กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี

Notices

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เก็บข้อธรรมจากบ้านวิริยบารมีมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #141  
เก่า 26-04-2016, 15:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : พอพูดถึงกำลังใจ แล้วกำลังใจนี่คืออะไรครับ ?
ตอบ : ความดีทั้งหมดที่คุณสร้างสมมาใน ศีล สมาธิ ปัญญา
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-04-2016 เมื่อ 15:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 148 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #142  
เก่า 26-04-2016, 15:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เวลาฝึกปกติ เมื่อเราคิดเราจะไปแยกจิตเหมือนคุยกับตัวเอง เหมือนคนบ้าที่คุยกับตัวเอง ?
ตอบ : ผิดตั้งแต่คิดแล้ว คิดเมื่อไรก็ทุกข์ เพราะความคิดถ้าไม่ไปอดีตก็ไปอนาคต ทำอย่างไรที่เราจะหยุดอยู่กับปัจจุบันได้ ดูอาการเกิดดับให้เห็นเป็นปกติธรรมดาอย่างนั้น

ถาม : แต่ไม่ใช่ว่าตั้งใจคุยกับจิต หรือเตือนจิตว่าอย่าทำอย่างนี้...?
ตอบ : ถ้าหากว่าลักษณะอย่างนั้นเขาเรียกว่าความเป็นทิพย์ของใจ แต่ว่าความเป็นทิพย์ก็มีทั้งความเป็นจริงแล้วก็มีทั้งอุปาทาน ต้องฝึกซ้อมให้คล่องจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะแยกไม่ออก ส่วนใหญ่แล้วอุปาทานคือสิ่งที่เรายึดเอาไว้จากสิ่งที่เราอ่านมา ได้ยินได้ฟังมา แล้วพอไปเจอเข้ากับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ก็ไปยึดเอาของเก่าของเราเป็นหลัก เขาถึงได้เรียกว่าอุปาทาน

ถาม : แล้วความเป็นทิพย์ของใจเกิดได้อย่างไรครับ ?
ตอบ : มีสภาพปกติของใจอย่างนั้น จิตมีสภาพรู้ แต่เพียงแต่ว่าการรู้นั้น ถ้าเราต้องการรู้ที่สุดคือการรู้ธรรมที่แท้จริง เรียกว่ารู้ธรรมที่แท้จริงคืออะไร คือรู้เห็นอริยสัจ ฉะนั้น...การรู้ต่าง ๆ ควรจะรู้ในลักษณะของการลด รัก โลภ โกรธ หลง ของเรา ไม่ใช่รู้เพื่อที่จะฟุ้งซ่านไปใหญ่ไปโต ไม่ว่าสวรรค์กี่ชั้น พรหมกี่ชั้น พระนิพพานเป็นอย่างไรกูจะรู้ให้หมด ลักษณะอย่างนั้นกลายเป็นเอากิเลสมาทับถมตัวเองมากกว่า
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-04-2016 เมื่อ 15:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 143 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #143  
เก่า 26-04-2016, 15:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : จิตนี้จริง ๆ มีแค่ดวงเดียว มีเกิดดับ ๆ ตามอารมณ์ แล้วกายละเอียดเป็นอย่างเดียวกับจิตไหมครับ ?
ตอบ : ก็คือจิตนั่นเอง เราต้องการเห็นเป็นดวงก็เป็นดวง ต้องการเห็นเป็นกายก็เป็นกาย ก็คือผู้รู้ที่อยู่ข้างใน แล้วผู้รู้ตัวนี้มีสภาพอย่างไร ? มีสภาพตามกำลังใจของเราตอนนั้น ถ้ากำลังใจต่ำก็มีสภาพเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน แล้วแต่ระดับของใจ ถ้าสภาพจิตดีก็เป็นเทวดา เป็นพรหม

ถาม : แล้วจริง ๆ อทิสมานกายสามารถแยกเป็นหลาย ๆ กายได้ ?
ตอบ : เป็นจิตเดียว แต่สามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ จึงสามารถแยกเป็นร้อยเป็นพันพร้อม ๆ กันได้ แต่ไม่ว่าปลายจะแยกออกไปเท่าไร ต้นสายก็มีหนึ่งเดียว

ถาม : แล้วใช้ประโยชน์อย่างไรครับ ?
ตอบ : ก็ถ้าขี้เกียจขึ้นมาก็แยกใจทำงานหลาย ๆ พร้อมกันได้ ถ้าขยันขึ้นมาก็ค่อย ๆ ทำทีละอย่างไป
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-04-2016 เมื่อ 15:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 140 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #144  
เก่า 26-04-2016, 19:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : การที่เราเปิดร้านอาหารแล้วเราไปซื้อเนื้อสัตว์ จะทำให้ศีลข้อฆ่าสัตว์มัวหมองไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าไม่ได้สั่งให้ฆ่าและไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ไม่เป็นไร

ถาม : การที่เราไปจ่ายตลาดบ่อย ๆ แล้วร้านนั้นเขาเตรียมของให้เราโดยที่เราไม่ได้บอก ?
ตอบ : เรื่องของเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

ถาม : การตั้งใจไปหาแหล่งเนื้อสด กุ้งสด แต่เราต้องการแค่ความสด ไม่ได้สั่งให้ฆ่า ?
ตอบ : ถ้าหากว่ายิ่งสดเท่าไรก็ยิ่งเสี่ยงต่อความเป็นโทษเท่านั้น อาตมาเคยเดินเข้าไปในร้านอาหารร้านหนึ่ง แล้วสั่งได้แต่ผัดกะเพราไข่ดาว เพราะกุ้งหอยปูปลาเป็น ๆ ว่ายเต็มตู้ไปหมด แล้วเขาก็ถือสวิงมารอตักว่าจะสั่งตัวไหน...!

ถาม : ถ้าเราจะตั้งใจจะถือศีลให้ละเอียดจะเปิดร้านอาหารได้ไหมครับ ?
ตอบ : เปิดร้านมังสวิรัติสิวะ...!

ถาม : แต่คนไม่ค่อยเข้า ?
ตอบ : จะไปกังวลอะไร ไม่กินก็เรื่องของมึง กูจะนั่งถือศีล...!
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 21:45
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #145  
เก่า 26-04-2016, 19:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ทำไมพุทธคุณถึงมีอายุเวลาว่า ๒,๐๐๐ ปีบ้าง ๓,๐๐๐ ปีบ้าง ?
ตอบ : ไม่มีอายุเวลา ที่มีอายุเวลาเป็นไปตามกำลังสมาธิของคนทำที่อธิษฐานทิ้งไว้

ถาม : หมายความถ้าคนสร้างอาราธนาพุทธคุณ พุทธคุณก็ไม่มีวันเสื่อมอยู่แล้ว ?
ตอบ : ไม่มีวันเสื่อมอยู่แล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:10
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 151 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #146  
เก่า 26-04-2016, 19:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เวลาเราสวดมนต์ครับ พลังของการสวดมนต์มาจากไหน ?
ตอบ : เกิดจากกำลังใจที่แน่วแน่ ยิ่งแน่วแน่เท่าไร กำลังก็สูงมากเท่านั้น สรุปง่าย ๆ ว่าเกิดจากสมาธิ

ถาม : แต่ไม่ได้แปลว่าสวดมนต์กำลังสมาธิจะน้อยกว่าเวลานั่งสมาธิจริง ๆ ?
ตอบ : อาตมาสวดได้ยันพระนิพพานเลย ใครทำได้น้อยก็ผลน้อย ใครทำได้มากก็ผลมาก แล้วแต่ตัวเอง การทำสมาธิไม่ได้บังคับว่าต้องนั่งทำอย่างเดียว อยู่ในอิริยาบถอะไรก็ทำได้ ทำอะไรอยู่ก็สามารถทรงสมาธิได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:11
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 152 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #147  
เก่า 26-04-2016, 19:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ข้อสุดท้ายครับผม
ตอบ : เอาให้แน่นะ...มีเกินโดนเหวี่ยง...!

ถาม : คำถามสุดท้ายของตอนนี้ครับ พระปัจเจกพุทธเจ้าทำไมท่านอธิษฐานอย่างนั้น ทำไมท่านไม่อธิษฐานที่จะสอนคนอื่นด้วย ?
ตอบ : ท่านเบื่อคุณน่ะ...! รับผิดชอบตัวเองคนเดียวก็เป็นภาระมากอยู่แล้ว ไปรับผิดชอบคนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่ไหว เพียงแต่ว่าท่านต้องการจะรู้เหมือนกับพระพุทธเจ้า ก็เลยกลายเป็นอย่างที่เห็น พูดง่าย ๆ ว่าอยากรู้ครบแต่ไม่อยากมีภาระ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:12
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 154 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #148  
เก่า 26-04-2016, 19:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : คำถามสุดท้ายของสุดท้ายครับ เพื่อนเราเขามีคำถามว่า ถ้าเราเหยียบสัตว์โดยไม่ตั้งใจแล้วสัตว์นั้นยังไม่ตายดี ก็ตั้งใจสงเคราะห์ด้วยการเหยียบซ้ำอีกทีให้ตาย เป็นบาปกรรมหรือไม่ ?
ตอบ : ครั้งแรกไม่มีโทษฆ่าสัตว์ ครั้งที่สองโทษเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ถาม : เขาหวังดีกับสัตว์นั้นไม่ให้ทรมาน ?
ตอบ : อันดับแรก สัตว์นั้นมีชีวิตอยู่ อันดับ ๒ เรารู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต อันดับ ๓ เราตั้งใจฆ่า อันดับ ๔ เราลงมือฆ่า อันดับ ๕ เราฆ่าสำเร็จ แบบนี้เกิดโทษ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ลงไป ๒๐ ฉะนั้น...ครั้งที่สองนี่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเลย

ถาม : สมมติว่าเราขี่มอเตอร์ไซค์แล้วหมามาจะกัดเรา เราจึงเตะเพื่อป้องกันตัว ?
ตอบ : รถมอเตอร์ไซค์ล้ม...รับประกันได้เลย หมาที่บ้านอาตมาชอบให้คนเตะมาก ลากคนลงจากมอเตอร์ไซค์ทั้ง ๆ ที่กำลังเตะนั่นแหละ บอกแล้วว่าการกระทำเขาดูที่เจตนา แม้แต่กฎหมายก็ยังพิจารณาว่าเจตนาฆ่าหรือไม่เจตนาฆ่า เจตนาทำร้ายหรือไม่เจตนาทำร้าย เรื่องของหลักธรรมก็คล้ายคลึงกัน ถามว่าบาปไหม ? บาปก็น้อยลงหน่อยเพราะป้องกันตัว

ถาม : การที่เราป้องกันตัวบาปจะน้อยลง ?
ตอบ : อาจจะเหลือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายเขาโดยตรง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 146 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #149  
เก่า 26-04-2016, 19:37
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ผมตั้งใจเตรียมของไว้ใส่บาตรแต่ผมลืมบอกคนในบ้าน ปรากฏว่าคนในบ้านเอาไปกินเอง เราตั้งใจชำระหนี้สงฆ์แทนได้ไหมครับ ?
ตอบ : ไปบอกเขาว่าเราตั้งใจทำอย่างนี้ ๆ แต่ปรากฏว่าคุณกินไป เราก็เลยชำระหนี้แทน โปรดโมทนาด้วย ต่อไปจะได้รอบคอบกว่านี้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 153 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #150  
เก่า 26-04-2016, 20:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "การช็อปปิ้งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์มาแต่โบร่ำโบราณ ตัวอย่างการช็อปปิ้งที่เลยเวลาโดยไม่เจตนาคือท่านแม่มัทรี วันที่ชูชกมาขอกัณหาชาลีท่านโดนเทวดาแกล้ง เพราะถ้าเก็บผักผลไม้ได้มากเหมือนเดิม ได้ง่ายเหมือนเดิม กลับไปทันก็จะไม่ให้กัณหาชาลี ก็เลยโดนเทวดาแกล้ง ที่ ๆ เคยหาได้ก็หาไม่ได้ ต้องเดินไกลไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งห่วงลูกทนไม่ไหว “เอาละ...ถึงได้น้อยก็กลับแล้ว” เทวดาก็ยังอุตส่าห์แปลงเป็นเสือเป็นสิงห์ไปขวางทางไว้อีก ตรงจุดนี้เวลาที่เขาเทศน์มหาชาติพอโอดครวญขึ้นมา คนฟังประเภทน้ำตาไหลน้ำตาร่วง ท้ายสุดต้องควักกระเป๋าติดกัณฑ์ถึงจะเลิกครวญสักที

ตำราของหลวงปู่สังข์เฒ่า วัดละหารไร่ ตกทอดมาถึงหลวงปู่ทิม ท่านก็เลยทำลูกอมเทียนมัทรี ลูกอมเทียนมัทรีพอถึงเวลาเขาจะเทศน์มหาชาติ ก็จะให้ตั้งเทียนขี้ผึ้งเป็นราวพราวไปหมดเลย แล้วก็จุด ๆ ให้เยอะที่สุดเพราะต้องการน้ำตาเทียน พอเทศน์ไปถึงตอนที่มัทรีกำลังคร่ำครวญถึงลูก ก็ให้สาวพรหมจารีรีบไปเก็บน้ำตาเทียน ร้อนมือแค่ไหนก็ต้องเก็บรวบรวมไว้ให้มากที่สุด เก็บไปถึงตอนที่พระนางมัทรีใจอ่อน ยอมโมทนาตามพระเวสสันดรที่ให้ลูกเขาไปก็หยุดเก็บ

เขาเอาเคล็ดลับแค่นั้นแหละ ว่าแม่ที่รักลูกปานจะขาดใจยังอุตส่าห์สละลูกได้ ต้องมีการตากแดดกี่เสาร์กี่อังคารให้ยุ่งไปหมด เอากระดาษสาลงอักขระเป็นไส้ แล้วเอาเทียนมาแผ่หุ้ม ปั้นเป็นลูกอม เป็นมหานิยมสุด ๆ ขนาดแม่รักลูกแทบขาดใจยังสละลูกให้ได้ ฉะนั้น...ไปเอ่ยปากขออะไรใครก็คงไม่พลาด

เพียงแต่ว่าลูกอมเทียนมัทรีทำยาก มาถึงสมัยนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะสาวพรหมจรรย์
หายากมาก สมัยก่อนเครื่องรางของขลังมีหลายอย่างที่เกี่ยวเนื่องด้วยสาวพรหมจารี อย่างเช่นว่าต้องไปขอด้ายที่สาวพรหมจารีเขาปั่น แล้วเอามาพันตะกรุด พันลูกอม พูดง่าย ๆ ก็คือ ถือเคล็ดว่าเป็นหญิงสาวที่ใคร ๆ ก็หมายปอง พวกเคล็ดลับอะไรต่าง ๆ โบราณเขามีอยู่ ถ้าหากว่าเข้าถึงก็ทำได้ขลังกว่าชาวบ้านเขา"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:18
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 151 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #151  
เก่า 26-04-2016, 20:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อาตมาทำของได้ขลังแต่ก็ไม่ได้มีวิชาความรู้พวกนี้หรอก ขอพระอย่างเดียวเลย ถึงมีก็ไม่เสียเวลาไปทำหรอก เอานิสัยหลวงพ่อวัดท่าซุงมาใช้ หลวงพ่อวัดท่าซุงได้ตำราพระร่วงมาก็เปิด ๆ อ่าน เสร็จเรียบร้อยโยนเก็บ จนกระทั่งพระร่วงท่านต้องมาเอง ท่านไปเป็นพรหมอยู่ข้างบน ให้ทำโน่นทำนี่หน่อย "ไม่เอาหรอก...ยาก" โดยเฉพาะธงมหาพิชัยสงครามท่านบอกว่ายาก ท่านไม่ทำ ต่อรองไปต่อรองมา ท้ายสุดทำแบบให้เขาพิมพ์มาก็ได้ ถ้าเขียนจริง ๆ นี่ผืนหนึ่งนี่คงต้องเขียนเป็นเดือน พิมพ์มาก็เสกไม่เป็น จนพระร่วงท่านบอกว่าเดี๋ยวจะเสกให้ สรุปแล้วก็คือหลวงพ่อมีหน้าที่สั่งให้เขาทำเท่านั้น

แล้วคนที่ลอกแบบออกมาเก่งสุด ๆ เลยก็คือท่านเจ้ากรมเสริม ท่านไม่รู้จักอักขระบาลีสักตัวเดียว แต่ลอกแบบออกมาได้โดยที่เขียนอักขระผิดแค่ไม่กี่ตัว ผิดเพราะเข้าใจว่าเขียนอย่างนั้น ท่านเก่งจริง ๆ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 158 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #152  
เก่า 26-04-2016, 20:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : อักขระเป็นตัวขอมหรือคะ ?
ตอบ : เป็นอักขระขอม บ้านเราที่ใช้มี ๒-๓ อย่าง ถ้าไม่ใช่อักขระขอมก็เป็นตัวฝักขามของทางเหนือ หรือไม่ก็ตัวธรรมของอีสาน แต่เห็นวันก่อนเขาส่งรูปมาให้ดู บอกว่าแขวนตะกรุดมานาน ไม่รู้ว่าหลวงพ่อจารอะไรก็เลยแกะออกมาดู เห็นท่านเขียนข้างในว่า “รักนะ จุ๊บ..จุ๊บ” แหม...หลวงพ่อนี่สุดยอดจริง ๆ แสดงว่าเมตตามาก

ถาม : ตัวบาลี สันสกฤตไม่มีเขียนเป็นยันต์บ้างหรือคะ ?
ตอบ : เขียนยาก โดยเฉพาะสันสกฤต ถึงเวลาจะมีขีดแขวนข้างบน คือคำหนึ่งจากช่วงนี้ถึงช่วงนี้ ๆ ในเมื่อเขามีไม้แขวนเสื้ออยู่ก็ต้องอ่านตามไม้แขวนเสื้อ ไม่อย่างนั้นจะอ่านเป็นคำอื่น

บาลีสันสฤตบ้านเราเป็นบาลีไทย คือเขียนลง “อะ” ลง “อัง” พวกนั้น ส่วนตัวสันสกฤตจริง ๆ ไม่ใช่บาลี บาลีจริง ๆ เป็นภาษาที่ตายแล้ว ไม่มีการพัฒนาแล้ว สันสกฤตยังพัฒนาไปเรื่อย ฉะนั้น...ทางด้านสายมหายานเขาจารึกพระไตรปิฎกด้วยอักษรสันสกฤต ส่วนทางด้านเถรวาทของเราจารึกด้วยภาษาบาลี ในเมื่อภาษาบาลีเป็นภาษาที่ตายแล้ว กี่ปี ๆ ก็ไม่มีการเปลี่ยนคำแปล ความหมายจึงไม่เคลื่อน


ถาม : ก็นิยมแล้วว่าคือตัวไทย ?
ตอบ : ใช้อักษรไทยแต่อ่านแบบบาลี

ถาม : ภาษาเขียนบาลีจริง ๆ มีแบบไทยไหมคะ ?
ตอบ :ไม่มี เพราะบาลีเป็นภาษาอัศจรรย์ เป็นด้วยอักษรอะไรก็อ่านแบบบาลีได้ เขาเรียกตันติภาษา คือ ภาษาที่มีแบบแผนอย่างแน่นอน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:22
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #153  
เก่า 26-04-2016, 20:33
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "ถ้าไม่คิดมากก็มีความสุขดี ถ้าคิดมากก็เครียดแล้วก็ทุกข์ ส่วนใหญ่คนเราชอบหาทุกข์ใส่ตัวเพราะคิด จะบอกว่าคิดมากก็ไม่ได้เพราะว่าคิดอยู่คนเดียว ฉะนั้น...อย่าคิดคนเดียว ไม่ใช่อย่าคิดมาก พระท่านว่า “อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง, อย่าไปหวนคิดถึงอดีตและอย่าไปฟุ้งซ่านถึงอนาคต ปัจจุปปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ, การที่เราจะเห็นธรรมะได้ต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น”

หยุดใจให้นิ่งแล้วจะเห็นทุกสิ่งได้ มีหลักการปฏิบัติของสายพองยุบเขาบอกว่า ฟุ้งซ่านก็ให้ “ฟุ้งหนอ” นั่นผิดหลักตั้งแต่แรกแล้ว ไปตามรู้อารมณ์ฟุ้งรู้ไปทำไม ? รู้ว่าตัวเองฟุ้งแล้วได้อะไร ? มีแต่ต้องหยุด พอใจสงบแล้วเราถึงจะมองเห็นว่าใจของเราเป็นอย่างไร เหมือนอย่างกับน้ำ พอนิ่งแล้วเราถึงจะเห็นว่าใต้น้ำมีอะไร ไม่ใช่กวนจนตะกอนขุ่นคลั่กแล้วก็ไปนั่งดู คงจะได้เห็นหรอก

แต่ว่าท่านก็ยืนยันของท่านว่านี่แหละวิปัสสนาแท้ ต้องบอกว่าเป็นความเข้าใจผิดในความเข้าใจผิด และคงจะสอนผิด ๆ แบบนี้ไปอีกนาน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 153 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #154  
เก่า 26-04-2016, 20:38
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์ให้โยมยืมปลัดขิกของหลวงพ่อยิด "เอ้า...ให้ยืม ไปเคาะ ๆ แตะ ๆ ที่ร้าน หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก คาถาเขาว่าอะไรนะ ? กัณหะ เนหะ นะโมพุทธายะ ขอให้ขายดีกว่าเดิม ๕ เท่า ๑๐ เท่าก็ว่าไป ดูว่าจะปางตายไหม ? ขอคืนด้วยนะ ให้ยืมแค่ตอนขายเท่านั้น

พวกลูกศิษย์ดีมากเลย พออาจารย์ตาย ก็ปล้นเลย ตัวนี้เป็นปลัดขิก ๙ หัว หรือ ๙ ยอด หลวงพ่อยิดท่านใส่ไว้ในพานครู หลวงพ่อยิด วัดหนองจอก ประจวบคีรีขันธ์ ใครว่าท่านบวชตอนอายุมาก พรรษาน้อย พรรษาไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าทำจริงหรือเปล่า ?

ภาวนาตอนเคาะ ๆ แตะ ๆ ขอบารมีท่านสงเคราะห์ ที่เหลือก็ว่าพระคาถาเงินล้านของเราไป"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-04-2016 เมื่อ 05:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 159 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #155  
เก่า 26-04-2016, 20:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,153
ได้ให้อนุโมทนา: 64,755
ได้รับอนุโมทนา 2,856,436 ครั้ง ใน 20,460 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เก็บตกเดือนเมษายน ปี ๕๙ หมดแล้วค่ะ
ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย ทาริกา คะน้า คะน้าอ่อน เถรี รัตนาวุธ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 155 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 17:01



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว