กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > ปกิณกธรรมจากเกาะพระฤๅษี

Notices

กระทู้ถูกปิด
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 18-05-2010, 23:25
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,601
ได้ให้อนุโมทนา: 66,665
ได้รับอนุโมทนา 2,929,960 ครั้ง ใน 20,915 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐

อบรมที่เกาะพระฤๅษี วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๐


ในเรื่องของภพภูมิต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิด อรรถกถาจารย์ท่านแยกออกเป็น ๓ ส่วน ๓๑ ภูมิ * ด้วยกัน แล้วก็มีพิเศษอีก ๑ ก็คือพระนิพพาน

๓๑ ภูมินั้นมีนรกเปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉานมนุษย์ ๑ บวกกับเทวดา ๖ ชั้น เป็น ๑๑ รูปพรหม ๑๖ ชั้นกับอรูปพรหมอีก ๔ ชั้น รวมแล้วทั้งหมด ๓๑ โดยมีพระนิพพานที่เป็นเขตพิเศษต่างออกไป ไม่ได้จัดอยู่ใน ๓๑ ภูมินี้

ท่านยังแบ่งละเอียดอีกว่าเป็น ปุริมสงสารคือ ขั้นต่ำ มัชฌิมสงสารคือ ขั้นกลาง เหฏฐิมสงสารคือ ขั้นสูง อันนั้นไม่ขอกล่าวถึง ที่จะกล่าวถึงก็คือว่า ในส่วนของอบายภูมิ อันได้แก่ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย นั้น โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมไม่มีเลย สัตว์เดรัจฉานก็เข้าถึงธรรมไม่ได้...

แต่ว่าถ้าหากว่าในส่วนของการทำความดีนั้น ถ้าหากเป็นเปรตจำพวกที่เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต เป็นอสุรกาย ๔ จำพวก เป็นสัตว์เดรัจฉาน ทั้งหลายเหล่านี้สามารถที่จะอนุโมทนาในส่วนกุศลของเขาได้ก็มี สามารถที่จะสร้างบุญสร้างกุศลเองได้ก็มี

ตัวอย่างสัตว์เดรัจฉานที่สร้างกุศลเอาไว้ แล้วสามารถที่จะไปสู่สุคติได้ ก็อย่าง มัณฑุกเทพบุตร เป็นกบ ฟังธรรม ตายแล้วก็ไปอยู่บนสวรรค์ มักกะโฎเทพบุตร เป็นลิงที่เอารวงผึ้งไปถวายพระพุทธเจ้า ตายแล้วก็ไปอยู่บนสวรรค์ เอราวัณเทพบุตร เป็นช้างที่พระอินทร์สมัยเป็นมฆมาณพท่านใช้ลากซุงเพื่อสร้างสาธารณสถานสงเคราะห์คนอื่นเขา ตายแล้วก็ไปอยู่ข้างบน

ในเรื่องของสัตว์เดรัจฉานนั้น โอกาสที่จะก้าวขึ้นไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นนั้นถือว่ามีมาก เพราะว่าอย่างแย่ของเขาก็คือเกิดเหมือนเดิม แปลว่า ถ้าจิตยังยึดเกาะมาก ก็ยังเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนเดิม

อย่างหลวงปู่ชอบ วัดป่าสัมมานุสรณ์ ท่านไปบิณฑบาต มีไก่ตัวเมียตัวหนึ่ง วิ่งไล่ตาม จิกจีวรดึงอยู่นั่นแหละ ไม่ยอมให้ท่านไป ท่านกำหนดจิตดู ปรากฏว่า ไก่ตัวนั้นเคยเกิดเป็นคู่ของท่านมา ท่านบอกว่า ท่านเคยเกิดเป็นไก่ถึง ๗ ชาติด้วยกัน แล้วไก่ตัวนี้เกิดเป็นคู่ท่านทุกชาติเลย เขายังจำท่านได้ทั้ง ๆ ที่ท่านเป็นพระแล้ว

มีคนเขาถามหลวงปู่ว่า แล้วตอนนั้นรู้สึกอย่างไร ? หลวงปู่ท่านตอบแบบเขิน ๆ ว่า ตอนนั้นก็เห็นว่าเขาสวยเหมือนกัน แปลว่าในสัตว์เดรัจฉานนั้น โอกาสอย่างที่แย่ ๆ ก็คือเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเหมือนเดิม ถ้าใจของเขาได้เกาะคนจะเกิดเป็นคน ถ้าใจของเขาเกาะพระจะเกิดเป็นเทวดา สัตว์เดรัจฉานนั้นมีตัวอย่างน้อยรายมาก ที่จะลงสู่อบายภูมิที่ต่ำกว่าเดิม อย่างกากเปรต อหิเปรต** เหล่านี้เป็นงูเป็นกาที่ไปเกิดเป็นเปรต


หมายเหตุ :

* อภิธมฺมตฺถสงฺคห : ที.ปา.๑๑/๒๒๘/๒๒๘ : ที.ปา.๑๑/๒๓๕/๒๓๕ : ม.มู. ๑๒/๔๙๘/๕๓๙ : สํ.สฬ.๑๘/๕๑๙/๓๒๖
** อรรถกถา : ขุททกนิกาย : ธรรมบท : พาลวรรคที่ ๑๒ : เรื่อง อหิเปรต
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 19-05-2010 เมื่อ 02:44
สมาชิก 111 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 19-05-2010, 12:51
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,601
ได้ให้อนุโมทนา: 66,665
ได้รับอนุโมทนา 2,929,960 ครั้ง ใน 20,915 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เราเองอาจจะคิดว่า สัตว์เดรัจฉานไม่มีโอกาสได้ทำบุญนั้น จริง ๆ แล้วเขามีโอกาสทำได้มาก ในขณะเดียวกัน เราเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในภพกลาง ๆ เป็นเทวดามักจะเพลิดเพลินทิพย์สมบัติ โอกาสที่จะหลุดพ้นมีน้อย เป็นพรหมบางทีก็เพลินในฌานสมาบัติ บางทีก็มีทิฐิมาก อย่างท้าวพกาพรหม ถือว่าตัวเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มีฤทธิ์มาก

ตัวอย่างคือ มีพรหมอีกท่านหนึ่งชื่อสนังกุมารพรหม*** มาเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นประจำ จะยืนเฝ้าประตูคันธกุฏี เห็นว่าพระพุทธเจ้าตอนนี้อยู่ในเวลาพักผ่อน ไม่ใช่โอกาสที่จะสนทนาธรรมด้วย ก็เลยคิดว่า เราขึ้นไปชวนเพื่อนพรหมด้วยกัน ลงมาฟังเทศน์ให้มากกว่านี้จะดีกว่า

ปรากฏว่าพอขึ้นไปชวนแล้ว เพื่อนพรหมท่านนั้นบอกว่า เรามีฤทธิ์ขนาดนี้แล้วยังต้องไปหาใครอีก แล้วท่านก็เนรมิตกาย มี ๔ พักตร์ ๘ กร แยกออกเป็นหลาย ๆ กายให้ดู

พรหมอีกท่านหนึ่งที่ไปด้วยจำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร ท่านก็เลยเนรมิตกายให้ใหญ่กว่า มากกว่านั้นสองเท่า แล้วบอกว่า เราเองมีฤทธิ์ขนาดนี้ยังมีโอกาสได้แค่เฝ้าประตูให้พระพุทธเจ้าเท่านั้น เพื่อนพรหมถึงจะยอมเชื่อและไปเฝ้าพระพุทธเจ้าบ้าง

เราจะเห็นว่าแม้เป็นเทวดาเป็นพรหมก็ตาม โอกาสที่จะทำความดีก็น้อย เพราะว่ามักจะติดในสุข เพลิดเพลินในกามสุขยังไม่พอ ยังหลงคิดว่าตัวเองเป็นผู้เลิศแล้ว อย่างท้าวพกาพรหม เป็นต้น

ดังนั้น..อยู่ในส่วนของความเป็นมนุษย์นี่ นับเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะได้ทำความดี เพราะว่าอายุขัยของมนุษย์ไม่ได้มากจนเกินไป ไม่เหมือนเทวดา พรหม อายุขัยต่ำสุดก็ ๒๐๐ ปีทิพย์ อย่างชั้นจาตุมหาราชก็ ๒๐๐ ปีทิพย์

วันหนึ่งของท่านนี่เท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ ก็เอา ๓๐ วันคูณเข้าไป เอา ๑๒ เดือนคูณเข้าไป เอา ๒๐๐ ปีคูณเข้าไป จะเป็นอายุที่ยาวนานมาก

แต่มนุษย์ของเราในปัจจุบันนี้ อายุขัยประมาณ ๗๐ ปีเศษ ๆ เพราะว่าเป็นช่วงท้ายกัปแล้ว ตอนท้ายกัปจะเหลือแค่ประมาณ ๑๐ ปีเป็นประมาณ ในเมื่ออายุไม่ได้มากจนเกินไป โอกาสที่เราทำความดีแล้ว ตายแล้วไปสู่ภพภูมิที่ดีก็มีมาก มีโอกาสมากกว่าเทวดากับพรหมเขา เพราะอายุเราไม่มากเท่านั้น

แต่ว่าขณะเดียวกันถ้าเราประมาท ไม่ทำความดี ตกลงสู่อบายภูมิ โอกาสที่จะขึ้นมาก็ยาก เพราะว่านรกขุมที่ตื้นที่สุด คือ สัญชีวนรก วันหนึ่งเท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ พระพุทธเจ้าเลยไปหลายพระองค์กว่าจะหมดอายุนรกขุมหนึ่ง


หมายเหตุ :
***พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ : สังยุตตนิกาย : สคาถวรรค : ทุติยวรรคที่ ๒ : สนังกุมารสูตรที่ ๑
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-05-2010 เมื่อ 02:52
สมาชิก 102 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 19-05-2010, 12:55
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,601
ได้ให้อนุโมทนา: 66,665
ได้รับอนุโมทนา 2,929,960 ครั้ง ใน 20,915 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถ้าหากว่าได้ลงไปชดใช้หนี้กรรมในนรก ก็ประมาณอายุได้ยาก เพราะกรรมเก่าที่เราทำไว้มีมาก แล้วยังต้องมาชดใช้หนี้กรรมในแดนเปรต ในแดนอสุรกาย ต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเท่าจำนวนที่เราฆ่าไว้ เคยฆ่าชนิดไหนก็ต้องเป็นคืนชนิดนั้นไป ทำให้เราห่างความดีมากเหลือเกิน

เราเองเกิดเป็นคนได้ ต้องมีต้นทุนเพียงพอ คืออย่างน้อยต้องมีศีล ๕ ที่เขาเรียกว่ามนุสสธรรม คือธรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์

ในเมื่อเรามีต้นทุนเพียงพอแล้ว ขณะเดียวกันเราก็ขวนขวายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะขณะนี้ ทุกคนตั้งใจในการปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ว่าจะเป็นสภาพของฆราวาส หรือว่านักบวชก็ตาม เราตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาทำดี ในเมื่อเราอยู่ในภพภูมิที่ดี ที่เหมาะสม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ถ้าเราตั้งใจทำดี ก็ต้องเกิดผลดีกับเราแน่นอน

แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงท้ายของพระศาสนาแล้ว เกิน ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า หนึ่งพันปีแรกจะเต็มไปด้วยพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ได้หมายความว่ามีประเภทเดียว ทุกประเภทมีครบ แม้กระทั่งพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคขึ้นไปก็มี แต่ว่าประเภทปฏิสัมภิทาญาณจะมากที่สุด

พันปีที่สองจะมากด้วยอภิญญาหก พันปีที่สาม จะมากด้วยวิชชาสาม เราจะเห็นว่าที่ท่านกล่าวไว้นั้นถูกต้อง เพราะว่าช่วงนี้อยู่ช่วงพันปีที่สาม แล้วหลวงพ่อของเราก็สอนมโนมยิทธิ มีญาติโยมตลอดจนพระฝึกได้เป็นแสนแล้ว

ช่วงพันปีที่สี่ จะมากด้วยสุขวิปัสสโก ประเภทอื่นก็มี แต่น้อย อย่างช่วงนี้ช่วงพันปีที่สาม ถึงแม้จะมากด้วยวิชชาสาม อภิญญาหกก็มี ปฏิสัมภิทาญาณก็มี แต่น้อย

ท่านทั้งหลายเหล่านี้ถ้าทำได้เมื่อไร ก็จะปรากฏเด่นขึ้นมาเป็นที่พึ่งของชาวบ้านเขาทันที เพราะว่ามีความสามารถมากกว่าคนอื่นเขา ต่อไปพันปีสุดท้ายท่านบอกว่าจะมากด้วยพระอนาคามี ก็แปลว่าพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่น้อยมาก

ดังนั้น..เราอยู่ในช่วงที่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ยังอยู่ในช่วงที่การปฏิบัติเพื่อมรรคเพื่อผลยังไม่เรียกว่าขี้เหร่จนเกินไปนัก อย่างไม่มี ก็ยังสามารถที่จะได้วิชชาสามได้

หรือถ้าใครวิสัยเดิมมีอภิญญาหรือปฏิสัมภิทาญาณมาก่อน ก็สามารถที่จะทำได้ อยู่ในช่วงที่อายุขัยเหมาะสมกับการปฏิบัติความดี เราประกอบไปด้วยคุณสมบัติดีที่หาได้ยากจำนวนมากด้วยกัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-05-2010 เมื่อ 02:53
สมาชิก 104 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #4  
เก่า 20-05-2010, 09:19
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 17,601
ได้ให้อนุโมทนา: 66,665
ได้รับอนุโมทนา 2,929,960 ครั้ง ใน 20,915 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระบาลีท่านว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ**** การเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เกิดมาแล้วจะรักษาชีวิตจนได้พบพระพุทธศาสนาก็ยิ่งยาก พบพระพุทธศาสนาแล้วจะได้ฟังธรรมก็ยาก ฟังธรรมแล้วจะเลื่อมใสก็ยาก เลื่อมใสแล้วจะปฏิบัติตามก็ยาก

ในเมื่อเราประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่ดี ซึ่งหาได้ยากขนาดนี้ ก็ขอให้เรามั่นใจว่า ตัวเราเองสร้างบุญสร้างบารมีมามากพอแล้ว แม้จะมองย้อนหลังไปไม่ครบถ้วน นับชาติไม่ถ้วนแล้วก็ตาม แต่ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า สิ่งที่เราทำมานั้น เป็นสิ่งที่ทำในส่วนของความดี ที่พอเพียงแก่การที่จะเข้าถึงมรรคผลได้ในปัจจุบันนี้

ในเมื่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่ ท่านบอกว่า “ตราบใดที่อริยมรรคมีองค์แปดยังครบถ้วนสมบูรณ์อยู่ ตราบนั้นสมณะที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ ยังมีอยู่ในพระศาสนานี้”

สมณะที่หนึ่งคือพระโสดาบัน ที่สองคือพระสกิทาคามี ที่สามคือพระอนาคามี ที่สี่คือพระอรหันต์ ท่านบอกว่าธรรมวินัยใดถ้าหากไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปดแล้ว ธรรมวินัยนั้นไม่สามารถที่จะมีพระอริยเจ้าได้

อันนี้เกิดจากที่ สุภัททปริพาชกไปถามพระพุทธเจ้าว่า พระธรรมวินัยนี้ทำให้คนเป็นพระอริยเจ้าได้อย่างเดียวหรือ ? พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าไม่ใช่ ท่านบอกว่าไม่ว่าศาสดาใดก็ตาม ถ้าสอนในอริยมรรคมีองค์แปด ศาสนานั้นสามารถทำให้คนเป็นพระอริยเจ้าระดับที่ ๑ ถึง ๔ ได้อย่างที่พระองค์ท่านตรัสมา*****

ในเมื่อพระธรรมวินัยนี้ยังสมบูรณ์บริบูรณ์ มรรคแปดที่ย่อเหลือศีล สมาธิ ปัญญา ยังครบถ้วนสมบูรณ์ ก็อยู่ที่เราจะทุ่มเทความพยายาม เราจะทุ่มเทสักเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง ไม่มีใครที่สามารถช่วยเราได้

ดังนั้น..พวกเราโดยเฉพาะกล่าวว่าเป็นนักปฏิบัติ เป็นพระโยคาวจร ไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสก็ตาม ต้องทุ่มเทให้กับการปฏิบัติชนิดที่เรียกว่าเอาชีวิตเข้าแลก ถึงแม้จะตายไปก็ยอม

ถ้าสามารถทำกำลังใจตัดเป็นตัดตายแบบนี้ได้ คำว่ามรรคผลจะไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะว่าสิ่งที่เรารักเราห่วงใยที่สุดก็คือร่างกายนี้ ถ้าแม้กระทั่งร่างกายนี้จะตายลงไปเราก็ยอม เรื่องของมรรคผลนี่จะเป็นเรื่องที่ไม่ยากแล้ว

เมื่อเราเกิดมาในภพภูมิที่เหมาะสม อยู่ในช่วงอายุขัยที่เหมาะสม อยู่ในช่วงที่ธรรมะของพระพุทธเจ้ายังสมบูรณ์บริบูรณ์ ก็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ไขว่คว้าหาธรรมะใส่ตัวของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ก้าวไปสู่ภพภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ ถ้าสามารถหลุดพ้นเข้านิพพานไปเลยก็ยิ่งดี

นี่คือส่วนที่จะฝากไว้สำหรับวันนี้ของเรา เพราะว่าเรื่องของการปฏิบัติที่นี่ จะไม่มีการมาจ้ำจี้จ้ำไชเคี่ยวเข็ญกัน อยู่ที่สามัญสำนึกของเรากันเองว่า เราต้องการจะทำสักเท่าไร เราจะสามารถหนีพ้นกิเลสได้เท่าไร จะสามารถหลีกเลี่ยงอบายภูมิได้หรือไม่ จะสามารถหลุดพ้นได้หรือไม่ อยู่ที่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้ ไม่มีใครทำแทนกันได้...


------------------------------------

หมายเหตุ :
**** อรรถกถา : ขุททกนิกาย : ธรรมบท : พุทธวรรคที่ ๑๔ : เรื่อง นาคราชชื่อเอรกปัตตะ
***** พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ : พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ : ทีฆนิกาย : มหาวรรค : มหาปรินิพพานสูตร
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 20-05-2010 เมื่อ 20:16
สมาชิก 87 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
กระทู้ถูกปิด


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 16:21



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว