กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 26-08-2009, 13:29
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



พระประวัติและปฏิปทา
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร)
พุทธศักราช ๒๓๖๓-๒๓๖๕


วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ราชวรมหาวิหาร
แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


พระประวัติในเบื้องต้น

สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สุก ญาณสังวร) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เลื่องลือพระองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ ทรงพระคุณพิเศษในด้านวิปัสสนาธุระ จนมีพระฉายานามอันเป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่ประชาชนว่า “พระสังฆราชไก่เถื่อน” เพราะทรงสามารถแผ่เมตตาพรหมวิหารธรรมให้ไก่ป่าเชื่องเป็นไก่บ้านได้

สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ประสูติเมื่อวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีฉลู จุลศักราช ๑๐๙๕ พุทธศักราช ๒๒๗๖ นับวันเดือนปีตามคัมภีร์จันทรคติ ประสูติเวลาไก่ขัน (ช่วงไก่กำลังอ้าปาก) การนับเวลาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๒๗๖ นับวันเดือนปีตามคัมภีร์สุริยะยาตร์ ภายนอกกำแพงนอกคูเมือง ด้านเหนือของกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ณ ตำบลบ้านข่อย

ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเป็นพระอธิการอยู่วัดท่าหอย ริมคลองคูจาม (ในพระราชพงศาวดาร เรียกว่าคลองตะเคียน) ในแขวงรอบกรุงเก่า มีพระเกียรติคุณในทางบำเพ็ญสมถภาวนา ผู้คนนับถือมาก

เนื่องจาก พระองค์ทรงมีพระวรรณะขาวผ่องใส ไปข้างพระชนก ซึ่งเป็นชาวจีน พระชนก-ชนนีจึงขนานพระนามให้พระองค์ท่านว่า “สุก” มีความหมายว่า ขาว หรือ ใส
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 67 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 27-08-2009, 00:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเวลาที่พระองค์ประสูตินั้น ตรงกับยามที่เก้า เรียกว่ายาม “ไก่ขัน” ซึ่งเป็นการนับยามกลางคืน สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งกะเวลาประมาณได้ ๐๕.๔๘ นาที (เวลาตีห้า สี่สิบแปดนาที) ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์ วัดใกล้เคียงบ้านท่าข่อย เช่น วัดท่าข่อย (ท่าหอย) วัดพุทไธศวรรย์ วัดโรงช้าง กำลังทำวัตรสวดมนต์ตอนเช้ามืดอยู่ เสียงสวดมนต์นั้นลอยลมมาถึงบ้านท่าข่อย ซึ่งเงียบสงัด

กล่าวกันว่า เวลาที่พระอาจารย์สุก ประสูตินั้น พระภิกษุกำลังสวดถึงบท “ชะยะปริตตัง” ตรงคำว่า ชะยันโต โพธิยา มูเล พอดี พร้อมกันนั้น ไก่ป่า ไก่วัด ไก่บ้าน ก็ร้องขันขาน รับกันเซ็งแซ่

กล่าวอีกว่า ขณะที่พระองค์ประสูตินั้น ไก่ป่า ไก่บ้าน ไก่วัด พอถึงเวลาใกล้ยามไก่ขัน (ประมาณ ๐๕.๑๐ น.) ได้โบยบินมายังต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้บ้านมารดา-บิดา ของพระองค์ พอถึงเวลายามไก่ขัน ไก่ป่า ไก่วัด ไก่บ้านทั้งสิ้น ได้พากันร้องขันขานกันเซงแซ่ กลบเสียงพระสงฆ์สวดมนต์เวลาเช้ามืด แต่วันนี้ไก่ทั้งสิ้น พากันร้องขานขันกัน นานกว่าทุกวันที่เคยได้ยินมาแต่ก่อน นับเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

พระชนกของพระองค์มีพระนามว่า “เส็ง” เป็นเชื้อสายจีน สืบสายสกุลมาจากพระอัยยิกาและพระมหัยยิกาของพระองค์ท่าน พระชนกรับราชการในกรมพระคลังสินค้ามียศเป็น ขุน ตำแหน่ง นายอากรนา อากรสวน ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ

พระชนนีมีพระนามว่า “จีบ” เชื้อสายไทย ญาติทางฝ่ายพระชนนีของพระองค์รับราชการ มียศเป็น ขุน เป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำแหน่ง นายอากรสวน นายพลากร เก็บค่าสวนผลไม้ ถือศักดินา ๒๐๐ ไร่ นอกจากรับราชการแล้ว พระชนนีของพระองค์ยังมีอาชีพทำสวน ทำนา ค้าขายข้าว ส่งให้กับกรมพระคลังสินค้า ส่งขายต่างประเทศอีกด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 28-08-2009 เมื่อ 00:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 53 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 28-08-2009, 00:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default อุบัติคู่บารมี

อุบัติคู่บารมี

กล่าวกันว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ได้อุบัติคนดีของศรีอยุธยาขึ้นสองพระองค์ กาลต่อมาปรากฏมีพระเกียรติคุณชื่อเสียงโด่งดังในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงมีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระองค์แรกทรงมีชื่อเสียงในทางราชอาณาจักร คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ผู้ทรงสร้างกรุงรัตน์โกสินทร์ ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

พระองค์ที่สองทรงมีชื่อเสียงในทางพุทธจักร คือ สมเด็จพระสังฆราช (สุก) องค์ปฐมพระวิปัสสนาจารย์ ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และนับเป็นพระอาจารย์กัมมัฏฐาน ประจำยุครัตนโกสินทร์

เรื่องราวของพระองค์ท่านนั้นได้รับการเล่าลือสืบขานมานาน สองร้อยปีเศษล่วงมาแล้ว ผ่านมาหลายชั่วอายุคน ทั้งในรูปแบบของ จดหมายเหตุของทางราชการ และจดหมายเหตุของชาวบ้าน

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าทั้งสองพระองค์นั้น เป็นผู้มีบุญวาสนาบารมีสร้างสมมาแต่อดีตกาล และต่างทรงเกื้อกูลซึ่งกัน ด้วยทรงสถาปนาความเจริญให้กับทั้งราชอาณาจักรและพุทธจักร พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สุก) และธรรมทายาทของพระองค์ท่านทุกองค์ จึงมีปรากฏเรื่องราวมาจนตราบเท่าถึงทุกวันนี้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 28-08-2009 เมื่อ 09:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 51 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 28-08-2009, 23:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์

ขณะทรงเจริญพระชันษาได้ประมาณ ๑๒-๑๓ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช (สุก) นั้น ทรงมีความสามารถตรัสภาษาจีนได้ เนื่องจากทรงได้ยินพระชนกเจรจากับข้าทาสบริวารทุกวัน และพระชนกของพระองค์ท่านซึ่งมีเชื้อสายจีน สอนให้พระองค์ท่านด้วย

เมื่อทรงเจริญวัยขึ้นมา พระชนก-ชนนีก็ให้พระองค์ท่านไว้จุก ต่อมาเมื่อพระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๓ พรรษา ทางบ้านของพระองค์ท่านก็จัดงานโสกันต์ คือ งานโกนจุก ตามประเพณีไทย มีการอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ วัดโรงช้าง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) มาเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพล พระสังฆเถรผู้ใหญ่ทำพิธีตัดจุก

เมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น ทรงรักการอ่าน การเขียน ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และทรงมีพระปรกตินิสัย รักความสงบวิเวก พระองค์ท่านไม่ชอบเสียงอึกทึกวุ่นวาย ทรงมีพระทัยสุขุมเยือกเย็น เป็นคนเจรจาไพเราะ พูดน้อย อ่อนหวาน แบบคนไทย ติดมาข้างพระชนนี

นอกจากนี้ยังทรงชอบความสงบสงัดร่มเย็นของป่าดง บริเวณหลังสวน-ไร่นาของบ้านท่าน ติดกับป่าโปร่ง โล่งตลอดไปไกล เลยป่าโปร่งออกไป ก็เป็นป่าทึบบ้าง ป่าโปร่งบ้าง เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น หมูป่า ลิง ไก่ป่า กระรอก นก หลากหลายพันธุ์ ส่งเสียงร้อง เสียงขัน แข่งขันกันเซ็งแซ่ เป็นธรรมชาติ เนื่องจากพระองค์ทรงมีพระปรกตินิสัยเมตตาติดพระองค์มาแต่กำเนิด บรรดานกกา ลิงป่า เห็นพระองค์ท่านเดินมาแล้ว มักส่งเสียงร้องหันมาทางท่านเหมือนทักทาย

ส่วนบรรดาไก่วัด ไก่บ้าน เห็นพระองค์แล้ว มักเดินเรียบเคียงร้องเสียงกุ๊ก ๆ เข้ามาหาพระองค์เสมอ ด้วยเมตตาจิตของพระองค์ท่านนั้นเอง บรรดาไก่ป่าเห็นพระองค์เดินไปป่า มักเดินตามไปบ้าง บินตามไปบ้าง เมื่อพระองค์ทรงเดินกลับบ้าน ไก่ป่าก็เดินมาส่งท่านบ้าง บินตามมากับท่านบ้าง ลิงป่า นกป่า ก็ร้องและขันขานเหมือนทักทาย ตามส่งท่าน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 30-08-2009 เมื่อ 23:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 46 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 30-08-2009, 23:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ทุกครั้งที่บ้านของพระองค์ มีเสียงอึกกระทึกวุ่นวาย ที่เกิดขึ้นจากการสั่งงานในบ้านของหัวหน้าบริวาร พระองค์มักชอบดำเนินหลบเสียงอึกกระทึกอื้ออึง ไปในป่าหลังบ้านแต่ลำพังพระองค์เดียวเสมอ พระองค์ทรงดำเนินไปเรื่อย ๆ ห่างไกลจากที่ไร่ ที่สวน และหมู่บ้าน เข้าถึงป่าโปร่งอันเป็นที่เงียบสงบ จิตของพระองค์ก็สงบวิเวก

เมื่อจิตของพระองค์สงบวิเวก พระองค์ก็จะทรงประทับนั่งลงตามโคนไม้ในท่านั่งปรกติ จิตก็ตั้งมั่น สงบเป็นสมาธิ และทรงแลเห็นรุกขเทวดาที่สิงสถิตตามต้นไม้ จากสมาธิจิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ บางครั้งพระองค์ทรงเห็นว่าองค์เองอยู่ในเพศสามเณรบ้าง อยู่ในเพศบรรพชิตบ้าง แต่ครั้งนั้นพระองค์ยังทรงพระเยาว์อยู่ จึงยังไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ดีนัก (หรือท่านจะเข้าใจไม่อาจทราบได้ เนื่องจากท่านมีสมาธิจิตสูง) และเมื่อพระองค์ทรงดำเนินไป หรือทรงดำเนินกลับจากป่า มักจะมี ไก่ป่า นก กา บินตามพระองค์ท่านไปเสมอ ๆ ด้วยได้รับกระแสความเมตตาของพระองค์ท่าน

พระองค์มักจะได้พบกับพระสงฆ์สัญจรจาริกธุดงค์ มาปักกลดพักแรมอยู่ ณ บริเวณป่าโปร่งนั้นเสมอ ๆ พระองค์ทรงเห็นภาพนี้จนเคยชิน รุ่งเช้าพระสงฆ์รุกขมูล จะเดินออกจากชายป่ามารับอาหารบิณฑบาต ในหมู่บ้านของพระองค์เสมอ ๆ บางทีก็มีพระสงฆ์รุกขมูลมาจากที่อื่น พระองค์ทรงพบเห็นบ่อย ๆ ณ ที่บริเวณแห่งนั้น ซึ่งเป็นที่เงียบสงบ ห่างไกลผู้คน ไม่พลุกพล่าน และพระสงฆ์รุกขมูลสามารถเดินมาบิณฑบาตโปรดสัตว์ ในหมู่บ้านท่าข่อยได้สะดวก เพราะไม่ห่างไกลจากหมู่บ้านนัก ที่บ้านของพระองค์พระชนก-ชนนีของท่าน ออกใส่อาหารบิณฑบาตตอนเช้าพระสงฆ์ทุกวันมิได้ขาด ไม่เลือก ไม่เจาะจงพระสงฆ์ บางครั้งพระองค์ก็ทรงร่วมใส่อาหารบิณฑบาตด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 31-08-2009 เมื่อ 09:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 43 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 01-09-2009, 03:07
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

วันหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงเดินเข้าไปป่าโปร่งหลังสวนของบ้านท่าน อย่างที่เคยไปทุกครั้ง พระองค์ท่านก็ได้พบพระภิกษุเถรผู้เฒ่า เพิ่งกลับมาจากสัญจรจาริกธุดงค์รูปหนึ่ง มาปักกลดพักผ่อนอยู่ ณ ที่บริเวณนั้น เมื่อท่านเดินมาถึง พระภิกษุเถรผู้เฒ่านั่งอยู่ในกลดก็กล่าวทักทายขึ้นก่อนว่า เออ...ข้ามานั่งคอยเอ็งที่นี่นานหลายชั่วยามแล้ว พระองค์เห็นก็จำได้ว่า พระภิกษุเถรผู้เฒ่านั้นคือ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) วัดที่อยู่ใกล้หมู่บ้านท่านนั้นเอง เนื่องจากพระชนก-ชนนีของท่าน ไปทำบุญที่วัดท่าข่อยบ่อย ๆ อีกทั้งท่านขรัวตาทองก็มารับอาหารบิณฑบาตที่บ้านท่านเป็นประจำทุกเช้าโดยทางเรือ

ท่านขรัวตาทองได้กล่าวกับพระองค์ต่อไปอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องไปเรียนหนังสือกับข้าที่วัด พระองค์เองก็มีความประสงค์ที่จะไปเรียนหนังสือที่วัดเหมือนกัน เพราะพระองค์มีความใฝ่ใจในการศึกษาเล่าเรียน ท่านขรัวตาทองได้กล่าวต่อไปอีกว่า พรุ่งนี้เพลาเช้าข้าเข้าไปบิณฑบาตที่บ้านเจ้า ข้าจะบอกกับพ่อแม่ของเจ้า

เวลานั้นท่านขรัวตาทองเพิ่งกลับจากสัญจรจาริกธุดงค์ เพราะเป็นเวลาเกือบจะเข้าพรรษาแล้ว ได้มาปักกลดพักผ่อนอิริยาบถอยู่ ณ ที่บริเวณแห่งนั้น ตั้งใจจะคอยพบพระองค์ (เด็กชายสุก)

กล่าวกันว่า ท่านขรัวตาทองรูปนี้ ท่านมีความเชี่ยวชาญทางสมถะ-วิปัสสนากัมมัฏฐานมัชฌิมาแบบลำดับ มีญาณแก่กล้า จึงสามารถที่จะทราบได้ว่าพระองค์มักจะมาที่บริเวณนี้บ่อย ๆ ท่านขรัวตาทอง จะมาปักกลดที่นี่ทุกปี ปีนี้ท่านจึงปักกลดคอยพบพระองค์ท่าน

พอรุ่งเช้า ท่านขรัวตาทองก็เข้ามาบิณฑบาตโปรดสัตว์ที่บ้านมารดาบิดาของพระองค์ เมื่อมารดาบิดาเห็นพระภิกษุเถรชราผู้นี้แล้วก็ดีใจ ยกมือขึ้นนมัสการท่านเพราะจำได้ว่า คือท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย ที่เคยเคารพนับถือกันมาก และคุ้นเคยกันมานาน
พระชนก-ชนนีของพระองค์ก็กล่าวกับท่านขรัวตาทองว่า ท่านกลับมาจากรุกขมูลแล้วหรือ โยมจะนำลูกชายไปฝากเรียนหนังสือกับท่านที่วัด ท่านขรัวตาทอง กล่าวว่า ข้าก็ตั้งใจจะมาบอกโยมให้นำลูกชายไปเรียนหนังสือที่วัด เมื่อมีใจตรงกันทั้งสองฝ่าย ก็เป็นอันตกลงที่จะนำลูกชายไปฝากวัด เรียนหนังสือ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 01-09-2009 เมื่อ 03:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 42 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 02-09-2009, 10:47
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ชีวิตในวัยบวชเรียน

สมัยกรุงศรีอยุธยานั้น วัดคือที่อบรมสั่งสอนกุลบุตร ครูที่อบรมสั่งสอนคือพระสงฆ์ พระสงฆ์ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความรู้มากมายหลายด้าน เด็กที่ได้เล่าเรียนหนังสือก็จะมีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้น ไม่นิยมให้เด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือที่วัด เพราะครูที่สอนหนังสือเป็นพระสงฆ์ จึงไม่เหมาะที่เด็กผู้หญิงจะไปเรียน

ครั้นเวลาแม่แลง (การนับเวลากรุงศรีอยุธยา) พระชนก-ชนนี ได้นำดอกไม้ธูปเทียน ตามประเพณีไทย นำพระองค์ไปฝากตัวกับท่านขรัวตาทอง ณ วัดท่าข่อย

ต่อมาพระองค์ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดท่าข่อย ริมคลองบ้านข่อย ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) เป็นพระอุปัชฌาย์ซึ่งนับเป็นพระอาจารย์องค์แรกของพระองค์

พระขรัวตา คือพระสงฆ์ที่คงแก่เรียน เรียนรู้วิชาการทุกอย่างไว้มาก มีพรรษายุกาลมาก เชี่ยวชาญสมถะวิปัสสนากัมมัฏฐานมัชฌิมาแบบลำดับ มีความรู้ความสามารถ ในการสอน อ่าน-เขียน อักขระขอม-ไทย ในการบอกหนังสือจินดามณี ในการบอกหนังสือคัมภีร์มูลกัจจายน์ (หนังสือเรียนไวยากรณ์บาลี) เป็นต้น เป็นพระสงฆ์ที่มักน้อย สันโดษ ไม่มีสมณศักดิ์ จึงเรียกขานกันว่า “พระขรัวตา”

พระสงฆ์ในสมัยอยุธยาท่านมีความรู้ทั้งทางปริยัติและปฏิบัติสม่ำเสมอกัน สมัยนั้นนิยมเล่าเรียนศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป โดยไม่แยกศึกษาอย่างใดอย่างหนึ่งก่อน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 02-09-2009 เมื่อ 12:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 03-09-2009, 04:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระปฏิปทาเมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณร

กล่าวกันว่า เมื่อท่านขรัวตาทองกลับมาจากรุกขมูลครั้งนั้น อีกทั้งเหลือเวลาอีกเกือบเดือนก็จะเข้าพรรษาแล้ว ท่านขรัวตาทองดำริว่าสังขารชราภาพมากแล้ว จะไม่ออกธุดงค์อีก

เมื่อเด็กชายสุกมาอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านขรัวตาทอง ครั้งนั้นท่านขรัวตาทองมักเล่าเรื่องราวให้เด็กชายสุกฟัง ต่อมาเด็กชายสุกอยากจะออกไปธุดงค์บ้างโดยจะขอตามพระอาจารย์ไป
แต่ท่านขรัวตาทองไม่คิดออกธุดงค์แล้ว แต่ท่านก็เมตตาตาสงสารเด็กชายสุกที่อยากออกธุดงค์บ้าง

อยู่มาวันหนึ่งก่อนเข้าพรรษาประมาณ ๑๐ วัน ท่านขรัวตาทอง เรียกพระอาจารย์แย้มมาบอกว่าฝากวัดไว้สาม-สี่วัน แล้วเรียกเด็กชายสุกมาบอกว่าจะพาออกธุดงค์ไปป่าเขา ท่านขรัวตาทอง ท่านมีอภิญญาจิต ชั่วเวลาไม่เท่าไรท่านก็พาพระอาจารย์สุกมาถึงกลางป่าแห่งหนึ่ง พักปักกลด และออกเดินอยู่สามสี่วัน ท่านก็กลับถึงวัดท่าหอยด้วยเวลาไม่กี่ยาม ด้วยอภิญญาจิต (ย่นระยะทาง)

พระอาจารย์สุกได้บรรพชาเป็นสามเณรครั้งนั้น พระองค์ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านขรัวตาทองผู้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ ซึ่งตอนนั้นท่านทุพพลภาพชราลงมากแล้ว สามเณรสุกได้ผลัดเปลี่ยนกับสามเณรองค์อื่น ๆ คอยดูแลพระอาจารย์ ต้มน้ำร้อน น้ำชา กลางวันพระองค์ท่านทรงเล่าเรียนหนังสือภาษาไทย คัมภีร์จินดามณี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 04-09-2009, 09:35
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเวลากลางคืน พระอาจารย์ของพระองค์ได้สอนให้นั่งสมาธิ โดยการสำรวมจิต สำรวมอินทรีย์ แต่การนั่งสมาธิเมื่อครั้งพระองค์เป็นสามเณรน้อย ๆ นั้น พระอาจารย์ของพระองค์บอกให้พระองค์นั่งเจริญสมาธิเพื่อเป็นพื้นฐานไว้เท่านั้น แต่สามเณรน้อย ๆ มีนิวรณ์ธรรมน้อย จิตจึงข่มนิวรณ์ธรรมได้เร็ว จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้สามเณรสุกในครั้งนั้นมีพื้นฐานทางสมาธิภาวนาแต่นั้นมา

กล่าวว่า เมื่อพระองค์ทรงสำรวมจิตเจริญสมาธิครั้งนั้น และด้วยบุญบารมีของพระองค์ที่ได้สั่งสมมาช้านาน จิตของพระองค์ท่านก็บรรลุถึงปฐมฌานในวิสุทธิธรรมแรก ๆ ท่านขรัวตาทองพระอาจารย์ของพระองค์ ตรวจดูเหตุการณ์นี้แล้ว ก็รู้ว่าพระองค์ท่านเป็นผู้มีบุญบารมีมาเกิด จะเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต แต่ท่านขรัวตาทองก็ไม่ได้สอนอะไรให้พระองค์เพิ่มเติม เพราะเห็นว่าพระองค์ยังเล็กอยู่ เพียงแต่บอกให้พระองค์ท่านนั่งสำรวมจิตให้เป็นสมาธิอย่างเดียว

ครั้นเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๖-๑๘ พรรษา ท่านขรัวตาทองพระอาจารย์ของพระองค์ เห็นว่าพระองค์พอจะรู้เรื่องสมาธิบ้างแล้ว จึงเริ่มบอกพระปีติ ๕ พระยุคล ๖ พระสุขสมาธิ ๒ ประการ และพระอานาปานสติบ้าง แต่มิได้ให้เข้าสะกด ตั้งใจไว้ให้ท่านอุปสมบทก่อน จึงจะให้ปฎิบัติสมาธิเป็นเรื่องเป็นราว เป็นแบบแผนที่หลัง และครั้นเมื่อท่านมีชนมายุได้ ๑๖-๑๘ พรรษา ท่านขรัวตาทองก็สอนให้ท่านอ่าน-เขียน อักษรขอมไทย จนพระองค์ท่านพอมีความรู้บ้าง

ท่านขรัวตาทองพระอาจารย์ของพระองค์ เล็งเห็นว่ากาลข้างหน้าเมื่อพระองค์ท่านทรงอุปสมบทแล้ว เวลานั้นจะมีพระมหาเถราจารย์ชี้แนะพระกัมมัฎฐานมัชฌิมาพระองค์ท่านเอง และท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) ก็รู้ว่าอายุของท่านจะอยู่ไม่ถึงอุปสมบทสามเณรสุกเป็นพระภิกษุ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 05-09-2009 เมื่อ 06:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 33 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 15-09-2009, 20:41
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 16,984
ได้ให้อนุโมทนา: 63,985
ได้รับอนุโมทนา 2,832,490 ครั้ง ใน 20,282 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ทรงลาบรรพชา

กาลเวลาผ่านไป พระองค์ก็สามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้จนจบตามหลักของคัมภีร์จินดามณี และอักขระขอม พระอาจารย์ของพระองค์ท่าน ก็สอนให้พระองค์ เมื่อทรงมีชนมายุย่างเข้าได้ ๑๖-๑๘ พรรษานี่เอง

หลายปีต่อมาที่บ้านของพระองค์ บรรดาพี่น้องได้ออกเรือนไป (แต่งงาน) ท่านมีความสงสารพระชนก-ชนนี เป็นยิ่งนัก เนื่องจากท่านแก่ชราลงแล้ว ยังต้องมาดูแลกิจการเลือกสวนไร่นาอีก พระองค์จึงมีความดำริที่จะขอลาบรรพชา ออกมาจากสามเณร มาช่วยพระชนก-ชนนีของพระองค์ท่าน ดูแลกิจการเลือกสวนไร่นา คนงานข้าทาสบริวารเพื่อตอบแทนพระคุณพระชนก-ชนนี เพราะไม่อยากเห็นท่านลำบากกาย ลำบากใจ

ถึงปีพระพุทธศักราช ๒๒๙๔ พระองค์มีพระชนมายุได้ ๑๘ พรรษา พระองค์จึงไปขออนุญาต ท่านขรัวตาทอง องค์พระอุปัชฌาย์ ขอลาบรรพชาจากสามเณร พระอุปัชฌาย์เห็นว่าพระองค์มีความกตัญญูต่อพระชนก-ชนนี ก็อนุญาตให้พระองค์ท่านลาบรรพชาไป

เมื่อพระองค์ลาบรรพชาไปนั้น เมื่อว่างจากกิจการงาน พระองค์ท่านมักหลบไปเจริญสมาธิในป่าหลังบ้านเสมอ ๆ บางครั้งก็ไปวัดท่าหอยนั่งเจริญสมาธิบ่อยครั้ง และทรงเข้าหาท่านขรัวตาทองเพื่อสอบอารมณ์ จนพระองค์สามารถเห็นรูปทิพย์ได้ ฟังเสียงทิพย์ได้

เมื่อพระองค์ทรงลาบรรพชาได้ประมาณ ๒ ปีเศษ ท่านขรัวตาทอง วัดท่าข่อย (ท่าหอย) ก็ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบลงด้วยโรคชรา เมื่อครบร้อยวันการทำบุญสรีระสังขารของท่านขรัวตาทอง พระองค์ และชนก-ชนนีของพระองค์ท่าน ก็ไปช่วยงานปลงศพ ท่านขรัวตาทอง ณ ที่วัดท่าหอย

เสร็จงานปลงศพท่านขรัวตาทองแล้ว ชาวบ้านทั้งหลายในวัดท่าหอย ได้ยกให้ พระอาจารย์แย้ม ศิษย์ท่านขรัวตาทอง ขึ้นเป็นพระอธิการวัดท่าหอย เป็นองค์ต่อมา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 16-09-2009 เมื่อ 06:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 21:55



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว