กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > กระทู้ธรรม

Notices

กระทู้ธรรม รวมข้อธรรมะจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 02-03-2009, 14:01
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default "ดูกรท่านทั้งหลาย ดาบสผู้นี้เธอสั่งสมบรมโพธิสมภาร เป็นพุทธังกรูหน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์"

"ดูกรท่านทั้งหลาย ดาบสผู้นี้เธอสั่งสมบรมโพธิสมภาร เป็นพุทธังกูรหน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์มานาน สืบไปเบื้องหน้ากำหนดได้ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เธอจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู"

แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรเจ้าก็เสด็จพระดำเนินนำพระสาวกสงฆ์สาวกขีณาสพเหยียบย่างบนร่างของ พระสุเมธดาบส ตามคำอารธนาของท่านก่อนนี้ว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอ อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกขีณาสพทั้งหลาย.....ทรงดำเนินเหยียบไปบนกายของข้าพระองค์ที่จักทอดกายเป็นสะพานนี้ด้วยเถิด เพื่อได้เกิดประโยชน์โสตถิผลอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพระองค์อย่าได้ทรงย่างพระบาทหลีกลงลุยเลนเหลวนี้เลย"

ก่อนหน้านั้นพระสุเมธดาบบสได้ปลดผ้าคลุมค่อยๆบรรจงปูลงไปบน เลนเหลว ที่ชาวบ้านต่างเร่งมือกันจองถนนร่วมปูทางเดินแก่ คณะของพระพุทธทีปังกรพุทธเจ้า จนกระทั่งวาระและบารมี ท่านสุเมธดาบสจะได้รับคำทำพยากรณ์ เข้าสู้นิยตโพธิสัตว์ ในคราวนั้น เมื่อพระองค์เหาะผ่านมา เห็นคณะชาวบ้านหญิงชายทั้งหลายต่างเร่งมือ จองถนนถวายแด่ พระพุทธทีปังกรพุทธเจ้า พระองค์จึงหยุดแล้วเปล่งวาจาว่า "เป็นมงคลอย่างยิ่ง ขอข้าพเจ้าร่วมทำทาง เป็นพุทธบูชาด้วยเถิด"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 18:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 02-03-2009, 14:03
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

พระทีปังกรพุทธเจ้า ประสูติเป็นทีปังกรราชกุมาร แห่งราชวงศ์กษัตริย์แห่งรัมมวดีนคร พระราชบิดาทรงพระนามว่าพระเจ้าสุเทพ และพระราชมารดาทรงพระนามว่าพระนางสุเมธาเทวี ทีปังกรราชกุมารทรงเกษมสำราญอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ในปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่า หังสา โกญจา และมยุรา เหมาะสมตามฤดูทั้ง ๓ ทรงมีพระมเหสีนามว่า ปทุมาเทวี และทรงมีสนมนารีแวดล้อมอีก ๓๐๐,๐๐๐ นาง วันหนึ่ง ทีปังกรราชกุมารเสด็จประพาสอุทยาน ทรงทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์จึงมีพระทัยน้อมไปทางบรรพชา

เมื่อพระนางปทุมาเทวีประสูติพระโอรส พระนามว่า อุสภักขันธกุมาร จึงได้เสด็จออกบรรพชาในราชอุทยานนั้นด้วยคชยาน ๘๔,๐๐๐ เชือก มีผู้ออกบรรพชาตามจำนวนโกฏิหนึ่ง หลังจากทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่เป็นเวลา ๑๐ เดือน ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ พระองค์ก็นำบริษัทเข้าไปบิณฑบาตข้าวปายาสในนคร ตอนเย็นทรงปลีกจากคณะ ทรงรับหญ้า ๘ กำ จากอาชีวกชื่อ อานันทะ และนำมาปูลาดเป็นโพธิบัลลังก์ใต้ต้นเลียบ (ต้นมะกอก) ปราบพระยามารกับพลมารนับอสงไขย และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคืนนั้น พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา แก่พระภิกษุผู้บรรพชาตามจำนวนโกฏิหนึ่ง ที่สุนันทาราม ทำให้พระภิกษุโกฏิหนึ่งนั้นสำเร็จเป็นพระอริยบุคคล

ธรรมาภิสมัยในพุทธกาลของพระทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ วาระ คือ

วาระที่ ๑ แสดงปฐมเทศนา ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่มนุษย์และเทวดา ๑๐๐ โกฏิ
วาระที่ ๒ แสดงธรรมแก่ อุสภักขันธกุมาร ราชโอรส ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่มนุษย์และเทวดา ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ
วาระที่ ๓ แสดงธรรมบนดาวดึงส์เทวโลกโปรดพุทธมารดา ธรรมาภิสมัยบังเกิดแก่เทวดา ๙๐,๐๐๐ โกฏิ
พระทีปังกรพุทธเจ้า ทรงประชุมสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง

ครั้งที่ ๑ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวกและเทวดา ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ ณ สุนันทาราม
ครั้งที่ ๒ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวก ๑๐๐ โกฏิ ณ นารทกูฏ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ทรมานนารทยักษ์พร้อมบริวารหมื่นหนึ่ง ให้อยู่ในโสดาปัตติผล และทรงบวชมนุษย์ ๑๐๐ โกฏิที่นำมาพลีกรรมยักษ์ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ภิกษุเหล่านั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดภายใน ๗ วัน
ครั้งที่ ๓ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวก ๙๐,๐๐๐ โกฏิ ณ ภูเขาสุทัสสนะ
พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงมีพระสาวกองค์สำคัญ คือ

พระอัครสาวก คือ พระสุมังคละเถระ และพระติสสะเถระ
พระอัครสาวิกา คือ พระนันทาเถรี และพระสุนันทาเถรี
พระอุปัฏฐาก คือ พระสาคตะเถระ
พระทีปังกรพุทธเจ้าทรงมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก เมื่อพระชนมายุได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี จึงปรินิพพานที่นันทาราม หลังจากนั้นพุทธศาสนาของพระองค์ก็ดำรงอยู่ต่อมานานถึง ๑๐๐,๐๐๐ ปี จึงอันตรธานไป
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 23 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 02-03-2009, 14:03
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ครั้งหนึ่งเมื่อพระองค์ทรงผนวช ทรงรับหญ้าคาแปดกำ จากนาย สุนันท์อาชีวก แล้วพระองค์ก็ทรงปู เป็นบัลลังก์สำหรับนั่งสมาธิทรงทำประทักษิณรอบต้นไม้ที่จะตรัสรู้ ๓ รอบ พระองค์ทรงนั่งสมาธิเพื่อยกระดับจิตให้สูงขึ้น เพื่อจะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

"พวกเราบุก! ขัดขวางพระองค์อย่าให้ทรงสำเร็จพระอรหันต์" พญามารและ เหล่าบริวารทั้งหลายมากมายเรือนแสน เรือนล้านต่างกรูเข้าหมายจะประหารพระองค์องค์ให้ออกจากสมาธิ

พระพุทธทีปังกรพุทธเจ้า "พญามารและบริวารเอ๋ย ท่านอาจทำให้บรรดาเทวดาเกรงกลัวยินยอมหลบหนีไปสู่สวรรค์ แม้พญานาคก็ดำดิ่งหนีลงไปสู่ นาคภพ.....แต่สำหรับเราซึ่งได้บำเพ็ญบารมีมาตลอดกาลนาน ก็จะใช้บารมีนั่นแหละต่อสู้กับพวกท่าน"

แล้วพระองค์ก็ชี้ พระหัตถ์ลงบนแผ่นดิน ฉับพลันบังเกิดเป็น พระแม่ธรณีบีบมวยผม เห็นเป็นมหาสมุทร คลื่นโหมกระหน่ำ เหล่าพระญามารทั้งหลายจนสิ้นไป.....

ดิถีวันเพ็นเดือนวิสาขะ
พระองค์ทรงชนะพญามารด้วยพระทัยที่ตั้งมั่นจะหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์ทั้งปวง ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วพระองค์ทรงพักผ่อนเสวยสุขจากการหลุดพ้นเป็นเวลา ๗ วัน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 18:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 03-03-2009, 08:00
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

จะกล่าวความย้อนไป ท่านสุเมธดาบส ลุยเลนลุยโคลน ปรับดินจองถนนกับชาวบ้าน มีกุมารีผู้หนึ่ง
ชื่อ "สุมิตตา" จ้องมองพระองค์ท่านด้วยความชื่นชม ชาวบ้านต่างเร่งมือ ทั้งสองก็ต่างเร่งมือ เอาดินถมเลนเช่นกัน เหลือเพียงแค่ช่วงตัวคนนอนเท่านั้น
ในที่สุด คณะของพระองค์พระพุทธีปังกรพุทธเจ้าก็เสด็จราชดำเนินมาถึงพร้อมด้วยพระอริยะสงฆ์อีกหนึ่งโกฏิ

"สุมิตตาน้องหญิง"
ก็รำพึงว่า "เหลือแค่อีกช่วงตัวแท้ๆแต่ไม่ทันการแล้ว"
ทันใดทัน พระสุเมธดาบสก็ปลด ผ้าพันศีรษะและผ้าครองคุมหน้าอกแบบฤๅษีออกปูลงไปบนเลนเหลวอย่างบรรจงพร้อมเปล่งวาจาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอ อารธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกขีณาสพทั้งหลาย.....ทรงดำเนินเหยียบไปบนกายของข้าพระองค์ที่จักทอดกายเป็นสะพานนี้ด้วยเถิด เพื่อได้เกิดประโยชน์โสตถิผลอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพระองค์อย่าได้ทรงย่างพระบาทหลีกลงลุยเลนเหลวนี้เลย"
ด้วยพระพุทธบารมีแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธทีปังกรทรงทราบวาระอันประเสริฐนี้ จึงได้กล่าวต่อหน้ามหาชนทั้งหลายว่า

"ดูกรท่านทั้งหลาย ดาบสผู้นี้เธอสั่งสมบรมโพธิสมภาร เป็นพุทธังกูรหน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์มานาน สืบไปเบื้องหน้ากำหนดได้ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เธอจะได้ตัรสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู สัมมาสัมพุทธเจ้า"

สร้างความปิติยินดีแด่มหาชนทั้งหลายที่ทราบข่าว ร่วมทั้ง พรหม เทวดา มากมายต่างยินดี และในที่นั้น
"สุมิตตาน้องหญิง" ก็เช่นกัน แต่ด้วยวาระอันมาถึงนี้ พระนางจึงรับรู้ถึงวาระพิเศษ จนไม่อาจจะทรงหยุดยืนอยู่ได้ วิ่งออกไปจากคณะ ไปเก็บดอกบัวในสระใกล้ มาแปดดอก แล้วค่อย คุกเขาย่อตัวลงต่อหน้า พระทศพลทีปังกรพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์และคณะยืนประทับ อยู่ใกล้ร่างของท่านสุเมธดาบส

พระนางได้เปล่งวาจาว่าต่อหน้าพระสัมมาสัมพุทธทีปังกรเจ้าว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจิรญผู้ทรงคุณอนันต์อันประเสริฐด้วยอานิสงส์ที่ข้าพระบาทได้กระทำสักการบูชาในกาลบัดนี้ ขอให้สุเมธดาบสจงเป็นสามีของข้าพระบาทสมใจในภายภาคหน้าด้วยเถิด พระเจ้าข้า"
สร้างความตลึงไปแก่มหาชนทั้งหลาย และ ท่านสุเมธดาบสยิ่งนัก จนพระองค์ท่านต้องเปล่งวาจาทัดทานออกมาว่า

"น้องหญิง ความต้องการของเจ้าแม้เป็นความปรารถนาที่ดี แต่เราจะชอบใจสักนิดก็หาไม่ ขอเจ้าจงถอนความปรารถนานั้นเสียเถิด"

สุมิตตาเถรี ก็ ทูลขอพรแด่ พระพุทธีปังกรพุทธเจ้าอย่างตั้งใจตามความประสงค์เดิม "พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพระบาทสมปรารถนาด้วยเถิดพระเจ้าข้า"
"เจ้าจงปรารถนาสิ่งอื่นเถิดน้องหญิง" ท่านสุเมธดาบส ทัดทาน

ทันใดนั้น พระสุรเสียงกันกังวาลแห่งพระพุทธีปังกรพุทธเจ้าก็ ปรารภออกมาโดยธรรมอันปราณีตว่า

"ดูกร สุเมธดาบส ตัวท่านอย่าห้ามความปรารถนาของกุมารีน้อยผู้นี้เลย เพราะว่าในอนาคตภายหน้านางจะเป็นที่พึ่งแก่ท่าน ขณะที่ตัวท่านบำเพ็ญพุทธบารมีธรรมเพื่อบ่มพระบรมโพธิญาณให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 19:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 03-03-2009, 09:41
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ทั้งคู่ก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารไม่ว่าจะเป็น เดรัจฉานหรือมนุษย์ ก็ได้เป็นคู่สู่สมไม่พรากจากกันเป็นเวลาอันแสนจะยาวนานถึง สี่อสงไขยกับเศษอีกแสนมหากัป........
จวบจนมาถึง ชาติสุดท้ายในมหาชาติ

สุเมธดาบส สำเร็จเป็น"พระสมณโคดมบรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
สุมิตตาเถรี เสวยชาติเป็น"พระนางพิมพา"

เล่าความตอนพระนางพิมพาบวช

วันหนึ่งขนาดที่พิมพาภิกษุณีเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัตตผลญาณ ก็ทราบถึงวาระแห่งอายุสังขารจะสิ้นสุดลง เมื่อแจ้งประจักษ์ดังนั้น จึงเดินทางไปกราบพระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ทอดพระเนตรมองพระพักตร์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมเด็จพระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นพิมพาภิกษุณีอรหันต์ มีอาการผิดแปลกไปเช่นนั้นก็ทรงทราบแจ่มแจ้งในพระสัพพัญญูว่า ถึงกาลแล้วที่พิมพาภิกษุณีจะสิ้นชนมายุสังขาร จะมาลาตถาคตดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพาน สมเด็จพระมิ่งมงกุฏบรมศาสดาจึงทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีแห่งพระวรกายให้แก่พระพิมพาภิกษุณีได้เห็นเป็นวาระสุดท้าย

"ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาคอันงามประดับไปด้วยรัศมี พระองค์ได้ทรงเป็นสวามีแห่งข้าพระบาทนี้นับพระชาติไม่ถ้วนตลอดมาแต่นี้ไปจักไม่มีโอกาสได้เห็นพระองค์ผู้เคยเป็นพระภัสดาอีกแล้ว"

"ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าพระบาทพิมพามีวาสนาสิ้นสุด จักขอพระบรมพุทธานุญาตทูลลาดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน เพราะสิ้นชนมายุสังขารในวันนี้แล้วพระเจ้าข้า" พิมพาภิกษุณีกล่าว

"ดูกร เจ้าพิมพาที่เคยมีคุณแก่ตถาตคเอ๋ย หากเจ้ากำหนดกาลอันควรแล้ว ก็จงเคลื่อนแคล้วดับขันธ์ เข้าสู่ปรินิพพานอันเป็นอมตสุขเถิด เราอนุญาต"

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคอันงาม กาลเมื่อพระองค์ทรงสร้างพระพุทธบารมีเพื่อพระโพธิญาณ ท่องเที่ยวอยู่ในกระแสวัฏฏสงสารกับพิมพาข้าพระบาทนี้ด้วยกัน มาตั้งแต่ครั้งศาสนา สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จนถึงกาลปัจฉิมชาตินี้ จะขาดไมตรีสักชาติก็หาไม่ พระองค์เสวยพระชาติเป็นอะไรพิมพาข้าพระบาทนี้ก็เสวยชาติเป็นเช่นนั้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเป็นการสมควรที่พิมพาข้าพระบาทจักถือโอกาสขอขมาโทษานุโทษต่อพระองค์เสียในครั้งนี้

ขอพระองค์ทรงพระกรุณารับขอขมาโทษ อันพิมพาข้าพระบาทนี้ ได้เคยมีความผิดต่อพระองค์มาแต่บุพชาติที่แล้วมาด้วยเถิดพระเจ้าข้า"


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 18:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 03-03-2009, 11:51
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ชาติหนึ่ง

"ข้าแต่พระองค์ ครั้งศาสนาพระพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเกิดในตระกูลทุคตะเข็ญใจ มีนามว่า "อติทุกขมาณพ" ข้าพระบาทนี้ก็ได้เกิดเป็นกุมารี รักใคร่เป็นสามีภรรยาอยู่ในชนบทตามประสายาก

กาลวันหนึ่ง "อติทุกขมาณพ" เข้าป่าเพื่อตัดฟืนมาขาย ได้พบพระอัครสาวกแห่งพระพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่งอยู่ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง จึงเกิดยินดีเป็นหนักหนา รีบกลับมาบ้านเรียกข้าพระบาท ซึ่งเป็นภรรยามาปรึกษา พร้อมในกันแล้ว ก็นำข้าพระบาทไปขายฝากไว้ได้ทรัพย์มาไปซื้อไม้และเสาทั้งอุปกรณ์อื่นๆไปปลูกสร้างกุฏิถวาย พระอัครสาวกนั้นด้วยน้ำใจเลื่อมใสศรัทธา เดชะผลานิสงส์ครั้งนั้นจึงบันดาลให้
"อติทุกขมาณพ"มีโชค ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี
ฝ่ายข้าพระบาทผู้เป็นภรรยาก็ดีอกดีใจตั้งตนเป็นใหญ่ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายเกิดขึ้นได้เพราะบุญของข้า เหตุว่านำข้าไปขายจึงได้ทรัพย์มาทำกุฏิถวาย จนได้เป็นเศรษฐี

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาท จงทรงกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 19:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 21 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #7  
เก่า 03-03-2009, 12:10
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

"ข้าแต่พระองค์ ครั้งศาสนาพระพรหมเทวสัมมาสัมพุทธเจ้าเช่นกัน กาลครั้งนั้นพระองค์เสวยพระชาติเป็น "พระเจ้านันทราช" ส่วนข้าพระบาทเป็นอัครมเหสีมีนามว่า"พระนางสุนันทาเทวี"

กาลวันหนึ่งขณะเสด็จพระราชดำเนินไปชมสวนอุทยานครั้งนั้น ข้าพระบาทเห็นดอกรังงามตระการตาจึงปรารถนาจะได้ดอกรังมาเชยชม แต่ข้าพระบาทจะสั่งหมู่อำมาตย์ราชเสนาผู้หนึ่งผู้ใดก็มิได้
กลับเจาะจงกราบทูลขอให้พระองค์ผู้เป็นสวามีเสด็จขึ้นต้นรังเลือกเก็บเอาดอกรังลงมาพระราชทานให้แก่ข้าพระบาทได้ชมเล่นในกาลบัดนั้นพระองค์ซึ่งเป็นพระเจ้านันทราชนั้นทรงมีความเสน่หารักใคร่ในพระมเหสีเป็นนักหนา มิได้รอช้า ทรงรีบป่ายปีนขึ้นไปบนต้นรังตามที่ผู้เป็นที่รักปรารถนา

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเคยเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทในกาลครั้งนั้น โดยใช้พระองค์ขึ้นไปนำดอกรัง ซึ่งเป็นการลำบากพระองค์แล้วไซร้
ขอจงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 18:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #8  
เก่า 03-03-2009, 12:25
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

มาครั้งในศาสนาพระสยัมภูสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็น"ฤๅษี" ส่วนข้าพระบาทเป็นหญิงสาวชาวบ้าน
นามว่า "นาคีกุมารี"

กาลวันหนึ่ง พระองค์ผู้ทรงเป็นฤๅษี ผู้มีฌานแก่กล้าได้เหาะมาในเวหาอากาศ มาพบข้าพระบาทในกาลครั้งนั้นกำลังเก็บผักหักฟืนและร้องรำทำเพลงไปตามประสา ฤๅษีเกิดความรักใคร่ในสาวแรกรุ่นดรุณี ฌานที่เคยแก่กล้าก็เสื่อมถอยลงทันที ทำให้ตกลงมาตรงหน้า"นางนาคีกุมารี"พอดี กำเริบรักที่มีต่อนางเพิ่มทวีขึ้นเป็นทวีคูณ แล้วก็เอ่ยวาจาขอผูกพัน จนได้เป็นสามีภรรยากันในชาตินั้น

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้หากจักพึงมีในชาตินั้น โดยการทำลายพระองค์ผู้ทรงเป็นฤๅษีให้เสื่อมจากฌานสมาบัติแล้วไซร้ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #9  
เก่า 03-03-2009, 12:38
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

"ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลาย ครั้งศาสนาสมเด็จพระสุมนสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์เสวยพระชาติเป็น "พญาปลาดุก" ฝ่ายข้าพระบาทนี้เกิดเป็นปลาดุกตัวเมีย ได้สมัครรักใคร่ผูกพันเป็นสามีภรรยากัน

กาลวันหนึ่งเมื่อฝนตกใหญ่ นางพญาปลาดุกก็ถึงคราวมีครรภ์ให้มีความอยากกินหญ้าอ่อนๆเขียวขจี พญาปลาดุกผู้เป็นสามีด้วยความรักใคร่ภรรยา ก็อุตส่าห์เที่ยวแสวงหาไปในที่ต่างๆ จนมาถึงแดนมนุษย์
พวกเด็กเลี้ยงควายทั้งหลายเห็นเข้าก็ชวนกันไล่ตีด้วยไม้ใคร่จะได้เป็นอาหาร พญาปลาดุก นั้นถูกตีหางจนขาด โลหิตไหล ได้รับความทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็อดทนคาบหญ้าอ่อนมาให้ภรรยาจนได้ แต่เพราะบาดแผลฉกรรจ์นัก พญาปลาดุกทนไม่ไหว ก็ถึงแก่ความตายในเวลานั้น

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ โดยทำความลำบากยากเย็นเป็นสาหัสให้เกิดแก่พระองค์เพียงประสงค์จะได้กินหญ้าอ่อนในขณะตั้งครรภ์
ขอพระองค์ จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 03-03-2009 เมื่อ 19:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #10  
เก่า 03-03-2009, 12:56
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ครั้งศาสนาของสมเด็จพระนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เสวยพระชาติเป็น "ชฏิลเศรษฐี" มีทรัพย์ พิมพาข้าพระบาทนี้ก็ได้เป็นภรรยาของเศรษฐีนั้น มีนามว่า "อนิมิตตา" เศรษฐีครองสมบัติเป็นความสุขตลอดมา วันหนึ่ง ชฏิลเศรษฐี สามีเกิดปัญญาเห็นความสุขนี้ไม่เที่ยงแท้
จึงออกบวชเป็นดาบสประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในป่า นางอนิมิตตา ผู้เป็นภรรยาก็ติดตามไปคอยปฏิบัติรับใช้นำเอาอาหารไปถวายแด่พระดาบสผู้สามีมิให้ลำบาก ด้วยปัจจัยสี่ โดยตั้งใจจะสนับสนุนเกื้อกูลให้ท่านดาบสรีบเร่งบำเพ็ญให้สำเร็จโดยไว

กาลครั้งหนึ่งยังมีนางกินรีตนหนึ่งเกิดความเลื่อมใสในองค์ดาบสจึงมาถวายนมัสการซึ่งบาทแห่งดาบส บังเอิญนางอนิมิตตามาเห็นเข้าก็เกิดเข้าใจผิดน้อยใจตัดพ้อสามีไปต่างๆนานา โดยไม่ยอมฟังคำชี้แจงของดาบสผู้สามีเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่นำพาสามีอีกเลย ปล่อยให้อดๆอยากๆด้วยขาดปัจจัยสี่

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #11  
เก่า 03-03-2009, 13:11
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ข้าแต่พระองค์ ยังมีชาติหนึ่ง ครั้งศาสนาแห่ง พระปทุมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์ผู้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นมาณพหนุ่ม รูปงามนามว่า "อัคคุตรมาณพ" ฝ่ายพิมพาข้าพระบาทนี้เกิดเป็นกุมารี นักเต้นรำ นามว่า "ปทุมากุมารี" ต่อมาเราทั้งสองได้ผูกสมัครรักใคร่เป็นสามีภรรยากัน

อยู่มาวันหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าสังคราชบพิตร รับสั่งให้มีการเล่นมหรสพขึ้นท่ามกลางพระมหานคร เจ้าปทุมากุมารี ก็สมัครเข้าไปเล่นเต้นรำตามอัธยาศัย

ครั้น อังคุตรมาณพ ผู้เป็นสามีตามฝูงชนเข้าไปดูคนทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นต่างพากันล้อเลียนเย้ยหยันว่า บุรุษผู้นี้เป็นสามีของนางบำเรอผู้นี้แล้วก็ร้องบอกต่อกันไป ทำให้ อังคุตระ ผู้เป็นสามีได้รับความอับอายเป็นอันมาก

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเคยเป็นสวามีโทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทในกาลครั้งนั้น ทำให้พระองค์ได้รับความอับอายต่อหน้ามหาชน
ขอจงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:29
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #12  
เก่า 03-03-2009, 13:32
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ครั้งศาสนา พระตัณหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เสวยพระชาติเป็น พญาวานร ฝ่ายพิมพาข้าพระบาทนั้นเกิดเป็น วานรตัวเมียและเป็นสามีภรรยากันกับพญาวานรอาศัยอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง

กาลวันหนึ่ง ข้าพระบาทนางพญาวานรอยากกินผลมะเดื่อสุกเป็นยิ่งนัก ด้วยความรักในภรรยาพญาวานรก็อุตสาหะไปเที่ยวเสาะแสวงหาผลมะเดื่อสุกในที่สุดได้พบต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง
จึงปีนขึ้นไปเก็บผลมะเดื่อฝากภรรยาทันที่

ครั้งนั้นยังมีเสือโคร่งตัวหนึ่งแอบซุ่มอยู่ที่พงหญ้าใกล้ต้นมะเดื่อ มีพญาวานรไต่ลงมาก็ถูกเสือร้ายตะปบจนถึงแก่ความตายภายในเวลานั้น
ฝ่ายภรรยาก็เฝ้ารอคอยจนตะวันตกดินสามีก็ยังไม่กลับมาก็ออกตามหาตลอดทั้งคืนก็ไม่พบ ในใจก็คิดหวาดระแวงว่าสามีคงพบกับนางวานรสาวตัวใหม่แล้วก็พากันไปสู่ที่สำราญสบาย
ปล่อยให้นางระทมทุกขเวทนา ภรรยาวานรร้องไห้คร่ำครวญอยู่เป็นเวลาเนิ่นนานจนขาดใจตายไป ณ ที่นั้น

"ข้าแต่พระองค์โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ โดยทำให้พระองค์ต้องถึงแก่ความตายเพราะเสือร้าย อีกทั้งยังคิดระแวงต่างๆนานา
ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #13  
เก่า 03-03-2009, 13:54
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ครั้งศาสนา พระตัณหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์ผู้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นกุมารหนุ่มน้อย ได้บรรพชาเป็นสามเณรในบวรพุทธศาสนา นามว่า"เจ้าธรรมรักขิตสามเณร" ฝ่ายตัวพิมพาข้าพระบาทนั้นเกิดเป็นกุมารีที่หมู่บ้านใกล้อาราม มีนามว่า "ปัญญากุมารี"

วันหนึ่งที่วัดมีการบำเพ็ญเนื่องในงานเทศกาลสงกรานต์ ชาวบ้านทั้งปวงล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชนจึงชวนกันไปบำเพ็ญกองการกุศล คือ สรงน้ำพระพุทธปฏิมากรและพระเจดีย์พระศรีมหาโพธิ์ตลอดจนสรงน้ำพระสงฆ์ สามเณร ด้วยเลื่อมใสศรัทธา

"เจ้าปัญญากุมารี" มีความรักใคร่ใน "เจ้าธรรมรักขิตสามเณร" มานาน จึงกระทำมายาให้สามเณรรู้ว่าตนเสน่หาถือขันน้ำเจาะจงสรงน้ำสามเณรผู้เป็นที่รัก

เจ้าธรรมรักขิตสามเณรก็จับมือนางด้วยความยินดีรักใคร่ เป็นเหตุให้ถูกจับสึกในวันนั้นแล้วก็มาอยู่กินกันเป็นสามีภรรยาได้เจ็ดวัน ก็กลับไปบวชเป็นภิกษุได้หนึ่งพรรษาครั้งปวารณาแล้วก็กรีบสึกออกมาครองเรือนเป็นสามีภรรยากับปัญญากุมารีด้วยอานุภาพแห่งความรัก

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแต่การทำลายพระองค์ให้ขาดจากเพศบรรพชิต ไม่มีโอกาสได้ประพฤติพรหมจรรย์ในครั้งนั้น ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #14  
เก่า 03-03-2009, 14:31
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ในอดีตชาติล่วงแล้วแต่ครั้งพระศาสนาพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์เสวยพระชาติเป็น"พญานกดุเหว่า" ฝ่ายพิมพาข้าพระบาทก็ได้เกิดเป็น นางนกดุเหว่า มีความรักใคร่เป็นสามีภรรยากัน มีความสุขสำราญตามวิสัยเดรัจฉาน

มาวันหนึ่ง พญานกดุเหว่าผู้ภัสดาไปเที่ยวหาอาหาร ได้ไปพบผลมะม่วงสุกเหลือเดนกากินอยู่ครึ่งลูกก็อุตส่าห์คาบมาสู่รังเพื่อให้นางนกที่เป็นภรรยาด้วยความรักใคร่ ฝ่ายนางนกที่เป็นภรรยาเมื่อเห็นสามีคาบมะม่วงที่เหลือครึ่งลูกดังนั้นก็โกรธ มิทันได้ไต่ถามให้แจ้งในความเป็นไปก็จิกหัวสามีด้วยจะงอยปากทันที ยังไม่หน่ำใจเอาเท้าตีที่หน้าอกของพญานกดุเหว่าสามีอีกสองสามที แต่พระองค์ก็หาได้โกรธเคืองภรรยาแม้แต่สักนิด

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ที่ลุแก่โทสะทำร้ายพระองค์ซึ่งทรงพระกรุณาขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 18 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #15  
เก่า 03-03-2009, 14:44
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ย้อนไปในชาติครั้งศาสนาพระธรรมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เสวยพระชาติเป็นพระบรมกษัตริย์แห่งพระนครกุมภวดี ทรงพระนามว่า "สมเด็จพระเจ้าวังคราช" ฝ่ายข้าพระบาทถือกำเนิดเป็น นางกินรี อยู่ที่สุวรรณคูหา ถ้ำทองอันประเสริฐ ณ หิมวันตประเทศ

กาลวันหนึ่งเจ้ากินรีสาวโสภาออกไปท่องเที่ยวเก็บดอกไม้ บังเอิญไปหลงติดอยู่ในตาข่ายที่นายพรานดักไว้ วันนั้นสมเด็จพระเจ้าวังคราชเสด็จประพาสป่ามาเจอเข้าพระองค์จึงทรงเข้าช่วยทำลายตาข่ายนั้นจนหลุดออกมาได้ แล้วทั้งสองก็ผูกสมัครรักใคร่ด้วยอำนาจแห่งบุพเพสันวิวาส

พระองค์พานางกินรีไปพระนคร แล้วทรงแต่งตั้งเป็น อัครมเหสี สร้างตำหนักให้อยู่ในอุทยานอันเต็มไปด้วยพฤกษานานาพรรณมีทั้ง ดอกไม้ ใบไม้แล้วยังมีพระราชโองการให้นำดอกไม้ไปถวาย มเหสีทุกวันอย่าให้ขาดจนดอกไม้ในพระนครหมดสิ้น พระองค์จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติพานางกินรีกลับสู่หิมวันตประเทศอยู่กินกับนางตราบเท่าถึงกาลสิ้นชนมายุสังขาร

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #16  
เก่า 03-03-2009, 15:00
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

มีอยู่ชาติหนึ่ง ในศาสนา พระสุมนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติ เป็นนาคาธิบดี มีนามว่า "พญาอดุลนาคราช" ฝ่ายข้าพระบาทได้เกิดเป็นมเหสีสุดที่รักของพระองค์ นามว่า วิมลาเทวี
กาลวันหนึ่ง สมเด็จพระมิ่งมงกุฏสุมนสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงพระสัทธรรมเทศนากึกก้องกังวานแผ่ไปไกลได้ยินจนถึงนาคพิภพ

พญาอดุลนาคราชทรงเลื่อมใสศรัทธายิ่งนักจึงชวนเจ้าวิมลาเทวีขึ้นมายังโลกมนุษย์เข้าสู่สำนักสมเด็จพระสุมนสัมมาสัมพุทธเจ้า ถวายนมัสการแล้วสักการะบูชาด้วยข้าวตอกดอกไม้พร้อมตั้งใจที่จะสมาทานเบญจศีลไปจนตราบเท่าชั่วอายุขัย

สมเด็จพระสุมนสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมีพุทธฎีกา พยากรณ์ว่า พระอดุลนาคาธิบดีจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งในอนาคต ได้ฟังดังนั้นพญานาคาก็พระทัยโสมนัสยิ่งนัก

ฝ่ายเจ้าวิมลาเทวีอัครมเหสีก็เกิดปิติยินดี ในพุทธฎีกา ถึงกับคายพิษแห่งนาคาออกมาจนสิ้นแล้วก็กรายร่ายรำเพื่อกระทำสักการะบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามวิสัยนาคี ขณะฟ้อนรำถวายอยู่นั้น บังเอิญนิ้วพระหัตถ์ของพระนางไปโดนพระเศียรแห่งพญาอดุลนาคราชผู้สวามีเข้าหน่อยหนึ่ง

"ข้าแต่พระองค์โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้โดยความประมาท ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #17  
เก่า 03-03-2009, 15:53
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

แล้วครั้งศาสนาพระพุทธรังสีสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เสวยพระชาติเป็น มาณพหนุ่ม ผู้ปรารถนาจะประพฤติ พรหมจรรย์ จึงกล่าวคำขออนุญาตภรรยาซึ่งชื่อว่า "กัลยาณีกุมารี" ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนามีนามปรากฏว่า "พระอัญญาโกณฑัญญภิกขุ"

ข้าพระบาทซึ่งเป็นภรรยาก็จำใจอนุญาตแล้วนึกโทมนัสขัดเคืองระคนน้อยใจในสามีเป็นนักหนา โดยคิดว่าสามีเป็นคนเห็นแก่ความสบายไม่นึกถึงความรักใคร่
ปล่อยภรรยาว้าเหว่เป็นดังนี้จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

วันหนึ่งเป็นยามราตรีมีฝนตกพรำๆ ภิกษุหนุ่มสาวกแห่งองค์พระพุทธรังสีสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยินเสียงร้องครวญครางแปลกประหลาด เปิดกุฏิออกไปก็ได้เห็น เปรต รูปร่างแสนทุเรศ และก็ได้ทราบว่า เปรตผู้นี้คือภรรยาตนก็เกิดความสงสารจับใจแต่ก็รู้ดีว่านางยังมีผลทานผลศีลเมื่อครั้งนำจีวรและสิ่งอื่นๆอันควรแก่สมณะ ทูนเหนือศีรษะมาถวายเป็นอันมาก จึงทรงบอกนางให้ระลึกถึงผลทานเหล่านั้น เมื่อ กัลยาณีกุมารีเปรตได้ฟังก็เกิดมหากุศลบันดาลให้อุบัติเป็นเทพนารี ณ ดาวดึงส์เทวโลกฉับพลันทันใด

"ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #18  
เก่า 03-03-2009, 16:02
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ในศาสนาแห่ง พระโสภิตสัมมาสัมพุทธเจ้า

ครานั้นพระองค์ทรงเป็นมาณพหนุ่มรูปงามนามว่า อทุฏฐมาณพ ส่วนข้าพระบาทเกิดเป็นบุตรีของชาวชนบทชายแดนนามว่า จันทมาลากุมารี

กาลวันหนึ่ง มีข้าศึกมาล้อมพระนคร เที่ยวไล่ฆ่าฟันผู้คนชาวพระนครเป็นจำนวนมาก เจ้าอทุฏฐมาณพ เห็นว่าเหลือกำลังที่จะสู้ข้าศึกได้ จึงหลบหนีออกจากเมืองเดินทางมาถึง
ปัจจันตชนบทชายแดนชั่วคราวตั้งจิตว่าเมื่อรวบรวมผู้คนได้มากพอก็จะกลับพระนครอีก

ด้วยอำนาจแห่งบุพเพสันนิวาส คนสองคนก็ได้พบกันและผูกสมัครรักใคร่กันเป็นสามีภรรยาในที่สุด บัดนี้ความคิดที่จะกลับสู่พระนครของอทุฏฐมาณพก็ล้มเลิก เป็นเพราะความรักความเสน่หา นางจันทมาลา ผู้ภรรยามีมากเกินจะละทิ้งนางไปได้จึงมีชีวิตอยู่ในชนบทชายแดนนั้นจนตาย

"ข้าแต่พระองค์ โทษผิดที่ข้าพระบาทเป็นเหตุให้พระองค์ต้องหลงใหลอยู่ปัจจันตชนบทจนสิ้นอายุขัย ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #19  
เก่า 03-03-2009, 16:16
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

โทษผิดอีกครั้งหนึ่งในศาสนาแห่งพระธรรมปาลสัมมาสัมพุทธเจ้า

ครั้งนั้นพระองค์เสวยพระชาติเป็นกษัตริย์ครองแผ่นดิน ณ คีรีบูรณมหานคร
พระนามว่า สมเด็จพระอภินันทรัฐราชาธิบดี ฝ่ายพิมพาข้าพระบาทก็ได้มาเป็นอัครมเหสีของพระองค์พระนามว่า นางมงคลเทวี

กาลวันหนึ่ง สมเด็จพระอภินันทรัฐราชาธิบดีได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระชินสีห์พุทธธรรมปาลสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความโสมนัสยินดีในรสพระธรรมจึงขอยกพระอัครมเหสีที่รักให้เป็นทาน แล้ว ทรงสละราชสมบัติเป็นการชั่วคราวขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ ฝ่ายพระอัครมเหสีก็ทรงเลื่อมใสศรัทธาอุตสาหะนำเอาปัจจัยมาถวายแด่พระภิกษุผู้เป็นสวามีทุกวันมิขาด

มีอยู่ครั้งหนึ่งมีนางทาสีของคหบดีคนหนึ่งหนีนายมาหลบซ่อนอยู่ใต้กุฏิของพระภิกษุราชาธิบดี เมื่อนางมงคลเทวีมาเจอเข้าก็เกิดความหึงหวงและโกรธเคือง ขึ้นไปต่อว่าพระภิกษุผู้เป็นสามีด้วยความเข้าใจผิดอาละวาดดึงจีวรขาดจนหาชิ้นดีมิได้ เมื่อหนำใจแล้วก็กลับสู่พระบรมราชวังด้วยความคลั่งแค้นไม่ยอมเสวยพระกระยาหาร แต่อย่างใด ไม่ช้านางมงคลเทวีก็สิ้นพระชนม์ แล้วพลันไปเกิดเป็นสัตว์นรกเสวยทุกขเวทนาในนิรยภูมิ

"ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 15 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #20  
เก่า 03-03-2009, 16:30
วาโยรัตนะ วาโยรัตนะ is offline
สมาชิก - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 550
ได้ให้อนุโมทนา: 11,659
ได้รับอนุโมทนา 43,216 ครั้ง ใน 909 โพสต์
วาโยรัตนะ is on a distinguished road
Default

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ครั้งศาสนา พระกัสสปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เสวยพระชาติ เป็นพญาหงส์ทอง ส่วนข้าพระบาทเกิดเป็น นางหงส์ ภรรยาของพญาหงส์อาศัยอยู่กับฝูงหงส์บริวารในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง

สมัยนั้น สมเด็จพระราชินี เขมเทวี เป็นนางกษัตริย์ในมหานครนั้น โปรดเสด็จประพาสป่าอยู่เนื่องๆได้พบสระน้ำใหญ่จึงสั่งให้ปลูกดอกไม้รอบๆสระและแต่งตั้งนายพรานคอยดูแลมิให้สิงห์สัตว์นกเนื้อทั้งหลายกล้ำกราย

ฝ่ายพญาหงส์ทองอยากเห็นสระของนางเขมเทวีว่าจะงดงามขนาดไหนจึงพาภรรยาพร้อมเหล่าบริวารมุ่งหน้าสู่สระนั้น เคราะห์ร้าย พญาหงส์ทอง ติดบ่วงของนายพรานไม่สามารถหนีไปได้จึงร้องบอกให้ภรรยาและบริวารหงส์ทั้งหลายให้รีบหนีไปโดยเร็ว นางพญาหงส์ทองไม่ทันได้พิจารณาพากันบินหนีอย่างรวดเร็วปล่อยให้พญาหงส์ทองทุกข์ทรมานอยู่เบื้องหลัง

ความผิดหนนั้นที่บินหนีไม่ยอมดูแลพระองค์ขอพระองค์จงทรงพระกรุณางดโทษทั้งปวงให้แก่ข้าผู้ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในกาลวันนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วาโยรัตนะ : 04-03-2009 เมื่อ 07:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 17 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ วาโยรัตนะ ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 01:25



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว