กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > กระทู้ธรรม

Notices

กระทู้ธรรม รวมข้อธรรมะจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #41  
เก่า 24-06-2010, 14:20
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พบรอยพระพุทธบาทบนเขาทรายขาว

ที่อำเภอนาประดู่ จังหวัดปัตตานี มีเทือกเขายาวลูกหนึ่ง อันเป็นที่ตั้งของน้ำตกทรายขาวที่สวยงามมีชื่อเสียง เป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปของคนในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวอาบน้ำตกอยู่เป็นประจำ

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า น้ำที่ตกลงมาจำนวนมากและมีทั้งปีนั้นไหลมาจากไหน จึงเดินขึ้นไปดูต้นน้ำ ปีนป่ายไปตามโขดหินจนถึงต้นน้ำที่น้ำไหลตกลงมา

พบลานกว้าง มีสระน้ำกว้างพอสมควร น้ำไม่ลึกมากนัก ได้พบรอยพระพุทธบาทข้างขวาบนแผ่นหินอยู่กลางสระ รอบ ๆ รอยพระพุทธบาทนั้น มีดอกบัวขาวจำนวนมาก บานสะพรั่งอยู่รอบ ๆ ได้ลงไปลูบคลำรอยพระพุทธบาทนั้น ได้อาบน้ำในสระ เล่นดอกบัวจนเพลิดเพลินเจริญใจอย่างยากที่จะบรรยาย เสร็จแล้วลงมาชวนเพื่อน ๆ ให้ขึ้นไปดู แต่เมื่อกลับไปอีกครั้ง ไม่พบรอยเท้าและสระนั้นเสียแล้ว

ภายหลังได้รับฟังจากชาวบ้าน และพระนักปฏิบัติที่ได้เดินทางขึ้นไปหาสมุนไพรและไปปฏิบัติตน บางคนเคยได้พบเช่นกัน เขาเล่ากันว่า หากขึ้นไปเพียงลำพัง บางครั้งก็จะพบรอยพระพุทธบาท แต่ถ้าหากไปหลายคนจะไม่พบ บางครั้งแม้ไปคนเดียว หากเจตนาอยากพบก็หาไม่พบ

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 24-06-2010 เมื่อ 16:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 87 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #42  
เก่า 25-06-2010, 08:38
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default


ภูเขาลูกนี้มีสิ่งแปลก ๆ มากมาย พระภิกษุที่เดินธุดงค์หากเกิดหลงทาง จะมีคนนำอาหารมาถวายแล้วนำทางไปส่งให้กลับลงมา ชาวบ้านบอกว่าเป็นคนธรรพ์ที่มาดูแลพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

นอกจากนี้ เขาลูกนี้ยังเป็นที่เก็บสมบัติพวกถ้วยชามเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในถ้ำ มีผีพวกหนึ่งรักษาไว้เรียกว่าผีหลังกลวง ที่เรียกว่าผีหลังกลวงเพราะผีพวกนี้มีรูปร่างเหมือนคนเรา แต่ด้านหลังไม่มีหนังปิดหลัง ไม่มีอวัยวะภายใน

เขาชอบทำบุญที่วัดทรายขาว โดยได้ขอโอกาสจากท่านเจ้าอาวาส หากทางวัดมีงานพวกเขาจะนำข้าวของมาช่วย เป็นอย่างนี้ประจำทุกงาน พวกเขาจะนั่งทำครัวโดยใช้หลังพิงฝาเอาไว้ ไม่ให้ใครเห็นหลังของพวกเขา แต่ตอนหลังพวกเขาไม่ยอมลงมาช่วย เพราะข้าวของที่เอามาใช้มักถูกขโมยสูญหายไป พวกเขาได้ปิดปากถ้ำ ไม่ให้ใครได้พบเห็นและได้เข้าไปในถ้ำจนถึงปัจจุบัน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-06-2010 เมื่อ 09:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 81 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #43  
เก่า 25-06-2010, 15:16
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พลังอำนาจจิต ปราบวิญญาณ


สิ่งที่เล่าต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ตอนเด็ก สมัยอยู่ที่วัดได้เกิดเหตุกับตัวข้าพเจ้า ที่เขียนเล่าเรื่องนี้ก็เพื่อให้เห็นว่า ชีวิตถูกกำหนดขีดเส้นให้เดิน บีบบังคับสร้างศรัทธาให้บังเกิดขึ้นในจิตทีละน้อย ๆ เพื่อให้เดินในเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อไม่ให้หลงทางกระทำชั่ว ทำให้เสียภพเสียชาติที่เกิดมา

ดั่งพระพุทธพจน์ที่ว่า “บุคคลทำกรรมใดจะต้องใช้กรรมนั้น จะแบ่งกรรมนั้นให้ผู้อื่นไม่ได้” ทั้งกรรมดีกรรมชั่วล้วนต้องตอบสนองบุคคลที่ได้กระทำ ทั้งยังตรัสบอกกล่าวเอาไว้อีกว่า “บุคคลทำกรรมชั่ว มักไม่รู้ว่าตนนั้นทำกรรมชั่ว เพราะผลแห่งกรรมชั่วนั้นยังไม่ปรากฏ แต่เมื่อผลของกรรมชั่วนั้นปรากฏ จึงรู้ว่ากรรมชั่วนั้นเหมือนดั่งยาพิษ”

ขอย้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการเตือนสติของพวกเรา ของบุคคลที่หลงผิด ไม่กลัวบาป และยังคึกคะนอง จองหองพองขนเหมือนม้าที่กำลังคึกคะนอง ได้พึงระลึกไว้ว่า เราเกิดมาชาตินี้เพื่อทำดี มาแก้ตัวที่เคยทำผิดมาแล้วแต่หนหลัง

ในชาติต่าง ๆ สิ่งที่บังเกิดขึ้นกับชีวิตของข้าพเจ้า ยังเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงอดีตสัญญาว่า การเวียนว่ายตายเกิดชีวิตใหม่ มีจริงตามกฎแห่งกรรม กรรมนั้นสะท้อนความจริงที่ได้กระทำมาทั้งดี ชั่วปะปนกันมากมาย ทั้งหนักและเบาแตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงแตกต่างกันไป

ผลมาบังเกิดในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน บ้างสุขสมบูรณ์ บ้างทุกข์ยาก บ้างมีหน้ามีตาทางสังคม บ้างเจริญในหน้าที่การงาน บ้างผิดหวังท้อแท้รันทดใจ บ้างมีจิตใจงามด้วยคุณธรรม จริยธรรม บ้างหยาบกระด้าง เป็นโทษกับตัวเองและผู้อื่น บ้างถือตัวอวดตน บ้างสงบเสงี่ยม หนักแน่น บ้างมีชีวิตสงบสุข บ้างพบแต่ความเดือดร้อน บ้างประสบเคราะห์ภัยในครอบครัว บ้างเจ็บไข้ได้ป่วยตลอดเวลา บ้างอายุยืนบ้างอายุสั้น บ้างต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ตั้งแต่เยาว์วัย บ้างก็ถูกฆ่า บ้างเกิดมาแล้วนำความทุกข์ให้กับพ่อแม่อย่างใหญ่หลวง บ้างสร้างความเจริญให้บังเกิดในตระกูล

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และในด้านอกุศลกรรม สามารถแก้ไขด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดี บำเพ็ญบารมีกุศล ทำให้ชีวิตที่ดีอยู่แล้วจะได้ดียิ่งขึ้น ที่หนักก็เป็นเบา ที่ทุเลาก็หายในที่สุด

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 25-06-2010 เมื่อ 17:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 82 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #44  
เก่า 28-06-2010, 08:45
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เรื่องของวิญญาณมาเข้าคนนั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อตายแล้ว การปฏิสนธิเป็นไปตามกรรม ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง มีเหตุมีผล เพียงแต่วิญญาณนั้น อยู่ในมิติที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นรูปกายของเขาเท่านั้น

ดังนั้น..การจะแสดงรูปให้ปรากฏ ก็ต่อเมื่อมาสิงสู่ในกายมนุษย์แล้ว แสดงภูมิเดิม บอกกล่าวชื่อสกุล ทั้งวงศ์ญาติ พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ตอนดำรงชีวิตอยู่ มีผู้รับรู้ เคยรู้เห็นว่าจริง จากปากบุคคลที่เขาสิงอยู่ เป็นเครื่องวัดความจริงทั้งหลาย

วิญญาณอีกประเภทหนึ่งที่มีฤทธิ์ ก็จะมาแสดงให้เห็นกันด้วยเหตุผลของวิญญาณนั้น ๆ ต้องการอะไร ? ทำเพื่ออะไร ?

ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน ประมาณสองทุ่ม ขณะนอนเล่นดูหนังสืออยู่ในห้องพัก มีเพื่อนวิ่งมาบอกว่า ผีเข้าสิงพระรูปหนึ่ง หลวงตากำลังช่วยอยู่ ให้ไปดูกัน จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าไม่เชื่อ ไม่อยากไปดู เพื่อนเด็กวัดคนนั้นอยากไปดู ขอให้ไปเป็นเพื่อนกัน เพราะเขากลัวผี แต่ก็อยากดู อยากรู้ อยากเห็นตามประสาเด็กทั่ว ๆ ไป อดไม่ได้ก็ไปเป็นเพื่อน

พอข้าพเจ้าก้าวไปในห้องที่พระรูปนั้นกำลังนอนอยู่ หลวงตากำลังปราบ ได้ถามไถ่เพื่อให้วิญญาณตนนั้นออกจากร่างของพระรูปนั้น แต่เสียงที่พูดจากปากพระรูปนั้นเป็นเสียงผู้หญิง ไม่ใช่เสียงพระที่เคยได้ยินเป็นประจำว่า อย่าให้เด็กคนนั้นเข้ามา แล้วชี้มือมาที่ข้าพเจ้า ซึ่งไม่รู้เล่าเก้าสิบใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงไปเป็นเพื่อนคนอื่นเท่านั้น เขาบอกว่าจะไปแล้ว อย่าทำอะไรเขา

ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้จะทำอะไรวิญญาณนั้น แม้สวดมนต์ยังไม่ถนัดชัดเจน แต่วิญญาณนั้นกลัวมาก บอกหลวงตาให้บอกกับข้าพเจ้าว่า "อย่าทำอะไรเขา เขาไม่ได้มาทำร้าย เพียงแต่ทนทุกข์ทรมานไม่ไหว จึงมาเข้าพระเพื่อบอกให้ช่วยทำบุญ ปลดปล่อยตัวเขาเท่านั้น เขาตายมาร้อยกว่าปีแล้ว ต้องทนทุกข์ทรมานจากการที่เคยขโมยพระในวัดไปจำหน่าย ตายแล้วตกนรก ถูกทรมานให้มารับกรรมอยู่ภายในวัด อยากไปผุดไปเกิด เพราะสำนึกผิดแล้ว"

ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าพเจ้ามีดีอะไร เพราะยังเป็นเด็กอยู่ วิชาอาคมใด ๆ ก็ไม่ได้เรียน หนังสือยังอ่านไม่คล่อง ทำไมวิญญาณนั้นจึงกลัวข้าพเจ้ามากกว่าหลวงตา เพียงแต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า “ทำไม ? เรามีอะไรผีถึงกลัว แต่ไม่ได้คำตอบ”

จากนั้นหลวงตาก็พูดคุยกับวิญญาณตนนั้น บอกว่าจะทำบุญไปให้ ขอให้ออกจากพระเสียก่อน วิญญาณนั้นยกมือไหว้ข้าพเจ้าแล้วออกไป เป็นที่โจษจันกันทั้งวัดว่าข้าพเจ้าปราบผีได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ตอนเช้าหลวงตาเรียกไปถามว่า "มีของดีอะไร ผีถึงกลัวนัก" ได้ตอบหลวงตาว่า "ไม่มีอะไร และไม่รู้เรื่องผีเข้าจริงหรือเปล่า หรือพระรูปนั้นแกล้งทำ"

แต่ตอนที่วิญญาณออกจากพระ พอท่านรู้สึกตัว ท่านก็สงสัยว่าคนมาที่ห้องท่านมากมายเกิดอะไรขึ้น หลวงตาบอกว่าผีเข้าท่าน พระรูปนั้นก็ยังตกใจ ถามว่าจริงหรือ เมื่อรู้ว่าจริง ดูท่านจะเขิน ๆ อยู่ไม่น้อย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-06-2010 เมื่อ 14:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 78 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #45  
เก่า 28-06-2010, 09:02
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จริง ๆ แล้วเหตุการณ์ครั้งนั้นจะเกิดจากอะไรก็ตาม เริ่มกระตุ้นให้ข้าพเจ้าสนใจอยู่ลึก ๆ เป็นปฐมเหตุแห่งการสร้างแรงดลใจ กระตุ้นให้ข้าพเจ้าสนใจอยู่ไม่น้อย ประกอบกับความอยากรู้ อยากเห็น เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุปัจจัย นำสู่เส้นทางธรรมอันบริสุทธิ์ในชีวิตของข้าพเจ้า จนถึงวันนี้ จึงจับปากกาขึ้นมา *เขียนเรื่องราวของข้าพเจ้าบันทึกไว้เพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งอัศจรรย์ของโลก*
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 79 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #46  
เก่า 28-06-2010, 16:10
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เดินทางเข้าเมืองหลวง แสวงหาความรู้

ได้เกริ่นไว้แต่ต้นแล้วว่า ข้าพเจ้ามีความทุกข์ยากลำบากตั้งแต่เยาว์วัย ชะตาชีวิตผกผันตลอด ทำงานทุกอย่างที่จะได้เงินมาเลี้ยงดูตนเอง ยกเว้นลักขโมยที่ไม่ได้ทำ ทำกระทั่งเก็บกระป๋องนมไปขายให้ร้านกาแฟใบละ ๕ สตางค์ (ในสมัยก่อนเวลาซื้อกาแฟกลับบ้าน จะใส่กระป๋องนม) เป็นช่างตัดผม เป็นนักมวยและอื่น ๆ อีกมากมาย

พูดแล้วไม่น่าเชื่อ แต่นี่แหละชีวิต..ที่ต้องสู้จนประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน ชีวิตไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ แต่กลับมีคุณค่า ยากนักที่คนทั่วไปจะได้พานพบ แต่บางคนอาจจะหนักกว่าก็มีอยู่ไม่น้อย คิดว่าจิตใจของเขาเหล่านั้นคงไม่ต่างจากข้าพเจ้า ทั้งรันทด หดหู่ ท้อแท้ หมดหวัง ครุ่นคิด ประชดตนเอง น้อยเนื้อต่ำใจ ตามประสาของคนตกระกำลำบากในชีวิต

อยู่ที่ว่าใครจะเข้มแข็งต่อสู้กับอำนาจที่เกาะกินใจ เหมือนสนิมเกาะกินเหล็กกัดให้กร่อนมากกว่ากันเท่านั้น ผู้อ่อนแอก็จะพ่ายแพ้ เสียอนาคต ประพฤติเสื่อมเสีย จนหมดโอกาสของชีวิต แต่บางคนเข้มแข็ง สู้จนประสบความสำเร็จ แข็งกล้าต่ออุปสรรค

ข้าพเจ้าเป็นผู้โชคดี โชคชะตายังให้โอกาส วิบากกรรมยังปรานี ไม่เป็นคนอ่อนแอย่อท้อต่อชีวิต ทำให้ไม่คิดสั้น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและเรียนดีมาตลอด เรียนอยู่ที่จังหวัดปัตตานี อาศัยข้าวก้นบาตรของหลวงพี่ จากชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก

จึงขออนุญาตลาหลวงพี่เข้ากรุงเทพมหานคร มีเงินติดตัวมา ๓๖ บาท ซื้อตั๋วรถไฟก็ไม่พอ แต่ใช้อุบายไม่ซื้อตั๋ว หากผู้ตรวจรถไฟจับได้ ให้ลงสถานีใดก็จะลง แล้วค่อยขึ้นรถไฟขบวนใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงกรุงเทพมหานคร คิดเอาไว้เช่นนั้น คิดอย่างเดียวคือไปตายเอาดาบหน้า

แต่โชคดีที่นายตรวจไม่ได้ตรวจข้าพเจ้าเลย จึงรอดพ้นจนถึงกรุงเทพมหานคร พี่สาวไปรับที่สถานีบางกอกน้อย ได้ไปพักอาศัยกับพี่คนนี้ซึ่งมีครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังลำบากอยู่ เงินที่หามาได้ก็ไม่พอใช้ตลอดเดือน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-06-2010 เมื่อ 17:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 75 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #47  
เก่า 28-06-2010, 16:15
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เมื่อเข้ามาในกรุงเทพมหานครนั้น โรงเรียนต่าง ๆ ปิดรับสมัครและสอบกันหมดแล้ว จึงไม่มีที่เรียน เหลือโรงเรียนราษฎร์ก็ไม่มีค่าเทอม โชคช่วยไปสมัครเข้าเรียนโรงเรียนเทเวศร์ศึกษา เข้าไปกราบผู้จัดการขอเรียนก่อน อ้างว่าทางบ้านยังไม่มีเงินส่งมา ท่านผู้จัดการใจดี ให้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๗ แผนกวิทยาศาสตร์

สมัยนั้นเรียนไปหนึ่งเทอมถูกเรียกไปเสียค่าเทอมก็ขอผ่อนผันต่อ ตั้งใจว่าหากสิ้นเทอมไม่มีเงินมาจ่าย ก็จะลาออกไม่เรียนต่อ แต่ทางโรงเรียนเมตตาให้เรียน สอบปลายภาคเสร็จไม่สามารถหาเงินมาจ่าย ทางโรงเรียนจึงไม่ตรวจข้อสอบให้ ต้องออกจากโรงเรียนไปหาที่เรียนใหม่

ไปสอบเข้าโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัยในตอนนั้น เราชอบกีฬาอยู่แล้ว ตอนเรียนชั้นมัธยมเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เป็นตัวแทนกีฬาเขตในกีฬาฟุตบอลและกรีฑา ไปสอบติดหนึ่งในสองร้อยคนที่เขารับเข้าเรียนสมัยนั้น การมอบตัวเข้าเรียนใช้เงินไม่มาก ๔๕๐ บาท แต่ก็ไม่มี ได้เขียนจดหมายไปขอครูใหญ่ที่สอนข้าพเจ้าตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ - ๔ เป็นเงิน ๕๐๐ บาท ท่านเมตตาส่งมาให้ จึงได้เรียนฝึกหัดครูพลานามัยรุ่นที่ ๙ ในพุทธศักราช ๒๕๐๙

ชีวิตเริ่มยุ่งยากอีก เมื่อพี่สาวไม่มีกำลังจะเลี้ยงดูส่งเสีย จึงตัดสินใจขอไปพึ่งวัดอีก ทั้งที่ไม่รู้จัก ลองไปดู พอมีโชคอยู่บ้าง ได้ไปที่วัดโพธิ์ท่าเตียน เดินไปประตูกุฏิ ก.๑๓ (คณะกลาง ๑๓) ที่เปิดอยู่ เข้าไปกราบหลวงพี่ บอกความประสงค์ขออยู่อาศัยรับใช้ท่าน

ปรากฏว่าท่านเป็นพระมาจากสงขลา ท่านเห็นใจเพราะข้าพเจ้าเองก็เป็นคนใต้ ท่านจึงรับให้อยู่ด้วย ช่วยติดตามท่านออกบิณฑบาตในตอนเช้า กินข้าวแล้วค่อยไปเรียน แต่ตอนเย็นไม่มีอาหาร ข้าพเจ้าจึงไปหาร้านขายข้าวแกงในตลาดท่าเตียน ไปขอช่วยล้างจานให้ในตอนเย็นหลังกลับจากเรียน ขอข้าวเย็นกินมื้อหนึ่ง จึงมีอาหารเย็นกินตลอด ๖ ปี

เรียนฝึกหัดครูพลานามัย ๒ ปี เข้าเรียนต่อวิทยาลัยพลศึกษาระดับ ปกศ.สูง ๒ ปี เรียนเกรดดี จึงได้รับเลือกเข้าเรียนวิทยาลัยพลศึกษาอีก ๒ ปีในระดับปริญญาตรีรวมเป็น ๖ ปี ซึ่งช่วงที่เรียนอยู่ชีวิตค่อยดีขึ้น สมัครทำงานในสโมสรอาจารย์ตอนเที่ยงได้วันละ ๑๐ บาท อาจารย์แบ่งอาหารให้กินบ้าง ตกตอนเย็นไปฝึกสอนฟุตบอลให้เยาวชนที่สวนลุมพินีได้วันละ ๑๐ บาท ตกลงได้เงินวันละ ๒๐ บาท เก็บไว้เป็นค่าหน่วยกิต กลับไปถึงวัดก็ไปล้างจานเพื่อกินข้าวเย็น ทำอย่างนี้ทุกวันจนเรียนจบ

ตอนเรียนอยู่วิทยาลัยพลศึกษา ชีวิตเริ่มผกผันในทางที่ดี ได้รับทุนการศึกษาของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นทุนเรียนดีแต่ยากจน ได้ปีละ ๕,๐๐๐ บาท และมีสัญญาเมื่อเรียนจบแล้วจะต้องชดใช้ทุน คือ ต้องไปเป็นครู ทั้งในช่วงนั้นหารายได้พิเศษวันเสาร์และอาทิตย์ ไปรับสอนว่ายน้ำตามสระต่าง ๆ ตอนเย็น ไปสอนลีลาศให้กลุ่มแม่บ้านที่ y.w.c.a. พอมีรายได้ช่วยพี่สาวและส่งให้แม่ทุกเดือน ที่เขียนเล่า เพื่อไม่ให้เห็นว่าเป็นการโอ้อวดจนเกินไป

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-06-2010 เมื่อ 17:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 75 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #48  
เก่า 29-06-2010, 07:55
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ชีวิตข้าราชการ

เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ก็ต้องชดใช้ทุนที่ได้รับตอนศึกษาอยู่ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นข้าราชการครู ที่กรมพลศึกษาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ได้บรรจุเข้าเป็นข้าราชการครูตรี วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ แต่ให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม เป็นชีวิตใหม่

เป็นข้าราชการครูภูมิใจมาก แม่ก็ดีใจเป็นที่สุด พ่อซึ่งเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๐ ไม่ได้รู้ได้เห็น ชีวิตในช่วงนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง ทำให้นึกคิดว่า “เราเกิดมาโคจรอยู่กับโลกนี้น้อยนิดในแต่ละชาติ ทำไมเราต้องเสียโอกาส ให้เวลาเป็นเหมือนมัจจุราชมาฉุดกระชากชีวิตเราไปอย่างเสียประโยชน์ พาเราไปจากโลกนี้จะไปอยู่ภูมิไหนโลกไหน หรือกลับมาสู่โลกนี้อีกหรือไม่ เราไม่มีคำตอบ แต่การกระทำบอกเราได้ ทำดีไปดี ทำชั่วไปที่ไม่ดีแน่

การทำงานเป็นข้าราชการครูเป็นงานหนัก เพราะวิทยาลัยเปิดใหม่ปีแรกต้องทำทุกอย่าง ทั้งสอนทั้งพัฒนา แต่ก็ได้เงินพิเศษจากการสอนนักศึกษาภาคสมทบ ทั้งของวิทยาลัยครูและของวิทยาลัยเอง ได้เงินก้อนแรกยกให้แม่ ช่วยพี่สาวที่กำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง ที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่าจะเสียชีวิตเมื่ออายุ ๓๕ ปี

ในการรับราชการนั้นได้ให้สัญญาไว้กับตนเองว่า จะซื่อสัตย์สุจริตทำงานเพื่อประเทศชาติ อยู่ในศีลธรรม เพราะเราเข้าใจในความทุกข์ยาก ความลำบากมานานแล้ว จึงอยากเห็นทุกคนสุขสบายด้วยอานิสงส์แห่งการทำกรรมดี ชีวิตพัฒนาไปเรื่อย ๆ เกินคาดคิด *อยู่วิทยาลัยพลศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ๔ ปี ได้พบสิ่งใหม่ ๆ มากมาย ทั้งดีและไม่ดี มีวุฒิภาวะมากขึ้น*

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-06-2010 เมื่อ 03:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 79 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #49  
เก่า 29-06-2010, 10:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

พระอริยสงฆ์ ให้แสงสว่างแก่ชีวิต

จากคนไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ยกเว้นต้องพิสูจน์ให้รู้เห็นด้วยตัวเอง อาจด้วยบุญวาสนาเป็นเหตุให้พบพระผู้มีอภิญญาที่ซ่อนตัว ไม่แสดง ไม่โอ้อวด เป็นผู้มีความสงบเยือกเย็น มีสติมั่นคง มีแต่ความเมตตากรุณาต่อทุกคน พูดน้อย พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ทักท้วงเมื่อเห็นเราเห็นผิดเป็นชอบ มีวาจาปราณีต เจริญธรรม ดำรงสติด้วยองค์กรรมฐานไม่ขาด

ท่านเป็นเสมือนผู้ให้ชีวิตที่เกิดใหม่ เมตตาให้แสงธรรมส่องสว่าง ทำให้จิตลดมานะ หมดความสงสัยในหลักธรรม เป็นผู้ปราบพยศในจิตของข้าพเจ้าให้หมดจด ใครพบเห็นท่านก็เสมือนหลวงตาองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ผู้รู้จะเคารพศรัทธาต่อหลวงพ่อมาก ถวายตัวเป็นลูกศิษย์กันมากมาย รวมทั้งตัวของข้าพเจ้าด้วย

ในขณะที่สอนครูอบรมเพิ่มวุฒิ เรียกว่าอบรม อ.ศ.ร.ชุดพลศึกษาอยู่ มีครูคนหนึ่งได้ถามข้าพเจ้าว่า "เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหม?" ความจริงคนละเรื่องกัน เนื้อหาที่สอนนั้นกำลังสอนวิชานันทนาการ เรื่องการจัดค่ายพักแรมอยู่ หรือเพราะเราสอนไม่รู้เรื่องก็ไม่ทราบได้ ข้าพเจ้าตอบว่า "เชื่อ แต่ต้องพิสูจน์ได้นะ" ครูคนนั้นก็เล่าว่า "ที่บ้านเขาอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ มีหลวงพ่อรูปหนึ่งเก่งมากชื่อ หลวงพ่อริม รัตนมุนี อยู่วัดอุทุมพร เวลาท่านถ่ายรูปจะมีภาพซ้อนเป็นสองกาย บางครั้งก็สามกายอยู่ด้านซ้ายและด้านขวา" แล้วเอารูปให้ดู ทุกคนสนใจกันมาก เมื่อดูแล้วเกิดความสนใจลึก ๆ อยู่ในใจ อยากไปพบและกราบไหว้ พิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง สอนจนจบชั่วโมง

ครูคนนั้นยังตามไปคุยด้วยและชวนไปกราบไหว้ และเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ความสนใจ ความต้องการ ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มพูนขึ้นตามอุปนิสัยของเรา ชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องเร้นลับ อยากเห็นสิ่งแปลก ๆ เพื่อแก้ความลังเลสงสัยภายในจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา จึงได้นัดแนะกันเพราะอยู่ไม่ไกลกันนัก เดินทางไปเช้าเย็นกลับจะได้ไม่เสียงาน ไปในวันหยุด

การไปพบหลวงพ่อก็ถูกกำหนดขึ้น โดยครูท่านนั้นเอารถมารับเพราะข้าพเจ้าไม่มีรถใช้ โดยเจตนาจริงตั้งใจจะไปลองวิชาหลวงพ่อ ได้เตรียมกล้องถ่ายรูปไปเพื่อขอถ่ายรูป ดูว่าจะเป็นจริงตามที่ครูท่านนั้นบอกเล่าหรือไม่ แต่ต้องถ่ายด้วยตนเอง จะได้ไม่มีข้อสงสัย

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-06-2010 เมื่อ 11:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 82 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #50  
เก่า 30-06-2010, 08:28
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default


เส้นทางจากอำเภอไปถึงวัดประมาณ ๑๕ กิโลเมตร เป็นเส้นทางทุรกันดาร ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ๆ รถวิ่งไปติดไปเป็นระยะ ๆ กว่าจะถึงวัดแสนลำบากยากเย็น เป็นวัดเล็ก ๆ มีกุฏิหลังเดียว เป็นทั้งที่พัก เป็นทั้งศาลา ทำด้วยไม้เก่า ๆ มีพระอุโบสถเก่า ๆ มุงด้วยสังกะสี ผนังทำด้วยไม้

เห็นวัดแล้วจิตปรุงแต่ง เอาความมืดมิด ความโง่ เข้าครอบจิต เกิดความไม่ศรัทธา นี่แหละที่เรียกว่า ติดวัตถุ คิดว่าพระเก่ง ๆ ต้องอยู่วัดใหญ่ ๆ ภายในวัดต้องมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างที่เคยอยู่มาแล้วในอดีต กว่าจะรู้ได้ว่า เรานี้แสนโง่จริงหนอ ก็เกือบไม่รู้ว่าโง่เพราะจิตถูกครอบด้วยโลกียวิสัยของสัตว์โลกจนจิตใจมืดมิด เหมือนคนตาบอดมองไม่เห็นแสงสว่าง ไม่มีปัญญา


สมดังที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ว่า “ไม่มีแสงสว่างใด ๆ ในโลกนี้ จะเสมอด้วยแสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่มี” แสงสว่างมี ๔ ทาง

๑. แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ (สุริยาภา)

๒. แสงสว่างจากดวงจันทร์ (จันทราภา)

๓. แสงสว่างจากดวงไฟ (อัคคยาภา)

๔. แสงสว่างจากปัญญา (ปัญญาภา)
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 74 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #51  
เก่า 30-06-2010, 10:45
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

จะเห็นว่าแสงสว่างในข้อ ๑-๓ นั้น เป็นแสงสว่างธรรมดา เห็นด้วยตา เห็นทุกอย่างเป็นวัตถุ ไม่มีความพิสดารแต่อย่างใด เห็นได้ทุกคนเสมอเหมือนกัน แต่ในข้อ ๔ นั้นเป็นแสงสว่างจากดวงจิต หรือเรียกว่าเป็นแสงสว่างแห่งปัญญา สามารถมองเห็นในสิ่งเร้นลับและสิ่งปกปิดของธรรมชาติได้ และนำมาใช้ประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้อย่างสมประโยชน์ อย่างสมดุล

อย่างหมอยาก็รู้ความเร้นลับ และสิ่งปกปิดของสมุนไพรนานาชนิด นำมาปรุงโอสถบำบัดโรคร้ายต่าง ๆ ได้ ก็ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาทั้งสิ้น เมื่อเรารู้เข้าใจเช่นนี้แล้ว ทำไมเราจะไม่เร่งปฏิบัติ เพิ่มพูนปัญญาของตนเอง เพื่อให้ปัญญาดั้งเดิมที่เรียกว่าสามัญปัญญา ให้กลับเป็นปัญญาอันบริสุทธิ์ จะได้ไม่หลงใหลอยู่กับสิ่งที่เราไม่ได้เอามา แล้วเราไม่ได้เอาไปด้วย ทั้งเป็นทุกข์อยู่กับบุคคลที่ไม่ได้มากับเรา เราก็ไม่ได้มากับเขา ไปกับเขา นั่นคือความหลงผิดของข้าพเจ้า

เมื่อเห็นวัดครั้งแรก จิตที่ห่อหุ้มด้วยโลกธรรมอันมีโลภ โกรธ หลง เหมือนคนทั่วไป อันเป็นพฤติกรรมปกติธรรมดา เพราะเรามองเปลือกนอก เป็นความไม่รู้ในช่วงนั้น คิดว่าคิดถูก ที่แท้ก็คิดผิด

เรามีกายเป็นเรือนที่อยู่ของจิต มีบ้านเป็นเรือนที่อยู่อาศัยรูปกายอันทรงด้วยคุณค่า ให้เป็นที่อาศัยของจิตที่ด้อยด้วยคุณภาพ เป็นจิตที่เจ็บป่วยอมด้วยความทุกข์ ด้วยอำนาจของกิเลส ตัณหาและราคะ ทั้ง ๆ ที่จิตนั้นสามารถจะแสวงหาความสุขและความทุกข์ได้

จิตจะรับทั้งความสุขและความทุกข์ เมื่อจิตมีความสุข ความทุกข์ก็ดับจากจิต เมื่อจิตมีความทุกข์ ความสุขก็ดับจากจิต ทางเลือกที่ดีมีอยู่ ให้โอกาสอยู่ *และมีให้กับทุกคน ไม่กีดกั้นใคร ตัวของเราเท่านั้นที่กีดกั้นตัวเอง เราเป็นผู้เลือกทั้งสิ้น เรามัวแต่เฝ้าติดตามดูผู้อื่นที่กระทำต่อเรา แล้วก็ตัดสินว่าดีหรือไม่ดี น่าคบ ไม่น่าคบ ไม่ควรสมาคมด้วย นิสัยไม่ดี ชอบอิจฉาริษยา ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ทั้งขี้โกรธ เอาแต่อารมณ์

ในบางครั้งเราก็ยังเก็บรักษาอารมณ์นั้น เอาไว้ในจิตของเรา ไม่ต่างอะไรกับคนที่เราตำหนิ ลองคิดดูสิ ? เราคิดถูกหรือคิดผิด? ใครกันแน่? ใครแย่กว่าใคร?*

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-06-2010 เมื่อ 16:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 73 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #52  
เก่า 30-06-2010, 13:07
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

เมื่อลงจากรถขึ้นศาลา หลวงพ่อนั่งอยู่ หลวงพ่อเป็นคนร่างเล็ก ท่านฉันหมากเหมือนพระสมัยก่อนทั่วไป นัยน์ตาใสมีประกายอ่อนโยน เหมือนนัยน์ตาเด็กทารก ไม่มีร่องรอยของกิเลสเหมือนคนทั่วไป ผิวสองสีแต่นวลสวยงาม มีตบะบารมีเห็นแล้วเย็น น่าเกรงขามในความสง่างามด้วย

กระแสธรรมที่สถิตอยู่ในจิตของท่าน รอยยิ้มของท่านน่าประหลาดเหมือนดอกไม้แรกแย้ม ทำให้เรามีความสุขอิ่มใจ ซึ่งผิดกับที่เราพบและกราบไหว้พระองค์อื่น ๆ นึกประหลาดใจอยู่ลึก ๆ แต่ไม่ได้พูด เพียงประทับอยู่ในจิตเหมือนตราประทับกระดาษอย่างไรก็อย่างนั้น เป็นประกายแห่งความศรัทธาเคารพเบื้องต้น จนลืมสภาพของวัด

นี่แหละหนอจิต! มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เชื่อไม่ได้ เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวไม่ชอบ เกิดง่ายก็ลืมง่าย ทั้งรักทั้งชังผสมปนเปกันไปไม่สิ้นสุด หากเราปล่อยตามกระแสไม่ควบคุมให้ดี จะหาความสุขไม่ได้เลย *

พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรคงอยู่นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับไปนอกจากทุกข์”* จริงแท้แน่นอนหนอ!


ได้ก้มลงกราบหลวงพ่อสามครั้ง หลวงพ่อทักว่า "ขอบคุณนะ ที่มาเยี่ยม" ท่านพูดเหมือนรู้จักกันมานานพร้อมกับยิ้มให้ ข้าพเจ้าบอกว่า "มาขอพรและขอถ่ายรูป เห็นเขาลือกันว่าถ่ายแล้วมีภาพซ้อน เป็นที่น่าประหลาดใจ" หลวงพ่อเหมือนรู้ใจข้าพเจ้าว่ามาลองท่าน ท่านบอกว่า "เขาลืออย่างนั้น มันบังเอิญ อย่าถ่ายไปเลย ไม่เป็นอย่างนั้นหรอก *หลวงพ่อเป็นพระแก่ ๆ รูปหนึ่งเท่านั้น* จะกราบก็กราบ จะไม่กราบก็ไม่ต้องกราบ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องมาลองหรอก"

ข้าพเจ้าสะดุ้งในใจเหมือนท่านรู้ใจเรา แต่มานะอยากลองเหนือกว่าจึงขอถ่ายรูปอีก หลวงพ่อบอกว่า "ให้เข้าไปในห้อง แล้วจะให้ดูอะไร เข้าคนเดียวนะ" คนที่ร่วมไปอีก ๕ คนไม่ได้เข้า ข้าพเจ้าจึงเข้าไปคิดว่ามีอะไรในห้องท่าน ไม่มีอะไรเลย มีพระพุทธรูปอยู่บนโต๊ะหมู่บูชา มีเสื่อปูจำวัดอยู่ผืนหนึ่ง และมีเครื่องใช้ส่วนตัวบางอย่างเท่านั้น ดูแล้วท่านเป็นผู้มีชีวิตสมถะ ห้องโล่งเปล่า ไม่มีข้าวของเก็บเลย

หลวงพ่อเดินตามเข้ามาในห้องพร้อมใส่กลอนประตูห้อง ท่านสั่งให้ถอดเสื้อผ้า จิตชั่วของข้าพเจ้าคิดว่า ท่าจะทำอะไรไม่เหมาะสม แต่เหมือนท่านรู้ "อยากลอง ถอดเสื้อผ้าสิ" ข้าพเจ้าอยากลองอยู่แล้ว จึงถอดเสื้อผ้าเหลือกางเกงในตัวเดียว ท่านบอกให้ไปกราบพระสามครั้ง กราบหลวงพ่อสามครั้ง แล้วให้นั่งลงพับเพียบ

ท่านจึงเอาไม้กลม ๆ มีเหล็กแหลมอยู่ที่ปลายไม้ มาเขียนอะไรไม่รู้ แต่คิดว่าเขียนอักขระทั่วตัวของข้าพเจ้า เจ็บมาก ในใจคิดว่าไม่เห็นมีอะไร เขียนเจ็บเป็นบ้าเลย เขียนเสร็จท่านเอาน้ำมันมนต์ในขวดทา จึงถามหลวงพ่อว่า "จะดำเหมือนสักยันต์ตามตัวไหม หากเป็นอย่างนั้นไม่เอา" ท่านตอบว่า "ไม่ดำหรอก เป็นน้ำมันมนต์เท่านั้น" จึงให้ท่านเอาน้ำมันทาทั่วทั้งตัว ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านเอามือลูบไปทั่วตัว ปากก็ภาวนาอะไรไม่รู้ ไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าท่านคงปลุกเสก จากนั้นท่านให้ก้มศีรษะลง ท่านเอามือทั้งสองข้างจับศีรษะไว้แน่น พร้อมลดปากของท่านมาจดกลางกระหม่อมเรียกว่า เป่ากระหม่อม อย่างที่เข้าใจกัน

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 30-06-2010 เมื่อ 13:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 76 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #53  
เก่า 02-07-2010, 08:38
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ขณะที่ท่านเป่าลมลงกลางกระหม่อมนั้น มันเย็นเยือกสะท้านไปทั้งตัว หนาวเหน็บถึงกระดูก ใจสั่น มันเหมือนมีเข็มเย็บผ้าหลาย ๆ ล้านเล่ม วิ่งวนไปทั่วกาย หมุนไปมาถึงหน้าอก แล้วหมุนวนเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิ

เหมือนเอาปากกามาเขียนวาดเป็นรูปในแผ่นกระดาษ อย่างไรก็อย่างนั้น ท่านเป่าไปพักหนึ่ง ท่านถามว่าเข้าแล้วหรือยัง ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าอะไรเข้า จึงเฉยอยู่ หลวงพ่อเป่าไปเรื่อย ๆ จนข้าพเจ้าวิงเวียนศีรษะ เหมือนคนจะเป็นลมหน้ามืดในที่สุด

อาการเหลือจะอธิบายให้เข้าใจได้ เสร็จแล้วหลวงพ่อท่านบอกว่า ได้ลงอักขระพร้อมทั้งได้สร้างรูปองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้สถิตอยู่ที่หน้าอกของข้าพเจ้า จะได้เป็นของคู่กาย คอยป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ในอนาคต พร้อมทั้งเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของเรา
ท่านถามว่า "สัมผัสได้ไหม" ตอบว่า "ได้" ท่านตอบว่า "ดีแล้ว สาธุ สาธุ" จากนั้นก็กราบลาท่านกลับเพราะเย็นมากแล้ว

รูปท่านก็ไม่ได้ถ่ายตามที่ตั้งใจไว้ แต่เริ่มบังเกิดความเคารพและศรัทธาในตัวท่าน มีเวลาว่าง ข้าพเจ้าจะไปหาท่านอยู่เสมอ ๆ ไปคุยกับท่าน ไปนอนกับท่านที่วัดอยู่เป็นประจำ ยิ่งอยู่ใกล้ท่านมากเท่าไหร่ ความเคารพเริ่มเพิ่มพูนมากขึ้นทุกขณะ

เหมือนหลวงพ่อค่อย ๆ ปูทางเดินชีวิตของข้าพเจ้าโดยแท้ ท่านสอนให้สวดพุทธมนต์ พานั่งสมาธิทุกครั้งที่ไปนอนกับท่าน ท่านจะเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ แปลก ๆ ที่ท่านได้พบเห็นจากการเจริญภาวนา เที่ยวไปตามป่า ตามถ้ำ เดินไปทั่วประเทศไทย เข้าไปในประเทศลาว เขมร พม่า

อาจารย์ของหลวงพ่อเป็นฆราวาส ๒ คน คนหนึ่งสอนวิชาอาคม อีกคนหนึ่งสอนกรรมฐาน เดินป่าทั้งสองคนจะไปด้วยกันทุกครั้ง พร้อมสอนวิชาให้ท่านจนหลวงพ่อบรรลุธรรมอันวิเศษ ข้าพเจ้าได้พบกับท่านอาจารย์ของหลวงพ่อทั้งสอง

ส่วนเรื่องต่าง ๆ ที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังมากมาย ทั้งในนิมิตและพบจริง ทั้งท่องแดนสวรรค์ แดนมนุษย์ แดนยมโลก เมืองพญานาค ข้าพเจ้าจะไม่เขียนเล่าไว้ในนี้ ต้องไปหาอ่านในประวัติของหลวงพ่อ ซึ่งท่านได้บันทึกเอาไว้ คาดว่าคงอยู่ในวัดเพราะหลวงพ่อได้มรณภาพแล้วตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๘ ข้าพเจ้าจึงไม่อาจล่วงเกินครูบาอาจารย์ได้ ต้องขออภัยไว้ในที่นี้ด้วย



แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 05-07-2010 เมื่อ 09:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #54  
เก่า 02-07-2010, 09:37
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

สำหรับท่านที่อยากรู้เรื่องจากประสบการณ์ของหลวงพ่อที่ข้าพเจ้าได้ฟัง จนจดจำแทบไม่หมด ทั้งพิสดาร ตื่นเต้น สนุก ฟังไม่เบื่อ *ทั้งมีความสงสัยตามประสาคนชอบท้าทายให้ต้องตามพิสูจน์* ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อรู้อุปนิสัยของข้าพเจ้าจากฌานสมาธิของท่าน จึงเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟังเพื่อปูทาง ชักนำให้ข้าพเจ้าเดินให้ถูกทาง ไม่หลงผิด และจูงใจให้ใคร่อยากรู้ อยากเห็นด้วยตนเอง มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ มันท้าทายความอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง อยากเห็นจริง

จากที่หลวงพ่อได้พบกับข้าพเจ้า หลวงพ่อเริ่มออกจากวัดมากขึ้น ไปเยี่ยมข้าพเจ้าที่บ้านพักอยู่บ่อย ๆ แทบจะทุกเดือนก็ว่าได้ อยู่พักครั้งละหลาย ๆ วัน จึงจะกลับวัด ท่านจะเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ได้รับรู้ ให้นำไปปฏิบัติ ล่อหลอกให้เกิดศรัทธา มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ท่านเมตตาให้กับข้าพเจ้ามากที่สุดคือ การลงอักขระในกายให้ทุกครั้งที่พบท่าน ทุกวันที่หลวงพ่อพักอยู่ที่บ้าน (ก่อนข้าพเจ้าจะไปทำงาน) หลวงพ่อฉันอาหารไม่ยาก จึงไม่เป็นภาระอันใด ตอนเช้าหลวงพ่อถือบาตรออกไปโปรดสัตว์ ท่านอยู่ง่าย พูดน้อย (ยกเว้นเมื่อข้าพเจ้าพบกับท่าน)

เป็นเรื่องแปลกเพราะได้ทราบมาว่า โดยปกติท่านไม่ใคร่ออกจากวัด เคร่งปฏิบัติ ไม่ขาดแม้แต่วันเดียว อยู่ที่บ้าน เราไปทำงาน ท่านเข้ากรรมฐานทั้งวัน กลับมากี่ครั้งเห็นท่านนั่งอยู่อย่างนั้น ไม่เคล็ด ไม่เมื่อย เหมือนก้อนหินก้อนหนึ่ง บางคืนเห็นท่านนั่งทั้งคืน บางคืนท่านไปเดินหน้าบ้านพักทั้งคืน

อีกเรื่องหนึ่ง ถามชาวบ้านข้างวัดว่า หลวงพ่อเล่าอะไรให้ฟังบ้าง ชาวบ้านบอกท่านไม่พูด ถามคำตอบคำ ท่านเป็นเช่นนี้มาตลอด ข้าพเจ้าถามหลวงพ่อว่า “ทำไมมาหาข้าพเจ้าบ่อย" ท่านตอบว่า "ต่างคนต่างมีหน้าที่” แล้วท่านไม่พูดอีก ยิ้มให้ด้วยความเมตตา ซึ่งคำตอบนั้น ข้าพเจ้าไม่เข้าใจจนบัดนี้
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #55  
เก่า 02-07-2010, 16:57
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อแสดงอภิญญา ปราบพยศ

ก่อนอื่น ท่านใดที่พบได้อ่านข้อเขียนต่อไปนี้ อาจเคยได้รู้มาแล้ว อาจไม่เคยรู้มาเลย อาจเคยพบด้วยตนเอง อาจเคยได้อ่านประวัติของครูบาอาจารย์มาบ้าง ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านได้พานพบต่าง ๆ นานา เหตุการณ์มีทั้งส่วนคล้าย มีทั้งส่วนต่าง ขอให้ท่านจงใช้เหตุผล อย่าใช้อารมณ์ ทั้งเชื่อและไม่เชื่อ ขอให้ใช้สตินำหน้าปัญญา ใช้ปัญญานำหน้าอารมณ์ อย่าใช้อารมณ์นำหน้าปัญญา อย่าใช้ปัญญานำหน้าสติ จะทำให้คิด กระทำ พูดอะไร ก็จะไม่ผิดพลาด

ส่วนท่านใดจะวิจารณ์ติติงก็เป็นสิทธิของแต่ละคน ที่จะมองกันได้หลายแง่ หลายมุมมอง ล้วนไม่อาจหักห้ามได้ แต่อย่าหลับตาวิจารณ์ ในสิ่งที่ไม่ได้พบเห็น ไม่บังควร เสมือนในโลกใบนี้ มีประเทศต่าง ๆ อยู่มากมาย หลายร้อยประเทศอยู่ทั่วโลก ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ต่างความเชื่อ บางประเทศบางคนเคยไปเห็น บางคนไม่เคยไปเห็นเลย คนที่ไม่เคยไปในประเทศนั้นจะวิจารณ์ ไม่ควรทำ จะไม่เป็นการชอบธรรม

ถ้าเราจะวิจารณ์ในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เราไม่เคยรู้จัก เราจะแปลภาษาต่าง ๆ ที่เราฟังไม่รู้ในภาษานั้นได้อย่างไร ว่าเขาต้องการอย่างไร ? เขาพูดว่าอย่างไร ? เขาบอกอะไรกับเรา ? เขาปรารถนาอะไร ? บอกความนัยอย่างไร ? เขาต้องการรู้อะไร ?

เมื่อเราฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ภาษาเรา ถ้าเราจะแปลภาษานั้น ๆ ให้คนอื่นฟัง ก็ย่อมไม่ถูกต้องแน่นอน ฉันใดก็ฉันนั้น เราพูดในสิ่งที่ไม่รู้ ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เหมือนคนอื่นที่เคยพบเห็นมา หากเราวิจารณ์ลงไป ย่อมเป็นความคับแคบในจิตของเราเอง อย่าทำลายโอกาส จงให้โอกาสกับตนเอง ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความจริงทั้งมวล

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 02-07-2010 เมื่อ 20:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 73 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #56  
เก่า 05-07-2010, 08:07
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

อย่างตั้งความหวังจะให้ลูก ๆ ของเราเรียนเก่ง เป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนเพื่อฝึกอ่านเขียน แต่กลับส่งเด็กคนอื่นเข้าเรียนแทน แล้วให้ลูกเราเก่งดังใจนึก ย่อมไม่บังเกิดผลที่ตั้งใจ

โดยกฎธรรมชาติบุคคลใดทำอะไร ย่อมชำนาญได้อย่างนั้น ใครกินคนนั้นอิ่ม คนหนึ่งกิน อีกคนหนึ่งพลอยอิ่มไปด้วยนั้น ย่อมไม่มีในกฎ เด็กคนหนึ่งเรียน เด็กอีกคนหนึ่งจะอ่านออกเขียนได้ ก็ย่อมไม่มีเช่นกัน

หากท่านสงสัย ขอให้เอาตัวของท่าน เข้ามาทดลองด้วยตัวของตัวเอง อย่าอาศัยคนอื่น แล้วมานั่งจินตนาการเอา แล้ววิจารณ์ในทางนิยมชมชอบ ในทางตำหนิติติง ไม่ถูกทั้งสองประการ เพราะนักปราชญ์ย่อมรู้ว่าบุคคลผู้นี้หาได้เป็นบัณฑิตไม่ “ไม่รู้อย่าชี้ นิ่งเสีย ไม่มีใครรู้ว่าเราโง่

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 05-07-2010 เมื่อ 09:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 71 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #57  
เก่า 05-07-2010, 08:49
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อแสดงอัศจรรย์ ละสังขาร

วันหนึ่งหลวงพ่อไปบอกข้าพเจ้าว่า จะไปสร้างสำนักสงฆ์ที่เขาแหลมติดชายแดนเขมร ให้ไปช่วยหน่อย นัดวันเวลากันแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปตามกำหนด มีชาวบ้านประมาณสิบกว่าคนไปด้วยกัน ถึงบริเวณที่จะสร้างสำนักตามที่ต้องการ หลวงพ่อทำพิธีบอกกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขา ขอพื้นที่ตามประเพณี

เล่ากันว่า ท่านได้นิมิตให้มาสร้างสำนักสงฆ์บริเวณนี้ เพื่อสืบทอดพระศาสนา เป็นการสั่งสมบารมี และบริเวณนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่มากมาย จะพาไปดู ให้พักเหนื่อยกันเสียก่อน ทุกคนได้พักกินอาหาร หายเหนื่อยแล้ว

ท่านก็พาเดินไปที่ก้อนหิน ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง ก้อนหินลูกนั้น ไม่ได้ตันอย่างที่คิด ข้างในกลวง มีรูเป็นช่องเล็ก ๆ คนเข้าไม่ได้ รูกว้างขนาดลูกบาตรพระขนาดใหญ่เล็กน้อย ใช้ไฟฉายส่องเข้าไปภายในกว้างพอสมควร ก็ไม่เห็นมีอะไร ข้าพเจ้าได้บอกกับหลวงพ่อ หลวงพ่อยิ้มอย่างสงบตามวิสัยของท่าน

ท่านบอกว่า "มี
เป็นเต่าหิน ๒ ตัว (เต่าที่เป็นหิน)" ส่องไฟเข้าไปสำรวจดูอย่างถี่ถ้วนแต่ก็ไม่เห็น หลวงพ่อจึงไปที่ปากปล่องแล้วพูดว่า "ลูกเอ๋ยออกมาให้เขาเห็นกันหน่อย เป็นบุญตา" ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากภายใน มีเสียงดังมาก น่าตกใจ ได้ส่องไฟเข้าไปดู เห็นเต่าเป็นหินจริง ๆ ได้เคลื่อนไหวไปมาที่ปากปล่อง

หลวงพ่อเอามือเข้าไปลูบคลำ พูดคุยด้วยเหมือนสื่อกันได้ เข้าใจภาษาซึ่งกันและกัน ความอยากรู้ จึงยื่นมือเข้าไปจับดู พร้อมส่องไฟเพื่อให้รู้ชัดว่าเป็นอะไร ไม่ใช่เต่าธรรมดา แต่เป็นเต่าหิน ๒ ตัวที่ประหลาด เต่าหินนั้นเคลื่อนไหวได้ หลวงพ่อบอกเป็นกายสิทธิ์อยู่คู่เขาลูกนี้ เขาเป็นเต่าหินแต่มีฤทธิ์ เขาบำเพ็ญบารมีอยู่หลายพันปี *แล้วอยู่เฝ้ารอองค์พระศรีอาริยเมตไตรยพระพุทธเจ้าในอนาคต* อยากได้อะไรให้ขอเอา ได้ดูกันแล้วกลับมายังที่พัก สิ่งที่พบเห็นจะเป็นอะไรก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่ว่าเต่าสองตัวนั้นเป็นหินแน่ ได้บอกแล้วแต่ตอนต้น

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-07-2010 เมื่อ 13:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 72 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #58  
เก่า 06-07-2010, 07:56
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หลวงพ่อจะปราบพยศในตัวข้าพเจ้า ให้เดินให้ถูกทางที่กำหนดให้ หลวงพ่อจะรู้อะไร ในชะตาชีวิตของข้าพเจ้าก็เหลือจะเดาได้ ความสัมพันธ์อะไรมาจากอดีตก็เหลือจะหยั่งคิดเช่นกัน ข้อเขียนต่อไปจะเปิดเผยให้รู้เป็นขั้นตอน หากติดตามอ่านจนจบกระบวนความ

จากนั้นพวกเราลงมือเตรียมสถานที่ เก็บกิ่งไม้ที่ล้มอยู่เพื่อทำบริเวณให้สะอาด เก็บไม้แห้งมากองรวมกันไว้เป็นกองใหญ่ ตกกลางคืน ขณะที่นั่งพักผ่อนอยู่หลังกินอาหารค่ำแล้ว หลวงพ่อสั่งให้เผากองไม้ที่สุมอยู่ เพื่อให้ได้แสงสว่างและบรรเทาความหนาว แล้วหลวงพ่อได้ขึ้นไปนั่งบนโขดหินที่ยื่นออกมาเหนือกองไฟที่เผาอยู่ด้านล่าง

ในขณะที่กองไฟลุกโชนอยู่นั้น บังเกิดเหตุให้พวกเราตกใจกันจนทำอะไรไม่ถูก สับสนอลหม่านกันทุกคน บ้างร้องไห้ บ้างทรุดตัวลงกับพื้นส่งเสียงเซ็งแซ่ ฟังไม่เป็นภาษา ไม่เว้นตัวข้าพเจ้าเองก็ตระหนกตกใจ สติขาด คุมอารมณ์ไม่อยู่แม้แต่คนเดียว

เมื่อทุกคนค่อยคุมสติได้ ก็มีแต่ความเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์ในตัวหลวงพ่อ นั่งดูร่างกายของหลวงพ่อถูกอัคคีเผาไหม้ เห็นน้ำมันเดือด จีวรถูกไหม้ไม่เหลือจนเห็นกระดูกสีขาว เห็นโครงกระดูกสีขาว เห็นโครงกระดูกหลวงพ่อต้องผจญเพลิง เพลิงเผาไหม้ไม่มีเหลือ จากชิ้นใหญ่ กระดูกค่อยเล็กลงจนเป็นผง เราเห็นกันทุกคน

มันเกิดอะไรขึ้น ขณะที่กองไฟกำลังลุกโชนนั้น หลวงพ่อที่นั่งสมาธิอยู่บนโขดหินที่ยื่นออกมา ได้ตกลงมาในกองไฟกองใหญ่นั้น ไฟเผาไหม้ร่างหลวงพ่อ แต่แปลกไม่ได้ยินเสียงร้องของหลวงพ่อเลย ท่านตกลงมานอนนิ่ง ให้ไฟเผาจนหมดทั้งร่าง

ทุกคนตกใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น เมื่อไฟมอดแล้ว คณะได้ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะเก็บกระดูกหลวงพ่อกลับไปวัด ทุกคนลงความเห็นว่า ไฟได้ไหม้หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ทุกคนเห็นด้วยกัน เห็นพร้อมกัน เวลาเดียวกัน จับกลุ่มดูไฟไหม้ร่างของหลวงพ่อด้วยตาของตัวเอง เห็นตั้งแต่ต้น ท่ามกลางและในที่สุดเหมือนกัน จึงลงความเห็นเหมือนกันว่า หลวงพ่อได้มรณภาพในกองไฟแล้วด้วยการตกจากโขดหินสู่กองไฟ สิ้นชีวิตแน่นอน

ไม่มีใครคนหนึ่งคนใดที่จะสงสัยในข้อนี้ มีแต่อาลัย เสียใจ คิดต่าง ๆ นานา หดหู่ในดวงจิต อาวรณ์ เศร้าหมอง ห่วงหา ได้รับความทุกข์กันทุกคน เพราะทุกคนเคารพรัก ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ เมื่อของรักของหวงต้องจากไป ความเสียใจ ความเศร้าโศก เข้ามาครอบงำเป็นธรรมดา เป็นปกติในโลกธรรม เป็นสัจจะของโลกียวิสัยของปุถุชนสามัญ ย่อมไม่มีอะไรแตกต่าง จากอดีตจนถึงปัจจุบันแม้ต่อไปในอนาคต
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 70 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #59  
เก่า 07-07-2010, 08:04
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

หากละอัตตาไม่ได้ อนิจจังก็บังเกิด ทุกขังก็ตามมา อนัตตาก็ดับไปเช่นนี้ เป็นอย่างนี้ตลอดไป เวียนว่ายในวัฏฏะตลอดไป ไม่มีที่สิ้นสุด กฎแห่งกรรมนั้นมีความยุติธรรม เที่ยงธรรมเสมอภาคกันทุกคน ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกเพศวัย ต้องพบปะกับทุกคนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ต้องมาถึงเราแน่นอน

จึงสมควรเตรียมใจสร้างสติให้เป็นมหาสติ เตรียมตัวเสียก่อน ก่อนจะถึงวันนั้น จะได้ไม่กลัว จะได้ไม่อาวรณ์กับร่างกายที่เราอาศัยเขาอยู่ พร้อมเสมอที่จะไป พร้อมเสมอที่จะอยู่ พร้อมเสมอที่จะพบเหตุการณ์ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเราจะไปไหน รู้แต่ว่า เมื่อเราทำดีย่อมรู้ว่าไปภูมิภพที่ดี เมื่อทำไม่ดีไว้ย่อมไปภูมิภพที่ไม่ดี ไปที่ทุกข์ยากลำบากยากเย็นเข็ญใจ ได้รับทุกข์ทรมานแน่แท้

ถ้ารู้อย่างนี้ เราต้องเตรียมตัวเพื่อตาย เรามีทางเลือก เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ดีกับชั่วให้เลือกเอา เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่เราจะเรียกหา เมื่อทำดีย่อมไปดี ทั้งในปัจจุบันและอนาคตภพ เมื่อทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ทั้งปัจจุบันภพและอนาคตภพเช่นกัน

ขอจงใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ อย่ามัวหลงผิด “คิดผิด ให้คิดใหม่” ยังไม่สาย เมื่อรูปนี้ยังไม่แตกดับเรียกว่า มัจจุราชยังให้โอกาสอยู่ กำลังเปิดโอกาสให้ คิดได้แล้ว ลงมือปฏิบัติธรรม เจริญกรรมฐาน อย่ามัวรีรอ เงื้อง่าราคาแพงอยู่ ตัดสินใจให้เด็ดขาด จะไปดี ไปไม่ดี แล้วอย่าเสียใจ เราตัดสินชีวิตของเราเอง เลือกทางเดินเอง อย่าโทษผู้อื่น

ปัจจุบันที่เราพบเหตุการณ์ในชีวิตของเรา ล้วนเป็นการแสดงผลกรรมจากอดีตของเราทั้งสิ้น ไม่มีใครกลั่นแกล้งเรา เราสร้างมันมาเอง เราสะสมกรรมดี กรรมชั่วมาเองทั้งสิ้น เมื่อรู้แล้วรีบแก้ไข ไม่มีคำว่า “สายไปเสียแล้ว คนที่คิดว่าสายไปเสียแล้ว คือ คนตายแล้วเท่านั้น เพราะไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา เรียกก็ไม่ขาน วานก็ไม่ทำ หมดเวลาจริง ๆ พึงระลึกเสมอว่า ชีวิตนี้น้อยนัก จะทำอะไรให้รีบทำเสีย จะได้ไม่เสียใจภายหลัง อย่าเรียกหาให้คนอื่นมาช่วย ขอจงช่วยตนเองเถิด จะบังเกิดผลแน่แท้”

ขณะที่พวกเรานั่งรอบกองไฟ ซึมเศร้า เสียใจ รุ่มร้อน อยู่ในใจกันทุกคน หน้าตาแต่ละคนล้วนบอกอาการต่าง ๆ กันอยู่นั้น พวกเราขนลุกขนพองตกใจกันทั่วหน้า ได้ยินเสียงหลวงพ่อถามว่า "ทำอะไรกันอยู่? ร้องไห้ทำไม?" เราเห็นหลวงพ่อลุกขึ้นจากกองไฟที่กำลังมอดลง เหลือแต่ถ่านลุกแดงอยู่ที่ตัวหลวงพ่อ ควันฟุ้งไปทั่วตัว ทุกคนตะลึงกันไปหมด

ได้ยินเสียงจากกองไฟ ร้องไห้กันทำไม? ไม่ต้องเสียใจ? ท่านย้ำอีกครั้ง หลวงพ่อยังไม่ตายหรอก เพียงแต่อยากเผาสังขารเก่าทิ้ง!!! เอาสังขารใหม่กลับมาเท่านั้น !!!

พวกเราต่างเข้ามากราบแทบเท้าของท่าน เมื่อท่านออกจากกองไฟ น่าประหลาดนัก มันเป็นการแก้ความลังเลสงสัย ทิฏฐิมานะในจิตใจของข้าพเจ้า ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด พยศในจิตเริ่มคลาย แม้จะไม่หมดเสียทีเดียว ทั้งนี้เพราะศรัทธาเข้ามาแทนที่ ความลังเลสงสัยอยากพิสูจน์ของข้าพเจ้าให้ลดน้อยลง เบาบางไป ได้สอบถามหลวงพ่อว่า "ทำได้อย่างไร?" ท่านตอบว่า "จะยากอะไร เมื่อฝึกจิตถึงระดับหนึ่ง จิตก็จะมีอิทธิฤทธิ์ ทำได้ทุกคน หากสามารถเดินฌาน ๑-๔ ได้สมบูรณ์ เจริญวสีได้ สร้างความชำนาญในการเดินฌานได้ดีแล้ว ย่อมทำได้เหมือนกันไม่ว่าพระหรือฆราวาส"
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 70 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #60  
เก่า 08-07-2010, 09:24
ลัก...ยิ้ม ลัก...ยิ้ม is offline
ทีมงานเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: May 2009
ข้อความ: 2,827
ได้ให้อนุโมทนา: 17,765
ได้รับอนุโมทนา 170,543 ครั้ง ใน 4,842 โพสต์
ลัก...ยิ้ม is on a distinguished road
Default

ท่านว่า "คนเราอยากรู้ อยากเห็น อยากลอง ไม่เชื่อ หัวดื้อ เห็นคนอื่นทำได้ แต่ตัวเองไม่ยอมศึกษา มัวแต่เฉยอยู่ ไม่รักตัว มัวแต่มองคนอื่น จับผิดคนอื่นอยู่ ไม่จับผิดตนเอง ยังจะเป็นคนอยู่หรือ?"

ข้าพเจ้าสะดุ้ง เอาเข้าแล้ว ว่าเราแน่ เริ่มดัดสันดานเราอีกแล้วหรือนี่ ได้รำพึงในใจ แต่ก็วางเฉยไม่พูดไม่โต้ตอบ หลวงพ่อท่านจึงกล่าวต่อว่า "อะไร ๆ ในโลกนี้ มีอีกมากที่คนไม่รู้ ค้นไม่พบแล้วยังอวดรู้ การได้ร่ำเรียนมาสูง ๆ แล้วมานั่งทะนง อวดตัวว่าเก่ง ช่างน่าเสียใจจริง ๆ" หันมาถามข้าพเจ้าว่า "จริงไหม" ได้ตอบหลวงพ่อว่า "จริงกระมัง" ท่านหัวเราะแล้วให้ไปพักผ่อน

แต่เห็นท่านนั่งสมาธิอยู่ที่เดิมทั้งคืน นั่งหลับตาไม่ไหวกายแม้แต่น้อย เพราะข้าพเจ้านอนอยู่ข้างท่าน นอนไม่หลับ คิดทั้งคืนในสิ่งที่พบเห็น คิดสับสนไปหมด เราอยู่ที่นั่น ๕ คืน ในคืนหนึ่งข้าพเจ้าแอบกระซิบกับหลวงพ่อว่า เคยได้ยินเขาเล่าว่า "พระเก่ง ๆ ท่านไปบิณฑบาตข้าวทิพย์เทวดาจริงไหม?" ท่านตอบว่า "จริง"

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย ลัก...ยิ้ม : 08-07-2010 เมื่อ 13:01
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 68 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ ลัก...ยิ้ม ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 11:30



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว