กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > กระทู้ธรรม

Notices

กระทู้ธรรม รวมข้อธรรมะจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 10-03-2009, 11:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default คำสอนของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)


ในเรื่องเกี่ยวกับสัจจะ หลวงพ่อสมเด็จ ฯ ท่านบอกเอาไว้ว่า
คนที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ แม้แต่การที่เขาเท็จต่อตนเองก็ยังมี เช่น เราตั้งสัจจะกับตนเองว่าจะไหว้พระทุกวัน พอถึงเวลาเข้าจริง เอาไว้ก่อนเถอะ อย่าเพิ่งไหว้เลย นี่คือเท็จต่อตัวเอง เราตั้งสัจจะกับตนเองว่า เราจะนั่งกรรมฐานทุกวัน ปรากฏว่า วันนี้อย่านั่งเลย ทำธุระเสียก่อน นี่เราก็เท็จต่อตนเองเหมือนกัน เท็จต่อตนเอง คือ ไม่ซื่อตรงต่อตนเอง

การไม่มีสัจจะต่อตนเองอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีโทษมากมาย แต่ทำให้เราเป็นคนจิตใจไม่เข้มแข็ง จิตใจไม่แน่นอน จิตใจโยกโคลง แม้ตัวเราเอง เราก็ไม่มีสัจจะต่อตัวของเรา

สัจจะต่อตนเองนั้น ต้องมีในทุกกรณี เช่น ถ้าทำอะไรต้องทำจริง อย่าสักแต่ว่าทำเล่น ๆ เหมือนกับกิ้งก่า วิ่งไปแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็วิ่ง เขาเรียกว่า กิ้งก่า คนเป็นกิ้งก่ากันเยอะเหมือนกัน ทำทำ หยุดหยุด ทำทำ หยุดหยุด อย่าเป็นกิ้งก่า ทำอะไรให้ทำจริง นึกอยู่เสมอว่า ถ้าเราทำแล้วต้องตั้งใจจริง ทำจริง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 26-03-2012 เมื่อ 19:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 10-03-2009, 11:59
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อสมเด็จ ฯ ท่านบอกไว้ว่า
ระเบียบแบบแผน กฎ กติกา และกฎหมายต่างๆ ที่เราปฏิบัติร่วมกัน สงเคราะห์เข้าอยู่ในประเภทศีล เพราะเป็นเรื่องระเบียบ
แต่ระเบียบแบบแผนต่างๆไม่ใช่ศีลโดยตรง ศีลโดยตรงนั้น ต้องเป็นบาทฐานแห่งสมาธิ คือ เมื่อถือปฏิบัติในศีลแล้ว จิตใจต้องสูงขึ้น จนกระทั่งเป็นไปเพื่อความสงบ ทำให้สมาธิเกิดขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ควรที่จะปฏิเสธระเบียบแบบแผน กติกา และกฎหมายต่างๆที่กำหนดขึ้นมาใช้ในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายทางบ้านเมืองฝ่ายสงฆ์ หรือฝ่ายฆราวาส

คนในบ้านเมืองต้องรู้จักรักษาระเบียบ ถ้าหากขาดระเบียบแล้วมันก็ไม่ดีงาม และถ้าขาดระเบียบแล้วอย่าหวังเลยว่าคนนี้จะเป็นคนมีศีลต่อไปข้างหน้า เพราะระเบียบเป็นรากฐานของศีล แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่รู้จักรักษา แล้วจะไปรักษาระเบียบที่สูงขึ้นได้อย่างไร ต้องสอนกันอีกมาก ต้องขัดต้องขูด ต้องเกลาอีกเยอะ

ความเป็นผู้มีศีล จะหลุดลอยไปเสีย เพราะเราไม่รู้จักรักษาระเบียบนั่นเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-07-2009 เมื่อ 17:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 40 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 10-03-2009, 12:10
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเรื่องของทาน หลวงพ่อสมเด็จ ฯ ท่านบอกไว้ว่า
เรายังเป็นปุถุชนอยู่ จิตยังมีการเกาะอยู่ จะบอกว่า "ให้ทานแล้วอย่าไปยึดไปเกาะ" เราพูดเป็นสำบัดสำนวนได้ แต่ใจของปุถุชนคนธรรมดาเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยๆคืบคลานโดยลำดับ

พอสูงขึ้นไปจนถึงจุดนั้นแล้วจะพบว่า ปิติก็ดี ปัสสัทธิก็ดี ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรานั้น เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา อยู่ได้ หายไปได้ เกิดได้ ดับได้ พอใจสงบมากก็จะเห็นว่า มีการเกิดดับอย่างนี้เหมือนกัน เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วก็จะเห็นต่อไปว่า มีอะไรเป็นเหตุให้เป็นเช่นนี้ ก็ทราบว่ามีปัจจัยเข้ามาปรุงแต่ง แต่ว่าเป็นปัจจัยที่ละเอียดอ่อน และเป็นปัจจัยในทางดี เราจะพอใจอยู่แต่เพียงในทางนี้ไม่ได้ เราจะต้องมองให้เห็นสืบต่อไปว่า อ้อ ! นี่เกี่ยวข้องด้วยรูป มีเกิด มีปัจจัยให้ดับ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็จะไม่เกาะติดอยู่ในสิ่งเหล่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-07-2009 เมื่อ 17:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 10-03-2009, 12:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ในเรื่องของความกตัญญู หลวงพ่อสมเด็จ ฯ ท่านบอกว่า

ผู้ที่มีคุณ ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้ใหญ่ ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่าเรา แม้คนที่มีอายุน้อยกว่าเรา เราก็ต้องจำ บางทีเขาเป็นเด็กแต่เขาเคยเอื้อเฟื้อแก่เรา เคยหยิบอะไรให้ เคยฉวยอะไรให้ เคยแบ่งเบาภาระอะไรให้ ก็ต้องนึกเหมือนกัน คือ เราไม่ได้ไปเคารพที่ตัวเขา แต่เคารพคุณธรรมที่เขามี

บางทีเณรเคยมีอุปการะแก่พระ พระไม่คิดถึงบุญคุณเณร อย่างนี้ไม่ได้ ใช่ว่าพระคิดถึงบุญคุณเณรแล้ว จะต้องไปกราบไปไหว้เณร แต่ต้องรู้ว่า เณรองค์นี้ เคยทำความดีไว้เหมือนกัน ควรจะให้อะไรตอบแทน นี่คือ หลักกตัญญูกตเวทิตาธรรม

ใครมีความดีแก่เราแม้เพียงเล็กน้อย เรามองเห็น เราต้องหาโอกาสที่จะทำให้ชัดเจนขึ้นว่า คนนี้เขามีความดี เราต้องพยายามทำให้ความดีชัดขึ้น นี่คือ กตัญญูกตเวทิตาธรรม

กตัญญูกตเวทิตาธรรมอย่างนี้ เราไม่ค่อยได้พูดถึงกัน โดยมากเราพูดถึงในลักษณะของพ่อแม่กับลูก ครูบาอาจารย์กับศิษย์ เป็นเรื่องที่ถูก เพราะความกตัญญูต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์นั้นเป็นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีอย่างชัดเจนแน่นอน ถ้าขาดกตัญญูกตเวทิตาธรรมต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปเสียแล้ว ข้ออื่นก็พากันเลวหมด
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-07-2009 เมื่อ 17:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 10-03-2009, 12:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อสมเด็จ ฯ ท่านบอกว่า

คนที่ยังเป็นปุถุชนธรรมดา ก็ปรารถนาที่จะให้คนรัก อยากให้คนเคารพ อยากให้คนอื่นสนใจ แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าแล้ว ท่านพ้นภาวะที่จะต้องเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น อยู่ในภาวะที่ไม่ต้องการให้คนเขารักแล้ว

หลวงพ่อสมเด็จได้กล่าวถึงในเรื่องความรักว่า
คนบนโลกนั้น ใช้ความรักความความชังเป็นเหตุผล ไม่ได้ใช้เหตุผลมาเป็นเหตุให้เกิดความรัก
เราจึงมักจะรัก เราจึงมักจะชัง โดยไม่มีเหตุผล ชอบใจคนไหน แม้จะเสียหายอย่างไร เราก็รักของเรา อย่างนี้เรียกว่าเอาความรักเป็นเหตุผล บางทีคนเขาดีแสนดีแต่เราก็เกลียด ไม่ชอบน้ำหน้า อย่างนี้เรียกว่า เอาความชังเป็นเหตุผล ไม่ได้เอาเหตุผลขึ้นมาเป็นเบื้องต้น

เราต้องนึกด้วยว่า เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสร้างความรักให้เกิดขึ้นแก่ทุกคน แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเพียบพร้อมด้วยคุณทุกประการ แต่ก็ยังมีคนที่คอยว่าร้าย คอยล้างผลาญ เราจึงต้องทำความเข้าใจกับตนเองว่า เราทำให้คนที่มีเหตุผลเท่านั้นรักได้ แต่เราไม่สามารถที่จะทำให้คนไม่มีเหตุผลมารักได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-07-2009 เมื่อ 17:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 10-03-2009, 12:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,112
ได้ให้อนุโมทนา: 69,434
ได้รับอนุโมทนา 3,013,598 ครั้ง ใน 21,442 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ทั้งหมดนี้มาจากหนังสือ "คุณสมบัติ ๕ ประการ" ค่ะ
สำนักพิมพ์อนันตะ เขาจะรวบรวมคำสอนที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) แสดงไว้ในโอกาสต่าง ๆ
หาซื้อได้ตามร้านเซเว่นและร้านหนังสือทั่วไปค่ะ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 17-07-2009 เมื่อ 17:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 32 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 14-03-2009, 17:31
พระอุเบกขา's Avatar
พระอุเบกขา พระอุเบกขา is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Feb 2009
ข้อความ: 5
ได้ให้อนุโมทนา: 2,701
ได้รับอนุโมทนา 5,949 ครั้ง ใน 217 โพสต์
พระอุเบกขา is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านกล่าวสอนว่า " ขอให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า พระพุทธองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ สูงสุดประเสริฐสุด ทรงชี้ทางแห่งความสุขให้ เมื่อสามารถน้อมใจระลึกอย่างนี้ จิตใจเข้าถึงพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นบุญกุศลอย่างยิ่งอีก ที่จะอุ้มชูประคับประคองกายและใจที่มีอยู่เท่านี้ ให้ไปในทางดีเรื่อยไป จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป หมดทุกข์โดยประการทั้งสิ้น แต่ถ้ายังไม่หมดทุกข์โดยประการทั้งสิ้น ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ เช่นเกิดอยู่ในชาตินี้ บุญกุศลอย่างที่พยายามทำอยู่ในขณะนี้ ก็จะอุ้มชูประคับประคองไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป ไม่เป็นทุกข์จนเกินไป พอมีชีวิตอยู่ได้ แต่จะมีชีวิตยาวนานเท่าไหร่ ไม่มีใครสามารถทราบได้ทั้งนั้น จะมีอายุน้อย หรืออายุมากก็ตาม พระพุทธองค์ตรัสบอกไว้ เพื่อจะได้ไม่ประมาท อย่านึกว่ายังอยู่อีกนาน รีบเร่งสร้างความดี สร้างบุญสร้างกุศล ให้สูงยิ่งขึ้นไป เพราะชีวิตนี้ต้องถึงความสิ้นสุดแน่นอน แต่ถ้าสิ้นความสุดด้วยมีบุญกุศลนำอยู่อย่างในขณะนี้ ก็จะไม่ไปเกิดในที่ไม่ดี เป็น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์อีก อย่างที่เกิดอยู่ในชาตินี้ และเป็นมนุษย์ที่ดี จะได้สร้างความดีสร้างบุญกุศล ให้สูงยิ่งขึ้นไป ไปสู่ความพ้นทุกข์โดยประการทั้งสิ้นให้จงได้ จิตใจก็จะสูงขึ้นไป เรื่อยๆไม่วกวนกลับมาทางต่ำ จนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ สูงขึ้นไปจนกระทั่งมองเห็นไปเอง เข้าใจเองว่าสิ่งนี้เป็นบุญเป็นกุศล ต้องรีบทำรีบพูดรีบคิด อย่างที่ทำอยู่ในขณะนี้ พยายามทำให้เป็นบุญ คิดให้เป็นบุญ พูดให้เป็นบุญ..."

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-11-2010 เมื่อ 03:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 34 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พระอุเบกขา ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 14-03-2009, 18:10
พระอุเบกขา's Avatar
พระอุเบกขา พระอุเบกขา is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Feb 2009
ข้อความ: 5
ได้ให้อนุโมทนา: 2,701
ได้รับอนุโมทนา 5,949 ครั้ง ใน 217 โพสต์
พระอุเบกขา is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านเมตตาสอน(ต่อ)อีกว่า"...ให้บุญกุศลนำความรู้สึกนึกคิดอยู่เสมอ จิตใจจะได้สงบ ปลอดโปร่ง แจ่มใส ได้ง่าย ที่จัดเป็นเหตุให้มองเห็นความเป็นจริงของชีวิตที่เหมือนกันทุกคน คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระพุทธองค์ตรัสบอกไว้ เพื่อจะได้เข้าใจ สามอย่างนี้ และอยู่กับสามอย่างนี้ ด้วยความเข้าใจชัดเจน เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง ได้ปรากฏขึ้นแก่ชีวิตของตน ก็ไม่ตกใจ ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว กลับมีจิตใจเข้มแข็ง ปลอดโปร่งสูงยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งมองเห็นกว้างไกลออกไป ถึงความดีต่าง ๆ มองเห็นรอบคอบ รอบด้าน อย่างละเอียดมีเหตุผล และเพราะจิตมีบุญกุศล ก็จะมองเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งปกตินั้น ไม่ค่อยได้มองเห็น แม้แต่กายของตนที่นั่งอยู่นี้ แก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดา จะมีมากหรือน้อยก็ตาม มองเห็นแล้วเพราะจิตเป็นกุศล ก็จะเข้าใจถูกต้อง ว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นของดี แม้แต่กายนี้ก็เป็นกายดี จึงได้มาด้วยบุญ เมื่อกำหนดได้ว่า ได้มาด้วยบุญ จิตใจก็จะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด สามารถนำสิ่งเหล่านี้ แม้แต่กายนี้ ไปสร้างความดีสร้างบุญสร้างกุศล ให้สูงยิ่งขึ้นไป ซึ่งไม่ได้หมายแต่เฉพาะการให้ทาน การรักษาศีล แม้แต่การระลึกถึงความดีของบิดามารดาเป็นต้น แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็เป็นบุญกุศล มารดาบิดาอนุเคราะห์บุตรธิดาของตนก็กำหนดได้ว่านี้แหล่ะ เป็นบุญกุศลแล้ว บุญกุศลปรากฏเกิดอยู่ในจิตของตนเพิ่มขึ้นๆ จิตใจก็จะสงบปลอดโปร่งแจ่มใสมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์จนได้ ไม่ต้องสงสัยโดยประการใด ๆ ทั้งสิ้น จะได้หมดทุกข์กันโดยประการทั้งสิ้น ไม่ต้องทุกข์แล้วทุกข์อีก จึงควรพิจารณาไว้เสมอ จิตใจจะได้พอใจยินดี ในความดีบุญกุศล เกิดห่างออกมาจากสิ่งที่ไม่ดี ที่เป็นบาปเป็นอกุศล แล้วไม่ต้องรอให้ผู้อื่นสอน สอนตนเอง ให้ตนเองได้เข้าใจว่าอย่างนี้แหล่ะ เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว โดยเฉพาะที่ทำอยู่ในขณะนี้แหล่ะ เป็นกุศลแล้ว แล้วก็สอนตนเองด้วยความเข้าใจและมั่นใจในตนเองว่าเป็นบุญจริงๆ นะ" (โอวาทของหลวงพ่อสมเด็จฯ กล่าวสอนหลังสวดมนต์ทำวัตร ครับ)

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 11-11-2010 เมื่อ 03:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 35 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ พระอุเบกขา ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:19



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว