กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 26-05-2010, 01:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 10,716
ได้ให้อนุโมทนา: 21,547
ได้รับอนุโมทนา 1,708,592 ครั้ง ใน 13,545 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง เถรี
Default งานบำเพ็ญกุศลถวายหลวงปู่สาย อคฺควํโส วันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๑



พระครูสุวรรณเสลาภรณ์ (หลวงปู่สาย อคฺควํโส)
วัดท่าขนุน กาญจนบุรี


บุคคลที่จบ ม.๘ สมัยนั้นหาได้ยากมาก เนื่องจากว่าสมัยนั้นคนที่จบชั้นป. ๔ ถ้ามีความรู้แน่นจริง ๆ สามารถสมัครเข้ารับการอบรมเพื่อเป็นครูสอนได้ และครูประชาบาลที่ได้รับวุฒิ ม. ๘ เช่นเดียวกับหลวงปู่สาย จะได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง เพราะถือว่าเป็นการศึกษาระดับที่สูงมาก

ดังนั้น หลวงปู่เมื่อศึกษาจบแล้วจึงได้เข้าทำงานในกรมการรถไฟ ซึ่งปัจจุบันก็คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ทรงเป็นเสนาบดีกรมการรถไฟแห่งประเทศไทยในยุคนั้น

หลวงปู่สายได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง เป็นที่เชื่อถือของบรรดาผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นลำดับ แต่เนื่องจากว่า บุญกุศลที่ท่านสร้างไว้ในทางธรรมนั้นมีมากกว่า หลวงปู่จึงต้องมาเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่พึ่งที่ระลึกแก่หมู่ชนในทางพระศาสนา

หลวงปู่เกิดป่วยเป็นโรคซึ่งสมัยนั้นรักษาไม่ได้ หรือรักษาได้ยาก เขาเรียกว่า โรคฝีประคำร้อย ซึ่งจะเกิดเป็นฝีเรียงสะพายตามร่างกายของเรา จะสะพายซ้ายหรือสะพายขวา บางคนเรียกสังวาลพระอินทร์ก็มี ถ้าหากว่าขึ้นจนครบรอบก็จะต้องเสียชีวิตเพราะทนอาการอักเสบไม่ไหว

เมื่อหลวงปู่สายได้รับความเจ็บป่วยดังนั้น ก็พยายามแสวงหาหมอรักษาพยาบาล แต่ว่าหมอปัจจุบันรักษาไม่ได้ ท่านต้องแสวงหาตามหมอสมุนไพรหรือหมอพระ เดชะบุญกุศลที่หลวงปู่ได้สร้างมา จึงได้ไปพบกับหลวงปู่เดิม วัดหนองโพธิ์ ผู้เป็นครูบาอาจารย์ใหญ่ซึ่งคนนับถือมากในสมัยนั้น

หลวงปู่เดิมสามารถขจัดปัดเป่าโรคร้ายของหลวงปู่ได้ด้วยยาสมุนไพรและพุทธาคม จึงทำให้หลวงปู่สายเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ยอมมอบกายถวายชีวิต บวชให้แก่หลวงปู่เดิม วัดหนองโพธิ์

หลังจากที่ได้บวชแล้วท่านก็ได้ศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติ ทางด้านปริยัติก็ได้ศึกษานักธรรมบาลี ทางด้านปฏิบัติก็ปฏิบัติในสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน และได้รับการถ่ายทอดพุทธาคมความรู้ต่าง ๆ จากหลวงปู่เดิม แล้วก็ได้ออกเดินธุดงค์เพื่อทดสอบกำลังใจของตัวเอง หลวงปู่สายอยู่กับหลวงปู่เดิมแค่ ๖ พรรษา ครูบาอาจารย์ก็ถึงแก่มรณภาพลง
รูป
ชนิดของไฟล์: jpg 028.jpg (77.6 KB, 242 views)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 26-05-2010 เมื่อ 04:12
สมาชิก 65 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 27-05-2010, 12:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 10,716
ได้ให้อนุโมทนา: 21,547
ได้รับอนุโมทนา 1,708,592 ครั้ง ใน 13,545 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง เถรี
Default

เนื่องจากสมัยนั้นวัดหนองโพธิ์คึกคักมาก มีญาติโยมไปมาหาสู่วันหนึ่งเป็นพัน ๆ คน เพื่อที่จะไปกราบขอบารมีหลวงปู่เดิม ในการที่จะอนุเคราะห์สงเคราะห์ในด้านต่าง ๆ หลวงปู่สายซึ่งค่อนข้างจะรักสงบ จึงแสวงหาที่อยู่ใหม่

เมื่อหลวงปู่สายเห็นว่าครูบาอาจารย์สิ้นลงแล้ว ได้จัดงานศพถวายเรียบร้อยแล้ว จึงได้แบกกลดสะพายบาตร หิ้วกาน้ำ ออกธุดงค์ไปเรื่อย การธุดงค์สมัยนั้นถ้าหากว่าด้านเหนือก็จะขึ้นไปทางบึงบอระเพ็ด ทะลุออกป่าแม่วงก์ กำแพงเพชร ลัดขึ้นไปทางด้านเชียงใหม่ เข้าประเทศพม่าก็มี

ถ้าหากทางด้านใต้ก็จะเดินธุดงค์ลงมากาญจนบุรี และหลายต่อหลายท่านก็ได้เดินยาวออกไปประเทศพม่า เพื่อไปจาริกแสวงบุญ เพื่อไปกราบไหว้สถานที่ต่าง ๆ ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่วนทางด้านตะวันออกนั้นมักจะเดินทะลุออกไปด้านเขมร

เมื่อหลวงปู่สายเดินธุดงค์มาทางด้านกาญจนบุรี มาถึงบ้านท่าขนุน ในสมัยนั้นยังไม่ใช่อำเภอทองผาภูมิ แต่ว่าเป็นอำเภอวังกะ เป็นเมืองท่าขนุนและเมืองสังขละบุรี ขึ้นกับอำเภอวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี หลวงปู่สายพบสถานที่แห่งนี้ ก็คือ วัดร้างท่าขนุน เห็นว่าเป็นวัดที่น่าสนใจมาก สงบเงียบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงได้อธิษฐานปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ ณ วัดร้างท่าขนุนแห่งนี้

แม้ว่าวัดท่าขนุนในยุคนั้นจะได้รับการเสริมสร้างขึ้นมาช่วงหนึ่ง ด้วยคณะญาติโยมที่ศรัทธาในองค์หลวงปู่พุก อุตฺตมปาโล เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ แต่พอสิ้นหลวงปู่พุกแล้ว วัดวาอารามทรุดโทรมลง ก็มีหลวงพ่อไตแนม ชาวกะเหรี่ยง มาอาศัยเป็นเนื้อนาบุญให้แก่ญาติโยม แต่ว่าท่านไม่ได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นมา จึงยังคงจะเป็นวัดที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมเช่นเดิม

เมื่อหลวงปู่สายมาอยู่ วัตรปฏิบัติอันเข้มข้นเอาจริงเอาจังของท่านเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านท่าขนุนและชาวบ้านใกล้เคียงมาก จึงได้พร้อมใจกันช่วยสร้างเสนาสนะขึ้นมา มีกุฏิ มีศาลา เป็นต้น จนกระทั่งวัดท่าขนุนเป็นรูปเป็นร่าง ได้รับการยกขึ้นเป็นวัด พอดีมีการเปลี่ยนชื่ออำเภอ จากอำเภอวังกะมาเป็นอำเภอทองผาภูมิ จึงกลายเป็นวัดท่าขนุน สังกัดอำเภอทองผาภูมิ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-05-2010 เมื่อ 12:31
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 27-05-2010, 12:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 10,716
ได้ให้อนุโมทนา: 21,547
ได้รับอนุโมทนา 1,708,592 ครั้ง ใน 13,545 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง เถรี
Default

เนื่องจากว่าหลวงปู่สาย อคฺควํโส ท่านเป็นผู้ที่เอาจริงเอาจังทั้งชีวิตฆราวาสและชีวิตนักบวช จึงได้รับความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นลำดับมา เมื่อท่านมารับหน้าที่ในการบูรณะซ่อมแซมวัดท่าขนุน ทางเจ้าคณะพระสังฆาธิการฝ่ายปกครองในระยะนั้นเห็นความสามารถ จึงแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าขนุน และได้รับความเจริญก้าวหน้า จนกระทั่งขึ้นเป็นเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิในระยะนั้น

แต่หลวงปู่สายท่านมีความรักสงบเป็นปกติ เมื่อมีหน้าที่การงานมาก ๆ เข้า ท่านเองก็คงจะเบื่อหน่ายในเรื่องยุ่งไม่รู้จบของการปกครองคณะสงฆ์ จึงได้แบกกลดสะพายบาตรหนีเข้าป่าอีกวาระหนึ่ง จนคณะญาติโยมอดไม่ได้ก็ต้องไปติดตามคืนมา ซึ่งต้องใช้ระยะยาวนานเป็นปีจึงจะสืบทราบว่าหลวงปู่ออกเดินทางไปไหน ปัจจุบันนี้อยู่ที่ไหน

เมื่อหลวงปู่กลับไปยังวัดท่าขนุน สิ่งแรกที่หลวงปู่ต่อรองก็คือ ไม่ขอรับตำแหน่งใด ๆ ถ้าจะให้รับตำแหน่งก็ขอให้รับตำแหน่งเฉพาะเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนอย่างเดียว ตำแหน่งเจ้าคณะปกครองที่ต้องรับผิดชอบวัดอื่น ๆ ด้วยนั้น ท่านไม่เอา

เมื่อเป็นดังนั้น ในการปกครองคณะสงฆ์ของท่านจึงเหลือเพียงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนเท่านั้น หลวงปู่สายก็ได้ปกครองดูแลสั่งสอนพระเณรอย่างเข้มงวดตลอดมา เป็นที่เลื่องลือไปทั้งใกล้ทั้งไกลในความดุและเด็ดขาดของท่าน ทำให้ชาวบ้านญาติโยมส่งลูกหลานมาบวชกับหลวงปู่มากต่อมากด้วยกัน เนื่องจากความเชื่อว่า อยู่กับหลวงปู่แล้ว ต้องเอาดีได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-05-2010 เมื่อ 12:33
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 28-05-2010, 11:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 10,716
ได้ให้อนุโมทนา: 21,547
ได้รับอนุโมทนา 1,708,592 ครั้ง ใน 13,545 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง เถรี
Default

นอกจากนั้นแล้ว วัตรปฏิบัติอันเข้มแข็งจริงจัง ทำให้ท่านเกิดความศักดิ์สิทธิ์หรือความขลังขึ้นมา ไม่ว่าญาติโยมท่านใดที่มาขอพึ่งบารมี อธิษฐานอะไรมักจะสำเร็จ ขอพรอะไรจากหลวงปู่ ถ้าท่านประสิทธิ์ประสาทให้ก็มักจะได้ตามนั้น ชื่อเสียงของหลวงปู่จึงขจรขจายไปทั้งใกล้และไกล ทำให้ญาติโยมมาหากันมากขึ้นทุกที ๆ จนกระทั่งอายุกาลสังขารของท่านซึ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถที่จะตรากตรำรับงานวัดขนาดนั้นไหว หลวงปู่ก็ได้ป่วยเข้าโรงพยาบาล หมอพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ว่าไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตของหลวงปู่อยู่ต่อไปได้ หลวงปู่จึงได้มรณภาพลงในวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๕ คือ ๑๖ ปีที่แล้วมา

ทางคณะศิษยานุศิษย์ ตลอดจนกระทั่งคณะสงฆ์วัดท่าขนุน ได้จัดงานบำเพ็ญกุศลในวันครบรอบวันมรณภาพถวายหลวงปู่ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๖ เป็นต้นมา ทำอย่างนี้ทุกปีมิได้ขาด และในทุกเดือนถ้าหากว่าตรงกับวันที่ ๑๔ ก็จะเป็นธรรมเนียมประเพณีของวัดท่าขนุน ที่จะจัดงานทำบุญหลวงปู่สาย อคฺควํโส

จนกระทั่งญาติโยมในทองผาภูมิทราบดีว่า ถ้าหากว่าตรงกับวันที่ ๑๔ พระวัดท่าขนุนงดบิณฑบาต เพื่อที่จะได้จัดงานถวายหลวงปู่ ซึ่งนอกจากมีการทำบุญใส่บาตรถวายสังฆทานแล้ว บางวาระที่สำคัญก็ยังมีการแสดงพระธรรมเทศนาด้วย ดังเช่นในวันนี้ เป็นต้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2010 เมื่อ 11:44
สมาชิก 52 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 28-05-2010, 11:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 10,716
ได้ให้อนุโมทนา: 21,547
ได้รับอนุโมทนา 1,708,592 ครั้ง ใน 13,545 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
ส่งข้อความผ่าน MSN ถึง เถรี
Default

เนื่องจากวันนี้ตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ตรงกับวันพระใหญ่ ปกติแล้วจะมีการแสดงพระธรรมเทศนาในช่วงเช้า แต่เนื่องจากว่าวันนี้จัดงานถวายหลวงปู่ จึงขอเลื่อนพระธรรมเทศนาไปเป็นเวลาทุ่มครึ่ง ถ้าหากว่าญาติโยมท่านใดว่างเว้นจากภารกิจในวันนี้ ตั้งใจจะฟังพระธรรมเทศนาเนื่องในวันครบรอบวันมรณภาพของหลวงปู่ และตรงกับวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ คืนนี้ก็ให้มาร่วมกันทำวัตรค่ำกับทางพระภิกษุสามเณรของวัดท่าขนุน ตลอดจนกระทั่งร่วมฟังพระธรรมเทศนาด้วยกัน

การที่คณะศิษยานุศิษย์ได้ทำบุญถวายหลวงปู่มาตลอดระยะเวลา ๑๖ ปีนั้น เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที เป็นการที่ศิษย์สมควรจะแสดงมุทิตาสักการะและกตเวทิตาคุณ ตอบแทนในสิ่งที่หลวงปู่ได้เมตตาอบรมสั่งสอนมา ดังที่พุทธภาษิตได้กล่าวไว้ว่า นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

แม้ว่าคณะศิษย์จะทำโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่ได้หวังว่าจะให้ใครเห็นเป็นคนดี แต่ว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายได้ทำนั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ดังนั้น ความดีทั้งหลายที่ท่านได้ทำไป แม้จะเป็นกตเวทิตาคุณต่อบูรพาจารย์ก็ตาม แต่สิ่งทั้งหลายนี้ก็จะเป็นปฏิพรย้อนกลับไป ส่งผลให้ท่านทั้งหลายมีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางโลกทางธรรม แม้จะมีความปรารถนาสิ่งใด สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็จะสมปรารถนาลงโดยง่าย ด้วยบารมีธรรมของหลวงปู่สาย อคฺควํโส.
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2010 เมื่อ 11:46
สมาชิก 58 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +8 และเวลาในขณะนี้คือ 10:23



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว