กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี

Notices

เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เก็บข้อธรรมจากบ้านวิริยบารมีมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #41  
เก่า 10-08-2014, 15:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ทำบุญไปแล้วค่อยมาอธิษฐาน กับอธิษฐานก่อนทำบุญ ต่างกันไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าก่อนทำบุญแล้วอธิษฐานเหมือนกับอยากได้อะไรให้ตั้งใจไว้ก่อน ส่วนทำบุญแล้วอธิษฐานเหมือนกับว่าเราพร้อมทุกอย่างแล้ว แค่ว่าจะให้เป็นอย่างไรเท่านั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 10-08-2014 เมื่อ 17:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 225 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #42  
เก่า 12-08-2014, 13:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

มีโยมทำวัตถุมงคลรูปสมเด็จองค์ปฐมมาถวาย พระอาจารย์จึงกล่าวว่า "พวกเราส่วนใหญ่แล้วอยากได้บุญจนลืมความเหมาะสม ลืมกาลเทศะ โดยเฉพาะสมเด็จองค์ปฐม เรานึกอยากจะสร้างก็สร้าง นึกอยากจะทำก็ทำ เหมือนอย่างกับพระองค์ท่านเป็นเพื่อนเรา ทำอะไรเราต้องดูความเหมาะสมด้วย

อาตมาจะทำวัตถุมงคลแต่ละอย่างต้องรอพระองค์ท่านสั่งแล้วถึงทำ เห็นแล้วบางทีแทนที่จะโมทนากลับรู้สึกสลดใจว่า นี่ตกลงพวกเราเป็นเพื่อนกับพระพุทธเจ้าหรืออย่างไร ? นึกอยากจะทำเมื่อไรก็ทำ ถ้าสภาพจิตยังหยาบอยู่อย่างนี้โอกาสเข้าถึงมรรคผลก็จะยาก โดยเฉพาะการสร้างพระ เราไปเอาพระเก่ามาบดทำผง เป็นโทษทำลายพระพุทธรูป มีแต่จะลงอเวจีมหานรกโดยใช่เหตุ..!

พระเก่าต่อให้หัก ให้บิ่นอย่างไรก็ตาม มีวิธีเดียวที่เหมาะสมคือบรรจุเอาไว้ในองค์ใหญ่ หรือไม่ก็บรรจุเอาไว้ในเจดีย์เพื่อบูชาต่อไป ไม่ใช่ไปบดทำลายเพื่อมาเป็นชนวนหรือว่าเป็นผง ฉะนั้น...กลับไปไปกราบขอขมาพระกันเสีย ไม่อย่างนั้นโทษไม่หมดหรอก ไม่รู้จะตักจะเตือนกันอย่างไร แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุงกันมาอีท่าไหน ถึงได้ไม่รู้ว่าหลวงพ่อท่านเตือนเรื่องนี้ไว้ขนาดนี้

ระยะหลังหลายต่อหลายวัดก็ทำแบบเดียวกัน ถึงเวลาก็เอาพระเก่ามาหลอมบ้าง ตำแล้วทำเป็นชนวนเป็นมวลสารบ้าง โทษมากกว่าประโยชน์เยอะเลย พระชำรุดให้ซ่อม ถ้าซ่อมไม่ได้ก็บรรจุ ไม่ใช่เห็นว่าพระชำรุดแล้วก็เป็นโอกาสเอามาทำเป็นมวลสาร ถือว่าครั้งนี้เป็นบทเรียน แล้วต่อไปอย่าบ้าบุญจนกระทั่งลืมความเหมาะสม ทำแล้วเป็นโทษมากกว่าประโยชน์จะกลายเป็นทำแล้วขาดทุน รีบไปขอขมาพระรัตนตรัยกันเสีย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2014 เมื่อ 09:33
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 228 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #43  
เก่า 12-08-2014, 13:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระมหาจุมพล สีหพโล มากราบนมัสการพระอาจารย์ "เรื่องของการสอบเปรียญธรรมได้ ๙ ประโยค ต้องบอกว่าเป็นบุญจริง ๆ ถ้าหากว่าไม่ได้สร้างบุญมาดีนี่โอกาสจะได้ถึงยากมาก แล้วโดยเฉพาะประโยค ๙ นาคหลวงนี่หายากสุด ๆ แต่ละปีจะมีสามเณรสักกี่คนฝ่าฟันหลุดมาได้ ?

มหาจุมพลได้ฉายาอะไรครับ ? (สีหพโลครับ) สีหพโล = มีกำลังดั่งราชสีห์ ไปนึกถึงคาถา“สีหะนาทัง นะทันเตเต ปริสาสุ วิสาระทา” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ด้วยความแกล้วกล้าประหนึ่งพญาราชสีห์บันลือสีหนาท พวกนักเทศน์มักใช้คาถาบทนี้ ป้องกันตัวเองขึ้นไปเทศน์แล้วประหม่า

มหาจุมพลท่านเพิ่งบวชพระ เป็นนาคหลวง อยู่วัดสระเกศ สอบได้ประโยค ๙ นอกจากจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สำนักเรียน เป็นเกียรติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูลแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเกียรติแก่ศาสนาด้วย เสียดายว่าบ้านเราเรียนแค่นี้ ถ้ามีโอกาสเรียนบาลีชั้นสูงต่อไปจะแตกฉานกว่านี้อีกมากเลย ท่านมหาจุมพลลองไปหาพวกตำรามูลกัจจายน์หรือปทรูปสิทธิมาดู จะมีบรรดาสูตรต่าง ๆ ของไวยากรณ์บาลีบอกไว้หมดเลย ต่อไปเราจะรู้ว่าทำไมต้อง อะ บวกกับ สิ ต้องเป็น โอ เขาจะมีบอกหมด

เขาจะไล่มาทีละสูตร ๆ มี ๑๒๐ กว่าสูตร ไม่อย่างนั้นเราเรียนบาลีมาประโยคแรกถึงประโยค ๙ เขาให้เราเชื่ออย่างเดียว ต่อให้เราสัมพันธ์ได้บางทีเราก็ไม่รู้ว่าตัวนี้ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงต้องแปลง ทำไมถึงต้องลงอักษรใหม่ ทำไมถึงต้องทำให้ต่างไปจากเดิม เขาจะเริ่มจาก อัตโถ อักขระสัญญาโต = เนื้อความอันบุคคลรู้ได้ด้วยตัวอักษร แล้วเป็นการกล่าวถึงอักขระ ฐาน กรณ์ ต่าง ๆ จากนั้นขึ้นสูตรแรก ปุพพะมะโธฐิตะมัสสะรัง สะเรนะ วิโยชะเย บอกชัดเลยว่า พึงแยกสระหน้าออกจากสระหลังก่อน จะได้รู้ว่าสนธิกันเข้าไปแล้วอะไรเป็นอะไร แล้วก็ไล่ไปทีละสูตร"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2014 เมื่อ 02:31
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 210 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #44  
เก่า 12-08-2014, 13:17
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"บ้านเราไม่ค่อยได้เรียน เราจะเห็นว่าสมัยโบราณ หลวงปู่หลวงพ่อแต่ละท่านขนาดเรียนแล้วไม่ได้สอบเอาประโยคยังมีความคล่องตัวกันมาก หลวงปู่ปานท่านเรียนบาลี แปลวิสุทธิมรรคชนิดตั้งวิเคราะห์ได้ทุกตัว แต่ว่าหลวงปู่ปานท่านไม่สอบเอาประโยค ถ้าหลวงปู่ปานสอบเอาประโยค ท่านต้องได้อย่างต่ำประโยค ๘ เพราะวิสุทธิมรรคเป็นหลักสูตรประโยค ๘ แล้วหลวงปู่ปานเรียนที่ไหน ? ท่านเรียนที่วัดสระเกศ

ที่หลวงปู่ปานท่านตั้งใจเรียนจนความรู้ถึงระดับประโยค ๘ เพราะท่านตั้งใจจะแปลวิสุทธิมรรคไม่ให้ผิด จะได้สอนลูกศิษย์ได้ถูกต้อง ความตั้งใจของคนโบราณท่านขนาดนั้น ของพม่าเขาพอจบแล้วเขาจะมีบาลีปารคู ถ้าหากว่าแปลง่าย ๆ ก็คือ “ผู้ถึงฝั่งแห่งบาลี” เขาจะใช้ภาษาบาลีสนทนากันในชีวิตประจำวัน บ้านเรายังทำไม่ได้ จากบาลีปารคู ใช้ภาษาบาลีสนทนากันในชีวิตประจำวันแล้ว ยังมีการสอบผู้ทรงพระไตรปิฎกอีก

ฉะนั้น..
การเรียนของทางพม่าเขาจะเข้มข้นกว่าเราเยอะ ของเราพอจบประโยค ๙ แล้วไปไหนไม่เป็น เอาวุฒิประโยค ๙ ไปเรียนต่อปริญญาโทของ มจร. นี่ปางตายทุกคนเลย เพราะว่าวุฒิประโยค ๙ เขาเทียบให้เท่ากับปริญญาตรี แต่วิชาพื้นฐานไม่เคยเรียนกันมาเลย แล้วอยู่ ๆ ไปเจอปริญญาโทก็แทบตาย ท่านเจ้าคุณพระราชปริยัติโมลี (ไพบูลย์ คุณวิปุโล ป.ธ. ๙) ตอนนี้มรณภาพไปแล้ว ตอนเรียนปริญญาโทการบ้านทุกอย่างอาจารย์เล็กต้องทำให้ ประโยค ๙ เรียนปริญญาโทเป็นอะไรที่สาหัสมาก ๆ

มีมหาอนุวัฒน์กับมหาสมคิดเหมือนกัน ใช้วุฒิประโยค ๙ ไปเรียนปริญญาโทรุ่นพระครูบ่าว ก็จุกเหมือนกัน ท่านอาจารย์พูดอะไรมามึนไปหมด เพราะพื้นฐานไม่มี"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 13-08-2014 เมื่อ 02:38
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 209 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #45  
เก่า 14-08-2014, 14:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "อาตมาจะทำมีดหมอเพชราวุธ ซึ่งน่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย ว่าจะทำให้เต็มความรู้ความสามารถที่ศึกษามาจากครูบาอาจารย์ แต่สร้างหรือผลิตมากไม่ได้ ฉะนั้น..ใครต้องการไปหามีดมาเข้าพิธีกันเอง จะเป็นมีดอะไรก็ได้ ยกเว้นมีดพับ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-08-2014 เมื่อ 15:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 224 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #46  
เก่า 14-08-2014, 14:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวกับท่านอาจารย์ติงลี่ว่า "เราต้องมาคิดว่าวัตถุมงคลของหลวงพ่อวัดท่าซุง นี่แค่รุ่น ๆ เราที่ทันตอนหลวงพ่อท่านยังอยู่ ยังเพี้ยนไปจนขนาดนี้ หลายคนพยายามออกข่าวว่าสมเด็จองค์ปฐม รุ่น ๓ ทันหลวงพ่อปลุกเสก เพื่อที่จะได้จำหน่ายได้ราคาสูง ขณะเดียวกันรุ่นสี่เหลี่ยมที่เลียนแบบของวัดปากน้ำ ก็ไปเรียกกันว่า "รุ่นยันกลับ"

อาตมาขอยืนยันว่า ที่หลวงพ่อท่านพูดเรื่องยันกลับก็คือสมเด็จองค์ปฐม รุ่นที่ ๒ เป็นรุ่นที่ไม่อุดกริ่ง รุ่นยันกลับพิมพ์สี่เหลี่ยมที่เขาไปเรียกกันเองนั้น เข้าพิธียังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรเลย เพราะว่าคุณวิมาลีเอายัดเข้าไปในงานที่หลวงพ่อท่านเสกพระพุทธรูป ซึ่งเครื่องบวงสรวงไม่ครบ การที่จะพุทธาภิเษกวัตถุมงคลให้ติดตัวแก่ญาติโยม เป็นการตัดเคราะห์อย่างหนึ่ง ถ้าโยมเขาบูชาด้วยความเคารพในพระรัตนตรัย มีเคราะห์กรรมอะไรเกิดขึ้น ถ้าหนักก็เป็นเบา ถ้าเบาก็เป็นหาย ท้าวจาตุมหาราชท่านสั่งนักสั่งหนาว่า ถ้าจะพุทธาภิเษกพระเครื่อง เครื่องบวงสรวงต้องครบชุดใหญ่ แต่ถ้าพุทธาภิเษกพระพุทธรูปเพื่อบูชาไว้ที่บ้าน ไม่ต้องมีหัวหมูกับไก่ก็ได้

คราวนี้หลวงพ่อท่านพุทธาภิเษกพระพุทธรูป เครื่องบวงสรวงมีไม่ครบ แต่คุณวิมาลีก็เอาพระเครื่องเข้าพิธีไปด้วย หลวงพ่อท่านแทบจะคลานออกจากห้องมาเลย บอกว่าเกือบตาย ท้าวมหาชมพูบอกว่า ถ้าไม่ใช่น้องไม่ใช่นุ่งแล้วจะล่อให้คลานเลย เสร็จแล้วท่านก็บอกว่าให้เอาไปเข้าพิธีใหม่ แต่ปรากฏว่ารุ่นสี่เหลี่ยมไม่ทันจะเข้าพิธีใหม่ หลวงพ่อก็มรณภาพไปก่อน แต่เขาไปปล่อยข่าวกันว่า หลวงพ่อพูดถึงรุ่นนี้ว่าเป็นรุ่นยันกลับ เพื่อจะเอาไปขายแพง ๆ กัน เป็นอะไรที่น่าเกลียดมาก เพราะหวังประโยชน์อย่างเดียว แล้วทำให้ความเป็นจริงเสียหายหมด

ฉะนั้น..แค่รุ่นเราที่ทัน ๆ กันอยู่ยังเพี้ยนไปจนขนาดนี้แล้ว แล้วลองคิดดูว่า
ต่อไปประวัติจะเพี้ยนไปถึงขนาดไหน ระยะหลังนี่ก็จะมีเพชรเขาพระงาม ออกมาจำนวนมหึมามโหฬารเลย แต่ละชุดจำหน่ายสองหมื่นสามหมื่นบาท แล้วก็บอกว่ารับมาจากมือหลวงพ่อ เพชรเขาพระงามนั้นหลวงพ่อวัดท่าซุงไม่เคยแจก แล้วจะไปรับมาจากมือหลวงพ่อได้อย่างไร ชุดที่ท่านสั่งทำเป็นวัตถุมงคลก็คือแหวนจักรพรรดิรุ่นแรก มีไม่กี่วงที่ได้เพชรเขาพระงามมา เพราะช่างไปพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพชรแท้ไปตั้ง ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว จึงเปลี่ยนเอาเพชรรัสเซียมาให้หมดเลย

เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าเงียบเอาไว้ก็จะเละเทะกันไปใหญ่โต ไม่อยากจะไปขัดประโยชน์เขาหรอก แต่บอกให้พวกเรารู้ว่า รุ่นนี้อย่างไรก็ไม่ทัน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-08-2014 เมื่อ 15:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 220 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #47  
เก่า 14-08-2014, 14:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ผมก็ได้รู้ว่ารุ่นสี่เหลี่ยมเข้าพิธีไม่ทัน แล้วทำไมมาออกข่าวกันแบบนั้น
ตอบ : พวกเราอยู่ทันแต่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เขาสามารถสร้างเรื่องขึ้นมาได้ทั้งนั้น ขนาดหลวงพี่ทีปยังโดนหลวงพ่อดุเอา พอหลวงพ่อบอกให้เอาไปเข้าพิธีใหม่ หลวงพี่ทีปก็ว่า “แหม..อุตส่าห์ไปเข้าพิธีมาแล้ว จะไม่ติดสักนิดเลยหรือครับ” หลวงพ่อท่านว่า “ไอ้ห่..เดี๋ยวกูถีบ พระท่านพูดคำไหนก็คำนั้น”

ถาม : แต่หลวงพ่อท่านแจกเอง ?
ตอบ : แจกเพราะคุณวิมาลีถวายให้แจกพระทุกรูป ท่านแจกพร้อมกับคำสั่งว่าให้เอาไปเข้าพิธีใหม่ คิดดู..บางคนปั่นราคาไปเป็นแสน แล้วความจริงก็คือพระท่านไม่อนุญาตให้ ที่เมื่อครู่ดุโยมไปเพราะนึกจะสร้างสมเด็จองค์ปฐมก็สร้าง ทำอย่างกับว่าอัดรูปเพื่อนแจก ต่อให้อัดรูปเพื่อนแจกโดยมารยาทก็ต้องบอกเพื่อนก่อน แล้วนี่สมเด็จองค์ปฐมเป็นเพื่อนคุณหรือ ?

หลายคนเอาวัตถุมงคลของหลวงพ่อวัดท่าซุงมาให้ดู ผมไม่รับรองให้ใครทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะสมเด็จคำข้าวปลอมตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าพิธีพุทธาภิเษก แม่พิมพ์ ๑๓ ตัว เขาขอส่งงานช้าไป ๒ เดือน คุณลองคิดสิว่าเขาปั๊มไปเท่าไร ? แม่พิมพ์ก็ใช่ ผงก็ใช่ เขาปลอมตั้งแต่ยังไม่ทันที่จะเข้าพิธีเลย หลวงพี่วิรัชท่านบอก “เล็ก.. ช่วยเป็นเจ้าภาพแม่พิมพ์สักตัวสิ” ผมก็ว่า “ได้ครับพี่” สรุปแล้วมีแม่พิมพ์ ๑๓ พิมพ์ มีบางพิมพ์ที่เขาแอบทำตำหนิมา เสร็จแล้วเขาก็จะปั๊มพิมพ์นั้นแหละ ออกมามากที่สุด ถึงเวลาไปก็ยืนยันว่าพิมพ์นี่ของแท้ เพราะมีตำหนิตรงนั้นตรงนี้ ตำหนิที่เขาทำไว้เองนั่นแหละ พิมพ์อื่นไม่มีตำหนิ รับมาจากมือหลวงพ่อเองกลายเป็นไม่แท้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-08-2014 เมื่อ 15:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 219 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #48  
เก่า 14-08-2014, 14:16
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เหรียญท้าวเวสสุวรรณมีปลอมแล้ว ?
ตอบ : ถ้าเราช่างสังเกตหน่อยจะเห็นว่าของปลอมพิมพ์ตื้นกว่า เพราะไปถอดจากเหรียญจริงอีกที นั่นฝีมือช่างเกษม มงคลเจริญแกะให้ ฝีมือช่างเกษมตอนนั้นถือว่าเป็นสุดยอดฝีมือของช่างแกะพิมพ์พระเลย ผลงานเขาอย่างเช่น เหรียญเราสู้ของหลวงปู่แหวน ช่วงนั้นช่างเกษมเป็นช่างแกะแบบพระที่ค่าตัวแพงที่สุด

ที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านไม่คบกับพวกเซียนพระหรือสนามพระเลย ก็เพราะอย่างนี้แหละ เขาไม่ค่อยจะมีศีลมีธรรมกัน ถึงเวลาก็ไปปั่นราคาของจริงของปลอมปนกันให้มั่วไปหมด ขายราคาของแท้ทั้งนั้น ตั้งแต่พระปิดตา ตชด. ปี ๒๕๒๓ หลวงพ่อสั่งทำสองหมื่น เขาปั๊มมาห้าหมื่น ให้วัดสองหมื่นนะ ตัวเองนี่มีเยอะกว่าของวัดอีก เอามาถึงหลวงพ่อสั่งเก็บเลย หนังสือพิมพ์ลานโพธิ์เอาไปลงว่า “ฤๅษีลิงดำทราบด้วยญาณ เซียนพระตั้งใจทำพระปิดตา ตชด. ปลอม สั่งเก็บไม่จำหน่าย” พวกนั้นเหี่ยวเลย เขาตั้งใจลงทุนทำมาขายแล้วนี่ หลวงพ่อไม่เอาเข้าพิธีก็เจ๊งไปเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-08-2014 เมื่อ 15:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 220 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #49  
เก่า 15-08-2014, 15:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : หลวงพ่อท่านบอกว่าให้มีเก็บไว้ทุกรุ่น ถึงเวลาจะได้ทำเป็นทำเนียบของวัดได้ แต่เขาก็ขายกันเกลี้ยง ถ้าจะขนตอนนั้น เฉพาะลูกแก้วรุ่นหนึ่งที่เป็นกลีบมะเฟืองมีเป็นคันรถกระบะเลย ปรากฏว่าขายกันหมด ทั้ง ๆ ที่หลวงพ่อท่านสั่งให้เก็บไว้ ท่านบอกว่าเก็บไว้แล้ว หากวัดวาอารามทรุดโทรม จะได้มีจำหน่ายซ่อมวัดได้ เขาก็ไม่สนใจ เขาถือว่าหลวงพ่อสิ้นลง คนกำลังต้องการ เลยขายเกลี้ยง

แม้กระทั่งรุ่นที่พวกผมทำกัน พระวิสุทธิเทพเนื้อผงรุ่นที่หนาเป็น ซ.ม.เลย เขาก็บอกว่าทางวัดทำ เขาไม่รู้ว่าผมทำ พุทธาภิเษกเสร็จหลวงพ่อท่านบอกว่า เป็นพิธีที่พระท่านบอกว่าสมบูรณ์ที่สุด ให้เก็บเอาไว้เพื่อซ่อมวัด ช่วงนั้นทั้งพรรษาไปตำผงอัดมือกันทีละองค์ แบบของปู่เหม่นั่นแหละ ปู่เหม่เขาทำบาง ๆ ส่วนของผมก็คิดว่าถ้าบางเดี๋ยวหัก จึงตั้งพิมพ์หนาเลย ทำมาด้วยกันมีผม มีพี่สามารถ มีท่านจิตโต มีพระใหม่อีก ๕-๖ รูป ช่วยกันตำผงจนแขนโตเลย ตำทีละครกน้ำพริกนี่แหละ ครกหนึ่งก็ได้ประมาณ ๓๐-๔๐ องค์ กว่าจะได้หมื่นองค์อย่างที่ตั้งใจไว้นี่แทบตายเลย

หลังจากนั้นก็ควักกระเป๋าชำระหนี้สงฆ์คนละ ๕๐๐ บาท ตำไปคนละครก เพราะว่าตอนนั้นขอหลวงพ่อจนหมดแหละ จีวรเอย เกศาเลย อะไรเลย จนท่านบ่นว่า "โกนหัวจนแสบหมดแล้วโว้ย" บางองค์ที่คิดว่าจะเก็บไว้เองก็หยิบใส่เกศาทั้งขยุ้มเลย ถ้าของคนอื่นบางทีเขาหยิบมาโรยในครก ครกหนึ่งเท่ากับที่ใส่องค์เดียว เล่นกันอย่างนั้น ท้ายสุดผมเองก็ไม่เหลือสักองค์เหมือนกัน

รุ่นนั้นผมยืนยันเลยว่าแช่น้ำก็ไม่ละลาย เพราะว่าพวกผมใส่น้ำมันตังอิ๊วกันไม่เป็น ปกติเขาผสมนิดเดียว ของผมใส่ไปครกละ ๒ ช้อน ตากอยู่ ๒ เดือนกว่าถึงจะแห้ง จำได้ว่าทำเสร็จพอดีเข้าพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรครั้งที่ ๙ ที่จำแม่นเพราะเลขสวย แล้วท่านก็บอกให้บรรจุให้หมด ถามว่าเอาไว้ที่ไหนดีครับ ท่านบอกว่า “ใต้หลังคาวิหารร้อยเมตร” รุ่นนี้เขาขายกันครึกครื้นไปหมด ถ้าพี่ทีปไม่คอยด่าไว้จะหมดเร็วกว่านั้นอีก
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:48
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 206 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #50  
เก่า 15-08-2014, 15:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ที่หลวงพี่มหาดำท่านขอไป ?
ตอบ :ชนวนสมเด็จองค์ปฐม หลวงพ่อท่านให้ไปนิดเดียว ขำจะตาย ถึงเวลาผมก็คิดว่าพี่เขาจะใส่ไปหมด เปล่าหรอก..เล่นมาฝนเอา ฝนเสร็จใส่ไปนิดหนึ่งแค่นั้นแหละ ที่เหลือเก็บ..ขำจะตาย หลวงพี่ดำท่านเคารพหลวงพ่อจริง ๆ ตอนนี้เป็นเจ้าคุณไปแล้ว พวกเราโผล่หน้าไปบอกว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุงนี่แทบจะกระโดดกอดเลย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 204 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #51  
เก่า 15-08-2014, 15:23
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “ให้ดูกำลังตัวเอง พอถึงเวลารู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลง บางทีเราจะอาลัยอาวรณ์ ตัดใจไม่ขาด จะได้รู้ว่าเรื่องแค่นี้ยังตัดใจยากขนาดนี้ เรื่องอื่นยากกว่านี้มีอีกเยอะ ส่วนใหญ่เกิดจากการกลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวการเปลี่ยนแปลงก็คือกลัวตัวเองรับไม่ได้ ในเมื่อตัวเองรับไม่ได้อาจจะมีเหตุบางอย่างให้ถึงแก่ชีวิต ท้ายสุดสรุปได้ว่ากลัวตาย”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 206 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #52  
เก่า 15-08-2014, 15:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ทำให้เป็นปกติจนเป็นธรรมชาติของเราเอง ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกว่าคนอื่นเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่ให้เรารู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ ทำไปเมื่อไรก็มีประโยชน์แก่ตัวเราเมื่อนั้น ฉะนั้น..ตั้งหน้าตั้งหน้าทำไปเลย พอนาน ๆ ไปก็จะกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเอง

แรก ๆ ก็ต้องฝืนใจ พอนานไปกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวก็เป็นธรรมชาติของเราเอง คนจะยอมรับได้ง่าย ถ้าแรก ๆ ยังฝืนอยู่ก็เหมือนกับลูกเต๋า หล่นลงไปก็กองอยู่ตรงนั้นแหละ แต่พอเกลาเหลี่ยมไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ กลมขึ้นมา คราวนี้ก็กลิ้งไปเรื่อย จากลูกเต๋าเปลี่ยนเป็นลูกบิลเลียดเมื่อไรก็คราวนี้ก็สบายแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:42
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 191 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #53  
เก่า 15-08-2014, 15:30
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เมตตา ?
ตอบ : ถึงได้ว่าต้องมีอุเบกขา ช่วยแค่ที่ช่วยได้ เกินกำลังเมื่อไรก็ต้องปล่อยวาง ถ้าช่วยด้วยกำลังทรัพย์ไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ช่วยแนะนำหนทางก็ยังดี ไปนึกถึงที่หลวงปู่จันทร์ ท่านเจ้าคุณพระพุทธวรญาณ วัดเจดีย์หลวง (จันทร์ กุสโล) ท่านบอกว่า “ถ้าเมตตาเกินประมาณจะเจอแต่คนพาลทั้งเมือง” คนไม่รู้จักพอนี่ ให้เท่าไรเมื่อไม่รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวาไปเรื่อย เราก็เสร็จ

ถึงได้บอกว่าเมตตาก็ต้องมีประมาณ ต้องลงท้ายด้วยอุเบกขาไว้ คำว่าเมตตาเกินประมาณของท่านนี่เกิดจากประสบการณ์แท้ ๆ เลย หลวงปู่ท่านเป็นพระนักปฏิบัติก็จริง แต่ท่านมาสายปกครองตลอด จนกระทั่งขึ้นถึงตำแหน่งรองสมเด็จพระราชาคณะ

เราเรียกรองสมเด็จ แต่อย่างเป็นทางการเขาเรียกสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ แต่คราวนี้พวกเราจะเรียกสมเด็จฯ ก็ต่อเมื่อเป็นชั้นสุพรรณบัฏ ฉะนั้น..สมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏและชั้นสุพรรณบัฏ ท่านถึงใช้คำว่าสถาปนา ไม่ใช้แต่งตั้ง เป็นศัพท์เฉพาะ ของพระนี่ต่อให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชเขาก็ให้ใช้อยู่ในระดับของหม่อมเจ้าเท่านั้น

ของพระเราโดยพื้นฐานตั้งแต่บวชใหม่ไปเลย มีศัพท์เฉพาะที่ใช้ลักษณะเหมือนราชาศัพท์อยู่แล้ว อย่างกินก็ฉัน ไปห้องน้ำก็ไปถาน นอนก็จำวัด เป็นศัพท์เฉพาะต่างหากไป ลักษณะเหมือนราชาศัพท์ ไม่ใช่ศัพท์ของชาวบ้านทั่วไป ถ้าเชิญก็นิมนต์ ขอร้อง
ก็อาราธนา จริง ๆ จะว่าไปแล้วก็คือให้โยมรู้สึกตัวว่าต่างจากเรา แต่ว่าโยมส่วนหนึ่งพอเคยชินกับพระแล้วก็มักจะลืมตัว ก็เลยกลายเป็นว่าอยู่ใกล้พระจริง ๆ คุณอนันต์แล้วก็โทษมหันต์ ไปดูนางขุชชุตตรา ใช้เพื่อนพระภิกษุณีครั้งเดียว ไปเกิดเป็นคนใช้เขาตั้ง ๕๐๐ ชาติ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:49
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 194 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #54  
เก่า 15-08-2014, 15:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ญาติโยมชอบเอาของมียี่ห้อ ราคาแพง ๆ มาถวาย ?
ตอบ : บอกเขาไปว่าพระไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ถ้าหากว่าโยมศรัทธาไปถวายที่อื่นก็ได้ แต่ที่นี่ไม่รับ บอกไปตรง ๆ ถ้าหากว่าไม่บอกไปตรง ๆ ก็ประเภทมาอยู่เรื่อย คนสมัยนี้แปลก พูดให้นัยมักจะฟังไม่เข้าใจ ด่าใส่หน้าไปเลยค่อยหูตาสว่างหน่อย อาตมาเลยกลายเป็นพระปากร้ายมาตลอด
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 199 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #55  
เก่า 15-08-2014, 15:32
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : อยากได้งานครับ ?
ตอบ : ไปขัดส้วมวัดที่ไหนก็ได้ แล้วไปอธิษฐานของานกับพระประธานที่วัดนั้น
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-08-2014 เมื่อ 18:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 208 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #56  
เก่า 16-08-2014, 14:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า ความแตกต่างของสัตว์ขึ้นอยู่กับนิยาม ๕ ประกอบไปด้วยอุตุนิยาม ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ เราสังเกตดูว่าฝรั่งทำไมผิวขาว เพราะบ้านเขาอากาศหนาว แล้วทำไมนิโกรผิวดำ เพราะบ้านเขาอากาศร้อน แบบเดียวกับประเทศไทยของเรา คนเหนือจะผิวขาวและพอลงใต้แล้วทำไมดำ วัวแดงอยู่ภาคกลางลงภาคใต้แล้วกลายเป็นวัวดำ ที่เขาเรียกสีตาลโตนด อันนี้เขาเรียกอุตุนิยาม ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ

อันดับต่อไปคือพีชนิยาม อันนี้ขึ้นอยู่กับพืชพันธุ์ เผ่าพันธุ์ หรือขึ้นกับดีเอ็นเอ เมื่อเชื้อพันธุ์ต่างกัน เกิดมาก็ต่างกัน ต่อไปท่านบอกว่าจิตนิยาม ขึ้นอยู่กับสภาพจิต สภาพจิตถ้าหากว่าเป็นบุคคลที่มีเมตตา เกิดมาก็จะมีผิวพรรณสวยงาม จิตใจเยือกเย็น ถ้าหากว่ามากด้วยโทสะเกิดก็ผิวพรรณทราม หน้าตาไม่ผ่องใส

กัมมนิยาม ท่านบอกว่าขึ้นอยู่กับการกระทำ ถ้าหากว่าสร้างไว้แต่กรรมดี เกิดมาก็จะอยู่ในสภาพที่ดี อย่างเช่นว่าผิวพรรณดี ฐานะดี ตำแหน่งหน้าที่การงานดี ถ้าหากว่าสร้างไว้แต่กรรมไม่ดีเกิดมาก็ผิวพรรณทราม ฐานะไม่ดี ตำแหน่งหน้าที่การงานไม่ดี เป็นต้น

ท้ายสุดท่านบอกว่า ธรรมนิยาม ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเรา ถ้าหากว่ากำลังใจยิ่งสูงเท่าไร โอกาสที่จะเกิดอยู่ในที่สูง อยู่ในที่ดีก็มีมากเท่านั้น

โดยเฉพาะในส่วนของกรรมนิยาม คือการบันดาลของกรรมนั้น เราทำอะไรก็จะได้อย่างนั้น คราวนี้บางอย่างก็พิลึกพิลั่นจนเรานึกไม่ถึง อย่างเช่นว่าทำไมถึงต้องเกิดมาเป็นฝาแฝด ทำไมคู่นั้นเป็นแฝดหญิงล้วน คู่นั้นแฝดชายล้วน อันนี้แฝดชายหญิง โน่นเป็นแฝดตัวติดกัน อันนั้นเขาเรียกกรรมนิยาม ฉะนั้น..พ่อขาว แม่ขาว ลูกออกมาดำก็เป็นเรื่องปกติ

คนเราจริง ๆ ก่อนหน้านี้เกิดมาจากพรหม..ใช่ไหม ? เกิดมาก็เหมือน ๆ กัน นานไปนิยาม ๕ อย่างปรากฏขึ้น ก็แตกต่างกันไปเรื่อย ๆ ไม่น่าเชื่อว่าฝรั่งผิวขาวกับนิโกรผิวดำก่อนหน้านี้คือบรรพบุรุษเดียวกัน มีคอเคซอยด์ผิวขาว นีกรอยด์ผิวดำ มองโกลอยด์ผิวเหลือง แล้วพวกผิวแดงเขาเรียกอะไร ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 16-08-2014 เมื่อ 18:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 191 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #57  
เก่า 16-08-2014, 14:22
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "เด็กทั่ว ๆ ไปเกิด ๗ เดือนบ้าง ๘ เดือนบ้าง ๙ เดือนบ้าง ๑๐ เดือนบ้าง บางคนก็หนึ่งปี เคยเจออยู่คนหนึ่ง ๒ ปีกว่า แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ที่จุติเพื่อตรัสรู้นี่ จะอยู่ในท้องแม่ ๑๐ เดือนถ้วน เขาถึงได้ใช้คำว่าทศมาส คือ ๑๐ เดือน

โยมแม่ของอาตมาซึ่งต้องบอกว่าเป็นหมอตำแยมืออาชีพ ทำคลอดลูกตัวเองมาเป็นสิบยังไม่พอ ยังต้องไปทำคลอดลูกคนอื่นเขาทั้งตำบลอีก แม่บอกว่า ๗ เดือนรอด ๙ เดือนรอด ๘ เดือนตายทุกคน ไม่รู้เป็นเพราะอะไร คาดว่าในช่วงระหว่าง ๗-๙ เดือน ก็คือเดือนที่ ๘ ร่างกายคงจะสร้างอะไรบางอย่างเพิ่มเติมออกมา คราวนี้ยังไม่ทันจะสมบูรณ์แล้วไปคลอดก็เลยตาย ตอน ๗ เดือนนี่อาจจะขาดอะไรนิดหน่อย ๙ เดือนก็ครบถ้วน

พี่สาวของอาตมาคลอดลูกแฝด แต่ก่อนจะคลอดฝันไปว่า พระอินทร์เอากำไลหยกมาให้ ๒ วง ก็ใส่ไว้วงหนึ่งแล้วคืนไปวงหนึ่ง ลูกแฝดเลยตายไปคนหนึ่ง แปลกดีเหมือนกัน เป็นนิมิตบอกเหตุล่วงหน้า พอมาเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็บอกว่าไปคืนทำไม ? แล้วก็จริง ๆ ด้วย ตายไปคนหนึ่ง พระอินทร์เอากำไลหยกมาให้ ๒ วง คืนไปวงหนึ่งคราวนี้เลยเหลืออยู่วงเดียว ไอ้เจ้านั่นก็คลอดตอนเจ็ดเดือน อาตมาอุ้มนั่งตักนี่ก้นแหลมทิ่มตักเลย ตัวผอมนิดเดียว"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-08-2014 เมื่อ 02:56
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 198 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #58  
เก่า 19-08-2014, 14:11
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : เดี๋ยวนี้อยากทำบุญอะไรก็ไม่ค่อยไหว คิดว่าจะสร้างพระไม่รู้ว่าจะได้สร้างหรือเปล่า พระอาจารย์ว่าจะได้สร้างไหม ?
ตอบ : มัวแต่ไปกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง นึกถึงพระไว้จะปลอดภัยกว่า

ถาม : จะอ่านหนังสือสวดมนต์สายตาก็ไม่ไหวร่างกายแย่
ตอบ : เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาก็ได้มองความเป็นจริงของร่างกาย เขาบอกให้เรารู้แล้วว่าคบกันยาก ถ้ายังอยากเกิดมาทุกข์อย่างนี้อีก ก็มัวแต่ห่วงเรื่องอื่นต่อไปเถอะ

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ต้องบอกว่าเป็นเพราะแก่จ้ะ ชีวิตมีแต่ก้าวใกล้จุดดับเข้าไปเรื่อย ๆ มัวแต่ห่วงอย่างอื่นอยู่ไม่ต้องอะไรหรอก นึกถึงพระไว้ก็จบ
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-08-2014 เมื่อ 17:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 182 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #59  
เก่า 19-08-2014, 14:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ผมได้ทำตามวิธีการขอพรพระคำข้าว แต่ว่าไม่ได้ผลตามที่ขอไป ขอความกรุณาช่วยบอกด้วยว่าผิดพลาดที่ตรงไหนครับ ?
ตอบ : ประการที่หนึ่ง..เรื่องการขอพรพระคำข้าว อาตมาไม่ได้ยินด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอามาเผยแพร่ ฉะนั้น..เรื่องขั้นตอนต่าง ๆ บอกไม่ได้หรอกว่าพลาดกันตรงไหน แต่เท่าที่ตัวเองรู้มาก็คือ เราจะขออะไรต้นทุนของเราต้องพอ คำว่าต้นทุนต้องพอก็คืออย่างน้อย ๆ เราต้องมีพื้นฐานความดีอยู่บ้าง ถ้าพื้นฐานความดีไม่เพียงพอ เหมือนกับไม่มีน้ำเลยในแก้ว เติมเท่าไรไม่รู้จักเต็ม แบบนั้นขออะไรก็ไม่สำเร็จ

ในเรื่องของพุทธศาสนาของเราเป็นเรื่องของเหตุกับผล ถ้าสร้างเหตุไม่พอผลก็ไม่เกิด เท่าที่สังเกตดูคนที่ขออะไรแล้วมักจะสำเร็จก็คือของเขาเองขาดน้อย เติมนิดเดียวก็เต็มแล้ว สามารถที่จะขอให้สำเร็จได้ แต่ถ้าขาดมากชนิดเติมเท่าไรก็ไม่เต็ม แบบนั้นขออย่างไรก็ไม่สำเร็จ แล้วถ้าฟังไม่ผิดมา เขาบอกว่าต้องให้ลำบากชนิดเลือดตากระเด็นจริง ๆ แล้วค่อยขอ ไม่ใช่นึกอยากได้ก็ขอกันส่งเดชไปเรื่อย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-08-2014 เมื่อ 17:54
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 212 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #60  
เก่า 19-08-2014, 14:31
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,183
ได้ให้อนุโมทนา: 64,853
ได้รับอนุโมทนา 2,860,833 ครั้ง ใน 20,491 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ฟังกรรมฐาน รู้สึกเบื่อมาก เบื่อ..ไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง เป็นเพราะอะไรครับ ?
ตอบ : เขาเรียกว่าเกิดนิพพิทาญาณ พอความเบื่อเกิดนับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าไม่เบื่อเราก็ไม่คิดที่จะละจากร่างกายนี้หรือโลกนี้ คราวนี้ความเบื่อเกิดขึ้น จำเป็นที่เราต้องรักษาไว้ให้ได้ระยะหนึ่ง แล้วพิจารณาให้ชัดเจนว่า ถ้าตราบใดที่เรายังเกิดอยู่ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นแก่เรา คือความน่าเบื่อจะเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดไป จนกระทั่งท้ายสุด ถ้าเห็นว่าธรรมดาของการเกิดมาก็จะเจอแต่เรื่องน่าเบื่อแบบนี้ ก็จะก้าวข้ามไปได้เอง ตอนนี้ต้องซักซ้อมการเบื่อกันบ่อย ๆ

เมื่อนิพพิทาญาณเกิดขึ้นแล้วเราไปต่อต้านนี่จะเศร้าหมอง แต่ถ้าหากว่าใช้ปัญญาช่วยจะเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนเสริมในการปฏิบัติได้ดีที่สุด อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ถ้าไม่เบื่อเราก็ยังไม่คิดจะละจากไป


ถาม : วิปัสสนาละครับ ?
ตอบ : นิพพิทาญาณเป็นวิปัสสนาอยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นชัดก็ไม่เบื่อ วิปัสสนาเป็นเรื่องของคนต้องใช้ปัญญา ของดีอยู่ตรงหน้าถ้าใช้ผิดก็กลายเป็นโทษแก่ตัวเอง

ถาม : เบื่อไม่รู้เมื่อไรจะดีเสียที ?
ตอบ : จำเป็นต้องเบื่อ และจำเป็นต้องรักษาความเบื่อไว้จนกว่าจะก้าวข้ามไปได้ ไม่อย่างนั้นถ้าหากว่าความเบื่อหายไป กว่าจะทำขึ้นมาได้นี่อีกนาน

ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ไม่ได้เกินหรอก ยังพอดีอยู่ ถ้าหากว่าไม่ได้เบื่อจนกระทั่งอยากจะทิ้งไปทุกอย่าง ก็ยังติดอยู่แค่นั้น

ถาม : เรื่องของแม่ทำให้เราเจ็บช้ำ ?
ตอบ : ก็อย่าลืมว่าแม่เป็นสายเลือดเดียวกับเรา ต้องมีกรรมผูกพันกันมาถึงมาเกิดเป็นแม่ลูกกัน เรื่องของแม่กระทบถึงลูกเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-08-2014 เมื่อ 17:58
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 199 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 04:25



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว