กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 12-08-2018, 18:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,184
ได้ให้อนุโมทนา: 75,890
ได้รับอนุโมทนา 3,189,977 ครั้ง ใน 22,556 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันเสาร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๑

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราเอาไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกของเราไหลตามลมหายใจออกมา ส่วนคำภาวนานั้น จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ ที่เรามีความถนัด มีความชำนาญมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ ที่อยากจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ หลายท่านปฏิบัติธรรมมานาน แต่ละคนนับเป็น ๑๐ ปี แต่หาความก้าวหน้าในการปฏิบัติไม่ได้

การหาความก้าวหน้าในการปฏิบัติไม่ได้นั้น เกิดจาก ๒ สาเหตุ สาเหตุแรก คือ ทำเกิน แบบเดียวกับที่อาตมาปฏิบัติอยู่ ๓ ปีไม่ได้อะไรเลย เพราะอยากได้มากจนเกินไป สาเหตุที่ ๒ คือ ทำขาด เวลาทั้งวันเราปล่อยให้สภาพจิตของเราโดนกิเลสกิน มากกว่าที่จะชำระจิตของตนให้ผ่องใส อย่างเช่นว่าเราเจริญกรรมฐานตรงนี้จนถึง ๑ ทุ่ม เราก็ได้แค่ไม่กี่นาที แต่หลังจากนี้เราปล่อยกำลังใจของเราทิ้งไปเลย โดยที่ไม่ได้รักษาอารมณ์กรรมฐานนั้นเอาไว้ ก็แปลว่าระยะเวลาที่สภาพจิตสะสมความดีมีน้อย สภาพจิตที่ไหลไปตามกระแสกิเลสคือ รัก โลภ โกรธ หลง มีมากกว่ามาก

การที่เราปฏิบัติแล้วจะทำให้สภาพจิตของเราทรงความดีไว้ได้ ก็แปลว่าเราจะต้องรู้วิธีที่จะประคับประคองรักษาสภาพจิตของเราให้มีความผ่องใส ให้มีความหนักแน่นอยู่กับอารมณ์ปฏิบัติเช่นเดียวกับตอนที่เรานั่งภาวนา เพราะว่าการภาวนาหวังความหลุดพ้นของพวกเรานั้นเปรียบเสมือนการว่ายทวนน้ำ เมื่อเราว่ายทวนน้ำมาครึ่งชั่วโมง ถึงเวลาเลิกปฏิบัติแล้วเราก็ปล่อยลอยตามน้ำไปเป็นวันเป็นคืน

ลองนึกถึงสภาพความจริงว่า เราตะเกียกตะกายว่ายทวนน้ำครึ่งชั่วโมง แล้วระยะเวลาที่เหลือเราปล่อยให้ลอยตามน้ำไป ถ้าวันหนึ่ง ๒๔ ชั่วโมง ก็แปลว่าเราลอยตามน้ำไป ๒๓ ชั่วโมงครึ่ง แล้วเราจะเอาความก้าวหน้ามาจากไหน ? ดีไม่ดีก็หลุดปากอ่าวออกทะเลไปเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2018 เมื่อ 15:18
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 39 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 13-08-2018, 18:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,184
ได้ให้อนุโมทนา: 75,890
ได้รับอนุโมทนา 3,189,977 ครั้ง ใน 22,556 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การที่ท่านทั้งหลายปฏิบัติแล้วหวังความก้าวหน้า เมื่อเราทรงอารมณ์ได้ในขณะที่นั่งภาวนาแล้วออกจากที่นั้น ต้องใช้สติสมาธิประคับประคองรักษาอารมณ์ของเรา ให้มั่นคงอยู่กับการภาวนาไว้ ซึ่งถ้าเป็นการทรงอารมณ์ในช่วงนั้น แต่ละคนจะทำอะไรช้าลงโดยอัตโนมัติ เพราะกลัวว่าสมาธิจิตจะหลุดจากการภาวนา จะเป็นบุคคลที่พูดน้อยลงโดยอัตโนมัติ เพราะกลัวว่าคำพูด ความฟุ้งซ่านของเรา จะทำให้สมาธิจิตหลุดไปจากการภาวนา

แรก ๆ เราก็จะรักษาอารมณ์ได้แค่พักเดียวเท่านั้น ดีไม่ดีก็ไม่ถึง ๑ นาที ๒ นาทีเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าหากเราเพิ่มความเพียรเข้าไป ก็จะรักษาได้นานขึ้น เป็น ๓ นาที ๕ นาที ๑๐ นาที แล้วแต่ระยะเวลาที่ฝึกซ้อมการปฏิบัติ จนกระทั่งได้เป็น ๑๕ นาที ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ก็เท่ากับเรายืดระยะเวลาของการปล่อยอารมณ์ของเราให้ฟุ้งซ่านได้นานขึ้น สภาพจิตทรงความดีมากขึ้น รักษาความผ่องใสเอาไว้ให้ได้ยาวนานขึ้น

จนกระทั่งได้ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง ๕ ชั่วโมง ครึ่งวัน ๑ วัน ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน ๕ วัน ๖ วัน ๑ อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ ๓ อาทิตย์ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือนเป็นต้น

ถ้าเราสามารถรักษาอารมณ์จิตของเราให้ผ่องใสจากกิเลสได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ปัญญาที่เด่นชัดขึ้นมาเพราะกิเลสถดถอยไป ก็จะทำให้เรามองเห็นช่องทางว่า จะประคับประคองรักษาอย่างไร สภาพจิตของเราจึงจะผ่องใสเช่นนี้ได้ ถ้าจับจุดนี้ถูกเมื่อไร ความก้าวหน้าในการปฏิบัติก็จะมาถึงท่านทั้งหลายเมื่อนั้น

เพียงแต่ว่าการปฏิบัตินั้น จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท ต้องขยัน ทำแล้วรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่อง มีหลายท่านเมื่อสมาธิจิตของเราถึงที่สุดแล้ว สภาพจิตจะคลายออกมาเองโดยอัตโนมัติ ถึงเวลานั้นให้รีบหาวิปัสสนาญาณให้สภาพจิตไปคิดไปพิจารณา มิฉะนั้น..จิตจะเอากำลังสมาธิที่ได้ ไปฟุ้งซ่านใน รัก โลภ โกรธ หลง แทน ซึ่งจะเป็นการฟุ้งซ่านที่รุนแรงมาก เพราะว่าได้กำลังจากสมาธิไปใช้ในการฟุ้ง กลายเป็นเราเลี้ยงเสือไว้กัดไว้ทำร้ายตัวเราเอง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2018 เมื่อ 20:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 30 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 13-08-2018, 18:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,184
ได้ให้อนุโมทนา: 75,890
ได้รับอนุโมทนา 3,189,977 ครั้ง ใน 22,556 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ที่กล่าวถึง เพื่อให้ท่านสังวรไว้ว่า ในการปฏิบัติของเราถ้าหวังความก้าวหน้าจริง ๆ อย่าปล่อยให้สภาพจิตของเราฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์อื่น พยายามรักษาให้อยู่กับการภาวนาให้นานที่สุดในแต่ละวัน

ถ้าประคับประคองรักษาได้ข้ามวันข้ามคืนยิ่งดี สภาพจิตจะเข้าสู่ภาวะของพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะตื่นหรือจะหลับ มีสติรู้เท่าทันกิเลส กิเลสไม่สามารถกินใจได้ทั้งหลับและตื่น สภาพจิตจะผ่องใสยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะว่าอกุศลกรรมใหม่เกิดไม่ได้

เมื่อเราขยันทำความดีไปเรื่อย ก็เหมือนกับเติมน้ำจืดลงในน้ำทะเล ท้ายที่สุดความเค็มก็หายไปเหลือแต่ความจืด คือความชั่วหายไปเหลือแต่ความดีเท่านั้น หลังจากนั้นเราค่อยมาละดีกันอีกทีหนึ่ง

ลำดับต่อ ไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันเสาร์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๑

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย คะน้า)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2018 เมื่อ 20:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 36 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:21



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว