กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี

Notices

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เก็บข้อธรรมจากบ้านวิริยบารมีมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #41  
เก่า 06-09-2016, 14:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "จำไว้ว่ากิเลสไม่เคยหย่อนมือให้กับเรา รักจะรบกับกิเลสต้องเอาจริง ไปทำเป็นเล่น ๆ เดี๋ยวโดนตีตาย พวกเราพออยู่ไประยะหนึ่งแล้วทำตัวเหมือนคนมีเวลามาก ทำตัวเหมือนคนมีเวลามากก็ประมาทเกินไป มีโอกาสต้องรีบบี้กิเลสให้ตายคามือไปเลย ไม่ใช่ปล่อยแล้วปล่อยอีก เขาเรียกว่าเมตตาผิดประเภท

เมตตาคน เมตตาสัตว์ เมตตาอะไรก็ได้ แต่อย่าไปเมตตากิเลส ทำตัวเหมือนกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิต ทุ่มเทให้เต็มที่ ถึงไม่สำเร็จเราก็ตอบตัวเองได้ ว่าได้ลงมือทำเต็มที่แล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 201 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #42  
เก่า 06-09-2016, 14:58
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ศาสนาพุทธของเรา นอกจากคำสอนที่อยู่ในลักษณะของการรักสงบ ปลีกตัวออกจากหมู่ ไม่ยุ่งกับเรื่องของคนอื่นแล้ว ยังอยู่ในลักษณะที่พอนาน ๆ ไปเหมือนกับน้ำเน่า ก็คือนิ่ง ไม่มีอะไรที่อยู่ในลักษณะของการรุกคืบเพื่อชิงมวลชนเหมือนกับศาสนาอื่น ก็เลยทำให้ศาสนาของเราอยู่ลักษณะของการตั้งรับมาโดยตลอด

แม้กระทั่งการสงเคราะห์มวลชนก็คืออยู่ในวัด รอคนมาหา ก็เลยสู้ศาสนาอื่นเขาไม่ได้ อย่างศาสนาคริสต์เขาส่งบาทหลวงไปทั่วโลก ส่งพวกสามเณรฝึกหัดออกไปเพื่อเผยแผ่ศาสนากันอย่างชนิดทุ่มเท ผมเคยเจอเขามาเมืองไทย เด็กหนุ่ม ๆ อายุไม่ถึง ๒๐ ปี พูดไทยได้ ร้องเพลงไทยได้ จะชัดไม่ชัดก็ช่างเถอะ

ถามเขาว่าฝึกภาษาไทยนานไหม ? เขาบอกว่า ๓ เดือน แค่ ๓ เดือนเขาเผยแผ่ศาสนาได้แล้ว ของเขาส่งไปทั่วโลกเลย บ้านเรานี่ส่วนมากรออยู่แต่ในวัด ถ้าโยมไม่เข้าวัดโอกาสที่จะได้มวลชนก็ไม่มี ส่วนศาสนาอิสลามหนักกว่านั้นอีก ศาสนาอิสลามเป็นนักเผยแผ่ทุกครอบครัว คนเป็นพ่อเป็นแม่อบรมลูกอยู่ในครอบครัว แล้วทุกคนก็กลายเป็นผู้ควบคุมในสังคมนั้น ๆ ว่ามีผู้ใดทำผิดหลักศาสนาบ้าง ถ้าทำผิดหลักก็อยู่ร่วมกันไม่ได้

นอกจากอบรมในครอบครัวแล้ว สังคมภายนอกยังมีการตรวจสอบที่เข้มข้นมาก คนที่ทำผิดหลักศาสนาไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมในสังคมได้เลย แต่ศาสนาพุทธของเราไม่มีตรงนี้"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 20:05
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 192 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #43  
เก่า 06-09-2016, 15:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อย่างของอาตมามาที่นี่ ก็ถือว่าเป็นการเผยแผ่เชิงรุกอย่างหนึ่ง ก็คือเราออกจากวัดมา ลักษณะเดียวกันกับไปบรรยายตามสถานที่ราชการ หรือพวกหน่วยงานเอกชนต่าง ๆ ก็คือลักษณะของการรุกคืบเข้าไปหามวลชน การทำงานศึกษาสงเคราะห์ ให้ทุนนักเรียน การทำงานสาธารณสงเคราะห์ เอาของไปแจก ก็คือการรุกคืบเข้าไปหามวลชน ให้เขารู้ว่าศาสนาของเรายังพึ่งได้

แต่ก็ทำกันในหมู่น้อยมาก พระสงฆ์ทั่วประเทศ ๒๐๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ รูป มีทำงานอย่างนี้ถึง ๑๐,๐๐๐ รูปไหม ? ไม่น่าจะถึงกระมัง ? หรือถ้าท่านทำก็ลักษณะเดียวกัน คือไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จึงรู้กันในวงแคบ กลายเป็นว่า คนทำดีไม่มีคนเห็น แต่พอทำผิดหน่อยสารพัดสื่อช่วยกันใส่ การทำผิดน้อยกลายเป็นผิดมาก แต่ทำดีมากกลับไม่มีใครเห็น แบบนี้ศาสนาเราถึงได้ไปยาก

หนังสือ (พระพุทธศาสนาอยู่ได้ ทุกสถาบันอยู่รอด) ที่เขาทำมา ลักษณะของบุคคลที่มีแนวคิดแบบเดียวกัน ก็คือว่าเราต้องยึดฐานมวลชน แล้วก็ปลุกระดมความคิดของคน ให้หันกลับมายึดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเอาพวกที่เรียนจบสูง ๆ มา

อาตมาก็ยืนยันได้เต็มปากเต็มคำว่า ตูเรียนจบปริญญาเอก ทฤษฎีฝรั่งไม่ได้หนีไปจากพระพุทธเจ้าเลย ถ้าไม่ใช่นักปราชญ์ที่มีแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน ก็กลายเป็นว่าเขาลอกแบบศาสนาพุทธไปดื้อ ๆ แต่ไปตั้งเป็นทฤษฎีของตัวเอง แล้วเราก็ไปเลื่อมใสนักหนาว่าเป็นของฝรั่ง เป็นของผู้ที่เจริญแล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดของพระพุทธเจ้า คนกลับทอดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 192 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #44  
เก่า 06-09-2016, 15:05
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ตอนที่สอบ QE ของปริญญาเอก มีหมวดหนึ่งคือหมวดการประยุกต์ใช้ ชอบใจข้อสอบนั้นมาก ข้อเดียวให้เวลาเขียน ๓ ชั่วโมง เขาบอกว่าจงอธิบายอิทธิบาท ๔ ประยุกต์ให้เข้ากับหลักการบริหาร ๑๗ ข้อของ McCarthy แล้วโยงให้เข้ากับสัมมัปปธาน ๔ เจ้าประคุณเอ๋ย...! ๑๗ คูณ ๔ ล่อเข้าไปเท่าไรแล้ว เป็น ๖๘ แล้วคูณอีก ๔ ยังไม่ทันจะเขียนเลย ๒๐๐ กว่าบรรทัดแล้ว...!

เพราะฉะนั้น...ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมข้อสอบข้อเดียวให้เวลา ๓ ชั่วโมงแล้วเขียนกันไม่เสร็จ ที่ทำเสร็จภายในเวลามีคนเดียวคืออาตมาเอง นอกนั้นขอรอลอก เขียนไปหน้าหนึ่งก็เอากล้องถ่าย แล้วก็ไปนั่งลอก อาตมาต้องกำชับว่า “เฮ้ย...ให้รู้จักสลับข้อบ้างนะ ไม่อย่างนั้นจะพากูเดี้ยงไปด้วย...!” บางคนก็เร่งกันจัง “เร็ว ๆ หน่อยเดี๋ยวลอกไม่ทัน” อีกคนก็นั่งกระดิกตีนซดกาแฟ “เฮ้ย...ให้รู้จักมารยาทในการลอกบ้าง ต้องให้คนทำเขาเขียนเสร็จก่อนถึงจะลอกได้” แหม...หลักการดีมากเลยนะ แต่ทั้งหมดมึงก็ลอกกูนั่นแหละ...!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:25
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 194 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #45  
เก่า 06-09-2016, 15:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สรุปก็คือเอาบุคคลที่ประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษา มายืนยันว่าทฤษฎีฝรั่งไม่มีอะไรดีจริง ทุกอย่างมีในหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว และของพระพุทธเจ้านั้น รอบคอบ รอบด้าน ไม่มีอะไรผิดพลาด ขณะที่ทฤษฎีของฝรั่งยังเป็นแค่ทฤษฎี

อย่าลืมว่าทฤษฎีก็คือ กฎเกณฑ์กติกาที่คนตั้งขึ้นมาอย่างมีหลักการและเป็นที่ยอมรับในขณะนั้น แต่ถ้ามีคนค้านได้เมื่อไร ทฤษฎีของคุณก็จะสลายตัว ถึงเวลาก็ไปใช้ทฤษฎีใหม่ของคนที่ค้าน เพราะฉะนั้น...ของฝรั่งจึงเป็นได้แค่ทฤษฎี ก็คือหาความสมบูรณ์แท้จริงไม่ได้ อยู่ในลักษณะการทดลองใช้ แต่ของพระพุทธเจ้าท่านอยู่ลักษณะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง คัดค้านไม่ได้ พระพุทธเจ้าถึงได้กล่าวว่า พระองค์ท่านประกอบไปด้วยเวสารัชชกรณธรรม ๔ ประการ เช่น พระองค์ท่านปฏิญาณตนว่าบรรลุอรหันตสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ไม่มีใครคัดค้านได้"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 195 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #46  
เก่า 06-09-2016, 15:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พวกเราไม่สามารถที่จะออกมาได้ ก็ช่วยกันเป็นกองหนุน ซื้อหนังสือทีละเล่ม ๒ เล่ม ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรก็รวม ๆ ไว้เยอะ ๆ เอามาทำหมอนหนุนก็ยังดี แต่ถ้าอ่านแล้วจะเห็นว่าน่ากลัวมาก ศาสนาอื่นเขารุกคืบทุกวิถีทาง ต้องบอกว่าอาตมาเคยได้รับเชิญเข้าไปประชุมผู้นำ ๕ ศาสนา มีพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ ตัวแทนของแต่ละศาสนาที่ส่งขึ้นเวที ไปในระดับนานาชาติได้เลย ออกเวทีสากลได้ไม่อายใคร แต่ตัวแทนศาสนาพุทธดูจ๋อย ๆ จ๋อง ๆ อย่างไรก็ไม่รู้ แต่เนื่องจากว่าท่านมีสมณศักดิ์สูงที่สุดในกลุ่ม ก็เลยต้องให้ท่านขึ้นไป ขึ้นไปแล้วอยู่ในลักษณะไปให้เขาต้อน อาตมาก็นั่งเซ็งอยู่ข้างล่าง ไปให้เขาต้อนแล้วเราก็ได้แต่นั่งดู ทำอะไรไม่ได้

แม้กระทั่งศาสนาซิกข์ที่มีศาสนิกชนน้อยที่สุดในประเทศไทย ตัวแทนของเขาก็เฉียบคมมาก มุมมองทุกอย่างต้องบอกว่ามองเกมขาดในทุกมุม ไม่ต้องไปพูดถึงอิสลามหรือว่าคริสต์ เพราะว่าพวกนั้นเขาไม่ใช่ระดับยอดฝีมือก็ไม่มีโอกาสได้เป็นตัวแทนอยู่แล้ว แต่ของศาสนาพุทธเรามักจะอยู่ในลักษณะเห็นแก่หน้ากัน ในเมื่อเห็นแก่หน้ากัน ท่านอาวุโสมากกว่าท่านก็ขึ้นไป โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าท่านผู้อาวุโสกว่านั้น บางทีท่านก็ไม่รู้อะไร ขึ้นไปก็ไปให้เขาเชือดดี ๆ นี่เอง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 20:04
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 193 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #47  
เก่า 06-09-2016, 15:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "พวกเราปฏิบัติธรรมได้ก็ปล่อยที่รั่วไหลกันหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไหลตามกิเลสไปหมด ทำอย่างไรที่จะเห็นรูปแค่เป็นรูป โดยไม่ไปปรุงแต่งว่าเป็นหญิงเป็นชาย ชอบหรือไม่ชอบ เพราะว่าการปรุงแต่งเกิดโทษทั้งนั้น ชอบก็เป็นราคะ ไม่ชอบก็เป็นโทสะ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นสักแต่ว่าได้กลิ่น ได้รสสักแต่ว่าได้รส สัมผัสสักแต่ว่าสัมผัส หยุดไว้อย่าให้เข้ามาในใจ แค่ขั้นต้นทำได้ไหม ? ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่มีทางที่จะสู้กิเลสได้

ส่วนใหญ่พวกเรามักจะคิด คิดเก่งมาก ไม่ใช่คิดมาก คิดคนเดียว คิดคนเดียวจะเรียกว่าคิดมากไม่ได้หรอก ไม่เป็นพหูพจน์...ใช่ไหม ?
คนเดียวเป็นได้แค่เอกพจน์ ในเมื่อคิด ดันคิดดีกว่าที่เขาทำอีก บางทีเขาทำไม่ได้มีความหมายอะไรเลย หยิบของส่งให้บังเอิญหลุดมือวางแรงไปหน่อย ก็ไปหาว่าเขากระแทกของใส่หน้า ไปยันโน่นเลย นั่นแหละคือการคิดปรุงแต่ง เราคิดไปเมื่อไรก็ก่อทุกข์ก่อโทษให้กับเราทั้งนั้น

อย่าปล่อยให้กำลังที่สะสมได้รั่วหมด พอเรารั่วหมดก็ไปยินดียินร้ายกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่เกิดขึ้น กำลังก็ไม่พอที่จะต่อต้านกิเลสสักที"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:30
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 186 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #48  
เก่า 06-09-2016, 15:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"กิเลสก็เก่งโคตรเลย หลอกให้เรารั่วได้ตลอด ถึงต้องสร้างสติและปัญญา การที่จะสร้างสติและปัญญา สิ่งที่ทิ้งไม่ได้เลยก็คือลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ สติที่ใฝ่ในลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ถ้าสติมั่นคงแน่วนิ่งอยู่ตรงหน้า สภาพจิตราบเรียบสงบลง ปัญญาจะเกิด จะรู้ว่าจะประคองตัวอย่างไรถึงจะรอดพ้นจากตรงนี้ไปได้ หลังจากนั้นถ้าสะสมกำลังมากพอ ก็รู้ว่าจะจัดการกับกิเลสอย่างไร

แต่ถ้ากำลังยังไม่พอก็หลบ ๆ เสียก่อน สู้ไม่ได้...ตายคาที่ทุกสนามแหละ ตายแล้วตายอีกก็ไม่เคยเข็ด...ใช่ไหม ? พอถึงเวลาเห็นก็เริ่มมองแล้ว สวยไหมวะ ? หล่อไหมวะ ? ถูกใจไหม ? ปรุงไปเรื่อยเปื่อย ทั้งพระทั้งโยมพอกัน ตูก็นึกว่าจะมีดีกว่ากันบ้าง...!

เอาแค่นี้แหละ พูดมากไปก็ลำบาก ทุกวันนี้พระเจ้าที่วัดไม่ค่อยจะมีใครอยากเข้าใกล้อาตมาแล้ว ท่านหาว่าพระอาจารย์ละเมิดลิขสิทธิ์ทางความคิดของท่าน คิดแล้วทำไมต้องพูดออกมาด้วย ? บางท่านก็อุตส่าห์แอบ ๆ ทำโน่นทำนี่ให้พระอาจารย์ มาถึงก็บอก “กูทำเองเป็น ไม่ต้องช่วยหรอก...!”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:32
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 184 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #49  
เก่า 06-09-2016, 15:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ส่วนใหญ่แล้วพวกเราไปกลัวพระ พระจริง ๆ ท่านไม่ดูว่าใครทำอะไรผิดมาหรอก แต่ดูว่าจะช่วยพวกเราอย่างไร พวกเราส่วนใหญ่แล้วพอทำผิดทำพลาด เสียท่ากิเลสเมื่อไรก็หายหัวไปนาน ไปทำอะไร ? ไปรวบรวมกำลังใจ พอรู้สึกว่าดีหน่อยค่อยมาหาพระ แบบนั้นเรียกว่าสมควรตาย...!

ตอนที่ไม่ดีต้องรีบมาเพื่อที่จะให้พระท่านช่วยเรา ตอนดีแล้วมาทำซากอะไร ?! มาก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไร เพราะต้องไปช่วยคนที่แข็งแรงน้อยกว่า คนเดินได้ก็ปล่อยให้เดินไปสิ ตอนหกล้มหกลุกไม่ยักจะตะกายมาให้ช่วย อย่างนี้เขาเรียกว่ากลัวไม่เข้าท่า

ทำความดีก็ต้องหน้าด้าน มัวแต่กลัวครูบาอาจารย์อยู่ โบราณเขาว่าอายครูบ่รู้วิชา โดยเฉพาะอายครูทางธรรมนี่บรรลัยเลย ไม่ต้องเข้าถึงธรรมกันสักที ผิดก็ให้รู้ว่าผิด ผิดแล้วแก้ไขไม่มีใครเขาว่าหรอก แต่ถ้าผิดแล้วดักดานอยู่ตลอดเวลาก็ต้องด่ากันบ้าง

อาตมาอบรมพระตอนเย็น ๆ จับไมค์ขึ้นมาก็เริ่มมองหน้ากันแล้ว วันนี้ใครจะโดนวะ ? ไม่ได้คิดเลยหรือว่าวันนี้ตัวเองจะโดน ? ด่านี่ไม่ได้ด่าคนอื่นนะ เราต้องดูด้วยตรงนั้น ถ้าหากว่าเป็นจุดผิดพลาดบกพร่องของเรา เราก็แก้ไขไปด้วย ไม่ใช่เที่ยวไปตามหาว่าวันนี้ใครผิด วันนี้ใครโดน ลักษณะนั้นต้องบอกว่าโง่หลายชั้น...!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:34
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #50  
เก่า 06-09-2016, 15:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เสียดายอยู่อย่างหนึ่งว่า อาตมาผลักดันจนกระทั่งมโนมยิทธิเข้าไปเป็นตำราเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในวิชาธรรมะภาคปฏิบัติ ๗ แต่เขาไม่ยอมให้อาตมาเขียน เขาเอานักวิชาการของเขามาเขียนเอง แล้วก็ออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ ออกมาไม่ใช่มโนมยิทธิของเรา กลายเป็นวิชาตั้งธาตุ นะมะพะทะ ตามความเข้าใจที่เขาหาข้อมูลได้

อีกอย่างหนึ่งตัวมโนมยิทธิของพวกเรา จุดบอดใหญ่ที่สุด ก็คือ
เห็นแล้วเชื่อ แบบนี้ตายทุกคน...! เพราะว่าในสิ่งที่เราเห็นไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง แต่เราเห็นจริง ๆ ในเมื่อเราเห็นเราก็เชื่อเพราะเราเห็น ในเมื่อเราเห็นเราเชื่อ คนอื่นบอกก็ไม่ฟัง อาตมาเคยย้ำนักย้ำหนาว่า เห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมา เราก็แบกมีดแบกปืนไปช่วยเขา จะโดนเขากระทืบตาย เพราะเขาถ่ายหนังกันอยู่..! เราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมาจริงไหม ? ก็จริง แล้วใช่เรื่องจริงไหม ? เขาแค่ปรุงแต่งมาลองใจเราเท่านั้นเอง แล้วเราก็ไปเชื่อหัวทิ่มหัวตำ แล้วก็โดนดึงออกไปนอกลู่นอกทางไปหมด

รู้แล้วแทนที่จะละ เพื่อที่จะสิ้นกิเลสไว ๆ กลับรู้แล้วไปยึด ไอ้คนโน้นเป็นผัวกู ไอ้คนนี้เป็นเมียกู ไอ้คนนี้เป็นอย่างนั้น ไอ้คนนั้นเป็นอย่างนี้ ให้สังเกตดูบ้างสิว่า สิ่งที่เรารู้ไม่ได้รู้เพื่อละกิเลสเลย กลายเป็นรู้เพื่อเพิ่มกิเลสทั้งนั้น แต่ก็ดันไปเชื่อเสียอีก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:35
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 183 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #51  
เก่า 06-09-2016, 17:27
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"สมัยที่อาตมาอยู่วัดท่าซุง ต้องบอกว่าโชคดีที่อยู่ในยุคทองของมโนมยิทธิ ก็คือนอกจากหลวงพ่อท่านจะอยู่เป็นหลักแล้ว บรรดาพี่ ๆ หลายท่านก็ยังมาร่วมวิเคราะห์วิจัยกันอยู่ทุกเย็น พอทำวัตรค่ำเจริญกรรมฐานเสร็จเรียบร้อย ประมาณทุ่มกว่าถึงสองทุ่มก็มารวมตัวกันที่ใต้หอระฆัง หน้าร้านป้ากิมกี่ ฉันปานะกันบ้าง แล้วก็มาวิเคราะห์กันว่า อารมณ์ใจตอนนี้เป็นอย่างไร ? สิ่งที่เรารู้เห็นมาเป็นอย่างไร ?

ท่านไหนที่มีประสบการณ์มากกว่า หรือมีความชัดเจนกว่าก็เอาความรู้มาแบ่งปันกัน ทำให้เราวิเคราะห์ได้ถูกต้องว่าสิ่งที่เรารู้มานั้นจริงหรือไม่จริง ? ทำให้เราป้องกันความผิดพลาดได้มาก ขณะเดียวกันกำลังใจก็ไปในทางเดียวกัน กลายเป็นช่วยกันผลัก ช่วยกันดันไปในทางที่ดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า พอไม่มีหลวงตาวัชรชัย ไม่มีอาตมา ไม่มีท่านสมปอง ก็จบเลย ไม่มีใครนำแล้ว

เมื่อก่อนเราทดสอบกันทุกวัน ไม่มีหรอกเรื่องที่จะทิ้ง ถึงเวลากรรมฐานเสร็จ โน่น...โดดขึ้นรถอีแต๋น ท่านดุ่ยก็ถาม “หลวงพี่..มีรถไหม ?” “ไม่มี” โอ้โฮ...ท่านแทบจะยกล้อขึ้นถนนเลย ถามว่า “มึงเชื่อกูขนาดนี้เลยหรือ ?” ถ้าพลาดวันไหนก็ตายห่...กันยกคัน..!

วันนั้นก็ออกมา “มีรถไหม ?” “มี..!” เบรกตัวโก่งเลย มองซ้ายมองขวาไม่มีไฟสักดวง มาได้อย่างไรวะ ? ไหนบอกว่ามีรถ ยังไม่ทันไรได้ยินเสียงแก๊ก ๆ ๆ ส่องไฟฉายดูเห็นปั่นจักรยานมา เออ...แม่นจริงเหมือนกันนะ เราทดสอบกันอย่างนี้ แล้วถึงเวลาก็มานั่งวิเคราะห์วิจัยกันว่าอะไรผิด อะไรพลาด คุณวางกำลังใจอย่างไร ? ตอนแรกนั้นใช่ พอคุณไป เอ๊ะ...อาจจะเป็นอย่างนั้น ก็พังทันทีเลย...ใช่ไหม ? ทำให้พวกเรารู้วิธีในการปรับกำลังใจตนเอง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 176 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #52  
เก่า 06-09-2016, 17:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อย่างวันนั้นออกบิณฑบาต เดินกลับมาถึงหน้าวัด ญาติโยมใส่บาตรกันมาก แต่ปรากฏว่ามีสาวไฮโซคนหนึ่ง ใส่น้ำหอมมาฟุ้งเลย อาตมาได้กลิ่นก็กลั้นใจทันที กำหนดใจดูพี่น้องหัวยันท้าย ๑๑ รูป กลั้นใจกันหมดทุกรูป อาตมาก็ขำ พอเข้าไปถึงหอฉัน เทข้าว ล้างบาตร เสร็จสรรพเรียบร้อย ก็มานั่งสุมหัวรวมกัน “เฮ้ย...กลั้นใจจริงหรือเปล่าวะ ?” “จริงว่ะ” หลวงตาวัชรชัยก็ “ไอ้ห่..Chanel No.5 ของโปรดกูเลย สู้ไม่ได้แน่ ๆ อยู่แล้ว” ก็มานั่งวิเคราะห์กันว่า ที่เรากลั้นใจนั้นเป็นปัญญาหรือว่าเราหนีกิเลส สรุปว่าเป็นปัญญา รู้ว่าสู้ไม่ได้ให้หลบไว้ก่อน พวกเราลองกันอย่างนี้ทุกวัน

ทุกวันนี้ประเภทเหลือแต่ทีท่าเฉย ๆ ถ้าตั้งใจจะสอบเอาจริงว่าอะไรเป็นอะไรนี่เจ๊งหมด เพราะไม่มีการฝึกไม่มีการหัด พอผ่านเข้าไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน ก็เลยหยุดนิ่ง กลายเป็นน้ำเน่าไปหมด จนกระทั่งทุกวันนี้ ที่น่าเตะที่สุด ก็คือ คำว่า "อย่ามโนฯ" กลายเป็นการดูถูกวิชามโนมยิทธิของหลวงพ่อวัดท่าซุงชนิดไร้ค่าเลย ก็เพราะความไม่เอาจริงของบรรดาลูกศิษย์อย่างพวกท่านนี่แหละ ทำให้เขาทดสอบไม่ได้ แล้วก็ไปมั่ว ผิด ๆ พลาด ๆ จนกระทั่งบอกว่า "มโนฯ ไปเอง" บ้างอะไรบ้าง ท้ายสุดคำว่า "อย่ามโนฯ" ก็ระบาดไปทั่วเลย น่าตายมาก...!

เอาเถอะ...เดี๋ยวพวกท่านกับอาจารย์เต่าไปซ้อมกันเอง ถ้านำรุ่นน้องไม่ได้ก็โดนรุ่นน้องแซง ผมเองเป็นรุ่นน้องที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าชื่อรุ่นพี่เลย อะไรแซงได้ผมแซงหมด ถ้าเรามัวแต่รอกันอยู่ก็หาความก้าวหน้าไม่ได้ ไปได้ให้ไปก่อน ถือคติว่าวางก่อนสบายก่อน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 180 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #53  
เก่า 06-09-2016, 17:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ที่น่าเสียดาย คือ ทุกวันนี้พวกเราปฏิบัติธรรมกันแบบคนมีเวลามาก วันนี้ทำสักนิดหนึ่งพอเป็นกระสายยา พรุ่งนี้เอาอีกสักหน่อยหนึ่ง น่าตายจริง ๆ...! กิเลสกินเราทั้งหลับทั้งตื่น ทั้งยืนทั้งนั่ง ตลอด ๒๔ ชั่วโมง แล้วพวกเราก็ไปทำหน่อยหนึ่ง จะพอให้รับประทานไหม ? มองไม่เห็นทางชนะเสียด้วยซ้ำไป รู้ตัวก็ปรับปรุงเสียใหม่...!

คำสอนครูบาอาจารย์มีแล้วทั้งเสียง ทั้งหนังสือ ปฏิบัติตามนั้นแหละ อาตมาขอยืนยันในชีวิตนี้อยู่กับหลวงพ่อท่านมา ทั้งเป็นฆราวาสและพระ ๑๘ ปีเต็ม ๆ ปฏิบัติแบบทุ่มเทมา เคยถามปัญหาท่าน ๔ ครั้งเท่านั้น เรื่องของการปฏิบัติถ้าเราตั้งหน้าทำจริง ไม่นานก็จะได้คำตอบเอง ไม่ต้องเสียเวลาไปถามใคร การถามทำให้ฟุ้งซ่านเสียด้วย เพราะถามเสร็จแล้วก็ไปรอว่าเมื่อไรจะเป็นอย่างนั้น ? เมื่อไรจะเป็นอย่างนี้ ? อุ๊ย...จะเป็นแล้ว บรรลัยเลย...!

ที่อาตมาถามเพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านอารมณ์ ไม่แน่ใจ เป็นของที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็เลยต้องถาม ๑๘ ปี ๔ คำถาม เฉลี่ยแล้ว ๔-๕ ปีถามครั้งหนึ่ง แล้วครั้งแรกก็ไม่ได้ถามด้วย ไปชวนทะเลาะกับหลวงพ่อ ไปกล่าวหาว่าท่านเขียนตำราผิด หลวงพ่อท่านบอกว่าปฐมฌานต้องประกอบไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ ไล่ไปทีละขั้น...ใช่ไหม ? อาตมาเจอเข้าทิ้งงานหมด ขึ้นรถไปวัดท่าซุงเดี๋ยวนั้นเลย ไปถึงบ่ายสองกว่าจะบ่ายสามโมง

ขึ้นไปถึง หลวงพ่อถาม “ไอ้หนู...มีอะไรคุยไหม ?” “หลวงพ่อเขียนตำราผิดนี่ครับ” ท่านบอก “เฮ้ย...เดี๋ยว...ใจเย็น ๆ มีอะไรว่ามา” กราบเรียนว่า “หลวงพ่อบอกว่า ปฐมฌานมี วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตารมณ์ เป็นขั้น ๆ ของผมทำไม่เห็นเป็นขั้น ๆ เลย ขึ้นพร้อมกันหมดทีเดียวเลย หลวงพ่อเขียนตำราผิดนี่ครับ”

ท่านบอกว่า “ไอ้หนู...รู้จักโบราณบอกว่าลัดนิ้วมือเดียวไหม ?” ท่านงอนิ้วแล้วดีดให้ดู ลัดนิ้วมือก็คือดีดนิ้ว ท่านบอกว่า “สำหรับเอ็งน่ะ เห็นแค่ตอนนิ้วงอกับนิ้วตรง แต่คนใจละเอียดเขาเห็นว่าขึ้นทีละนิดโว้ย !” เจ๊งราบ...กราบ ๓ ทีกลับบ้านได้ เดี๋ยวอีก ๔ ปีกว่าค่อยไปให้ด่าใหม่..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2016 เมื่อ 02:59
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 180 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #54  
เก่า 06-09-2016, 17:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ในเมื่อหนังสือมี เสียงก็มี พวกท่านทำไปเลย ถ้าหากว่าทุ่มเทจริง ๆ อย่างไรเสียต้องได้ผลแน่นอน หลวงพ่อท่านก็บอกแล้วถ้าทำจริง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เลือกเอาว่าจะเอากติกาไหน ต่อให้ไม่ได้ ๗ วัน ๓ เดือนก็ต้องเห็นหน้าเห็นหลัง นี่ของเราพรรษาแล้วพรรษาเล่า ปีแล้วปีเล่า กี่ครั้ง ๆ มองลงมาก็ยังหมาเหมือนเดิม...!

หลายคนเข้าไปในโลกโซเชียล ตั้ง User Name เสียหรูเลย ลูกพระพุทธเจ้า ลูกวัดท่าซุง โอ้โฮ...มึงไม่อายบ้างเลยหรือวะ ? ความประพฤติสลึงหนึ่งไปตั้งราคาเสียร้อยล้าน ล่าสุดนี้เจอใครนะ ลูกแม่ศรี...ใช่ไหม ? ไม่รู้ว่าแม่ยอมรับหรือยัง แต่ก็ตั้งไปเรียบร้อยแล้ว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 174 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #55  
เก่า 06-09-2016, 17:46
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อาตมาสร้างพิพิธภัณฑ์ ๑๐๐ ปีหลวงพ่อวัดท่าซุง แต่ทั้งพิพิธภัณฑ์จะมีรูปหลวงพ่อวัดท่าซุงอยู่รูปเดียว เพราะว่าเราอยู่ในที่ไหน เขาเคารพใครต้องเอาท่านนั้นเป็นใหญ่ จะเห็นว่าอาตมาอยู่ทองผาภูมิมา ๒๓ ปีแล้ว เพิ่งจะมีปีนี้ที่กล้ายกรูปหลวงพ่อวัดท่าซุงขึ้นมาไว้ข้างบน เพราะไม่อยากให้เกิดโทษกับคนอื่นเขา

สถานที่โน้นเขาเคารพหลวงปู่พุก หลวงปู่สาย ถ้าเราเอาหลวงพ่อวัดท่าซุงไป เจอคนปากเสียหน่อยเดี๋ยวเขาจะซวย ก็เลยจำเป็น จนกระทั่งแนวการปฏิบัติของอาตมาเป็นที่ยอมรับกัน เขารู้ว่าที่อาตมาทำนี่เป็นปฏิปทาหลวงพ่อวัดท่าซุง พอครบ ๑๐๐ ปีหลวงพ่อถึงได้กล้าหล่อรูปท่าน แต่ก็ต้องเอาไว้บนหมู่เรือนไทยด้านบน ก็คืออย่าให้สะดุดหูสะดุดตาข้างล่าง เราขึ้นไปกราบไปไหว้ให้ชื่นใจข้างบน


จำไว้ว่าปฏิบัติไปแล้วอย่าให้ กาย วาจา ใจ ของเราเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น ถึงแม้จะเจตนาหรือไม่เจตนาก็เป็นกรรม แล้วถ้าตราบใดที่ยังสร้างกรรมอยู่ ตัวผูกมัดให้เราอยู่กับโลกก็จะมีแต่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำอย่างไรที่เราจะหยุดสร้างกรรมใหม่ แล้วก็พยายามที่จะชำระกรรมเก่า กรรมไม่สามารถที่จะล้างทิ้งกันได้หรอก แต่ถ้าเราสร้างบุญสร้างกุศล สร้างกรรมดีมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับเติมน้ำจืดลงในน้ำเค็ม พอเติมนานไป ๆ ความเค็มไม่ได้หายไปไหน แต่น้ำจืดมากจนไม่รู้ถึงรสเค็มนั้น"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 181 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #56  
เก่า 06-09-2016, 17:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เข้าใจหรือยังว่าต่อไปควรจะทำอย่างไร ? อะไรนิดก็ท้ออะไรหน่อยก็ถอย น่าทุบหัวสักที...! เสียเวลาเลี้ยงมาโตจนป่านนี้ รู้ว่าผิดแล้วแก้ไข พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลที่รู้ตัวว่าเป็นพาล บุคคลนั้นเป็นบัณฑิต ไม่ใช่รู้ตัวเฉย ๆ รู้แล้วต้องแก้ไขด้วย

สมัยที่อยู่กับหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านไม่ค่อยมีเวลา เพราะต้องสงเคราะห์ญาติโยมทั้งที่เห็นตัวและไม่เห็นตัว ผมก็ต้องใช้วิธีฟังเทปบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ติดขัดตรงไหนแล้วก็ไปถามท่าน เพราะฉะนั้น...ก็อยู่ที่ว่าเราจะเอาดีหรือเปล่า ? ถ้าจะเอาดีก็ทุ่มเททำไป ครูบาอาจารย์ท่านไม่ใช่มาจ้ำจี้จ้ำไชสอนเราทุกอย่าง สิ่งที่ท่านทำให้ดูบางทีมากกว่าที่สอนอีก แต่เราดูไม่เป็น ลอกแบบปฏิปทาไม่เป็น

บางคนก็ไปนินทาครูบาอาจารย์อีกว่าไม่เห็นสอนอะไรเลย ทำให้ดูอยู่ทุกวันยังบอกอีกไม่เห็นสอนอะไร ไปนึกถึงที่หลวงปู่ดูลย์สอนเณร สอนให้ถักขาบาตร “เณร...ดูนะ จับไว้อย่างนี้ สอดอย่างนี้ พันอย่างนี้ รอบที่สองทำแบบนี้” เณรก็มัวแต่คิกคัก ๆ คุยกัน ถึงเวลาทำไม่ได้ “หลวงปู่...ทำอย่างไรครับ ?” เงียบ... “หลวงปู่...ตรงนี้ทำอย่างไรครับ ?” เงียบ...

พอทำวัตรเย็นเสร็จ “เณร...พรุ่งนี้บิณฑบาตกับหลวงปู่นะ” สามเณรก็...กูจะโดนฟ้าผ่าไหมวะ ? บิณฑบาตกับหลวงปู่ อุตส่าห์ถือบาตรตามไป เดินเข้าไปในหมู่บ้าน บ้านแรก ๆ ข้าวยังไม่เสร็จ ต้องเดินไปจนสุดท้ายหมู่บ้านแล้วค่อยเดินกลับมา ลูกสาวกำลังทำกับข้าวอยู่ตะโกนถาม “แม่ ๆ แกงส้มใส่กะปิหรือเปล่า ?” แม่ไม่ใช่หลวงปู่นี่ ตะโกนสวนทันที “อีห่..! ถ้ากูตายแล้วมึงจะถามใคร ?” หลวงปู่หันไปมองเณร เณรก้มหน้าดูดินเลย

รู้เดี๋ยวนั้นเลยว่าถ้าหลวงปู่ตายแล้วจะถามใคร ? ทำให้ดูแล้วไม่ดู นั่นยิ่งกว่าคำสอนอีก ท่านทำให้ดูแต่ไม่ดูกัน มัวแต่รอท่านสอน คนไหนโง่ก็ปล่อยไป แล้วเห็นหรือยังว่าพระระดับหลวงปู่ รู้กระทั่งว่าแม่จะด่าลูกสาวว่าอย่างไร อุตส่าห์พาเณรไปฟัง จะได้ไม่ต้องด่าเอง..!"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-09-2016 เมื่อ 18:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 185 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #57  
เก่า 07-09-2016, 19:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "มีดหมอแต่ละเล่มของอาตมาไม่ยอมให้สกปรกหรอก ต้องขยันเช็ดถู ถ้าไม่ขยันก็สนิมขึ้นหมด"

ถาม : ใช้น้ำมันหรือคะ ?
ตอบ : ปกติถ้าไม่มีอะไรก็ใช้พวกน้ำมันชาตรีหรือสีผึ้งนั่นแหละ แต่ต้องเช็ดให้สะอาดที่สุด ที่ฝรั่งเขาบอกว่า clean and dry คือพอทำความสะอาดแล้วต้องเช็ดให้แห้ง ไม่อย่างนั้นจะขึ้นสนิม
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2016 เมื่อ 02:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 167 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #58  
เก่า 07-09-2016, 19:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ที่วัดท่าขนุนจะมีการจัดเวรรับสังฆทาน ต้องไปตามเวร อาตมาเองเป็นคนยุติธรรมมาก ก็คือ ถ้าไม่ถึงเวรของตัวเองก็ไม่ลง แบบเดียวกับการออกกิจนิมนต์ก็เหมือนกัน บางบ้านอาตมาไปถึงเขาดีใจสุดชีวิต เพราะว่าพระอาจารย์มาด้วยตัวเอง อาตมาบอกว่า “อ๋อ...ถึงคิวพอดี” พอไปบ้านโน้นก็บ่น “ผมเตรียมโน่นไว้ให้ เตรียมนี่ไว้ให้ พระอาจารย์ก็ไม่มา” อ้าว...ก็ไม่ใช่คิวเรานี่"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2016 เมื่อ 02:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 170 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #59  
เก่า 07-09-2016, 19:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

มีผู้บูชาพระปิดตาในกระทู้คนมีเงินไป "พระปิดตาวัดทอง พิมพ์ยันต์น่อง เนื้อสัมฤทธิ์เงิน หายากสุด ๆ ส่วนองค์นี้เขาลงรักจีน คุณต้องดูให้เป็น เนื้อโลหะเก่ากับเนื้อรักเก่าจะต่างกันมาก ไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดู ถ้าเขาส่งราคามาให้ต่ำกว่าล้าน ผมจะนอนให้คุณเหยียบเลย ส่วนใหญ่พวกเราดูของกันไม่เป็น เสียดายของมาก

พระปิดตาวัดทอง ไม่เหมือนกันสักองค์ แม้ว่าแบบใกล้เคียงกันก็ไม่เหมือนกัน เพราะว่าหลวงปู่ทับท่านปั้นด้วยมือทีละองค์ ถ้าเจอสององค์เหมือนกันนี่รับประกันได้เลย ถ้าไม่ปลอมองค์หนึ่ง ก็ปลอมทั้งคู่ เพราะเขาเอาคอมพิวเตอร์ไปถอดแบบมา"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2016 เมื่อ 02:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 167 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #60  
เก่า 07-09-2016, 21:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,152
ได้ให้อนุโมทนา: 64,713
ได้รับอนุโมทนา 2,855,626 ครั้ง ใน 20,459 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "เมื่อวันก่อนเพิ่งเพิ่มงานให้ตัวเองมาก ต้องเป็นประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอมาอีกหนึ่งตำแหน่ง ไม่มีทางให้เลี่ยง มีแต่งานเต็มไปหมด เป็นงานภายในของอำเภอ ทำอย่างไรที่จะผลักดันเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์ ศิลปะพื้นบ้าน ปราชญ์ชาวบ้าน หรือว่าพวกอาหารการกิน ฯลฯ ให้เด่นขึ้นมา เพราะว่าตอนช่วงนี้ทำได้อยู่ที่เดียวคือวัดของตัวเอง

การเป็นประธานสภาถึงแม้ว่าจะผลักดันคนอื่นได้ แต่ก็ต้องหางบประมาณให้เขา ถ้าไม่มีงบประมาณสมัยนี้งานไม่ค่อยจะเดินกัน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 08-09-2016 เมื่อ 02:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 164 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 22:29



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว