กระดานสนทนาวัดท่าขนุน

กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 28-01-2020, 21:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,640
ได้ให้อนุโมทนา: 88,642
ได้รับอนุโมทนา 3,774,979 ครั้ง ใน 27,101 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๓

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก..ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ ที่เรามีความถนัด มีความชำนาญมาแต่เดิม

อย่าเปลี่ยนคำภาวนาบ่อย การเปลี่ยนคำภาวนาบ่อย กำลังใจของเราที่เคยชินกับของเก่า ก็จะวิ่งไปหาของเก่าอยู่เรื่อย ถ้าเราเปลี่ยนคำภาวนาบ่อย ของเก่าก็ยังไม่ได้ ของใหม่ก็ยังไม่ดี สภาพจิตจะฟุ้งซ่านได้ง่าย เพราะว่าส่วนใหญ่แล้ว คำภาวนาเป็นเพียงเครื่องโยงใจให้เป็นสมาธิ เราจะถนัดใช้คำภาวนาแบบใดก็ได้

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๓ เมื่อวานนี้เราได้กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมว่า ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือหวังความหลุดพ้นไปสู่พระนิพพาน เป้าหมายแรกที่เราต้องยึดหัวหาดให้ได้ คือความเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเน้นที่ตรงศีล ๕ เมื่อเรารักษาศีล ๕ เพราะเราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีล ๕ เพราะเรารู้ตัวว่าจะตาย ตายแล้วเราขอไปพระนิพพาน ดังนั้น...ศีล ๕ จึงเป็นแกนหลักของความเป็นพระโสดาบัน

แต่ถ้าจะเอาให้มั่นคงจริง ๆ ก็ให้เพิ่มเป็นกรรมบถ ๑๐ ซึ่งจะควบคุมในส่วนของวาจาและใจคิดให้มากขึ้น ก็คือนอกจากไม่พูดโกหกแล้ว ก็ยังไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดวาจาไร้ประโยชน์ ในเรื่องของความคิด ก็ต้องมีความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น จึงตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ ไม่คิดโกรธเกลียดอาฆาตพยาบาทผู้อื่น การไม่พยาบาทผู้อื่นนั้น ความโกรธยังมีได้ แต่เมื่อเรื่องราวเลยไปแล้วให้ลืมความโกรธนั้นเสีย อย่าไปผูกโกรธไว้ เป็นต้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-01-2020 เมื่อ 01:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 27 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 28-01-2020, 21:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,640
ได้ให้อนุโมทนา: 88,642
ได้รับอนุโมทนา 3,774,979 ครั้ง ใน 27,101 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

คราวนี้การที่เราปฏิบัติแล้วจะมีความก้าวหน้าหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่แล้วนักปฏิบัติธรรมมีความกังวลกันทุกคน ก็ให้เราวัดจากกิเลสหยาบ คือนิวรณ์ ๕ ว่า ในแต่ละวัน ใจของเราโดนนิวรณ์ ๕ กินได้หรือไม่ ? ก็คือใจไปประหวัดถึง รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ บ้างหรือไม่ ?

ใจของเราไป โกรธ เกลียด อาฆาตแค้น ผู้อื่นหรือไม่ ? เรามีความง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจปฏิบัติหรือไม่ ? เรามีความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติหรือไม่ ? เรามีความฟุ้งซ่าน สมาธิไม่รวมตัวหรือไม่ ? นี่เป็นสิ่งที่วัดได้ง่ายที่สุด ถ้ามีนิวรณ์ ๕ อย่างนี้อยู่ในใจของเรา ก็แปลว่าสภาพใจของเราไร้คุณภาพ ตกเป็นทาสของกิเลส โอกาสที่จะก้าวถึงความเป็นพระอริยเจ้าก็ไม่มี จำเป็นต้องขับไล่นิวรณ์ออกไปให้เร็วที่สุด

วิธีไล่นิวรณ์ที่ง่ายที่สุดก็คือ ตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออก ถ้าหากว่าสติสมาธิของเราอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ตามดู ตามรู้เข้าไปจนสุด หายใจออก...ตามดู ตามรู้ออกมาจนสุด ก็คือให้ใจของเราอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตอนนี้ อยู่กับเดี๋ยวนี้ โดยมีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเราต้องตาย หายใจเข้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกไม่หายใจเข้าก็ตายอีกเช่นกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 29-01-2020 เมื่อ 02:00
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 26 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 30-01-2020, 09:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 23,640
ได้ให้อนุโมทนา: 88,642
ได้รับอนุโมทนา 3,774,979 ครั้ง ใน 27,101 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ความตายอยู่ใกล้เราขนาดนี้ ถ้าหากว่าตายแล้ว ขึ้นชื่อว่าการเกิดมามีร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์เช่นนี้ เราไม่ต้องการ การเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากเร่าร้อนนี้ เราไม่ต้องการ เราต้องการที่เดียวคือพระนิพพาน เอาใจสุดท้ายของเราจดจ่ออยู่กับพระนิพพานไว้ ถ้ากำลังใจของเรามีพระนิพพานเต็มเปี่ยมเมื่อไร เราก็ไม่ต้องเกาะพระนิพพาน เพราะว่าเราอยู่กับพระนิพพานแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้

ก็แปลว่าอันดับแรก ท่านต้องเกาะ คือเกาะในความดี เกาะในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกาะในพระนิพพาน หรือว่าเกาะสมาธิ เกาะสมาบัติ แต่เมื่อทำจนเต็มที่แล้ว เราไม่ได้เดินขึ้นบันได ก็ไม่ต้องเกาะราวบันได เพราะว่าเราเข้าไปอยู่ในห้องนั้นแล้ว ก็จะมีการปล่อยวางการยึดเกาะทั้งปวงเองโดยอัตโนมัติ ขอให้ทุกท่านพึงเข้าใจตามนี้ เพราะส่วนใหญ่คิดว่าต้องเกาะถึงจะไปพระนิพพานได้ ถ้าท่านเกาะอยู่ท่านจะไปไหนไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าท่านทำถึงแล้ว...ก็ไม่ต้องเกาะเอง

ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านเติมบุญ
วันอาทิตย์ที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๓

(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย น้องผักชี)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 30-01-2020 เมื่อ 20:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 20 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:55



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว