กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 31-12-2011, 08:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,252
ได้ให้อนุโมทนา: 76,221
ได้รับอนุโมทนา 3,200,780 ครั้ง ใน 22,630 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

อบรมพระที่เกาะพระฤๅษี ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

คนเราถ้าขาดสติแล้วก็จะไม่มีสตางค์ด้วย อะไรที่เคยทำต้องทำให้ชิน ไม่อย่างนั้น ถ้าหากว่าขาดสติอยู่ก็จะผิดพลาดไปเรื่อย อย่างเรื่องของการใช้น้ำใช้ไฟ เผลอเป็นเปิดทิ้งไว้ ที่วัดไร่ขิง * ถ้ามีอบรม จะมีการเปิดทิ้งทั้งน้ำ ทั้งไฟ ทั้งพัดลม ทั้งเครื่องปรับอากาศ ผมต้องตามปิดให้แทบทุกวัน

ที่วัดไร่ขิงเขาจะมีการอบรมเด็กอยู่เกือบทุกวัน พอเจออย่างนั้นเข้า รู้สึกดีใจเป็นบ้าเลย ที่ไม่มีลูกมีเมียเหมือนคนอื่น ถ้ามีลูกประเภทนี้ผมตีตายเลย..! ไม่ทราบเหมือนกันว่าพ่อแม่เขาอบรมลูกกันอย่างไร

เมื่อวันที่รับสังฆทานต้นเดือน แม่เขาเอาเด็กมา ๒ คน เด็กผู้ชายสัก ๑๐ ขวบ เด็กผู้หญิงราว ๆ ๖ ขวบ เขาบอกว่าลูกเขาดื้อมาก จะทำอย่างไรดี ? อาตมาบอกว่าตีให้ตายไปเลย ปรากฏว่าเขาไม่ใช่คนไทย เขาบอกว่าอยู่ฮ่องกง กฎหมายฮ่องกงตีเด็กไม่ได้หรอก ตีเด็กแล้วทางราชการจะยึดเด็กไปเลี้ยงเอง ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยเด็กเป็นพ่อเป็นแม่ของเขาต่อไปก็แล้วกัน..!

เรื่องของสติสำคัญที่สุด ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็ลงตรงคำว่าสตินี่แหละ บางท่านบอกว่า พระพุทธเจ้ารวมธรรมะของท่านทั้งหมดลงในคำว่า “ไม่ประมาท”** อย่าลืมว่าคนไม่ประมาทต้องมีสติถึงจะไม่เผลอ

ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สำคัญตรงสติ ภาษาบาลีท่านบอกว่า อตีตํ นานุโสจนฺติ***อย่าไปหวนคำนึงถึงอดีต นปฺปชปฺปนฺตินาคตํ แล้วก็อย่าไปฟุ้งซ่านถึงอนาคต ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ รักษากำลังใจให้อยู่กับปัจจุบันนี้เท่านั้น

ตัวรักษากำลังใจให้อยู่กับปัจจุบันนี่แหละ..คือสติล้วน ๆ เลย ทำอย่างไรเราจะหยุดกำลังใจให้อยู่กับปัจจุบันได้ เพราะว่ากำลังใจที่ส่งไปในอดีตหรือส่งไปอนาคต ล้วนแต่สร้างทุกข์ให้กับเราทั้งนั้น ส่งไปในอดีต ถ้าหากว่าไม่ชิงชังรังเกียจ ก็จะไปอาลัยอาวรณ์อยู่กับอดีตนั้น

ส่งไปในอนาคตก็มักจะฟุ้งซ่าน คิดถึงแต่เรื่องที่เกินความเป็นจริงอยู่เสมอ แล้วก็ไม่สามารถที่จะสร้างความพอใจให้กับตนเองได้ จึงกลายเป็นอนิฏฐารมณ์ อารมณ์อันไม่น่าพอใจ เท่ากับเราสร้างทุกข์ให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

หมายเหตุ :

*วัดไร่ขิง เลขที่ ๕๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

**พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ : พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ : ทีฆนิกาย : มหาวรรค : มหาปรินิพพานสูตร

***พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ : พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ : สังยุตตนิกาย : สคาถวรรค : เทวตาสังยุต : นฬวรรค : อรัญญสูตร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 31-12-2011 เมื่อ 17:52
สมาชิก 93 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 01-01-2012, 08:03
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,252
ได้ให้อนุโมทนา: 76,221
ได้รับอนุโมทนา 3,200,780 ครั้ง ใน 22,630 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ทำอย่างไรเราจะหยุดกำลังใจให้อยู่กับปัจจุบัน คือ ตอนนี้เดี๋ยวนี้ อยู่กับลมหายใจเข้าออกเฉพาะหน้า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว ลืมลมเมื่อไร คือลืมว่าเราจะตาย ลืมว่าเราจะตายเมื่อไร ถ้าตายตอนนั้น พลาดแล้วเราจะลงอบายภูมิ

ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดนั้น แต่ขอยืนยันว่าร้ายแรงมาก ถ้าคนเราไม่รู้ตัวว่าจะต้องตาย ก็จะขาดสติ มีแต่ความประมาทอยู่เสมอ หากว่าดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ถ้าไม่ใช่ตะเกียกตะกายกอบโกยให้กับตัวเอง ก็อาจจะไม่ยอมทำอะไรที่เป็นความดีเอาเสียเลย

แปลว่าถ้าขยัน ก็ขยันผิดทาง คือ ไปกอบโกยเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ให้กับตัวเอง หรือไม่ก็ละทิ้งความดี ทาน ศีล ภาวนา ไม่เอาเลย

ฉะนั้น..เรื่องของสติ ถ้าหากว่าสามารถกำหนดจดจ่ออยู่เฉพาะหน้า สิ่งที่สร้างสติสำคัญที่สุดก็คือลมหายใจเข้าออกของเรา ถ้าอยู่กับลมหายใจเข้าออกของเราได้ สติก็จะไม่ไปไหน ทันทีที่รู้ตัวว่าคิดเรื่องอื่น ให้รีบดึงกลับมาอยู่กับลมหายใจเข้าออก พอเตลิดไปใหม่ก็ดึงกลับมาอีก

แรก ๆ จิตก็ไม่ยอมเราหรอก เพราะเคยชินกับการฟุ้งซ่านเป็นปกติ แต่พอเราทำบ่อย ๆ เข้า ก็จะเคยชิน พอเคยชินก็จะยอมนิ่งได้ง่ายขึ้น

ถ้าใจไม่นิ่งก็ใช้คาถาเรียกจิต อย่างที่หลวงพ่อวัดท่าซุง* ท่านว่าไว้ในหนังสือปฏิปทาท่านผู้เฒ่าว่า อิติ สัมมาสัมพุทธัสสะ มะมะ จิตตัง ภาวนาไปก่อน สักสามนาทีห้านาที พอจิตรวมตัวแล้ว คราวนี้เราก็ภาวนาพิจารณาตามแบบที่เราต้องการได้

ระยะนี้พายุโซนร้อนกับดีเปรสชั่นเข้าเอเชียของเราหลายลูกติดกัน ที่เห็นฝนตกทั้งวันทั้งคืนนั้น เกิดจากหางของพายุเท่านั้น ช่วยกันระมัดระวังดูแลรักษาของสงฆ์ให้ดี เพราะว่าวัดของเราอยู่ในพื้นที่ป่า

ถึงจุดที่เราอยู่นี้ฝนไม่ตก ก็อย่าคิดว่าน้ำป่าจะไม่มา เพราะว่าพื้นที่ข้างบนมีป่าเป็นแสนเป็นล้านไร่ ถ้าฝนตกข้างบน น้ำมากเข้า..มากเข้า ก็จะเทลงมาข้างล่าง ถ้าน้ำท่วมขึ้นมา วิธีที่ดีที่สุดก็คือ คอยสังเกตว่าน้ำใกล้ลดลงแล้วหรือยัง ?

พอน้ำลดเหลือสักนิ้วสองนิ้วนี่ให้รีบกวาดเลย ถ้าเรากวาดตอนนั้น พวกดินที่ตกค้างอยู่จะไปกับน้ำเลย ถ้าพวกคุณรอช้า ถ้าต้องไปตักน้ำมาราดก็ยังดี เพราะว่ายังไม่แห้งติดพื้น

แต่ถ้ารอจนน้ำลดแล้วค่อยไปตัก นอกจากจะเหนื่อยมากแล้ว ยังล้างยากอย่าบอกใครเชียว ตอนนี้แม้ว่าเขื่อนรอบวัดของเราจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าเรื่องของน้ำท่วมยังเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก


หมายเหตุ :
* พระราชพรหมยาน(วีระ ถาวโร ป.ธ. ๔) วัดจันทาราม(ท่าซุง) หมู่ที่ ๒ ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 01-01-2012 เมื่อ 09:08
สมาชิก 86 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 02-01-2012, 08:28
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,252
ได้ให้อนุโมทนา: 76,221
ได้รับอนุโมทนา 3,200,780 ครั้ง ใน 22,630 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..ต้องช่วยกันระมัดระวัง ช่วยกันดูแลสักนิดหนึ่ง ผมเองต้องไปเรียนต่อ เดี๋ยววันนี้ต้องไปช่วยท่านอาจารย์พระมหาณรงค์ศักดิ์*ท่านสาธยายพระไตรปิฎกที่สนามหลวง พรุ่งนี้เรียน มะรืนต้องไปหล่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทองคำ

แล้วไปเสกจตุคามรามเทพที่วัดเขาบุญมี** จังหวัดชลบุรี วันถัดไปจะขึ้นไปวัดท่าซุงกราบขออนุญาตและกราบอาราธนาสมเด็จองค์ปฐมท่าน เป็นประธานในการเป่ายันต์เกราะเพชรและพุทธาภิเษกในวันที่ ๑๘ แล้วหลังจากนั้นก็กลับมาเรียนต่อ

ปกติแล้วงวดนี้จะเรียนวันที่ ๑๖ แต่ว่าเมื่อวานนี้ผมส่งงานของวันที่ ๑๖ หมดแล้ว เรียนขออนุญาตท่านอาจารย์ไว้แล้ว ขอขาดเป็นครั้งแรกในเทอมนี้ ปกติแล้วผมจะมีเวลาเรียนเต็ม ๑๐๐ % ไม่ค่อยขาดกับใคร ขอขาดเป็นครั้งแรกในเทอมนี้ เพื่อที่จะได้มาเตรียมงานเป่ายันต์เกราะเพชร

วันจันทร์พวกเราต้องออกไปวัดท่าขนุน เพราะเป็นวันปาฏิโมกข์ ให้ไปขอเครื่องไม้เครื่องมือทำความสะอาดจากแม่ชี มาช่วยกันทำความสะอาดตึกแดงให้เรียบร้อย สงสารแม่ชี.. ปีนี้แม่ชีเหลือน้อยมาก พวกชีสาว ๆ ที่จะให้ใช้งานก็ไม่มี โตเป็นสาวขึ้นมาก็สึกเกลี้ยง..!

เมื่อไปก็ดูแลทำความสะอาดตึกแดง ทั้งชั้นบนชั้นล่างให้เรียบร้อย คิดว่าจะออกไปตั้งแต่เช้า กว่าจะกวาดเสร็จถูเสร็จ คาดว่าคงฉันเพลพอดี ถ้าหากว่าไม่เรียบร้อยตอนบ่ายทำอีกนิดหนึ่ง ก็ได้เวลาลงปาฏิโมกข์แล้ว

บรรดาช่างทำบายศรีของพระมหาฉลาด***คงจะเริ่มมาวันที่ ๑๕ ผมยังเรียนอยู่ อาจจะกลับมา ๑๕ กลางคืน ถึงที่นี่คงไม่เกิน ๔ ทุ่ม ตอนเช้าค่อยออกไปดูงาน

วันที่ ๑๘ งานเป่ายันต์ตอนช่วงเช้า เจ็ดโมงครึ่งจะมีบวงสรวงพุทธาภิเษก สิบโมงเป่ายันต์รอบแรก บ่ายหนึ่งโมงเป่ายันต์รอบสอง คงต้องขออนุญาตพระท่านในเรื่องของฝนฟ้า เพราะว่าถ้าฝนตกคนจะเดินทางลำบาก

คราวที่แล้วผมเข็ด ขอไม่รอบคอบ เป่ายันต์เดือนเมษายน อากาศร้อน ขอให้ฝนตกเพื่ออากาศจะได้เย็น ฝนตกกระหน่ำที่เกาะนี่ ๓ วัน ๓ คืน แต่ที่วัดท่าขนุนสักเม็ดก็ไม่มี..!

คุณจำไว้เลยว่า เวลาพระหรือพรหม เทวดา ท่านจะสอนเรา ท่านจะสอนแบบเจ็บ ๆ เลย สอนให้คุณมีความรอบคอบยิ่งขึ้น ถ้าโดนนี่เจ็บทุกราย..!

ยิ่งเราระมัดระวังรอบคอบมากเท่าไร ท่านก็ยิ่งหาช่องว่างมาสอยเรามากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นว่าเราปิดทางด้านซ้ายแต่ไปโดนทางด้านขวา ปิดทางด้านหน้าก็ไปโดนทางด้านหลัง แต่ว่าดี..ดีตรงที่ว่า เราจะรอบคอบมากขึ้นทุกครั้งในการทำงาน


หมายเหตุ :
*พระมหาณรงค์ศักดิ์ ฐิติญาโณ; ผศ. ดร.(ป.ธ.๕; Ph.d.; D.litt) วัดใหม่(ยายแป้น) ๖๓ ถ.จรัลสนิทวงศ์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ๑๐-๗๐๐
**วัดเขาบุญมีดาราราม หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
*** พระมหาฉลาด กิตฺติสมฺปนฺโน(ป.ธ. ๖ น.ธ.เอก) วัดปากน้ำภาษีเจริญ ๘ แขวงปากคลอง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 04-01-2012 เมื่อ 10:25
สมาชิก 70 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 03-01-2012, 08:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,252
ได้ให้อนุโมทนา: 76,221
ได้รับอนุโมทนา 3,200,780 ครั้ง ใน 22,630 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แล้วชีนก*เป็นอย่างไรบ้าง ? พอจะคุ้นชินกับสภาพของนักบวชหรือยัง ? คืนหนึ่งแล้วยังไม่รู้สึกรู้สาเลย ต้องอีกหลายวัน นั่นแหละ..สำคัญที่ตรงมีสติ ต้องมีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่า ตอนนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว กิริยา วาจา อะไรที่เป็นของสมณะ เราต้องทำกิริยาวาจาอย่างนั้น**

เคยตามใจกิเลสมามากแล้ว ตอนนี้เราต้องบังคับกิเลสบ้าง ดื้อกับกิเลสบ้าง และโดยเฉพาะถือว่าเป็นการเกิดใหม่ของเรา สิ่งไม่ดีทั้งหลายทั้งปวงตายไปหมดแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะสร้างแต่สิ่งที่ดี ๆ ให้กับตัวเอง

ถ้าหากว่าทำได้ตลอดรอดฝั่ง ความสำเร็จจะรอเราอยู่ข้างหน้า เรื่องอย่างนี้จริง ๆ แล้วอยู่ที่กำลังใจ เราตัดสินใจมาบวชได้ก็ถือว่ากำลังใจเด็ดขาดพอ คราวนี้ก็ต้องต่อสู้กับความฟุ้งซ่าน และหิวข้าว กลายเป็นว่าบังคับตัวเอง อาศัยเพศของนักบวชตีกรอบให้กับตัวเอง

เราเป็นฆราวาสบางทีไม่รู้ตัวหรอกว่า กิเลสไล่กัดไล่ฟัดเราอยู่ตลอดเวลา ถึงจะไม่มีอะไร ร่างกายนี้ก็ถ่วงเราอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องหาอาหารให้สามเวลา เหมือนกับเลี้ยงเสือเอาไว้ เผลอเมื่อไรเสือก็กัดเรา

ถ้าหากว่าเราขาดสติ ไปเพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับร่างกายนี้ ถึงเวลาจะกินก็หาให้กินอย่างดีที่สุด ถึงเวลาจะนอนก็รีบหาที่นอนดี ๆ ให้ แต่ก็ไม่เคยพอ ไม่เคยกตัญญูรู้คุณเราเลย มีแต่ทำร้ายเราอยู่ตลอดเวลา

เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวเจ็บไข้ได้ป่วย ในเมื่อเราดูแลดีขนาดนั้นแล้ว ร่างกายยังไม่เอาด้วยกับเรา ก็ทรมานเสียบ้าง จำไว้ว่าเวลาที่กิเลสดิ้นรนมาก ๆ เหมือนกับจะตายลงไปนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่เราจะตาย แต่เป็นเพราะกิเลสจะตาย

ดังนั้น..ต้องบี้ซ้ำให้ตายไปเลย เรื่องของกิเลสอย่าได้ไปปรานี ในเมื่อกิเลสไม่เคยเว้นให้เรา เราก็อย่าไปเว้นให้มัน ถึงเวลาได้โอกาสขึ้นมาแล้วต้องตะลุยไปข้างหน้าให้เต็มกำลังของเรา เมื่อถึงเวลาที่โอกาสไม่ใช่ของเรา อย่างน้อย ๆ ระยะทางที่ได้มาก็จะอุ่นใจขึ้นบ้าง เมื่อมีโอกาสต้องกอบโกยให้เต็มที่ วันนี้ก็ขอฝากเรื่องความมีสติเอาไว้เท่านี้


หมายเหตุ :
*คุณบุศยา โพธิ์น้อย ๑๓/๖๗ หมู่ที่ ๑๘ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ๑๒ - ๑๓๐
**องฺ.ทสก. ๒๔/๔๘/๙๗ : องฺ. อ. ๓/๓๙๕
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 03-01-2012 เมื่อ 10:26
สมาชิก 73 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 02:49



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว