กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องบูรพาจารย์ > ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน

Notices

ประวัติและปฏิปทาของพระสุปฏิปันโน รวมประวัติ ปฏิปทาของครูบาอาจารย์อันเป็นที่เคารพจากทั่วเมืองไทย

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #401  
เก่า 24-12-2018, 21:14
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จิตตมัคโค

“... จิตตมัคโค คือ ทางเดินของจิตที่จะรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ มันเหมือนกับทางเดินด้วยเท้าของเรา เราเดินด้วยเท้า เดินไปที่ไหนที่อยู่ ๒ ฟากทางมองเห็นหมด เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ทีนี้ทางเดินของจิต จิตก้าวเดินไปตามวิถีของธรรม เดินไปไหนสิ่งที่เป็นวิสัยของจิตซึ่งเป็นทางของจิตโดยแท้แล้ว มันจะเห็นบาป บุญ นรก สวรรค์ เปรต ผี อสุรกาย อะไรมันจะเห็น ๆ ของมัน...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-12-2018 เมื่อ 01:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #402  
เก่า 05-10-2019, 12:10
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ต่อสู้กิเลส.. ทุกข์แสนสาหัส

ความซาบซึ้งและเห็นคุณค่าในธรรมดังกล่าวนี้ ทำให้ท่านสมัครใจที่จะเผชิญกับความทุกข์จากความเพียร.. ฝึกฝนจิตอย่างหนัก ดังที่ที่ท่านเคยกล่าวไว้อย่างเด็ดว่า

“... ทุกข์ใด ๆ ที่โลกว่ากันว่าทุกข์หนักหนานั้น เราก็เคยผ่านโลกเห็นโลกมาก่อนพอสมควรถึง ๒๐ ปีเต็ม บางงานก็เหมือนกับว่าจะเหลือกำลังคือหนักมาก แต่เมื่อเทียบแล้วไม่มีงานใดที่จะหนักมากและทุกข์ยากลำบากยิ่งกว่างานต่อสู้กับกิเลส เพราะงานเหล่านั้นแม้จะหนักมากเพียงใด ก็ไม่เคยถึงขนาดสละชีวิตจิตใจกับงานนั้น แต่สำหรับงานฆ่ากิเลสนี้ ต้องยอมสละเป็นพื้นฐานเรื่อย ๆ เลย...”

ตัวอย่างที่ชัดเจนอันหนึ่งของท่านก็คือ การตื่นนอน ท่านก็ยังอุตส่าห์ฝึกหัดดัดนิสัยกันเสียใหม่อย่างเข้มแข็งจริงจัง ดังนี้

“... พอรู้สึกจะดีดผึงเลย ตั้งแต่เรียนหนังสือไม่เคยที่จะลุกขึ้นมาธรรมดา เพราะความตั้งใจ ความฟิตตัวเอง เป็นจริงเป็นจังกับตัวเอง พอตื่นนี้..ดีดผึง ๆ ถ้ามีเพื่อนนอนอยู่ข้างด้วยนะ หมู่เพื่อนจะตื่นเพราะความสะดุ้งเวลาลุกตื่นนอน เรียนหนังสือก็เป็นแบบนั้น ตั้งแต่เป็นนาคเข้าเรียนก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา ฝึกเสียจนชินเป็นนิสัย...

ทีนี้ยิ่งออกปฏิบัติด้วยแล้วยิ่งเก่ง แล้วไม่เคยนอนซ้ำอีกนะ ถ้าลงได้ดีดผึงไปแล้วเท่านั้น เว้นแต่วันถ่ายท้องไม่ได้หลับไม่ได้นอน นั่นเราก็ยกเว้นให้เฉพาะ ไม่ให้ลุกลาม... มันถ่ายท้องก็ลุกขึ้นไปถ่าย แล้วก็กลับเข้ามานอน อย่างนี้เรายกให้ เป็นกรณีอย่างนี้ นอกจากนั้นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดนะ..ว่างั้นเลย ทีนี้เมื่อทำตลอดตั้งแต่บวชมาจนกระทั่งออกปฏิบัติจนมันชินต่อนิสัย ไม่ต้องตั้งใจลุกอะไรนะ พอรู้สึกนั้นมันจะดีดผึงทันที

จนกระทั่งพรรษา ๑๘ เราไม่ลืมนะ ที่เราฝึกหัดนิสัยใหม่ เพราะมันเป็นนิสัยแล้วแก้ไม่ตกง่าย ๆ นะ ... เวลาภาวนาเราเคยเสียใจให้เราอยู่ นั่งไป..หลับ พอตื่นขึ้นมามันหลับอยู่กับหมอนใบหนึ่ง โอ้..ตายนี่วะ ลุกคึกคักขึ้นเลย ออกเดินจงกรมเลย ไม่ยอมนอน ตั้งแต่ตอนนั้นไม่นอนเลย เอาจนตลอดสว่าง คือดัดกัน ...

พรรษาที่ ๑๗ ล่วงไปแล้ว เราก็มาแก้นิสัยใหม่ คือการตื่นนอนแบบนั้นก็ถูกต้องแบบหนึ่ง เพราะอยู่ในเวลาเร่งความพากความเพียร... ให้ตื่นเนื้อตื่นตัวตลอดเวลา ก็ยอมรับว่าถูกต้อง

แต่เวลานี้ควรจะต้องพักผ่อนธาตุขันธ์พอประมาณ ต่อไปนี้กำหนดสอนเจ้าของ รำพึงในเจ้าของ แล้วเวลาการตื่นนอนก็ควรจะให้รู้ทิศใต้ทิศเหนือที่นั่นที่นี่ แล้วค่อยลุกขึ้นมาธรรมดาด้วยความมีสติธรรมดา ต้องการอย่างนี้ ทีนี้เราจะฝึกให้มันพอรู้สึกตัวแล้วมองรู้ทิศทางแล้ว..ลุกขึ้นธรรมดาเรียบ ๆ ไม่ให้ตื่นปึ๋งปั๋งอย่างนั้น พยายามฝึก... เราก็พยายามฝึกมาร่วมปี.. ให้รู้สึกตัวแล้วลุกขึ้นมาธรรมดา ฝึกอยู่ร่วมปีจึงเปลี่ยนได้...”

ท่านกล่าวถึงจุดนี้ ทำให้เราทราบชัดเจนว่า คนเรานี้ดีได้ด้วยการฝึก ฝึกหัดเช่นไรย่อมเป็นไปเช่นนั้น จะให้อยู่เฉย ๆ แล้วดีขึ้นมาเองย่อมเป็นไปไม่ได้

ท่านยังเล่าถึงความยากลำบากในการต่อสู้กับกิเลส ถึงขนาดต้องยอมเสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตของตน เพื่อแลกกับธรรมอันสุดประเสริฐ ดังนี้

“... เมื่อถึงคลื่นที่จะฟัดกับกิเลสอย่างเต็มเหนี่ยวแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีความหมายเลย เรียกว่าตายก็ยอมตาย เสียสละเอาชีวิตเข้าแลกเลย เพราะกิเลสถ้ามันไม่เก่งจริง ๆ แล้ว มันคงไม่สามารถครองหัวใจสัตว์โลกได้ตลอดมาทุกภพทุกชาติเช่นนี้ ครั้นพอจะต่อกรกับมัน ก็เลยต้องฟัดกันให้เต็มเหนี่ยว เรียกว่าทุกข์แสนสาหัส..

นี่ถึงกล้าพูดออกมาได้ เรากับกิเลสนี้มันผูกขึ้นมานะ เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นอะไรแหละ มันเอาเรื่องที่เคยต่อสู้กันถึงพริกถึงขิง ถึงเป็นถึงตายมานั่นแหละ กิเลสกับเรานี้ไม่ทราบเป็นยังไง มันเป็นข้าศึกต่อกันอย่างยิ่ง สมมุติว่านั่งฉันจังหันอยู่นี้ว่ากองทัพกิเลสมาแล้ว.. ไหนทีเดียว บาตรนี้ทิ้งตูมเลย.. ใส่กันเปรี้ยงไม่มีคำว่ายกครู

‘เอ้า.. กิเลสตายแล้วถึงจะกลับมาฉันจังหันอีกทีหนึ่ง ถ้าเราตายแล้วก็ไม่ต้องมาฉัน ไม่ต้องมายุ่งมัน ให้กิเลสเผาศพไปเลย คำว่าถอยไม่มี’

เพราะมันเคียดแค้นถ้าพูดถึงความเคียดแค้นแบบโลก ๆ นะ นี่เรายกเอามาพูดให้เป็นข้อเปรียบเทียบกับโลกสมมุติที่มีว่าเคียดแค้น มันถึงใจถึงขนาดนั้นนะ

รอไม่ได้เลย คำข้าวยังคาปากอยู่ก็ทั้งต่อยทั้งเคี้ยว หรือมันลืมเคี้ยวก็ไม่รู้แหละ เอากันเลย ปึ๋งเลยเทียว รอไม่ได้...”

ท่านเคยเปรียบ... ความทุกข์ยากลำบากในการต่อสู้กับกิเลสกับการติดคุกติดตะรางไว้ดังนี้

“... ตั้งแต่บัดนั้น .. ขึ้นเวทีไม่มีการให้น้ำ ถ้าว่าให้น้ำก็ให้เวลาหลับ นอกนั้นไม่มี กรรมการไม่ต้อง ไม่มีกรรมการแยก มันจะตายช้าไป ใครเก่งให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่งให้ตกเวที ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจเรา เอ้า.. ใครเก่งให้อยู่บนเวที ใครไม่เก่ง เอ้า..ให้ตกเวที ... ติดคุกติดตะรางนี้ เราสมัครเลยนะ

ความทุกข์ยากลำบากในการประกอบความพากเพียร เราหนักมากขนาดนั้น เขาว่าติดคุกติดตะรางนี้เป็นความทุกข์ความลำบาก เราจะสมัครไปติดคุกติดตะราง เพราะติดคุกติดตะรางกินข้าววันละ ๓ มื้อ จักตอกเหลาตอกได้วันละ ๕ เส้น ฆ่าเวลาไปวันหนึ่ง ๆ พอได้ถึงวันออก แต่ส่วนเราถ้ากิเลสไม่พังจากหัวใจเมื่อไร.. ไม่มีวันออก ต้องเอากันจนเป็นจนตาย มันก็หนักมากละซิ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-10-2019 เมื่อ 17:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 14 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #403  
เก่า 29-01-2020, 16:01
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

๘ เดือนกับนางงามจักรวาลอวิชชา ๓ เดือนกับการแก้ปัญหาธรรม

ย้อนมากล่าวถึงปัญหาธรรม “ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ” ที่เกิดขึ้นที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ท่านกอดปัญหานี้ไว้นาน ๓ เดือน หลังออกจากวัดดอยธรรมเจดีย์เพื่อไปร่วมงานทำบุญ ๑๐๐ วันหลวงปู่มั่นแล้ว ออกวิเวกไปทางรอยต่อจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย และในที่สุดก็วกกลับมาที่วัดดอยธรรมเจดีย์ จึงสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยองค์ท่านเอง ดังนี้

“... เวลามันผ่านไปแล้วจึงมารู้นะ มีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ คือจุดของดวงไฟอยู่กลางตะเกียงเจ้าพายุ..เข้าใจไหม ? นี่ละ..เรียกว่าจุดความสว่างไสว นี้ก็เป็นจุด นี้ก็เป็นสมมุติ นี้คือตัวภพตัวชาติ อยู่จุดนี้นะ ความหมายว่างั้น ธรรมที่บอก แต่เรามันจับไม่ได้ ‘โอ้โหย.. ทำไมเป็นอย่างนี้’

เลยงงไปอีก จะจับเอาจุดนั้นไม่จับ พูดแล้วคิดถึงพ่อแม่ครูอาจารย์ โอ๋ย.. ถ้าหากว่าพ่อแม่ครูอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ คือตอนนั้นท่านล่วงไปใหม่ ๆ เผาศพท่านเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นวัดดอยธรรมเจดีย์ ๓ เดือน จิตของเรามันก็เป็นของมันอยู่แล้ว แต่ระยะนั้นขึ้นไปที่สงัดมันยิ่งเพิ่มเข้าไป ทุกสิ่งทุกอย่างมันจ้าไปหมด ทีนี้มันก็เกิดอันนี้ขึ้นมา

นี่ถ้าหากว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นยังอยู่ เราก็จะไปกราบเรียนท่านว่า จิตของเราสว่างไสวอย่างนั้น ๆ แล้วธรรมหรืออะไรก็ไม่ทราบมาเตือนเรา จุดกับต่อมมันเป็นไวพจน์ของกันใช้แทนกันได้ จุดก็จุดความสว่างนี้ สว่างของจิตนี้เหมือนกับไส้ตะเกียงเจ้าพายุนั่นแหละ คำว่าต่อมคืออันนี้ จุดก็คืออันนี้เอง ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน คือมีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ ผู้รู้ก็คือตัวนี้แหละ คือตัวสว่างที่มันครอบผู้รู้นี้เอาไว้นะ ความสว่างนี้มันเป็นอีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้น..มันถึงพังลงได้ซิ ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้ ผู้รู้คือใจนี้ อยู่ที่ไหนนั้นแลคือตัวภพ นี่ภพชาติอยู่จุดนี้ พอว่าอย่างนั้น.. เรางง ถ้าหากว่าเราจับได้ปุ๊บ.. ว่าจุดต่อมคืออันนี้เอง ก็จะไป (สำเร็จ) เดี๋ยวนั้นเลยนะ

ถ้าไปเล่าให้พ่อแม่ครูอาจารย์ฟังอย่างนี้ ท่านจะใส่ทันทีเลยนะว่า ‘ก็จุดนั้นแล ก็ตัวสว่างนั่นแหละ คือตัวจุดตัวต่อม ตัวภพตัวชาติ นั่นแหละตัวภัย

ใส่ทีเดียวผางเลยนะ จะสำเร็จในเวลานั้นเลย พูดให้มันตรงเลยเพราะมันจวนเต็มเหนี่ยวแล้วนี่ เราก็ไปติดตรงนั้น ถ้าท่านตีตรงนั้นออกแตกกระจายมันก็ผึงเลย อันนี้ไปงงเป็นบ้า เสียเท่าไร ๓ เดือนเราไม่ลืมนะ จากวัดดอยธรรมเจดีย์นี้ เขาก็นิมนต์ลงไปงานร้อยวันของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น เราก็ต้องได้ลงไปเพราะเคารพมาก เขานิมนต์ลงไปในงานร้อยวัน เราก็ต้องลงไปสกลนครไปงานร้อยวันท่าน

ออกจากนั้นแล้วบึ่งเลย หนีเลยไม่ขึ้นมาวัดดอยอีก ฟาดไปทางอำเภอบ้านผือ อำเภอศรีเชียงใหม่ไปนู้น ถึงกลับมาอีกเป็นเวลา ๓ เดือน จากจุดต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหนเป็นเวลา ๓ เดือน จากนี้ไปกลับมาก็มาปลงกันที่นี่อีกนะ ขึ้นมาอีกวัดดอยที่เก่านั่นแหละ ที่ว่าวันที่ ๑๕ นั่น นี่เป็นครั้งที่ ๒ ครั้งสุดท้ายของมันที่มาพังกันได้

พออันนี้พังลงไปแล้ว ‘โอ้โห.. เอาอีกนะ โอ๊ย.. ที่แสดงก็แสดงอย่างถูกต้อง ทำไมมันโง่เอานักหนานะ ทีนี้เวลามันเปิดก็เปิดจุดนั้นเอง ที่ว่ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ไหน คือจุดต่อมแห่งผู้รู้นั้นพังลงไปหมดแล้ว ผู้รู้จริง ๆ แล้วจ้าหมดเลย’

ทีนี้ความสว่างไสวที่ว่าอัศจรรย์นั้น มันกลายเป็นกองขี้ควายไป ฟังซิน่ะ กองขี้ควายมันดีอะไร ?

นี่ที่เราเห็นว่า กองขี้ควายเป็นทองคำทั้งแท่งคือจุดคือต่อมนี้เอง เราไม่รู้..ธรรมท่านเตือนขึ้นมาจะหลงอันนี้ เวลามันไปพังกันได้แล้ว ไอ้ที่ว่าความสว่างไสวนี้มันกลายเป็นกองขึ้ควายไปนะ ธรรมธาตุที่ถูกความสว่างครอบอันนี้คืออะไร ? นั่นละอันนั้น พออันนี้เปิดจ้า อันนี้พังลงไปแล้ว อันนั้นจ้าขึ้นมา โอ้โห.. ทีนี้พูดไม่ได้ จึงว่าฟ้าดินถล่มว่างั้นเถอะ ไอ้สว่างไสวมาก ๆ นี้กลายเป็นกองขี้ควายไปอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ทีเดียว โถ.. เป็นอย่างนี้นะ จึงได้ โถ.. อวิชชาขนาดนี้เทียวนา ๆ นี่อวิชชา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-01-2020 เมื่อ 17:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (30-01-2020), ปราโมทย์ (29-01-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (29-01-2020), หมูติดยันต์ (31-01-2020)
  #404  
เก่า 30-01-2020, 14:13
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ใครอย่าไปคาดอวิชชาว่าเป็นเสือโคร่ง เสือดาว เป็นยักษ์ เป็นผี เวลาไปเจอเข้าแล้วเป็นอย่างนี้ละ.. อวิชชา เป็นนางงามจักรวาล ใครก็ตามถ้าไม่มีใครสอนไปแล้วติดว่างั้นเลย เราพูดอย่างมั่นใจเราติดมาแล้ว พออันนี้พังไปเท่านั้น ธรรมชาติของตัวเองโดยหลักธรรมชาติแท้คือ จิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วเปิดออกหมดแล้วเต็มเหนี่ยว นี่ละที่เข้ากันไม่ได้กับกองขี้ควายอันนี้ซึ่งเป็นเครื่องหลอกของอวิชชา นี่ละ..อวิชชาแท้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อะไรเป็นอวิชชา

อย่าไปคาด อวิชชาเป็นเสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว เป็นยักษ์เป็นผี คาดไม่ถูก เวลาเข้าไปเจอจริง ๆ แล้ว โอ๋ย.. นางงามจักรวาลกล่อมหลับหมด อย่างนี้ยิ่งหลับง่าย ว่าแก่นี้ไม่แก่นี้ ให้เห็นหญิงสาวลองดู.. หลง เมียเจ้าของนั่งอยู่ข้างหลังมันเห็นเมื่อไร นี่ถ้าเห็นตัวนี้แล้วลืมบ้าไปเลย เข้าใจไหม เตือนไว้อย่าเป็นบ้านะ เฒ่าแก่แล้วหัวก็ล้านด้วย เดี๋ยวจะไม่มีผมนะ มันต้องซัดกันอย่างนี้ นี่ละเข้าใจไหม อวิชชามันหลอกให้คนลืมตัว หัวล้านไม่ว่าล้าน เห็นสาวนี้วุ่นเลยนะ นี่มันหลอกเอาอวิชชา เข้าใจไหม นี่เราพูดถึงเรื่องอัศจรรย์นะ พออันนี้พังลงไปแล้วพูดไม่ได้เลยว่างั้นเถอะ จนถึงขนาดที่ว่าออกอุทานเลย.. ‘โอ้โห..ขนาดนี้เทียวเหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ’ เห็นไหมมันซ้ำนะ ซ้ำด้วยความถึงใจนะ

ก็เราไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ยังไง เวลามันผางขึ้นมานี้ ขึ้นอุทานทันที กองขี้ควายพังลงไปแล้ว อันนี้จ้าขึ้นมานี้.. อย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอ ๆ นู่นขึ้นเองนะ เราไม่ได้วัดรอยมัน มันเป็นของมันเองเข้าใจไหม กระเทือนไปหมดเลย หือ.. ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ ๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ คืออันเดียวกันนี้ ทีนี้ก็ประมวลมา เหอ.. พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์นั้น กลายมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร คือมันเป็นแล้วเข้าใจไหม นี่เรียกว่ามหาสมุทร นี่เป็นแม่น้ำมหาสมุทรแล้ว ถ้าเป็นธรรมธาตุก็เป็นธรรมธาตุเหมือนกันแล้ว ไม่มีคำว่า พุทธ ธรรม สงฆ์ รวมเข้าไปเป็นอันเดียวกันแล้วเลิศอยู่ในนั้นหมด อ๋อ.. อย่างนี้เอง

นี่พูดถึงเรื่องความสว่างของจิตมันเป็นขั้นเป็นตอนนะ เราเทศน์ลำดับของจิตของความว่าง เราก็พูดให้ฟังจนกระทั่งถึงนี่ได้พูดถึงสุดยอดเลย สุดขีด เราพูดเลยนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ความสามารถเราไม่มี เราก็ไม่สนใจกับความสามารถอันใดที่จะเหนือไปอีกด้วยนะ เราไม่เคยสนใจ ..

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-01-2020 เมื่อ 20:21
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (30-01-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (30-01-2020), หมูติดยันต์ (31-01-2020)
  #405  
เก่า 01-02-2020, 21:49
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ที่พูดถึงเรื่องความสว่างไสวของจิตจนตัวเองก็อัศจรรย์ตัวเอง ที่มันเป็นกิเลสอยู่นั่นแต่เจ้าของไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เราจะให้พ้นจากกิเลส แต่เวลาไปเจอกิเลส.. ตัวสง่าผ่าเผย ตัวผ่องใสนี้เข้าไปแล้วติดเลยเทียว ไม่มีใครมายอก็เจ้าของยอเจ้าของเอง

‘โอ้โห..จิตเรานี้ทำไมมันถึงสว่างไสวเอานักหนานา โถ.. อัศจรรย์’

กำหนดทดลองดูสิ่งไหน ๆ ก็ไม่เหมือนมัน มองดูที่ไหนมันไม่เหมือนอันนี้ อันนี้มันสว่างจ้า ทำไมจิตใจจึงสว่างไสว อัศจรรย์ถึงขนาดนี้เชียวนา ๆ

นี่ละ..ท่านทั้งหลาย..รู้ไหมว่า เครื่องกล่อมกิเลสกษัตริย์วัฏจักรของกิเลสทั้งหลายคือ อวิชชา.. วิชชาสุดยอดของอวิชชามันกล่อมใจ ถึงขนาดผู้ปฏิบัติธรรมขั้นนี้ ไม่ใช่ขั้นธรรมดานะ อย่างน้อยสติปัญญาอัตโนมัติหมุนตัวไปด้วยความรอบคอบตลอดเวลา แล้วเชื่อมโยงกันกับมหาสติมหาปัญญา ซึบซาบไปด้วยความรอบคอบ เหตุใดจึงมาติดความสว่างอย่างนี้ซึ่งเป็นเหยื่อของอวิชชา ฟังให้ดีนะ..นี่ละเหยื่อของอวิชชาที่กล่อมสัตว์โลกดังที่เคยพูด

ใครอย่าไปวาดภาพหนา วาดภาพอวิชชาเหมือนเสือโคร่งเสือดาว อย่านะ..ผิดทั้งเพ เวลาเจออวิชชาเข้าไปก็คือตัวนี้เอง ยอตัวเอง โถ.. จิตเราทำไมสว่างไสวเอานักหนา อัศจรรย์นักหนา นี่..เห็นไหม..มันเป็นให้ยอเอง คือมันอัศจรรย์อันนี้ จิตอันนี้ก็อยู่กับเรา โหย.. จิตเราทำไมสว่างไสวนักหนานะ นี่ละ..วิชชาสุดยอดของวัฏจักรอยู่จุดนี้ กล่อมโลก.. ถึงขนาดมหาสติมหาปัญญายังติดได้ ฟังซิ..แต่ว่าติดในประเภทของมหาสติมหาปัญญา ติดด้วยความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา แต่ติดแล้วสลัดได้

โลกติดไม่มีทางสลัด สำหรับผู้บำเพ็ญธรรมถึงขั้นมหาสติมหาปัญญายังติดอันนี้อยู่ แต่ติดเพื่อจะถอน.. คือพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มหาสติมหาปัญญาไม่มีคำว่านอนใจ เรียกว่าติดด้วยความไม่นอนใจ ด้วยความสิ้นปัญญาอยู่นั่นละ.. มันยังหาช่องออกไม่ได้ มันติดแบบมหาสติมหาปัญญาติดกิเลส ติดอวิชชา นี่ละ..ที่ว่าวิชชาสุดท้าย วิชชาสุดยอดของวัฏจักร ก็คือ อวิชชาปัจจยา สังขารา ใครไปวาดว่าเป็นเหมือนเสือโคร่งเสือดาว เหมือนยักษ์เหมือนผี หรือว่าน่าหวาดน่ากลัว..ผิดทั้งเพ เวลาเข้าไปเจอจริง ๆ แล้ว.. ใครจะอ้อยอิ่งยิ่งกว่าอวิชชานี้

จึงเทียบได้ว่านางงามจักรวาล ว่างั้น..เหมาะเลย นางงามจักรวาลกับยักษ์กับผีมันเข้ากันได้ไหมล่ะ ? ที่เราวาดภาพอวิชชาเหมือนยักษ์ เหมือนผี ทีนี้เวลาไปเจออวิชชาจริง ๆ แล้วมันกลายเป็นนางงามจักรวาลไป เห็นไหมล่ะ ไม่รู้.. นี่ก็เรียกว่าอวิชชา ก็คือกิเลส จอมกิเลสจอมกษัตริย์ มันก็ไปรอตัวเองอยู่ในนั้นเสีย โห.. ทำไมจิตเราถึงอัศจรรย์ขนาดนี้ ? ทำไมสว่างไสวเอานักหนา ?์ กำหนดไปที่ไหนจ้าไปหมด ครอบไปหมดเลย อัศจรรย์ตัวเองอยู่คนเดียว ฟังซินะ..พระธรรมท่านก็เมตตาเพราะเห็นว่าติด คำว่าติดไม่ใช่ของดี แม้จะพันอยู่ชั่วระยะใกล้ ๆ ก็ตาม..ก็ไม่ใช่ของดี

ธรรมท่านก็เตือนขึ้นมาว่า ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั่นแลคือตัวภพ คือตัวนี้เอง.. ตัวสว่างกระจ่างแจ้ง นี่..จุดแห่งความสว่างกระจ่างแจ้ง หรือต่อมแห่งความสว่างกระจ่างแจ้ง หรือต่อมแห่งความอัศจรรย์ นี่แลคือตัวภพ แต่เราไม่รู้ซิ ธรรมท่านเตือนบอก เลยงงไปอีก มันงงของมันไปขนาดนั้นละ วิชชาสุดท้ายของวัฏจักรมายุติกันตรงนี้ หลงสุดขีดก็หลงตรงนี้ ถ้าแก้ตรงนี้ไปแล้วผางเลยทีนี้ ฟังซินะที่ว่า ความสว่างกระจ่างแจ้ง ความอัศจรรย์เต็มเหนี่ยว ๆ เต็มที่ในหัวใจเรานี้น่ะ พอมหาสติมหาปัญญาฟัดธรรมชาติที่สว่างกระจ่างแจ้งเต็มที่ขาดสะบั้นลงไปหมด แล้วอันนั้นจ้าขึ้นมา คราวหลังนี้เป็นยังไง ? นี่ละ..จ้าขึ้นมาคราวหลังนี้คือ.. จ้าวิมุตติหลุดพ้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-02-2020 เมื่อ 03:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #406  
เก่า 04-02-2020, 22:14
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จ้าเบื้องต้นนั้นคือ จ้าวัฏจักร.. ความสว่างของวัฏจักรคืออวิชชา ความสว่างของวิวัฏจักรคือจิตที่หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ท่านผู้ตรัสรู้ธรรม พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ตรัสรู้ธรรมผางขึ้นมาคราวนี้ ความสว่างอันนี้แลเป็นความสว่างนอกจากวัฏจักรไปเรียบร้อยแล้ว

ทีนี้เวลามาเทียบกับความสว่างของวัฏจักรของอวิชชานี้ อวิชชาจึงกลายเป็นกองขี้ควายไปได้ ฟังซิ..ธรรมชาตินั้นเหนือกันขนาดไหน จึงมาตำหนิความสว่างของอวิชชานี้ว่าเป็นเหมือนกองขี้ควาย เลิศขนาดไหนถึงจะมาตำหนิอย่างนี้ได้ลงคอ พิจารณาซิ..นั่นน่ะ..ที่พูดไม่ได้ อันนั้นเลยแล้ว พูดไม่ถูกทั้งนั้น

ถ้ามีข้อเทียบเคียง มาเทียบเคียงกับอวิชชาที่สว่างไสวนี้ นี้แลคือกองขี้ควายได้เท่านั้น ธรรมชาตินั้นคืออะไรพูดไม่ได้นะ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-02-2020 เมื่อ 01:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 8 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (05-02-2020), สุธรรม (05-02-2020)
  #407  
เก่า 04-02-2020, 22:22
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อวิชชากองขี้ควาย

การต่อสู้กับกิเลสมีความยากลำบากมาก แม้สามารถฝึกฝนสติปัญญาถึงขั้นเกรียงไกรก็ยังหลงมายาของนางงามจักรวาลอวิชชา ดังนี้

“... อวิชชาแท้นั่นละจอมกษัตริย์ของกิเลสทั้งหลาย ถ้าเป็นไม้ก็เรียกว่ารากแก้ว รากฝอยตัดเข้าไป ๆ เข้าไปถึงรากแก้ว ถ้าเป็นต้นก็เรียกว่าแก่น ถ้าเป็นรากก็เรียกว่ารากแก้ว อวิชชาจริง ๆ แม้แต่มหาสติมหาปัญญายังหลงกลมายาของมัน ว่าไง.. ละเอียดขนาดไหน ละเอียดขนาดนั้น ขนาดสติปัญญาอัตโนมัติยังหลงกลมัน เป็นองค์รักษ์รักษามันเสียด้วยซ้ำไป

‘เฮ้อ.. พูดถึงเรื่องความโง่ต่ออวิชชานี่ ก็น่าบัดซบเหมือนกันนะ มันทุเรศ..ไม่ให้อะไรมาแตะต้อง เพราะมันผ่องมันใส มันละเอียดลออ มันอ้อยอิ่ง ไม่มีอะไรเหมือนเลย’

เวลาเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริง ๆ แทนที่จะเป็นภาพเหมือนเสือโคร่ง เสือดาว เหมือนยักษ์ เหมือนผีอย่างนั้น มันกลับเป็นนางงามจักรวาลไปซิ เจ้าสติปัญญาที่ฝึกมาอย่างเกรียงไกรนั่นก็เลยกลายเป็นองครักษ์รักษาอันนี้ ไม่ให้อะไรมาแตะต้องมัน

สลัดปั๊บ ๆ อะไรจะมาแตะไม่ได้ สัมผัสอะไร เรื่องอะไรนี้มันสลัดปั๊บ ๆ เลย.. รักษาอวิชชาไว้เสียนี่ กลายเป็นองครักษ์ของอวิชชา ในเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น เพราะไม่มีอะไรเหลือ มีอันเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะพิจารณาแล้ว.. หมด สิ่งเหล่านี้มันรู้หมดแล้ว มันปล่อยทั้งนั้นแหละ ไม่ไปสนใจ รู้อะไรแล้วปล่อย มันจะดูรู้สึกที่สง่าผ่าเผยที่ว่าความผ่องใส องอาจกล้าหาญ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-02-2020 เมื่อ 01:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (05-02-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (05-02-2020)
  #408  
เก่า 05-02-2020, 20:58
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ถ้าพูดถึงว่า ‘อัศจรรย์ของอวิชชานี้ ก็อัศจรรย์จนขนาดสติปัญญาอัตโนมัติชมเชย’ พูดง่าย ๆ นะ ‘ยกย่องชมเชย ถวายตัวเป็นองค์รักษ์’ พูดง่าย ๆ

แต่เพราะขึ้นชื่อว่าสมมุติแล้วจะละเอียดขนาดไหนก็ตาม มันจะแสดงอาการพิรุธให้เห็นจนได้ ด้วยสติปัญญาอัตโนมัติก็แหลมคมไม่ใช่เล่น เพราะไม่ใช่แต่เพียงรักษาอย่างเดียว ยังต้องสังเกตว่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับนี่ ๆ ทีนี้มันก็มีเพราะอันนี้เป็นตัวสมมุติ ทีนี้สมมุติที่จะแทรกกันขึ้นมากับสมมุตินี้ ก็ได้แก่ความผ่องใส ความเศร้าหมอง คือความผ่องใสนั้น.. ผ่องใสตามส่วนของธรรมละเอียด เศร้าหมองก็เศร้าหมองตามส่วนของธรรมละเอียด มันหากมีจนได้ แม้จะละเอียดขนาดไหนสติปัญญานี้ก็ทันก็รู้ เมื่อแสดงขึ้นมาหลายครั้งหลายหนก็ทำให้เอะใจ

‘เอ๊ะ.. ทำไมธรรมชาติอันนี้นึกว่าจะคงเส้นคงวาแล้ว ทำไมจึงมีอาการแปลก ๆ ให้เห็น เดี๋ยวว่าผ่องใส เดี๋ยวว่าเศร้าหมอง ถึงจะละเอียดแค่ไหนก็ตามนะ

จิตละเอียดแค่ไหน... ความเศร้าหมอง ความผ่องใส ก็จะละเอียดไปตาม ๆ กันนั้นแหละ แม้เช่นนั้นมันก็ไม่ทนกับสติปัญญาที่จ่ออยู่ตลอดเวลาได้ ทั้ง ๆ ที่รักษาอยู่มันก็แสดงอาการให้เห็นพิรุธ.. ก็จับปั๊บเข้าไปซิ เลยเอาจุดนี้เป็นสนามรบละ ที่นี่ ‘เอ๊ะ.. นี่มันอะไรถึงเป็นอย่างนี้’ กว่าจะรู้นะ ว่าเป็นของดิบของดี ว่าเป็นของวิเศษวิโส

‘ทำไมจึงมามีอาการเศร้าหมองบ้าง อาการผ่องใสบ้าง มีลักษณะทุกข์บ้าง สุขบ้าง ทำไมจึงมาเป็นอย่างนี้ ?’

คือทุกข์ ก็ทุกข์ตามส่วนละเอียดของธรรม ของจิตนั่นแหละ ไม่ทุกข์มากก็พอให้รู้จนได้ เพราะสติปัญญาขั้นนี้เป็นขั้นที่แหลมคมมาก ก็จับซิ..นั่นเป็นต้นเหตุให้พิจารณา ทีนี้จุดนั้นเลยเป็นจุดพิจารณาขึ้นแล้วทีนี้ เหมือนกับสภาวธรรมทั้งหลาย เราผ่านไปได้ก็เพราะเราพิจารณาเข้าใจแล้วผ่าน ๆ ไป ทีนี้อันนี้กำลังสงสัยมันก็จ่อเข้ามานี้อีก มันพิจารณาเข้าใจปั๊บก็ขาดลอยไปเลย ไม่มีอะไรเหลือ

ทีนี้เมื่อเราเทียบถึงว่า ความอัศจรรย์ของอวิชชาอันนี้กับความอัศจรรย์ของจิตที่บริสุทธิ์นั้น.. มันเป็นคนละโลกเลย ถ้าหากว่าเราจะเทียบก็เหมือนกับกองขี้ควายกับทองคำทั้งก้อน ผิดกันยังไง ความบริสุทธิ์นั้นเหมือนทองคำทั้งแท่งทั้งก้อน อวิชชานี้เหมือนกับกองขี้ควาย มันห่างกันขนาดนั้นนะ ผิดกันขนาดนั้น เพราะฉะนั้น.. จึงใครก็ตามถ้าไปเจอนี้ได้หลงกลอันนี้แล้ว และค่อยผ่านไปทีหลัง ยังไงก็ต้องเกิดความสลดใจ เห็นความโง่ของตัวเอง

‘โอ้โห ๆ ขนาดนี้เชียวหรือ อวิชชาขนาดนี้เชียวหรือ โอ้โห ๆ เลย เรานึกว่ามันอัศจรรย์ขนาดไหน อัศจรรย์อะไร กองขี้ควาย มันมาหลงกองขี้ควายจนได้’

เพราะสติปัญญาอันนั้นแหละ เพราะทางไม่เคยเดิน สิ่งไม่เคยรู้ แต่เวลาพิจารณาเข้าไป ๆ มันก็ตะล่อมเข้าไป ๆ ก็ไปถึงจุดสุดท้ายของมัน จุดสุดท้ายคือจุดนี้

ถ้าหากว่าแก้ไม่ได้มันก็ต้องอยู่นี่แหละ ยังพาให้หลง แม้จะไม่กลับมาเกิดอีกก็ตาม ก็ยังจะต้องเกิดอีกขั้นนั้นขั้นนี้ ถึงจะต่อไปได้ถึงที่สุดก็ยังเรียกว่าเกิด.. ไปเกิดในพรหมโลก ๕ ชั้นเป็นต้น อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา ๕ ชั้นนี้เป็นชั้นที่อยู่ของพระอนาคามีซึ่งกำลังดำเนินอรหัตมรรค อรหัตมรรคกำลังจะเต็มภูมิแล้ว พอรู้ปั๊บก็เป็นอรหัตผลขึ้นมาเต็มภูมิ...”

เมื่อถึงจุดนี้ย่อมเป็นสิ่งพิสูจน์ปฏิปทาการดำเนินของท่านว่า แม้จะทุกข์ยากลำบากเพียงใด ความพากเพียรเข้มแข็งมุ่งมั่นจริงจังของท่านก็มีน้ำหนักมากกว่า

ธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนพระภิกษุในครั้งพุทธกาล ให้มีพละ ๕ หรืออินทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเท่ากับเป็นการตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงปรากฏผลเป็นความจริง เป็นความบริสุทธิ์อยู่ภายในใจท่านตลอดไป

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-02-2020 เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (06-02-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (06-02-2020)
  #409  
เก่า 07-02-2020, 12:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระครั้งพุทธกาล บวชเพื่อพระนิพพาน

องค์หลวงตากล่าวถึงความจริงจังของพระในครั้งพุทธกาล ดังนี้

“... ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเป็นองค์ประทานพระโอวาทแก่บรรดาพระผู้ปฏิบัติ ที่เข้ามาอบรมศึกษาและศึกษาเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อมรรคผลนิพพานจริง ๆ ไม่ได้ศึกษาเพียงสักแต่ชื่อแต่นามเพราะความจดจำเพียงเท่านั้น และไม่ได้ศึกษาเพื่อเอาขั้นเอาภูมิดังปัจจุบันนี้

นอกจากท่านจะได้ยินได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์แบบทุกอย่างในเรื่องมรรคผล ท่านยังได้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมในการชำระกิเลสอยู่ทุกกาลอีกด้วย โดยมักหลีกเร้นอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร ไม่ค่อยพลุกพล่านวุ่นวายด้วยฝูงชน

พระผู้มาศึกษาก็ล้วนแต่มีความมุ่งมั่นต่อมรรคผล ต่อวิมุติ ต่อความพ้นทุกข์จริง ๆ โดยมีความพากเพียรเป็นพื้นฐานเพราะเห็นภัยจากการเวียนว่ายตายเกิด งานของพระในครั้งพุทธกาลจึงมีแต่เรื่องของงานเดินจงกรม นั่งสมาธิ ภาวนา ซึ่งก็คืองานฆ่ากิเลสโดยตรงนั่นเอง ฉะนั้น..ผลแห่งการปฏิบัติจึงมักบรรลุสมความตั้งใจ เกิดพระอรหันตขีณาสพขึ้นอย่างมากมายในสมัยนั้น รองลงมาก็เป็นพระอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบัน เป็นกัลยาณภิกษุ และกัลยาณปุถุชน...”

ย้อนกลับมาสู่ชีวิตของท่าน แรกเริ่มเดิมทีท่านก็มิได้ตั้งใจอยากบวชแต่อย่างใด ด้วยขนบประเพณีแต่โบราณทำให้พ่อแม่ปรารถนาจะได้บุญจากการบวชของลูก ใจในทีแรกแม้จะยังไม่พร้อม แต่ด้วยน้ำตาพ่อแม่ทำให้ท่านตระหนัก.. เห็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าของพ่อแม่ ที่จะขออาศัยพึ่งใบบุญบวชจากลูก เพื่อเป็นทุนอุดหนุนชีวิตหลังสิ้นอายุขัยแล้ว ความกตัญญูรู้คุณทำให้ตัดใจได้ เมื่อเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ นิสัยทำอะไรทำจริงอันติดมาแต่ครั้งฆราวาส ทำให้มีความจริงจังต่อการศึกษาธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า จึงเริ่มเข้าใจจุดหมายแท้จริงของชีวิต

เมื่อเรียนปริยัติก็เรียนเพื่อเก็บหอมรอมริบข้อธรรมและวินัยหลายแง่หลายมุม โดยหวังเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการออกปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานอย่างแท้จริง มิใช่หวังชั้นหวังภูมิยศศักดิ์แต่อย่างใด ความรู้นั้นทำให้พอมีเกณฑ์บรรทัดฐานในการเสาะหาครูอาจารย์ผู้รู้จริงเรื่องมรรคผลและข้อปฏิบัติที่ตรงทาง

จากนั้นเมื่อมีโอกาสเข้าศึกษาอบรมกับหลวงปู่มั่น จึงได้เร่งความเพียรอย่างเต็มสติกำลังความสามารถด้วยจิตภาวนา จนสามารถหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสเข้าสู่แดนแห่งความพ้นทุกข์อันเกษม ชีวิตนักบวชของท่านจึงสมบูรณ์พร้อมด้วยปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-02-2020 เมื่อ 01:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 10 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
เถรี (08-02-2020), ปราโมทย์ (07-02-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (08-02-2020)
  #410  
เก่า 08-02-2020, 20:41
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระไตรปิฎกใน
องค์หลวงตา เปรียบเทียบความรู้จากการเรียนปริยัติกับความรู้จากการปฏิบัติไว้ ดังนี้

“...พระไตรปิฎกใน คือ ผู้สิ้นกิเลสแล้ว เป็นผู้ทรงธรรมล้วน ๆ ไว้บริสุทธิ์เต็มที่ พระไตรปิฎกนอก เป็นคนที่มีกิเลส ไปจดจารึกเอามา

แยกเข้าไปอีกว่า พระไตรปิฎกตาดี คือ ท่านผู้สว่างกระจ่างแจ้ง ทรงธรรมแท้ ทรงธรรมที่บริสุทธิ์ พุทโธเต็มที่ไว้ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอรหันต์ ท่านนี่ออกจากหัวใจของท่าน... จ้าไปหมดครอบโลกธาตุ

พระไตรปิฎกตาบอด คือ เราเรียนเท่าไหร่ก็เรียน ฟาดจนจบพระไตรปิฎกก็ได้แต่ชื่อ ได้แต่นาม ได้แต่ความจำ ได้แต่ตำรับตำรา ไม่ได้ความจริงอย่างท่านมา ก็เรียกว่าผู้ไปจดจารึก หรือถ้าเป็นประเภทนั้นก็ตาม แล้วผู้ที่เรียนตามนั้นก็เป็นคนตาบอด คำว่า “บอด” นี้ หมายความว่ากิเลสครอบงำหัวใจ ใจยังมืดมิดปิดตาอยู่ แม้จะเรียนอรรถเรียนธรรม ก็มีแต่ชื่อแต่นามของอรรถของธรรม แต่ใจยังบอดอยู่…”

เพราะเหตุนี้ ท่านจึงเน้นภาคปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์แนะนำให้เข้าสู่ความจริง ดังนี้

“... พระพุทธศาสนาของเราตามตำรับตำรา ท่านก็มีไว้สมบูรณ์ทั้งพระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ท่านบรรจุไว้เรียบร้อย เราก็เรียนมาตามนั้น เรียนตามที่ท่านจดจารึกเอาไว้ในปิฎกต่าง ๆ เข้าสู่หัวใจด้วยความจำ ในระยะนี้การเรียนทั้งหมดไม่ว่าจะเรียนปิฎกใดเข้าสู่ใจ เป็นการเข้าสู่ด้วยความจำ.. ธรรมะที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้ท่องบ่นสังวัธยายทั้งหมด รวมเข้ามาสู่ใจนี้เป็นธรรมะภาคความจำ ไหลเข้าสู่ใจด้วยความจำ ยังไม่เข้าสู่ใจด้วยความจริง

เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษามากน้อยจึงไม่พ้นความสงสัยในการดำเนินว่า จะดำเนินอย่างไรดี ดำเนินอย่างไรถูก หรืออย่างไรผิด ความสงสัยนี้จะต้องเป็นพื้นอยู่โดยดีในบรรดานักปริยัติทั้งหลาย ไม่ว่าท่านว่าเรา นี่พูดตามหลักความจริง ซึ่งมีอยู่ในหัวใจของผู้ศึกษาเล่าเรียนมา

เราอยากจะพูดเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยว่าทุกดวงใจเป็นอย่างนั้น เพราะจะเป็นเรื่องที่จะเป็นอย่างนั้นโดยแท้ เนื่องจากไม่มีผู้สันทัดจัดเจนในปฏิปทาเครื่องดำเนินและรู้เห็นจากการดำเนินนั้น อันเป็นฝ่ายผลมาก่อนแล้วมาชี้แจงแสดงบอก จึงทำให้ผู้ที่ศึกษามากน้อยอดสงสัยไม่ได้ จำต้องสงสัยอยู่โดยดี นี่เป็นคตินิสัยของปุถุชนเราโดยทั่ว ๆ ไป

การพูดถึงก็พูดถึงแต่ภาคความจำ ไม่ว่าจะพูดถึงธรรมในปิฎกใด... พระวินัยปิฎก นั้นรู้แล้วว่าต้องอาศัยความจำเป็นหลัก.. สำคัญที่จะประพฤติปฏิบัติตัวอันนี้ไม่พิสดารอะไรมาก ที่พิสดารมากก็คือ พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นธรรมที่พิสดารมากจริง ๆ ...

ผู้ที่เรียนมาทั้งหลายนี้ไม่ได้มีความจริงเข้าสู่ใจ.. แล้วจะเอาอะไรไปประพฤติปฎิบัติ จึงต้องแบกความสงสัยเต็มหัวใจอยู่นั่นแล เรียนก็เรียน รู้ก็รู้ในภาคความจำ แต่วิธีปฏิบัติเมื่อไม่มีผู้ชำนิชำนาญพร้อมทั้งการทรงผลมาแล้วมาพาดำเนิน จึงเป็นเรื่องลำบากอยู่มาก ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้โดยถูกต้องดีงาม และราบรื่นไปโดยสม่ำเสมอเลย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องเสาะแสวงหาครูหาอาจารย์ อย่างสมัยปัจจุบันนี้ก็คือ หลวงปู่มั่นเป็นสำคัญ...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-02-2020 เมื่อ 21:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 9 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
ปราโมทย์ (18-02-2020), พี่เสือ (19-05-2020), สุธรรม (08-02-2020)
  #411  
เก่า 10-02-2020, 15:58
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 3,172
ได้ให้อนุโมทนา: 22,359
ได้รับอนุโมทนา 178,926 ครั้ง ใน 5,199 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ผู้ปฏิบัติจริงไม่คลำช้าง

ความรู้ที่เกิดจากการเรียนธรรมกับความรู้จากการปฏิบัติธรรมจนเห็นจริง องค์หลวงตาเคยเปรียบให้มองเห็นภาพง่าย ๆ ดังนี้

“... คนมีกิเลสไปอ่านพระไตรปิฎก ไปเรียนพระไตรปิฎก ถกเถียงกันยุ่งไปหมด เห็นไหมนั่น..เพราะคนมีกิเลส ธรรมเป็นของจริงแค่ไหน หัวใจไม่ได้จริง ใจปลอม มันก็ถกเถียงกันเพราะความปลอม.. ไม่ใช่เพราะความจริง ถ้าผู้ปฏิบัติแล้วมองดูที่ไหนก็รู้หมด เหมือนช้างตัวหนึ่งนั่นละ อันไหนเป็นหางช้าง อันไหนเป็นงวงช้าง อะไรเป็นงา อะไรเป็นหู อะไรเป็นสีข้างมันก็รู้หมด คนตาดี ๆ แต่คนตาบอดไปคลำ คลำตรงไหนก็ว่าช้างเหมือนนั้นเหมือนนี้ไป ก็อย่างนั้นแหละ...

...ตาบอดคนหนึ่งว่า ‘ช้างนี้เหมือนไม้กวาด’ เพราะไปคลำถูกหางช้าง ตาบอดอีกคนหนึ่งไปคลำถูกสีข้างของมันก็ว่า ‘ไม่ใช่นะ ช้างนี้เหมือนฝาเรือน’

อีกคนหนึ่งไปคลำถูกขาของมัน.. เถียงกันอีกละ ‘ไม่ ช้างไม่ใช่ฝาเรือน ช้างไม่ใช่ไม้กวาด ช้างมันคือต้นเสา’

คนหนึ่งก็ไปคลำถูกหูมันอีกแหละ คลำช้างตัวเดียวกันนั่นแหละ คลำคนละแห่ง คนที่ไปคลำถูกหูนี้ก็มาค้านเอานี่ ‘ช้างมันไม่ใช่ต้นเสา มันเหมือนกระด้งฝัดข้าว’

คราวนี้ผู้ที่มาคลำเอางวงของมันนี้ว่า ‘ช้างคือปลิง’ ก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นละ และเถียงกันอยู่ใต้ร่มมะกอกด้วยนะ พอดีลมพัดมา มะกอกหล่นตูมใส่หัวตาบอดคนหนึ่ง แกก็ร้องขึ้นว่า ‘เฮ้ย กูพูดแต่ปากนะ มึงถึงขนาดถึงไม้ถึงมือ ตีกูถึงขนาดนี้เชียวหรือ’

ว่าแล้วก็ซัดกันเลย ทีนี้ตาบอด ๖ คนฟัดกันนัวเลยเพราะมะกอกลูกเดียว อันนี้ก็เหมือนกัน คนนั้นว่างั้น คนนี้ว่างี้นะ เวลานี้มะกอกกำลังจะหล่นลง หรือมันหล่นลงแล้วก็ไม่รู้นะ มะกอกหล่นลงในพวกนี้นะ พวกเราเหมือนตาบอดคลำช้างนั่นละ คลำไปถูกตรงไหนก็ว่าธรรมนี้เหมือนนั้น ๆ ไปหมดเลย

คนตาดี มองดูช้างมันเห็นหมดจะไปสงสัยอะไร ช้างทั้งตัวไม่สงสัย คนตาดีดูแป๊บเดียวรู้นั่นแหละ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านดูธรรม ท่านดูเหมือนคนตาดีดูช้าง พวกเราเรียนธรรม ดูธรรม เหมือนตาบอดคลำช้างเถียงกันวันยังค่ำ ..

มะกอกหล่นไปไหนแล้วไม่รู้ มะกอกไม่ได้สนใจใครหรอก .. แต่พวกนี้เลยซัดกันนัวเลย แทนที่จะชำระคดีกันมันก็เลยไม่ได้ชำระ มะกอกมาตีหัวแล้วซัดกันนัวเลย .. ฟัดกันอยู่ในสนามตาบอด มันจะไม่เลิกนะ ทีนี้ไม่ทราบว่ามะกอกมาจากไหน มันก็หายากนะ มะกอกที่จะมาหล่นตูมใส่หน้าผากพวกนี้ มันหายากนะ

สมัยทุกวันนี้จะไม่ค่อยมีแล้วนะมะกอก คือใครไม่ได้สนใจมะกอกยิ่งกว่าคลำช้าง แล้วมาเถียงกันตีกันนั่นแหละ พวกเรามันเรียน เรียนด้วยความจำ ..

ใครเรียนที่ตรงไหนก็ไปยึดกรรมสิทธิ์.. อวดอำนาจ ความรู้ ความฉลาดของตนขึ้นจากความจำนั้น.. แฝงความจำไปอีก เป็นปลอม ๆ ไปอีก เอามาโต้กันเสียเป็นบ้าน้ำลายโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าหากปฏิบัติให้รู้ตามความจริงของธรรมที่ท่านสอนไว้ ... ก็จะไปถามใคร ไปโต้เถียงกันให้เสียเวล่ำเวลาทำไม ถ้าไม่ใช่ตาบอดคลำช้าง

ท่านให้ปฏิบัติซิ ให้รู้ซิ ใครรู้มากน้อยเท่าไร.. อาจหาญ ทำไมจะไม่อาจหาญ สัมผัสด้วยใจ รู้ด้วยใจ เพราะปฏิบัติด้วยใจนี่.. ต้องรู้ทั้งกิเลสหยาบ กลาง ละเอียด รู้ทั้งธรรมอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด และอย่างละเอียดสุด.. สิ้นพ้นความละเอียดไปจนถึงความบริสุทธิ์ ไม่รู้ที่ใจอะไรจะเป็นผู้รู้...”

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-02-2020 เมื่อ 15:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 11 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #412  
เก่า 13-02-2020, 16:18