและธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่จิตไปนึกคิด สมมุติว่าผมเดิน ๆ อยู่ แล้วตาไปมองเห็นรูป แล้วรูปที่เห็นเป็นรูปผู้หญิง ณ จุด ๆ นี้ถ้าผมหยุดคิดทันทีกิเลสตัวราคะจะไม่เกิดใช่หรือเปล่าครับ แต่ถ้าผมคิดต่อไปอีกว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าตาดีทรวดทรวงดี
เราต้องการผู้หญิงคนนี้ ตอนนี้กิเลสเกิดขึ้นแล้วใช่ไหมครับ แล้วกิเลสตัวนี้เกิดมาจากจิตไปรับรู้อารมณ์ธรรมารมณ์ที่เป็นราคะและพอใจผู้หญิงสวย ใช่หรือเปล่าครับ

๒.จากข้อแรก อายตนะภายในและภายนอก มีฝั่งละ ๖ อย่าง ตัวที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสคือ จิตและธรรมารมณ์ พูดง่าย ๆ คือจิตเก็บอารมรณ์หรือความคิดด้านกิเลสไปนึกคิด แล้วนักปฎิบัติส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมต้องเคยเจออารมณ์ที่จู่ ๆ อยากปรามาสพระรัตนตรัย์ หรือปกติเป็นคนไม่โกรธคน แต่อยากด่าคนอยากโกรธทั้ง ๆ ที่ ไม่มีสาเหตุ อยากถามว่าถ้าอารมณ์ธรรมารมณ์ ที่จู่ ๆ อยากด่าพระ หรืออยากโกรธเกิดขึ้น ถ้าสติเรารับรู้อารมณ์เลว ๆ นี้ทันแล้วจิตไม่ไปเอาอารมณ์นั้นมาด่าหรือโกรธในใจ แล้วกำหนดรู้ลมหายใจแทน แปลว่าตอนนี้กิเลสเกิดไม่ได้ เฉาตายไปชั่วขณะใช่หรือไหมครับ

๓. จากข้อสอง ทำให้ผมเห็นความสำคัญของการมีสติมาก เพราะปกติจิตจะไปฟุ้งซ่านกรรมชั่วในอดีตและฟุ้งในอนาคต แต่ถ้าสติเรามีความไวเท่าทันจิต สติจะสามารถหยุดจิตที่จะไปนึกถึงอดีตและอนาคตได้ ณ จุด ๆ นี้ผมเลยสงสัยว่าการฝึกมหาสติปัฏฐานสูตร คือการฝึกให้มีสติใหญ่ มีสติมาก สมมุติว่า ผมเดินอยู่ผมต้องเอาสติไปรับรู้ ๒ สิ่งขณะเดียวกัน ว่าตอนนี้เรากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก และเอาสติรับรู้อีกว่าตอนนี้เรากำลังก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวา หรือเปล่าครับ หรือว่าทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ครับ และผมลองเอาสติไปรับรู้สองสิ่งนี้ ผมซับสนมากสติไม่ไวพอ แปลว่าผมต้องฝึกอีกเยอะใช่หรือเปล่าครับ

๔.การที่ดูลมหายใจเข้าออก ช่วงนั้นเราไม่ได้คิดดีและไม่ได้คิดชั่ว แปลว่าจิตตอนนั้นเป็นอัพยากฤตหรือเปล่าครับ แล้วอัพยากฤต ดีหรือไม่ดีครับ

๕.สังโยชน์เบื้องสูงตัวมานะ ผมมั่นใจว่าผมสามารถทรงอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ หรือสามารถเป็นพระอรหันต์ได้แบบท่านอื่น ๆ เพราะว่าท่านเหล่านั้นมีบารมี ๑๐ เต็ม ผมก็มีบารมี ๑๐ แต่ผมยังไม่เต็ม แต่มั่นใจว่าถ้าทำตามคำสั่งสอนของท่านยังไงสักวันบารมีก็เต็มเอง การคิดแบบนี้เป็นสังโยชน์ตัวมานะหรือเป็นกุศลโลบาย ครับ

๖.ผมสงสัยครับว่าถ้ามีคู่รักคู่หนึ่ง สามีทำสมาธิเพื่อจะทรงฌาน ๔ แต่ใน ๑ อาทิตย์สามีจะหลับนอนกับภรรยา ๒ - ๓ ครั้งอยากทราบว่าสามีมีโอกาสจะทรงฌาน ๔ หรือเปล่าครับ

๗.จากอาทิตย์ก่อนที่ผมถามหลวงพ่อว่าผมเล่นเกมหลายชั่วโมงแล้วเอาเวลามาทำสมาธิสัก ๑๐ นาที จะสามารถทรงฌานสมาบัติได้ไหม หลวงพ่อตอบว่าไม่ได้ ผมเลยกลับมาดูตัวเอง จิตผมไม่สามารถเข้าฌานเหมือนเมื่อก่อน เพราะมีนิวรณ์ตัวฟุ้งซ่านที่อยากจะได้ดีเหมือนสมัยหนุ่ม ๆ แล้วผมเลิกฟุ้งซ่านเลิกอยากและกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว แต่ก็นั่งได้ไม่นาน เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ที่จิตเข้าฌาน ๑ และสามารถนั่งสมาธิได้นานเป็นชั่วโมง เพราะใจมีปิติ ใจมีความเอิบอิ่มมีความสุขในสงบ ณ ปัจจุบันผมก็นั่งสมาธิแต่ไม่ถึง ๑๐ นาทีก็อยากจะลุกขึ้นไปทำอย่างอื่น และผมลองหาเหตุผลดูทำไมนั่งไม่ได้นานเพราะว่า ขาดอาการปิติที่เป็นเหมือนอาหารหล่อเลี้ยงจิตให้นั่งสมาธิได้นาน แต่เวลาเล่นเกมผมกับมีปิติเล่นได้เป็นชั่วโมงทั้ง ๆ ที่ปิติเล่นเกม กับปิติสุขจากฌาน ๑ ความสุขแตกต่างกันมากเปรียบเทียบไม่ได้เลย ณ จุด ๆ นี้หลวงพ่อช่วยแนะนำทีครับ
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 19 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ สุธรรม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 06-12-2017, 19:30
นักเดินทางสังสารวัฏ นักเดินทางสังสารวัฏ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Mar 2016
ข้อความ: 18
ได้ให้อนุโมทนา: 36
ได้รับอนุโมทนา 952 ครั้ง ใน 58 โพสต์
นักเดินทางสังสารวัฏ is on a distinguished road
Default

แก้เรียบร้อยแล้วครับ ขอบคุณมากครับ
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 16 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ นักเดินทางสังสารวัฏ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 13:07



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว