กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์

Notices

เก็บตกจากบ้านอนุสาวรีย์ เก็บข้อธรรมจากบ้านอนุสาวรีย์มาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #41  
เก่า 13-06-2009, 21:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "เรื่องของสมถะกับวิปัสสนา จริง ๆ เหมือนกับคนผูกขาติดกัน ต้องผลัดกันก้าวทีละขา ถ้าก้าวขาเดียวไปแล้วไม่ก้าวอีกขา พอไปถึงแล้วก็โดนกระตุกกลับเข้ามา

สมถะคือการสร้างกำลัง วิปัสสนาเป็นอาวุธ มีกำลังและอาวุธจะตัดจะฟันอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้น..เราภาวนาจนอารมณ์มันทรงตัวเต็มที่ ถ้าสังเกตแล้วจะรู้ว่าพอเต็มที่มันจะถอยของมันมาเอง ตอนที่มันถอยนี่แหละ ถ้าเราไม่หาวิปัสสนาให้มันคิด มันจะฟุ้งซ่านไปในรัก โลภ โกรธ หลงเลย แล้วจะรัก โลภ โกรธ หลงได้ชัดเจนมาก จนกระทั่งเขาบอกว่าอยากรู้ว่ามีกิเลสเท่าไหร่ให้ไปทำกรรมฐาน

นั่นเรื่องจริง เพราะถ้าเราใช้ไม่เป็น ด้วยความที่จิตมันนิ่ง จิตมีกำลัง
ในเมื่อมีกำลัง ถ้าเราไม่ใช้ในด้านดีก็เอากำลังไปใช้ในด้านชั่ว รัก โลภ โกรธ หลงจะเด่นชัดมาก ๆ เลย

คราวนี้พอสมาธิเริ่มถอย เราก็หางานให้มันทำ ก็คือ วิปัสสนาญาณเอาให้มันคิด ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ จนยอมรับสภาพจริง ๆ ว่ามันเป็นอย่างนั้น ถ้ามันยังไม่ยอมต้องคิดใหม่

ตอนคิด เราจะคิดไปเรื่อย ๆ จิตมันจะดิ่งลึกไปเรื่อย จะเห็นชัดเจนไปเรื่อย จะกลายเป็นภาวนาอีกรอบหนึ่ง พอมันเข้าไปในการภาวนามันจะเป็นสมถะ เราก็ว่าสมถะไป ก็แปลว่าเมื่อกี้เป็นสมถะหนึ่งก้าว แล้วเรามาวิปัสสนาหนึ่งก้าว พอมันสุดแล้วมันเป็นสมถะอีกก้าวหนึ่ง ก็เลยเป็นภาวนาสลับพิจารณาไปเรื่อย


ไม่ใช่ไปเริ่มต้นใหม่นะ เราทำอย่างนั้นมันจะเข้าหาสมาธิของมันเอง เพียงแต่ว่าการพิจารณาจะดิ่งลึกเข้าไปเรื่อย
ทำอันใดอันหนึ่งไม่พอ

สมถะอย่างเดียวมีกำลัง แต่ถ้าหากเผลอหลุดเมื่อไหร่กิเลสก็งอกงามใหม่ วิปัสสนาอย่างเดียวมันเป็นอาวุธก็จริง แต่ถ้ากำลังไม่พอมันก็ตัดอะไรไม่ได้ ต้องทำสองอย่างสลับกัน มันผูกขาติดอยู่ ทิ้งกันไม่ได้หรอก ถ้าทิ้งแล้วไปเอาอันเดียว มันหลุดได้ เพราะว่าเราต้องใช้สมาธิ ใช้ฌานสมาบัติกดรัก โลภ โกรธ หลงให้กิเลสกระดิกไม่ได้ ทับหญ้า ทับนาน ๆ หญ้ามันตาย แต่อย่าให้หลุดนะ ถ้าหลุดนี่มันงอกงามกว่าเดิมปกติหลายเท่าเลย

เรื่องของวิปัสสนาก็เหมือนกัน ถ้าหากเราคิดไป ๆ ก็จะเป็นสมาธิได้ แต่ว่าสมาธิในวิปัสสนากำลังจะน้อย กว่าจะตัดกิเลสได้ต้องสั่งสมไปเรื่อย ที่เขาบอกว่าให้ใช้สมาธิจดจ่อต่อเนื่อง จดจ่อต่อเนื่อง มันจะภาวนาไปเรื่อยตามที่เขาบอก ก็คือขาดไม่ได้ ถ้าทิ้งช่วงเมื่อไหร่ก็เจ๊งเลย

เราจะเห็นว่าต่อให้เป็นอาจารย์ที่มาสอนและสอบอารมณ์กับเราก็ตาม เผลอเมื่อไหร่ก็ไหลตามเรา ตอนสอบอารมณ์พอเขาหลุดจากสมาธิ ก็ไหลตามเราเหมือนกัน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 14:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 101 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #42  
เก่า 13-06-2009, 21:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "ไม่ว่าจะเป็นสายไหนก็ตาม ที่สุดแล้วก็เหมือนกัน แต่สำคัญตอนทำต้องทำให้ต่อเนื่อง ถ้าไม่ต่อเนื่องก็เหมือนกับการที่เราฝืนกระแสว่ายทวนน้ำ

ทีนี้พอเราฝืนไป ๆ ถ้าเราปล่อยก็ไหลตามน้ำ จะกลายเป็นว่าขยันทำงาน แต่พอถึงเวลาก็ไหลตามน้ำไป ว่ายน้ำเท่าไหร่ก็ได้เท่าเดิมเพราะฉะนั้น
..ต้องทำให้ต่อเนื่อง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 102 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #43  
เก่า 13-06-2009, 21:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เวลาที่กำลังอยู่ในอารมณ์สมาธิอยู่ ทีนี้พอไปคุยกับคนอื่นแล้วจะมีความรู้สึกว่าเหนื่อย
ตอบ : เรื่องของสมาธิ บางทีเราก็ไม่อยากคุยเลย ถ้าต้องฝืนใจมาคุย ก็ต้องฝืนในลักษณะ"ให้มันหน่อย" คนที่เคยยกข้าวสารเป็นกระสอบ อยู่ ๆ โดนตัดกำลังไป แต่ดันไปยกกระสอบเท่าเดิมก็แย่สิครับ

มีอยู่อย่างเดียวว่า
เรารักษาอารมณ์แล้วคลายกำลังออกมาคุยกับเขา ก็จะเป็นปกติ แต่ถ้าเราคลายออกมาไม่หมดไปคุยกับเขาก็จะเหนื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:37
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 102 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #44  
เก่า 13-06-2009, 21:53
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เวลานอน เมื่อตื่นขึ้นมา หนูจะรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยในที่นี้คือเหนื่อยกายในไม่ใช่กายนอก
ตอบ : บางทีสมาธิจิตเราใช้ไปโดยไม่รู้ตัว ใช้ตอนหลับ เราอาจจะพยายามกดกิเลสบางส่วนเอาไว้ไม่ให้มันงอกงามตอนเราหลับอยู่ ตรงที่เราต้องกอดต้องปล้ำกับมันตรงนั้น จะทำให้เราเหนื่อยจนลิ้นห้อย แต่ถ้าทำให้ชำนาญ หลับกับตื่นเท่ากัน คราวนี้จะไม่เหนื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 104 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #45  
เก่า 13-06-2009, 22:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "ขอยืนยันว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าถ้าเราปฏิบัติเมื่อไหร่ได้ผลเมื่อนั้น อย่าเพิ่งไปท้อว่าไม่ใช่สมัยพุทธกาล ทำแล้วไม่ได้มรรคไม่ได้ผล ไม่จริงครับ อยู่ที่เราทำจริงหรือเปล่า?

เรื่องของการปฏิบัติเป็นการสั่งสม ค่อย ๆ สะสม พอถึงระดับหนึ่งแล้วจะเริ่มงอกเป็นดอกเป็นผลขึ้นมา เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ จะไปเร่งรัดให้มันโตก็ไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันหน้าที่บำรุงรักษาก็ขาดไม่ได้ จึงต้องทำอยู่เรื่อย ๆ

ผมนึกถึงหลวงพ่อมหาธนิต ปญฺญาปสุตฺโต ท่านอยู่วัดเทพศิรินทร์ ท่านตั้งใจไว้เลยว่า จะเรียนทางโลกให้จบประโยคเก้า

แล้วหลังจากนั้นท่านจะทุ่มเทให้กับทางธรรม แล้วท่านก็ทำได้อย่างปากว่าจริง ๆ เพราะท่านเป็นคนจริงจัง พอจบประโยคเก้า ท่านขออนุญาตอาจารย์แบกกลดออกธุดงค์เลย ทั้ง ๆ ที่ อาจารย์เสียดายมาก ๆ อยากได้ตัวใช้งาน เพราะท่านเรียนเก่ง แล้วท่านก็อยู่ป่าจนกระทั่งมรณภาพในป่า เป็นพระป่าสมใจเลย ต้องเรียกว่าตายกลางสมรภูมิ กว่าคนจะรู้ศพท่านก็เน่าแล้ว ท่านนั่งสมาธิตาย

อย่างท่านหลวงพ่อมหาธนิต ท่านตั้งใจเรียนเพื่อศึกษาธรรมจริง ๆ จะได้มั่นใจว่าแปลพระไตรปิฎกได้แน่นอน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 105 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #46  
เก่า 13-06-2009, 23:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกในเรื่องการปฏิบัติว่า "ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก ย้ำแล้วย้ำอีก ถ้าจิตยอมรับจริง ๆ ก็จะไม่ดิ้นรน ถ้าจิตยอมรับจริง ๆ จะเห็นสภาพธรรมดา จะไม่เบื่อ ไม่หน่าย ไม่ได้อยากตาย แต่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะตาย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 104 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #47  
เก่า 14-06-2009, 10:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : การปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเสียที
ตอบ : ทำขาด การปฏิบัติของเราขาดความต่อเนื่อง ต้องถามว่า ถ้าเราจะเอาผลภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วเราให้เวลาในการปฏิบัติกี่ชั่วโมง?

ถ้าจะเอาให้ได้ผลจริง ๆ ต้องทุ่มเทให้กับมัน แต่ว่าการทุ่มเทไม่ได้หมายถึง เราไม่ทำอย่างอื่นเลย หากแต่ว่าเวลาเราทำแล้วให้กำลังใจมันทรงตัว ลุกแล้วอย่าทิ้งเลย ให้รักษากำลังใจนั้นเอาไว้ให้อยู่กับเรา จะพูด นอน เดิน ยืน กิน จะทำอะไรก็ตาม ให้กำลังใจเหมือนกับตอนที่เรานั่งปฏิบัติ

ถ้าสามารถทำอย่างนี้ให้ต่อเนื่องได้ ความก้าวหน้าจะมี ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็อยู่แค่นั้นแหละ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:50
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 101 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #48  
เก่า 14-06-2009, 11:34
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "ในเรื่องการปฏิบัติต้องทำให้เกิดผล ถ้าเกิดผลแล้วเราจะเริ่มเชื่อ แต่สำคัญที่ว่า ทุกอย่างเริ่มจากศรัทธา แม้ว่าศรัทธายังไม่เต็มร้อย แต่พอปฏิบัติไปแล้วมันจะมาเอง ถ้าศรัทธาเต็มร้อยเราจะทุ่มให้กับการปฏิบัติ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 96 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #49  
เก่า 14-06-2009, 14:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : กรรมบถ ๑๐
ตอบ : จริง ๆ แล้วกรรมบถ ๑๐ เป็นของละเอียดมาก การพูดเพ้อเจ้อ ก็คือ การพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ขัดขวางกับการปฏิบัติความดี อันนี้คือเป็นหลัก ๆ

ฉะนั้น..ถ้าหากไม่ได้ชวนกันทำความดี ชวนไปทำความชั่ว หรือไม่ก็ไปพูดไปคุยโดยเสียเวลาการปฏิบัติความดี ตรงนี้ก็เป็นการพูดเพ้อเจ้อ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 25-08-2014 เมื่อ 14:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 99 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #50  
เก่า 14-06-2009, 15:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "การศรัทธาในพระรัตนตรัย ถ้ายังไม่มั่นคงแน่นแฟ้นจริง การปฏิบัติก็ยังไม่จริงจัง ถ้าหากศรัทธาในพระรัตนตรัยมั่นคงแน่นแฟ้นจริง การปฏิบัติก็จะทุ่มเท"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 99 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #51  
เก่า 14-06-2009, 15:35
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ตอนไปบ้านอนุสาวรีย์ เถรีพกหนังสือเพชรพระอุมาไปอ่านด้วย พออ่านจบไปหนึ่งเล่ม พระอาจารย์ถามว่า "ได้อะไรจากมันตรัยบ้าง?

เราต้องดูไปจุดที่ว่า มันตรัยพยายามทุกอย่างที่จะรักษาคัมภีร์มายาวิน เพราะว่าคัมภีร์นั้นเป็นศูนย์รวมของทุกอย่างที่เขาเสริมสร้างเอาไว้ สูญเสียเมื่อไหร่ก็แปลว่าพังทลาย


ทำอย่างไรเราจะรักษาสภาพจิตใจของเราไม่ให้สูญเสียไปเพราะรัก โลภ โกรธ หลงได้ เพราะถ้าเสียเมื่อไหร่ทุกอย่างก็พังหมด

แม้ว่ามันตรัยมันจะเป็นตัวโกงในสายตาของเรา แต่เขาบอกว่าให้ดูเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา ดูหนังดูละครให้ย้อนดูตัว คิดให้เป็น ถ้าหากว่าปราศจากจินตนาการ คราวนี้ความดีมันเข้ายาก แต่ว่าจินตนาการให้มันพอเหมาะพอดี ถ้าจินตนาการเตลิด กู่ไม่กลับ ออกทะเลได้อย่างเดียว ไปลิบ ๆ เลย

มันตรัยจะเก่งอย่างนั้นได้ เพราะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก เราเองถ้าอยากเก่งก็ต้องแบบเดียวกัน ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนทุกอย่าง อย่าลืมว่าเขาแยกจิตได้ใช่ไหม? รู้ว่าอันตรายจะเกิดขึ้นกับร่างนี้ก็ทิ้งมันก่อน ไปอยู่อีกร่างหนึ่ง ลักษณะสภาพจิตของเราก็เหมือนกัน รู้ว่าอันตรายจะเกิดขึ้นจากรัก โลภ โกรธ หลง ก็รีบเผ่นไปหาพระ เลียนแบบได้ แต่ไม่ใช่ทำอย่างเขา"

ถาม : แล้วแหม่มมาเรียละคะ?
ตอบ : ตั้งแต่เล่มแรก ๆ จนกระทั่งเล่มท้าย ๆ เราจะเห็นความมุ่งมั่นของแหม่มมาเรีย เขามุ่งมั่นว่าจะปล้ำรพินทร์ให้ได้ ตรงจุดนี้แหละ เราเอาความมุ่งมั่นของเขามาใช้ กรรมฐานกองใดที่เราจะทำ เราต้องทำให้ได้ เหมือนอย่างที่มาเรียเขาตั้งใจจะปล้ำรพินทร์ให้ได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 15:57
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 96 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #52  
เก่า 14-06-2009, 15:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เราจะเห็นว่า จริง ๆ ตัวละครแต่ละตัวเขาจะมีความดีของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าเขาอาจจะเอาไปใช้ผิดด้าน อย่างที่เมื่อครู่ได้บอกกับท่านมหาฯ ว่า เมื่อเราฝึกภาวนาเสร็จแล้ว พอใจคลายออกมาต้องรีบมาพิจารณา ไม่เช่นนั้นจะไปในด้านรัก โลภ โกรธ หลง กลายเป็นเอากำลังในการภาวนาไปใช้ในทางด้านนั้น และกำลังมันจะรุนแรงมาก ต้องรีบดึงมาพิจารณา อย่าใช้ผิดด้าน

ในเรื่องของตัวละครต่าง ๆ หรือความประพฤติของเขา
แม้ว่าจะอยู่ในด้านที่ไม่ดี แต่เรามาคิดว่า ถ้าเป็นด้านดีเราจะเอากำลังมาใช้อย่างไร เหมือนกับตอนที่ทิดหนูบวชอยู่ เขาอ่านหนังสืออยู่ เพื่อนจะทำอย่างไรเขาไม่สนใจ เพ่งอยู่กับหนังสือ ฉะนั้น..ทำอย่างไรจะเอากำลังใจที่มุ่งมั่นและเจาะจงอย่างนั้นมาใช้กับการปฏิบัติ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 16:09
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 97 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #53  
เก่า 15-06-2009, 00:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์ได้ยกเรื่องราวของบุคคลสมัยพุทธกาลที่เกี่ยวข้องกับตุ้มหูมาให้ฟัง ดังนี้

"ตุ้มหู บางคนก็เรียกต่างหู แต่ในพระไตรปิฎกถ้ากล่าวถึงตุ้มหูมีคนดังอยู่สองท่าน ท่านแรกเป็นตัวอย่างที่ดีก็คือ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร

มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเป็นลูกเศรษฐี แต่พ่อขี้เหนียวอย่าบอกใครเลย ในเมื่อพ่อขี้เหนียว แม้แต่เครื่องประดับของลูกก็ไม่ใช้ทองเหมือนบ้านอื่นเขา แกไปเอาไม้มากลึงเป็นตุ้มหูแล้วขัดเสียเงาวับ ให้ลูกใส่ เขาก็เลยเรียก
มัฏฐกุณฑลี แปลว่า ผู้มีต่างหูเกลี้ยง

เนื่องจากมัฏฐกุณฑลีเป็นลูกเศรษฐี จึงอาละวาดตามใจชอบ ความชั่วทุกประเภทมีอะไรทำหมด ดูแล้วสมควรลงนรกเป็นอย่างยิ่งแต่กลับไม่ได้ลง ทีนี้ด้วยความที่ตัวเองเที่ยวมาก ก็เลยป่วยหนัก พ่อก็กลัวว่าถ้าญาติมาเยี่ยมแล้วเห็นทรัพย์สินเงินทองจะเอ่ยปากขอ ก็เลยเอาลูกไปวางทิ้งไว้ที่ระเบียงนอกชาน หายารักษาตามมีตามเกิด อาการก็ไม่หายมีแต่หนักขึ้น ๆ


พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปพร้อมกับพระอานนท์ ไปบิณฑบาต เห็นมัฏฐกุณฑลีเข้าก็เลยรู้วิสัยของคน ๆ นี้ อย่างน้อยก็จะได้ประโยชน์จากการปรากฏของท่าน ก็เลยเปล่งฉัพพรรณรังสีไปปรากฏเฉพาะหน้า มัฏฐกุณฑลีก็แปลกใจว่าแสงอะไร ป่วยจนไม่มีแรงก็พยายามเอียงคอมอง เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านไปก็ทราบว่าพระสมณโคดม รู้จัก...แต่ไม่เคยทำบุญด้วย ทำแต่ความชั่วทุกชนิด

ทีนี้วาระสุดท้าย มัฏฐกุณฑลีก็คิดว่า ใคร ๆ เขาว่าพระสมณโคดมเก่งมาก ถ้าหากว่าได้ท่านมารักษาเราน่าจะหาย คิดอย่างนั้น ก็เลยน้อมจิตนึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส พอดีตายตอนนั้น ไปเป็นเทวดา


คราวนี้คนเป็นพ่อ
อทินนกปุพพกพราหมณ์ พอลูกตายเอาไปป่าช้า ไปร้องไห้เสียดายลูก ส่วนมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรขึ้นไปเกิดอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองคำ ก็คิดว่าเราทำความดีอะไรนะ ถึงได้มีสมบัติขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ตอนมีชีวิตอยู่ไม่เคยทำ ก็เลยรู้ว่าเกิดจากการระลึกถึงพระพุทธเจ้า พุทธานุสติเพียงช่วงไม่กี่วินาทีก่อนตาย

มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเห็นพ่อร้องไห้ในป่าช้าก็เลยจะไปจัดการเสียหน่อย ว่าแล้วก็แปลงร่างหน้าตาเหมือนเดิมทุกอย่าง มาถึงก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นบ้าง อทินนกปุพพกพราหมณ์คิดถึงลูก อยู่ ๆ ได้ยินเสียงร้องไห้ก็หันไปดูว่าเป็นเสียงใคร เราร้องไห้เพราะลูกตาย ก็เลยถามพ่อหนุ่มร้องไห้ทำไม

พอเจ้าหนุ่มหันหน้ามา ปรากฏว่าหน้าตาเหมือนลูกชายตัวเอง แกก็เลยยิ่งคิดถึงลูกเข้าไปใหญ่ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรบอกว่า "ข้าพเจ้ามีรถอยู่คันหนึ่ง ช่างเขาประกอบได้วิจิตรสวยงามมาก แต่ว่าไม่มีล้อ ตอนนี้อยากได้ล้อรถ" อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็เห็นว่า ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับลูกตัวเอง หน้าตาคล้ายคลึงมากก็เลยคิดว่า ถ้าหากหนุ่มนี้อยู่ก็เหมือนกับว่าเป็นลูกของเรา ก็บอกว่า "เจ้าอยากได้ล้อรถแบบไหน เราจะให้ จะเป็นล้อทองคำ ล้อแก้วมณีก็จะให้"


มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเซ็งเลย ตอนมีชีวิตอยู่พ่อขี้เหนียวไปทุกอย่าง ตอนตายใครไม่รู้โผล่มาจะให้แม้กระทั่งแก้วมณี ก็เลยบอกว่า "ล้อรถที่อยากได้ไม่ใช่แก้วมณีหรอกครับ อยากได้พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาเป็นล้อรถ" อทินนกปุพพกพราหมณ์ได้ฟังก็ฉุนขึ้นมา บอกว่า "บ้าหรือเปล่า ของมันอยู่บนท้องฟ้า จะเอามาทำล้อรถได้อย่างไร?"

มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรที่แปลงมาเป็นชายหนุ่มบอกว่า "ถ้าผมบ้าลุงก็บ้าด้วย ถึงผมจะเอาพระอาทิตย์พระจันทร์มาเป็นล้อรถ ผมก็ยังมองเห็น แต่ลูกของลุงที่ตายไปแล้ว ลุงอยากให้ฟื้นขึ้นมาใหม่ ลุงเห็นหรือเปล่าว่าลูกอยู่ไหน?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 23-06-2015 เมื่อ 12:55
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 98 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #54  
เก่า 15-06-2009, 00:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

อทินนกปุพพกพราหมณ์พอได้ยินเข้าก็ได้สติ ยกมือไหว้บอกว่า "พ่อมาณพพูดจาเป็นภาษิตแท้ บ้านช่องอยู่ที่ไหนอยากรู้จัก" มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็เลยแสดงให้เห็นเป็นวิมานทองคำของเทวดา แล้วบอกว่าตัวเขาก็คือมัฏฐกุณฑลีลูกชายของท่านเอง แต่ว่าตายแล้วขึ้นไปสวรรค์มีวิมานทองคำอยู่ อานิสงส์เกิดจากการที่ระลึกถึงพระสมณโคดมด้วยความเลื่อมใสก่อนตายเท่านั้นเอง

อทินนกปุพพกพราหมณ์ถามว่าได้ขนาดนั้นจริง ๆ หรือ? มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็บอกว่า "ใช่..ขนาดนั้น แล้วถ้าหากพ่ออยากได้อานิสงส์ยิ่งกว่านี้นะ ให้เลิกขี้เหนียว ให้ทำบุญใส่บาตรกับพระในพุทธศาสนาบ้าง"

อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็ถามว่า "จะทำได้อย่างไร?" มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก็บอกว่า "ให้ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมกับพระสงฆ์ที่เชตวันมหาวิหารมาเลี้ยงเพลที่บ้าน จัดอาหารถวายท่าน อานิสงส์ที่ได้จะมหาศาลจนประมาณมิได้"

อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็เลยตกลง เพราะเห็นกับตาแล้วว่าลูกแค่นึกถึงยังได้บุญขนาดนี้ ตัวเองอยากได้บุญ ตอนนี้หายขี้เหนียวแล้ว ก็เลยไปนิมนต์พระพุทธเจ้า แต่ก็ยังสงสัยอยู่ ไปนิมนต์พระพุทธเจ้าแล้วก็ทูลถามว่า "ข้าแต่พระสมณโคดม
..บุคคลที่เพียงแค่ระลึกถึงนามพระองค์ท่าน ตายแล้วไปสู่สุคติมีหรือไม่"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พราหมณะ..ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลที่ระลึกถึงนามของตถาคตตายไปแล้วไปสู่สุคตินั้น ไม่ได้มีเป็นร้อยเป็นพัน แต่มีนับโกฏิ เธอก็ได้เห็นตัวอย่างจากมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลูกชายของเธอแล้วไม่ใช่หรือ?"

พระพุทธเจ้าท่านทราบ อทินนกปุพพกพราหมณ์ก็เลยเกิดเลื่อมใสนิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันเพล พระพุทธเจ้าก็เรียกมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรมาพร้อมกับวิมานให้เป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่นั้นมาอทินนกปุพพกพราหมณ์คงต้องเปลี่ยนชื่อ เพราะชื่อ
อทินนกปุพพกพราหมณ์ แปลว่า ผู้ไม่เคยให้มาในปางก่อน ก่อนหน้านี้ไม่เคยให้ใคร เพิ่งจะมาให้ตอนนี้เท่านั้น

ดังนั้น..พูดถึงเรื่องต่างหู ท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร คือท่านผู้มีต่างหูเกลี้ยงใช่ไหม? ทีนี้พอขึ้นไปข้างบนตุ้มหูไม่ได้เป็นไม้แล้ว แต่เป็นทอง ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่มาเทศน์โปรด มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรจะมีอายุอยู่แค่ ๗ วันข้างบนเท่านั้น พอพระพุทธเจ้าเทศน์โปรดท่านก็กลายเป็นพระโสดาบัน ก็เลยอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น..อย่านินทาแรง ท่านได้ยิน..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 23-06-2015 เมื่อ 13:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 100 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #55  
เก่า 15-06-2009, 00:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เรื่องนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสในมหากัมมวิภังคสูตรว่า บุคคลผู้ตั้งใจปฏิบัติภาวนา ทรงฌานสี่ได้ ยังทิพจักขุญาณให้เกิดขึ้น สามารถรู้เห็นนรกสวรรค์ แล้วกล่าวว่าบุคคลทำความดีไปสวรรค์โดยส่วนเดียว บุคคลทำความชั่วไปนรกโดยส่วนเดียว ตถาคตขอกล่าวว่าไม่ใช่

ท่านบอกว่า บุคคลผู้ทำดีในอดีตทำชั่วในปัจจุบัน...ไม่แน่ว่าจะไปชั่ว ตัวอย่างคือมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ในอดีตเคยทำดีมาก่อน เคยสร้างพระพุทธรูป อานิสงส์มาส่งผลในชาติปัจจุบันที่ชั่วแสนชั่ว แต่มาทันในวินาทีสุดท้าย เพราะฉะนั้น

ในอดีตทำดี...ในปัจจุบันทำชั่ว....ไม่แน่ว่าจะไปชั่ว
ในอดีตทำชั่ว....ปัจจุบันทำชั่ว....ไปชั่วแน่นอน
ในอดีตทำดี....ปัจจุบันทำดี......ไปดีแน่นอน
ในอดีตทำชั่ว....ปัจจุบันทำดี......ไม่แน่นักว่าจะไปดี


ตัวอย่างก็คือนางมัลลิกาเทวี ทำความดีมาตลอดชีวิต ก่อนตายจิตเศร้าหมองระลึกถึงกรรมเก่าของตนเอง จึงตกนรกเสีย ๗ วัน ท่านถึงได้บอกว่าเห็นนรกสวรรค์แล้วอย่าได้บอกว่าคนที่ทำดีแล้วไปสวรรค์ คนที่ทำชั่วแล้วไปนรก ไม่แน่
อดีตดี......ปัจจุบันดี..........ถึงจะไปดี
อดีตชั่ว.....ปัจจุบันชั่ว......ถึงจะไปชั่ว
อดีตดี......ปัจจุบันชั่ว......ไม่แน่ว่าจะไปชั่ว
อดีตชั่ว.......ปัจจุบันดี.....ไม่แน่ว่าจะไปดี


เพราะว่าแล้วแต่วาระกรรมมันจะส่งผลเมื่อไหร่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 23-06-2015 เมื่อ 13:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 102 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #56  
เก่า 15-06-2009, 15:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เรื่องที่สองก็ตุ้มหูอีกเหมือนกัน แต่องค์นี้ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านชื่อ โสณกุฏิกัณณะ แปลว่าผู้มีต่างหูงาม ตุ้มหูนี้สวยจริง ๆ ราคาเป็นโกฏิ ท่านเป็นลูกมหาเศรษฐี เฉพาะตุ้มหูอย่างเดียวราคาแพงขนาดนั้น

ท่านโสณกุฏิกัณณะตั้งใจบวชในพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระอรหันต์ ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าให้เป็น
เอตทัคคะทางพูดแสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ ใครได้ฟังก็ชอบใจ ดังนั้น..ถ้าหากว่ากล่าวถึงเรื่องตุ้มหู ในพระไตรปิฏกล่าวไว้ชัด ๆ คือ สองท่าน คือ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรและพระโสณกุฏิกัณณะ"

ถาม : แล้วพระนางกุณฑลเกสีเถรีละคะ?
ตอบ : นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ตุ้มหู แต่ผมของท่านขดเป็นวงกลมเหมือนกับแหวน ก็เลยเรียก กุณฑลเกสี แปลว่า ผมขดเหมือนวงแหวน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 16:36
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 95 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #57  
เก่า 16-06-2009, 14:57
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์บอกว่า "ในเรื่องของการทำบุญ ต้องมีปัญญาประกอบ รู้จักเลือกเนื้อนาบุญ อย่างท่านอังกุระเทพบุตร
สร้างโรงทาน ๘๐ โรง เลี้ยงคนทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลาสองหมื่นปี ไปเกิดเป็นเทวดามีบุญน้อยที่สุดในดาวดึงส์ เทวดาองค์ไหนมาก็ต้องหลีกให้เขา เพราะว่าท่านเกิดในช่วงว่างจากพระพุทธศาสนา ช่วงนั้นคนไม่ได้อยู่ในศีลในธรรม

พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพุทธมารดา อินทกะเทพบุตรและอังกุระเทพบุตร มากราบพระพุทธเจ้าพร้อมกัน ท่านนั่งอยู่ซ้ายและขวา เมื่อเทวดาที่มีศักดานุภาพใหญ่กว่ามาถึง อังกุระเทพบุตรต้องหลีกให้เขา ท่านก็ถอยไปเรื่อย..ถอยไปเรื่อย แต่อินทกะเทพบุตรนั่งอยู่ที่เดิม

ท้ายสุดพอประชุมเทวดาครบถ้วน อังกุระเทพบุตรอยู่สุดขอบจักรวาลพอดี แต่อินทกะเทพบุตรยังนั่งอยู่ที่เดิม แม้แต่พระอินทร์มา อินทกะเทพบุตรยังไม่ต้องหลีกเลย พระพุทธเจ้าก็เลยถามบุรพกรรม ทั้ง ๆ ที่พระองค์รู้แต่ทรงถามให้เจ้าตัวเล่าเอง

อังกุระเทพบุตรจึงได้เล่าให้ฟังว่าในอดีตชาติ ท่านเกิดมาในช่วงที่มนุษย์มีอายุขัย ๘๐,๐๐๐ ปี ช่วงวาระสุดท้ายบั้นปลายชีวิตตั้งโรงทาน ๘๐ โรง เนื่องจากเป็นมหาเศรษฐี ท่านเลี้ยงคนทั้งกลางวันกลางคืนเป็นเวลา ๒๐,๐๐๐ ปี แต่ก็มีบุญอยู่แค่นี้ เพราะอยู่ในช่วงโลกว่างจากศาสนา คนไม่ได้อยู่ในศีลในธรรม

พอพระพุทธเจ้าถามอินทกะเทพบุตร อินทกะเทพบุตรก็เล่าว่าในชีวิตทำบุญครั้งเดียว ท่านเป็นชาวป่ามีอาชีพตัดฟืนขาย อยู่กับแม่และน้องสาว หลังคาบ้านก็รั่ว ผ้าก็ขาด วันหนึ่งมีพระธุดงค์ผ่านไป ๖ องค์ อินทกะเทพบุตรเห็นเข้าก็ดีใจ ได้ข่าวว่ามีพุทธศาสนาเกิดขึ้นมานานแล้ว มีพระสงฆ์มานานแล้ว

อยากทำบุญแต่ติดด้วยเรื่องทำมาหากิน เพราะว่าท่านตัดฟืนขาย กว่าจะได้ฟืนก็หมดไปครึ่งค่อนวัน กว่าจะไปถึงตลาด กว่าจะขายฟืนหมด ไหนจะต้องซื้ออาหารกลับมาเลี้ยงแม่และน้องก็หมดวันพอดี ไม่มีโอกาสไปกราบพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม ไม่มีโอกาสไปกราบพระสงฆ์เพื่อฟังธรรม

พอเห็นพระเข้าก็เลยดีใจ นิมนต์พระขอถวายอาหาร อินทกะเทพบุตรก็เอาอาหารแค่ในส่วนที่มี ส่วนใหญ่ก็เป็นข้าว กับข้าวก็เป็นพวกผัก ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ ๖ รูป
ถือเป็นสังฆทานเพราะว่าครบองค์สงฆ์คือเกิน ๔ รูปขึ้นไป

อินทกะเทพบุตรถวายอาหารครั้งเดียวในชีวิต เกิดเป็นเทวดามีศักดานุภาพเกินเจ้านาย(พระอินทร์)เสียอีก เพราะพระทั้ง ๖ องค์นั้นเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย

ดังนั้น..
ในเรื่องของการทำบุญ ถ้ารู้จักเลือกเนื้อนาบุญ อานิสงส์บุญก็จะได้มากกว่าปกติ ถ้าถามว่าทำบุญแล้วยังอยากได้บุญอยู่ ก็ถ้าไม่อยากได้แล้วทำไปทำซากอะไร? เพียงแต่ว่าอย่าหลงในบุญ เรารู้ว่าบุญนั้นดีเราก็ทำ เรารู้ว่าบาปนั้นชั่วเราก็ละ ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยึดเกาะทั้งดีทั้งชั่ว ท้ายสุดจะพ้นบุญพ้นบาปไปเอง อาจจะยากหน่อยแต่ว่าทำได้แน่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 23-06-2015 เมื่อ 13:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 99 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #58  
เก่า 16-06-2009, 16:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ถ้าทำบุญกับพระที่ปฏิบัติไม่สมควรแก่ความเป็นพระ อย่างนี้จะได้บุญหรือไม่?

ตอบ : ได้บุญจ้ะ ถ้าตั้งใจถวายเป็นสังฆทาน ต่อให้ท่านเละเทะแค่ไหนก็ตาม อานิสงส์ก็เต็มเหมือนกับถวายแด่พระสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เพราะว่าสังฆะ หมายถึง หมู่สงฆ์ทั้งหมด ผู้ที่รับเป็นเพียงตัวแทนเท่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในปฐมสมโพธิกถา บอกว่าท้ายสุดของพระพุทธศาสนา เพศของพระจะเหลือเพียงผ้าเหลืองพันข้อมือ ผ้าเหลืองน้อยห้อยหู พอเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น ศีล ๒๒๗ ข้อ เหลือแค่ ๔ ข้อ ก็คือยังรักษาปาราชิก ๔ ข้อเอาไว้ได้ นอกนั้นขาดเกลี้ยง


ท่านบอกว่าเพศพระและศีลเหลือเพียงนั้นก็ตาม แต่บุคคลตั้งใจถวายเป็นสังฆทาน อานิสงส์เท่าเดิมเพราะว่าคนรับเป็นเพียงตัวแทน

ตัวอย่างในธรรมบทอีกเรื่องก็คือ เศรษฐีเขาถวายทาน นิมนต์พระไปรับที่บ้าน เศรษฐีก็ถวายทานด้วยความเคารพ ด้วยความนอบน้อม ทีนี้ของมันเยอะท่านก็หิ้วไปส่งที่วัด ตอนที่พระท่านจะขึ้นกุฏิท่านต้องล้างเท้าก่อน ก็ขอให้เศรษฐีช่วยส่งขันล้างเท้าให้หน่อย เศรษฐีท่านก็เอาเท้าเขี่ยให้ คนเห็นก็สงสัยมาก ว่าเมื่อครู่ยังถวายด้วยความเคารพนอบน้อมสุดจิตสุดใจ แค่จากบ้านมาวัดดันเปลี่ยนเป็นคนละคน


ทีนี้คนสงสัยเขาดี เขาไม่ได้สงสัยเฉย ๆ แต่เขาถามด้วย เศรษฐีก็บอกว่าโดยส่วนตัวไม่ได้เคารพท่านนี้เลย เพราะสักแต่เป็นนักบวชเท่านั้น แต่เมื่อครู่ที่ถวายสังฆทาน คำว่า สังฆะหมายถึงสงฆ์ทั้งหมด ท่านจึงต้องถวายด้วยความเคารพ แต่เมื่อโดยส่วนตัวไม่ได้เคารพ ในเมื่อท่านขอขันล้างเท้าให้ นี่เขี่ยให้ก็นับว่าเก่งแล้ว ยังดีที่ไม่ขว้างใส่
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 16:41
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 98 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #59  
เก่า 17-06-2009, 00:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวถึงเรื่องการสวดถอนพัทธสีมาว่า "ส่วนใหญ่เขาจะนิมนต์พระอย่างต่ำสุด ๑๐๘ รูป พระยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะว่าจะต้องยืนให้ได้หัตถบาสตลอดพื้นที่ ฉะนั้น..ในช่วงเสมาทั้งหมด กว้างยาวเท่าไหร่ต้องยืนให้เต็ม ถ้าหากไม่เต็ม ก็ต้องกะระยะเอาว่าแถวสุดท้ายอยู่ตรงไหน

สวดเสร็จแล้วก็ขยับตั้งแต่แถวหน้าลงไป เลื่อนต่อไปอีก แถวสุดท้ายก็จะกลายเป็นแถวหน้า แล้วก็สวดซ้ำไปเรื่อยจนกว่าจะเต็มพื้นที่ เพราะฉะนั้น..วัดไหนนิมนต์พระเยอะ จ่ายเงินเยอะหน่อย งานก็จบเร็ว แต่ถ้านิมนต์พระมาน้อย ก็วนกันหลายรอบหน่อย คนสวดก็สวดจนเหนื่อย

ในช่วงนั้นห้ามแม้กระทั่งพระเข้าออก เพราะถ้ามีการเข้าออกอาจเป็นการคัดค้านสังฆกรรมก็ได้ ในเขตที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาทั้งหมด แม้แต่รถก็ห้ามจอด เพราะเขากลัวในรถอาจจะมีคนเผลอนอนหลับอยู่ ในเขตที่อุปสัมบัน คือ บุคคลที่มีศีล ๒๒๗ ทำสังฆกรรมอยู่ ห้ามมีอนุปสัมบัน (ผู้ที่ศีลน้อยกว่าพระ) อยู่

ที่ขำก็คือหมา ตรงไหนที่ห้ามมันจะมีการเข้าไปยุ่งทุกที่เลย เพราะฉะนั้นต้องมีคนเฝ้าไว้ ขนาดคนทั่ว ๆ ไปเขายังไม่ให้เข้าเพราะกลัวสังฆกรรมจะเสีย แต่หมามันจ้องจะเข้าอย่างเดียว

ถ้าโบสถ์ใหญ่ ๆ อย่างวัดทุ่งกระพังโหม ขนาดนิมนต์พระสามร้อยรูป ยังต้องสวดวนอยู่สามสี่รอบ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 16:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 96 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #60  
เก่า 17-06-2009, 00:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,925
ได้ให้อนุโมทนา: 68,360
ได้รับอนุโมทนา 2,982,755 ครั้ง ใน 21,251 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ
ตอบ : ให้สั่งสมศีล สมาธิ ปัญญา ค่อย ๆ ไล่ไปเรื่อย ๆ รักษาศีลทรงตัว สมาธิก็ตั้งมั่น สมาธิตั้งมั่น ปัญญาก็เกิด ปัญญาเกิดก็จะกลับไปคุมศีลอีกที ความบริสุทธิ์จะค่อย ๆ สั่งสมไปทีละเล็กทีละน้อย

สะสมไปทีละเล็กทีละน้อย
พอถึงเวลามันจะพอของมันเอง ถ้าหากพอเมื่อไหร่ การที่เราละชั่วทำดี ก็จะเหลือสักแต่ว่าทำ อย่างที่บอกว่ารู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ จะค่อยเป็นค่อยไป ยกเว้นใครบ้าดีเดือด ทุบทีเดียวเลยก็ได้ แต่ว่าถ้าหากโลกช้ำธรรมเสีย โอกาสที่จะเจริญจริง ๆ มันน้อย ต้องโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย

แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ชีวิตฆราวาสเป็นทางคับแคบ โอกาสที่กิเลสงอกงามมีมากกว่าที่ความดีจะงอกงาม
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 22-03-2011 เมื่อ 16:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 95 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:53



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว