กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านเติมบุญ

Notices

เก็บตกจากบ้านเติมบุญ เก็บข้อธรรมจากบ้านเติมบุญมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #121  
เก่า เมื่อวานนี้, 16:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,694
ได้ให้อนุโมทนา: 57,659
ได้รับอนุโมทนา 2,602,690 ครั้ง ใน 18,920 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “ยุคสมัยรัชกาลที่ ๔ หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังโฆสิตาราม กลางวันแสก ๆ หลวงพ่อท่านจุดไต้เข้าวัง พอรัชกาลที่ ๔ เห็นก็ตรัสว่า “ขรัวโต...โยมเข้าใจแล้ว” หลวงพ่อโตท่านก็เอาไต้ทิ่มกับกำแพงวังเพื่อดับ

ยุคต่อมาบ้านเรามี ส.ส. ก็มีส.ส.ขี่ควายถือตะเกียงเจ้าพายุกลางวันแสก ๆ เข้าสภา ไปถามเหตุผล ท่านบอกว่า “ยุคมืด” กลางวันก็เลยต้องถือตะเกียงเจ้าพายุไปด้วย อาตมาก็เลยสงสัยว่ายุคนี้จะมีใครกล้าที่จะจุดตะเกียงหรือถือไฟฉายตอนกลางวันไปบ้าง ม.๔๔ ใช้ส่งเดชไม่ได้เพราะว่ามีรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าขัดรัฐธรรมนูญแม้แต่มาตราเดียวนี่ซวยเองเลย

คราวนี้ในเรื่องของยุคมืด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องมีที่พึ่ง ซึ่งไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการพึ่งตัวเอง ความจริงเราใช้คำว่าพึ่งตัวเอง คือ ทำให้ตัวเองมีเกาะ มีฝั่ง ก็คือ ที่ยึดที่พัก โดยเฉพาะการพักกำลังใจตัวเอง การทำตัวให้เป็นเกาะ เป็นฝั่ง คือ พึ่งตัวเองได้ในท่ามกลางกระแสทุกข์

ท่านบอกว่าต้องมีศรัทธา มีศีล มีพาหุสัจจะ มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา โห...มีเยอะมาก ความจริงมีข้อเดียวก็พอแล้ว พระพุทธเจ้าให้มาตั้ง ๕-๖ ข้อ

ข้อแรก ศรัทธา คือความเชื่อมั่น อรรถกถาจารย์ท่านขยายความเชื่อมั่น ว่ามีเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย คือ เห็นว่าคุณของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สามารถกำจัดทุกข์ กำจัดภัยได้จริง ก่อประโยชน์ให้กับผู้ที่ยึดถือจริง ๆ

ข้อที่ ๒ ท่านบอกว่า เชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือสิ่งที่เรายึดถือด้วยความเชื่อว่า สามารถคุ้มครองป้องกันรักษาชีวิตของเราให้ปลอดภัยได้จริง ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงเป็นวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ประมาณนั้น

ข้อที่ ๓ ท่านบอกว่า เชื่อมั่นในผู้นำ ช่วงก่อนนี้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคต คนทั้งประเทศรู้สึกว้าเหว่มาก พอมีในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ขึ้นมาเราก็รู้สึกมั่นใจขึ้น รู้สึกชีวิตมีทิศทางที่มั่นคงขึ้น อันนี้คือเชื่อมั่นในผู้นำ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : เมื่อวานนี้ เมื่อ 18:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #122  
เก่า เมื่อวานนี้, 16:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,694
ได้ให้อนุโมทนา: 57,659
ได้รับอนุโมทนา 2,602,690 ครั้ง ใน 18,920 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ข้อสุดท้ายท่านบอกว่า เชื่อมั่นในตนเอง บุคคลที่จะเชื่อมั่นในตนเองได้ ต้องประกอบไปด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ระดับหนึ่ง ในระดับที่เห็นว่าเรามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง กำลังของ ศีล สมาธิ ปัญญา จะคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรมจริง ๆ ไปไหนก็ไม่ต้องเก้อเขินกับใคร ไม่ต้องหวั่นเกรงใคร เพราะมั่นใจในความดีที่ตัวเองทรงตัว ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ตถาคตนั่งอยู่ในหมู่ท้าวมหาพรหมก็ดี อยู่ในหมู่ท้าวมหาราชก็ดี อยู่ในหมู่พระมหากษัตริย์ก็ดี อยู่ในหมู่พราหมณ์มหาศาลก็ดี ตถาคตไม่มีความเก้อเขินใด ๆ เพราะว่ามั่นใจด้วยฐานะทั้ง ๔”

ฐานะทั้ง ๔ คือ ตถาคตปฏิญาณว่าหมดกิเลสแล้วก็หมดกิเลสจริง ๆ ตถาคตปฏิญาณว่าตรัสรู้เองโดยชอบก็ตรัสรู้เองโดยชอบจริง ๆ ตถาคตกล่าวสอนธรรมเพื่อประโยชน์ของชนหมู่มากก็เพื่อประโยชน์ของชนหมู่มากจริง ๆ ไม่ได้เพื่อตัวเอง แบบนี้เป็นต้น

ฉะนั้น...เรื่องพวกนี้หากว่าเรายึดมั่นในคุณความดี มีความมั่นใจจริง ๆ ต่อให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นยุคมืดขนาดไหนก็ตาม เราสามารถที่จะยืนหยัดและฝ่าฟันผ่านไปได้โดยง่าย ไม่ต้องไปอาศัยหลักธรรม ๕-๖ หมวด เอาศรัทธาข้อเดียวก็พอแล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำจริง ๆ พอเกิดผลแล้วจะเกิดความมั่นใจขึ้นกับตนเอง พอมั่นใจก็ “เอหิปัสสิโก” ก็คือสามารถท้าพิสูจน์ เรียกให้คนอื่นมาดู มาดูเพราะว่าเราทำได้จริง ไม่ต้องอายใคร"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 16:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 63 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #123  
เก่า เมื่อวานนี้, 16:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,694
ได้ให้อนุโมทนา: 57,659
ได้รับอนุโมทนา 2,602,690 ครั้ง ใน 18,920 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เห็นรัฐบาลว่าเศรษฐกิจดี ดีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? เพราะว่าพระอยู่แต่ในวัด อาตมาต้องคอยเตือนพระอยู่เรื่อย ๆ บิณฑบาตมาอย่าเลือกอาหาร เพราะอาหารที่ใส่บาตรมาญาติโยมได้มาโดยยาก เดี๋ยวนี้อาหารใส่บาตรมีข้าวถุงหนึ่ง กับถุงหนึ่ง น้ำอีกถ้วยหนึ่งราคา ๖๐ บาทเป็นอย่างต่ำ ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทซื้อ ๕ ถุงก็หมดแล้ว ก็แปลว่านอกจากเขาต้องเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังแบ่งปันมาทำบุญถวายพระอีก ตัวเองไม่รู้ว่าจะมีกินหรือเปล่า ? แต่ขอถวายพระไว้ก่อน กำลังใจที่ถวายมาขนาดนั้น ของทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นของสำคัญทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่พออยู่วัดนาน ๆ แล้วลืมไปว่า ญาติโยมลำบากแค่ไหน แทนที่จะทำเพื่อส่วนรวม บางคนก็เผลอทำเพื่อความสุขส่วนตัว สร้างกุฏิสวย ๆ ติดเครื่องปรับอากาศ หารถยี่ห้อดี ๆ มาขี่ บางท่านมีเครื่องเสียงโฮมเธียร์เตอร์ชุดใหญ่อยู่ในกุฏิ

อาตมาเองดุเพื่อนมาหลายคนตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีปริญญาโทอยู่ ดุไปดุมาบางคนเริ่มเห็นดีเห็นงามก็ทำตาม กลายเป็นแปลกแยกจากหมู่พวกเขาอีก ที่ดุเขาก็คือว่าเพิ่งทอดกฐินเสร็จแล้วทะลึ่งไปซื้อรถ..! ต่อให้คุณซื้อด้วยเงินส่วนตัวคนเขาก็คิดว่าเอาเงินกฐินไปซื้อ สมมุติว่าเขาทอดกฐิน ตั้งใจว่ากฐินครั้งนี้จะสร้างโบสถ์ ตั้งใจว่ากฐินครั้งนี้จะสร้างศาลา ตั้งใจว่ากฐินครั้งนี้จะสร้างเมรุ แต่อยู่ ๆ คุณเอาไปซื้อรถ แล้วชาวบ้านเขาจะคิดอย่างไร ?

อดใจเอาไว้หน่อยสัก ๖ เดือน ๘ เดือนแล้วค่อยไปซื้อ ต่อให้คุณเอาเงินกฐินไปซื้อชาวบ้านเขาก็ไม่ว่าแล้ว ไม่ใช่ว่าทอดกฐินวันนี้พรุ่งนี้ออกรถป้ายแดง นั่นสมควรตาย...!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 16:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #124  
เก่า เมื่อวานนี้, 16:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,694
ได้ให้อนุโมทนา: 57,659
ได้รับอนุโมทนา 2,602,690 ครั้ง ใน 18,920 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อาตมาเป็นคนปากเสียมาแต่ไหนแต่ไร ว่าเพื่อนเสีย ๆ หาย ๆ รับกฐินปุ๊บไปเที่ยวอินเดียปั๊บ น่าตายไหมล่ะ ? ชาวบ้านเขาก็คิดว่าเอาเงินกฐินไปซื้อตั๋วเครื่องบิน เอาเงินกฐินไปซื้อทัวร์ น่าทุบสักพลั่ก...! พระเราอยู่ในสายตาชาวบ้านเขาตลอดเวลา ถ้าไม่รู้จักระมัดระวังรักษาศรัทธาของเขา นอกจากตัวเราจะทำให้เขาเสื่อมศรัทธาแล้ว อาจจะทำให้เกิดในสภาพที่ว่าเขาพลอยเสื่อมศรัทธาในพระอื่น ๆ ไปหมด คราวนี้ศาสนาก็จะอยู่ไม่ได้ เนื่องจากการกระทำของเราเอง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 16:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 60 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #125  
เก่า เมื่อวานนี้, 16:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 15,694
ได้ให้อนุโมทนา: 57,659
ได้รับอนุโมทนา 2,602,690 ครั้ง ใน 18,920 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระวัดท่าขนุนไปเรียนบาลีที่สำนักใหญ่ ไปก็ยังคงยึดระเบียบวัดท่าขนุน คือสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น เจริญกรรมฐานเช้าเย็น ออกบิณฑบาตตามปกติ ปรากฏว่าไปสุมรวมกันอยู่คณะหนึ่งก็คือคณะ ๒ ของท่านอาจารย์มหาสมคิด เปรียญธรรม ๙ ประโยค เขาก็เลยไปลือกันว่าคณะ ๒ นั้นเคร่ง

ถามว่าทำไมคณะนั้นเคร่ง ? เพราะว่าคณะอื่นไม่สวดมนต์ ไม่ทำวัตร ไม่เจริญกรรมฐาน ไม่บิณฑบาต ไม่ทุกอย่างที่พระควรทำ เอาแต่ท่องหนังสืออย่างเดียว แต่คราวนี้เขาว่าเคร่งก็โจมตีอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าพระของเราไปถึงก็ได้ที่ ๑ ที่ ๒ ของสำนักหรือของสนามใหญ่อยู่เสมอ ๆ

อาตมาเองในฐานะผู้บังคับบัญชาอบรมสั่งสอนเขาไป แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะเป็นความใฝ่ดีของพระท่านเอง แต่ก็ภูมิใจว่าท่านสามารถรักษาความดีเอาไว้ได้ ไม่ไหลตามกระแสเขาไป ในสำนักเรียนใหญ่ ๆ เดินแค่ ๒ เสาไฟฟ้าอาหารก็ล้นบาตรแล้ว ยังต้องไปรบกวนญาติด้วยการให้เขาเอามาถวายถึงกุฏิทำไม ? อาตมาเคยลองไปเดินเอง ๒ เสาไฟฟ้าจริง ๆ ทั้งหอบทั้งหิ้วล้นบาตรมาเลย

ปีนี้วัดท่าขนุนได้มหาเปรียญเพิ่มมา ๒ รูป แล้วก็มีพระอีก ๒ รูปขออนุญาตไปเรียนเพิ่ม ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะว่าช่วงหลังนี้เขาไม่ค่อยเรียน
บาลีกัน เพราะว่ายาก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : เมื่อวานนี้ เมื่อ 16:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 66 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 4 คน ( เป็นสมาชิก 1 คน และ บุคคลทั่วไป 3 คน )
สุวรรณเมฆา
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 12:34



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว