กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 04-12-2011, 07:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐

อบรมพระที่เกาะพระฤๅษี ๑ สิงหาคม ๒๕๕๐

ฝนตกทำให้เปิดไฟไม่ค่อยได้ เพราะริ้นจะกินเอา กุฏิใครกุฏิมันรักษากันเอาเอง ถ้าเผลอเปิดไฟข้างในแล้วริ้นเข้าไปได้ ทีนี้คุณก็ไม่ได้อยู่เป็นสุขหรอก ริ้นตัวเล็กแต่กัดเจ็บมาก คันอย่าบอกใครเลย คนที่แพ้เกาแล้วหนังจะขึ้นเป็นสะเก็ด เกากันจนถลอก ดูแล้วน่ากลัวมาก

วันนี้ผมจะต้องขอสัตตาหะ* เพื่อไปทำวัตรพระผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แล้วก็รับสังฆทานต่อเลย ความจริงอยากจะเดินทางกลับมา อย่างน้อยจะได้อยู่กับพวกเราอีกวันหนึ่ง แต่ว่าสังขารไม่ค่อยอำนวยแล้ว เดินทางไปกลับหลายร้อยกิโลเมตร รู้สึกว่ากรอบไปหมด

ในระยะที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ผมอยากจะฝากพวกเราเอาไว้หลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของการสัตตาหะ**ให้ดูว่าเป็นเหตุจำเป็นที่สมควรจริง ๆ สมัยที่อยู่ที่วัดท่าซุง มีพระอยากจะกลับบ้าน หาเหตุไม่ได้ เขียนจดหมายไปบอกทางบ้านให้ช่วยนิมนต์ที จะได้มีเรื่องกลับบ้านได้

ต้องเขียนจดหมายนะ เพราะว่าสมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ แล้วถ้าจะโทรศัพท์ ก็ต้องไปใช้โทรศัพท์ส่วนกลางที่ศาลานวราช*** ก็แปลว่า ถ้าไปโทรศัพท์แบบนั้นคนอื่นเขาจะรู้ จึงใช้วิธีเขียนจดหมายบอกทางบ้าน

ขอยืนยันนะว่า..ถ้าทำอย่างนั้นผมปรับขาดพรรษาเลย ก่อนหน้านี้เราตะลอนไปนั่นไปนี่ไม่เป็นอะไรหรอก ให้ลองสังเกตกำลังใจของเราดูว่า การที่อยู่ประจำที่อย่างนี้ พออยู่กับที่แล้วรักสงบจริงหรือไม่ ? เราหงุดหงิดอยากไปนั่นอยากไปนี่ ใกล้จะคลั่งตายไหม ?

ถ้าเป็นอย่างนั้นให้รู้เลยว่ากิเลสเป็น ไม่ใช่เราเป็น ปกติเราตระเวนไปนั่นไปนี่ เท่ากับเราหาอาหารเลี้ยงกิเลสไปเรื่อย ๆ เลี้ยงจนอ้วน จนเคยชิน พอถึงเวลาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ กิเลสก็จะอาละวาด แสดงออกซึ่งความหงุดหงิดไปหมด

ขอให้เข้าใจว่าขณะที่กิเลสอาละวาดดิ้นรน แปลว่ากิเลสใกล้จะตายแล้ว ตีซ้ำไปเลย ลองดูซิว่าถ้าไม่ออกไปไหนจริง ๆ แล้วจะตายไหม ? ต้องหัดสังเกตใจตัวเอง ถ้าสังเกตใจตัวเองไม่เป็น เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอารมณ์ใจได้

หมายเหตุ :
* พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ : พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ : มหาวรรค ภาค ๑

** ธุระเป็นเหตุให้ภิกษุออกจากวัดในระหว่างพรรษาได้ ๗ วัน ได้แก่ ๑). ไปเพื่อพยาบาลสหธรรมิก หรือ มารดาบิดาผู้เจ็บไข้ ๒). ไปเพื่อระงับสหธรรมิกที่กระสันจะสึก ๓). ไปเพื่อกิจของสงฆ์ เช่น ไปหาทัพพสัมภาระมาซ่อมวิหารที่ชำรุดลงในเวลานั้น ๔).ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของทายกซึ่งมานิมนต์เพื่อการบำเพ็ญกุศลของเขา ธุระอื่นที่เป็นกิจจะลักษณะ อนุโลมตามนี้ได้

*** ศาลานวราชบพิตร วัดจันทาราม(ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 04-12-2011 เมื่อ 17:36
สมาชิก 91 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 04-12-2011, 08:02
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าเราสังเกตอารมณ์ใจเป็น แก้ไขได้ แก้ไขตรง ก็จะก้าวผ่านไปได้เร็ว สมัยก่อนที่ผมอยู่กับ “หลวงพ่อ”* บางอย่างท่านก็จำกัดเรามาก แต่ดูไปก็สมควร อย่างเมื่อวานที่ผมจ่ายเงินเดือนให้ทุกคน รู้ไหมว่าตอนที่ผมอยู่กับหลวงพ่อ ท่านจ่ายเงินเดือนพระรูปละ ๕๐ บาทเท่านั้น เอาไว้เป็นค่าสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ของแต่ละเดือน

ตอนนั้นผมก็มาคิดขำ ๆ ว่า ผมทิ้งเงินเดือนสามหมื่น มารับเงินเดือน ๕๐ บาท แต่พวกท่านต้องเข้าใจว่า การที่เราเป็นนักบวชนั้น ถ้าหากว่านับในเรื่องของปัจจัย ๔ แล้ว ก็แทบจะไม่ต้องไปซื้อหามาเลย มีญาติโยมเขาสงเคราะห์ให้ปกติอยู่แล้ว

แต่ที่ผมให้พวกเรามากหน่อย **เพราะว่าอันดับแรก ค่าของเงินลดลง ถ้าขืนไปให้ ๕๐ บาท เท่ากับ ๒๐ กว่าปีก่อนโน้น พวกเราก็แย่ แต่ว่าจนกระทั่งพรรษาสุดท้าย ก่อนหลวงพ่อท่านจะมรณภาพ ท่านก็ยังให้ ๕๐ บาทอยู่นะ

อีกประการหนึ่งก็คือว่า เราจะได้ไม่ต้องไปรบกวนญาติโยมเขา เราบวช เราไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้กับทางบ้านแล้ว อย่าไปรบกวนเขาด้วยการขอ หลวงพ่อท่านสอนพวกผมว่า “ถ้าหากว่าไม่จำเป็น อย่าไปขอ ถึงจำเป็นก็ไม่ควรขอ ให้ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป ถ้าไม่มีใครเขาสงเคราะห์ เราก็ยอมอดตาย”

ดังนั้น...ที่ถวายเงินเดือนให้ก็เพราะเหตุนี้ คือ อันดับแรก เงินที่ญาติโยมเขาถวายมา เรากินคนเดียวใช้คนเดียวไม่ได้อยู่แล้ว แม้เขาจะระบุว่าเป็นส่วนตัวบ้าง เป็นสังฆทานบ้างก็เถอะ คำว่าส่วนตัว หลวงพ่อท่านบอกว่าอย่าให้มี ถ้ามีคำว่าส่วนตัวเมื่อไร เดี๋ยวจะคิดว่าตัวเองรวย แล้วจะไม่คิดอยู่ คิดแต่จะสึก

ข้อต่อไป ก็คือว่า ให้พวกเราระมัดระวัง เกี่ยวกับเสนาสนะ เครื่องใช้ไม้สอย น้ำไฟอะไรต่าง ๆ ยังมีบางท่านเปิดไฟห้องน้ำทิ้งอยู่ อันนั้นอาจจะเผลอ ติดนิสัยจากฆราวาส แต่ว่าให้พยายามตั้งสติหน่อย

เราอยู่ที่นี่ สมัยก่อนผมจ่ายค่าไฟให้เขาปีละ ๖,๐๐๐ บาท มาตอนหลังพอหัวหน้า*** ท่านรู้เข้าท่านก็สั่งไม่ให้รับ เลยไม่รู้ว่าจะไปจ่ายกับใคร แม้ว่าเราไม่ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เราฟุ่มเฟือยได้ ต้องช่วยกันประหยัด


หมายเหตุ :
* พระราชพรหมยาน(วีระ ถาวโร ป.ธ. ๔) วัดจันทาราม(ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

** เงินเดือนพระ เณร แม่ชี ที่เกาะพระฤๅษี รูปละ ๑,๐๐๐ บาท

*** นายประเดิมชัย แสงคู่วงษ์ นักวิชาการ ว.๗ หัวหน้าศูนย์พัฒนาชุมชนต้นน้ำส่วนกลาง กรมอุทยาน สัตว์ป่าและพรรณพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย เถรี : 04-12-2011 เมื่อ 17:20
สมาชิก 90 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 05-12-2011, 07:39
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

เครื่องใช้ไม้สอย บริขารทุกอย่าง ให้ดูแลให้ดี โดยเฉพาะรักษาความสะอาดให้ดี เมื่อวานที่ผมดุพระใหม่ว่า รองเท้าสกปรก ต้องใช้แปรงขัดให้สะอาด ไม่อย่างนั้นเวลาเราเดินเหยียบขึ้นมาบนอาคาร ความสกปรกก็จะติดขึ้นมาด้วย

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระมีรองเท้า ๒ คู่ อนุญาตไว้เลยนะ คู่แรก ก็คือ เอาไว้สำหรับใช้เดินทาง คู่ที่สองท่านบอกว่า เอาไว้ใช้เมื่อล้างเท้าและเช็ดสะอาดเรียบร้อยแล้ว

คราวนี้พวกเราใช้คนละคู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องสกปรก ต้องดูแลให้ดี ตลอดจนกระทั่งสบงจีวร ต้องซักให้สะอาดอยู่เสมอ ผมเคยได้ยินโยมท่านหนึ่งบอกว่า ท่านขึ้นรถเมล์ท่านชอบนั่งหลับตาภาวนา แต่ถ้าท่านนั่งข้างประตูเมื่อไร เมื่อมีพระขึ้นมาท่านจะรู้ทันที

ท่านบอกว่ากลิ่นแรงมาก โบราณาจารย์ท่านบอกว่า สิ่งที่เหม็นที่สุดในโลกมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือขี้อีแร้ง อย่างที่สองคือนักบวช ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ผมไม่ทราบว่าหลายท่าน (เพื่อน ๆ ผมก็มี) เป็นโรคกลัวน้ำหรืออย่างไรก็ไม่รู้ ? หรืออาจจะไม่มีเวลาซักสบงจีวร เวลาเดินเข้าไปในห้องนี่ บรรยากาศเสียหมดเลย ของเราอย่าให้เป็นขนาดนั้น

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราพิจารณาอสุภกรรมฐาน ไม่ได้ให้เราทำตัวเป็นอสุภะเสียเอง ท่านบอกให้เราใช้ของปอน ก็คือไม่ใช่สวยสดงดงาม แต่ไม่ได้บอกให้เราใช้ของสกปรก ต้องดูแลรักษาความสะอาดให้ดี

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่า ที่นี่ของเราเปิดเสียงตามสายอยู่ เวลาที่เสียงตามสายดัง ให้วางงานทุกอย่าง ตั้งใจฟัง อย่าทำงานไปฟังไป นั่นเป็นการไม่เคารพในพระรัตนตรัย จะเกิดโทษแก่เราทีหลัง

บางเรื่องถ้าจิตเราหยาบไปนิดหนึ่ง ก็อาจจะคิดไม่ถึงว่าจะมีโทษ แต่ว่ามีแน่ ถ้าหากว่าเรายังปรามาสพระรัตนตรัยอยู่ โอกาสที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าก็จะไม่มี จึงต้องระมัดระวังเอาไว้ให้มาก

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ถ้าเราประมาท โทษเกิดกับตัวเราเอง แล้วกว่าจะรู้ กว่าจะแก้ไขได้ บางทีก็ติดอยู่นาน ถ้าหากว่าติดนานเกินไป ก็เป็นอันว่าชาตินี้เอาดีไม่ได้

เราเป็นนักบวช เราเป็นนักปฏิบัติแล้ว ขอให้พวกเราตั้งใจทำ กาย วาจา ใจ ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ระเบียบวินัยอะไรก็ตาม ให้พยายามศึกษาและปฏิบัติให้ครบถ้วนเอาไว้

ระเบียบข้อบังคับของวัดมีติดอยู่แล้วทุกหน้าประตูห้อง ถ้าหากว่าไม่ใช่ใครแอบแกะทิ้งไป ก็ไปอ่านเสียบ้าง จะได้รู้ว่าเราต้องทำตัวอย่างไร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย วสันต์วิษุวัต : 05-12-2011 เมื่อ 11:44
สมาชิก 73 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 05-12-2011, 07:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ขอยืนยันว่าระเบียบทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำ มีอยู่ปีหนึ่งท่านตู่* ตอนนั้นท่านบวชพระพร้อมกับหลวงตาปรีชา** และท่านกอลฟ์***แต่ว่าท่านตู่เขาบวชก่อนหน้านั้น เพราะเขาบวชเณรด้วย ถือว่าอาวุโสมากกว่าอีกสองท่านโดยอายุการบวช ท่านเกิดความประมาท ขอลาไป ๑๕ วัน

ตามระเบียบวัดเลยคือ ไม่ได้ลา ๒ เดือน ให้ลาได้ ๑๕ วัน ท่านก็ไปช่วยงานที่วัดพระธาตุห้าดวง วันที่ ๑๔ ผมโทรไปบอกว่า “คุณ..ใกล้ครบเวลาแล้วนะ ถ้าหากว่ายังไม่เดินทางก็เดินทางได้แล้ว” ท่านก็ “ครับ..ครับ” แต่วันที่ ๑๗ แล้วยังไม่โผล่มาเลย

ผมโทรไปหา ท่านบอกว่า “หลวงพี่นันต์****ขอให้ช่วยงานที่วัดพระธาตุห้าดวงต่อ เดี๋ยวท่านจะขออนุญาตกับหลวงพี่เอง ผมก็เลยบอกไปว่า “คุณกลับมาแล้วก็เก็บข้าวของให้เรียบร้อย อยากจะไปอยู่ที่ไหนนิมนต์เลย เพราะถือว่าผิดระเบียบ..!” แล้วผมก็วางหูไป ไม่ได้รอฟังคำแก้ตัว

อีกไม่นานหลวงพี่นันต์ท่านก็ระล่ำระลักโทรมา ถามว่า “พี่เอาจริงหรือ ?” ผมก็บอกว่า “จริง..!” ท่านก็ถามว่า “ความผิดแค่นี้ถึงขนาดไล่ออกเลยหรือ ?”

ผมบอกไปว่า “ถ้าคุณคิดว่าผิดแค่นี้ แปลว่ากำลังใจของคุณต่ำเกิน ผมจะไม่เสียเวลามาอธิบาย ให้คุณไปคิดเอาเอง..!”

พอท่านตู่กลับมาที่นี่ เขาก็ยังไม่เก็บข้าวของ เขามาถามว่า “ผมผิดอะไรบ้าง ?” ก็บอกท่านไปว่า “ถ้าคุณอยากรู้ อันดับแรก คุณอยู่กับผมที่นี่ แต่คุณไปเชื่อคนอื่นเขาว่า เขาสามารถที่จะดูแลคุณได้ สามารถที่จะขออนุญาตแทนคุณได้ อันนี้ถือว่าผิดมารยาท

อันดับที่สองคุณไปเกินวันลา ถือว่าผิดระเบียบวัด อันดับที่สาม ผมเป็นครูบาอาจารย์ แต่คุณกลับไปฟังคนอื่น อันนี้ถือว่าผิดพระวินัย ผิดขนาดนี้พอที่จะไล่ออกหรือยัง ?

จำไว้ว่าถ้าจิตเราหยาบ เราจะไม่เห็นโทษ ในเมื่อเรื่องของระเบียบวินัยที่เป็นของหยาบ ๆ ถ้าเรายังทำไม่ได้ ความละเอียดทางใจ เป็นเรื่องที่ละเอียดมากกว่านั้น แล้วเราจะทำได้อย่างไร ?


หมายเหตุ :

*พระชาญชัย จารุธมฺโม วัดบ่อทอง หมู่ที่ ๕ ตำบลสองสลึง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

**พระปรีชา อกิญฺจโน วัดถ้ำสุมโน หมู่ที่ ๑ ตำบลบ้านนา กิ่งอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง

***พระสมุห์ศราวุธ ฐานิสฺสโร เจ้าอาวาสวัดพุทธบริษัท หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

****พระครูปลัดอนันต์ อานนฺโท เจ้าอาวาสวัดพระธาตุห้าดวง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 05-12-2011 เมื่อ 10:37
สมาชิก 77 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #5  
เก่า 06-12-2011, 09:09
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ดังนั้น..พยายามดู พยายามศึกษาให้ดี ขณะเดียวกันรักษาอารมณ์ใจของเราให้ดี ระยะนี้ผมเองก็ต้องศึกษาเล่าเรียน ต้องวิ่งไปวิ่งมา ไม่ค่อยได้เจอหน้าพวกเรา ถ้าหากว่าเราไม่พยายามขวนขวายด้วยตัวเอง ยังหวังพึ่งพิงผมอยู่ ตราบนั้นพวกเราจะเอาตัวรอดได้ยาก

สมัยผมอยู่วัดท่าซุง ผมไม่เคยคิดว่าหลวงพ่อจะมีชีวิตอยู่ถึงพรุ่งนี้ อย่างที่เคยบอกว่า พอดินฟ้าอากาศผิดปกติ ผมจะลุกขึ้นมานั่งกรรมฐานดูว่า หลวงพ่อท่านไปแล้วหรือยัง ? ในเมื่อรู้ตัวอยู่เสมอว่าครูบาอาจารย์ท่านจะไม่อยู่กับเรานาน มีอะไรผมก็ขวนขวายทำให้มากที่สุด ปฏิบัติให้ได้เยอะที่สุด

มาส่งผลตอนหลวงพ่อมรณภาพว่า บรรดาพี่ ๆ ที่เขาอยู่กับหลวงพ่อมาสิบกว่ายี่สิบปีมีเยอะแยะ แต่ไม่สามารถจะตั้งหลักได้ หลายท่านถึงขนาดร้องไห้ร้องห่มแบบไม่อายชาวบ้านเขา

แต่ผมเองตอนนั้นเพิ่งจะเป็นพระปานกลาง แค่ ๗ พรรษา สามารถเป็นที่พึ่งของทั้งเพื่อนพระและญาติโยมได้ ดูแลจัดงานศพของหลวงพ่อได้ จนกระทั่งพระผู้ใหญ่ที่ไปจากทางกรุงเทพฯ มากต่อมากด้วยกันถามว่า “คุณเป็นเจ้าอาวาสรูปใหม่หรือ ?”

ผมตอบท่านไปว่า “ผมเป็นแค่พระใหม่เท่านั้นครับ” ซึ่งข้อนี้อาจจะทำให้พระผู้ใหญ่ท่านมองวัดท่าซุงในแง่ที่สูงลิบไปเลยว่า ขนาดพระใหม่ยังทำได้ขนาดนี้ แล้วพระเก่า ๆ จะทำได้ขนาดไหน ?

แม้กระทั่งตอนที่เป็นทหารอยู่ เขาก็สอนว่า เราต้องพร้อมทดแทนตำแหน่งที่สูงกว่าเรา ๒ ตำแหน่งไว้เสมอ ถ้าหากว่าเราเป็นผู้บังคับหมู่ เราต้องศึกษาการบังคับบัญชาของรองผู้บังคับหมวดและผู้บังคับหมวดให้ได้

ถ้าเราเป็นผู้บังคับหมวด เราต้องศึกษาความเป็นรองผู้บังคับกองร้อย และผู้บังคับกองร้อยให้ได้ ถ้าหากว่าสิ้นผู้บังคับบัญชา เราจะต้องทดแทนตำแหน่งนั้นได้ทันที

ดังนั้นเรื่องต่าง ๆ ในวัดนี้ หน้าที่บางอย่างไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสียงตามสายก็ดี การที่เราจะทำความสะอาดสถานที่ การที่เราจะเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำ เพื่อให้เกิดความเคยชินไว้

ถ้ามีคนทำก็โมทนา ถ้าไม่มีคนทำเราต้องพร้อมที่จะทำได้เลย ถ้าเรามีพัฒนาการในลักษณะนี้ ทางโลกก็จะเจริญ ทางธรรมก็จะเจริญ

ผมออกจากวัดท่าซุงมา ปรากฏว่าทางวัดต้องหาพระไปแทนตำแหน่งผมถึง ๕ รูป ไม่ใช่ว่าผมเก่ง แต่เนื่องจากว่าคนอื่นไม่เคยชินกับงาน แบ่งเวลาไม่ถูก ทำให้ต้องใช้ถึง ๕ รูป มาทดแทนตำแหน่งของผมคนเดียว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-12-2011 เมื่อ 17:44
สมาชิก 66 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #6  
เก่า 06-12-2011, 09:13
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,099
ได้ให้อนุโมทนา: 69,251
ได้รับอนุโมทนา 3,011,102 ครั้ง ใน 21,429 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

แต่ผมก็ออกมา เพราะผมเชื่อในสิ่งที่หลวงพ่อบอก หลวงพ่อท่านบอกว่า “ถ้าใครคิดว่าขาดตัวเองไปแล้ว หน่วยงานนั้นจะอยู่ไม่ได้ หากว่าเป็นทหาร ต้องสั่งให้ประหารชีวิตไปเลย ไม่มีใครที่สำคัญถึงขนาดขาดไปแล้วหน่วยงานจะล่มสลาย..!”

วัดของเราก็เหมือนกัน ไม่มีใครสำคัญขนาดนั้น แม้กระทั่งตัวผมเอง ถ้าปุบปับตายไปก็ต้องมีคนแทนได้ ท้ายสุดจะต้องมีใครคนหนึ่งเข้ามารับหน้าที่ผิดชอบนั้นได้ ก่อนหน้านั้นเขาอาจจะไม่ได้แสดงตัว แต่ถ้าขาดเราไป เขามารับผิดชอบหน้าที่แทน เขาอาจจะทำได้ดีกว่าเราเสียอีก

ฉะนั้น..อย่าสำคัญตนผิด การสำคัญตนผิด เห็นความสำคัญของตัวเองมาก เป็นทั้งสักกายทิฏฐิและมานะ กลายเป็นสังโยชน์ซ้อนสังโยชน์* ทำให้เราแกะหลุดได้ยาก

ขอให้ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามระเบียบ ตามวินัย ตามพระธรรมคำสั่งสอนของหลวงปู่ หลวงพ่อ ของพระพุทธเจ้าท่าน ขณะเดียวกัน งานส่วนรวมมีอะไรให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถ้าหากว่าทุกคนมีอะไรปรึกษาหารือกัน ทำงานร่วมกัน งานหนักจะกลายเป็นงานเบา งานเบาจะกลายเป็นงานสบาย

แต่ถ้าหากว่าเราขัดกัน ไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ นิ่งดูดายเสีย งานทุกอย่างก็จะสุมรวมกันอยู่ที่นั่น ก็ขอฝากเอาไว้เท่านี้ แล้วก็ขออนุญาตบอกสัตตาหะกับพระด้วย



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

สัตตาหะกะระณียัง กิจจัง เม อัตถิ ตัสมา มะยา คันตัพพัง อิมัสมิง สัตตาหัพภัณตะเร นิวัตติสสามิ

ข้าแต่สงฆ์ทั้งหลายผู้เจริญ กระผมมีความจำเป็นต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปทำวัตรพระผู้ใหญ่และรับสังฆทาน จึงขออนุญาตลาไปโดยสัตตาหะกรณียะ จะกลับมาก่อนล่วง ๗ ราตรี ขอสงฆ์ทั้งหลายโปรดรับทราบด้วยเทอญ (สาธุ)



-----------------------------------------





*สํ.ม.๑๙/๓๔๙/๙๐: องฺทสก. ๒๔/๑๓/๑๘: อภิ.วิ. ๓๕/๙๗๖ – ๗/๕๐๙
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 06-12-2011 เมื่อ 17:46
สมาชิก 66 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 09:31



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว