กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 14-10-2016, 08:21
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,424
ได้ให้อนุโมทนา: 77,115
ได้รับอนุโมทนา 3,228,404 ครั้ง ใน 22,808 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙

ให้ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกของเราอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดของเราไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ที่เราถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงในวันนี้ก็คือการปฏิบัติของพวกเรา ที่ส่วนหนึ่งอยู่ในลักษณะของคนใจร้อน ใจเร็ว อยากจะเร่งรัดให้สำเร็จอย่างนั้น ให้ได้อย่างนี้ ซึ่งลักษณะอย่างนั้นเป็นการวางกำลังใจที่ผิด เพราะว่าตัวอยากนั้นเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ทำให้กำลังใจของเราเข้าไม่ถึงความดี โดยเฉพาะคือทำให้ทรงฌานไม่ได้

เพราะว่าการที่เราจะทรงฌานได้ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้น ต้องมีอุเบกขาประกอบอยู่ในอารมณ์ฌานทุกขั้นตอน ก็คือ องค์ฌานที่ประกอบไปด้วยวิตก วิจาร ปิติ สุข และเอกัคตารมณ์นั้น ตัวเอกัคตารมณ์ คืออารมณ์ใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียวนั่นแหละที่มีอุเบกขาอยู่ด้วย

การปฏิบัติภาวนาก็ดี การพิจารณาของเราก็ดี ต้องค่อย ๆ ตั้งใจทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ย่อท้อ เมื่อเราเกิดฉันทะ คือความยินดีและพอใจขึ้นมาแล้ว ก็เท่ากับว่าเราเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งต้นกรรมฐานลงไป ก็ต้องตั้งหน้าตั้งตารดน้ำพรวนดิน เพื่อให้ต้นกรรมฐานของเราค่อย ๆ งอกงามขึ้นมา แต่พวกเราส่วนใหญ่แล้วไปใจร้อน บางทีเพิ่งขึ้นมายังมีแค่ใบเลี้ยง แต่ไปดึงยอดเพื่อให้โตเร็ว ๆ ก็มีแต่จะโดนถอนหลุดขึ้นมาทั้งรากทั้งโคน

ต้นไม้กรรมฐานของเรานั้น เมื่อถึงวาระที่เหมาะสม ย่อมออกดอกออกผลให้พวกเราได้ชื่นชมกันเอง ถ้าไม่ถึงวาระ ต่อให้เราพยายามให้ตายอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะมีดอกมีผลให้เราชื่นชมได้ ก็แปลว่าเราต้องทุ่มเทกับการปฏิบัติ ค่อย ๆ สะสม ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราไปเรื่อย ๆ พอถึงระดับที่เพียงพอแล้ว ผลตอบแทนก็ย่อมเกิดขึ้น คือเราสามารถทรงฌานสมาบัติได้ สามารถนำเอากำลังฌานนั้นไปกดกิเลสได้ เมื่อกดกิเลสได้แล้ว ฌานยังเป็นเครื่องช่วยให้สภาพจิตมีกำลังในการตัดกิเลสนั้นด้วย
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 14-10-2016 เมื่อ 13:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 54 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 15-10-2016, 16:18
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,424
ได้ให้อนุโมทนา: 77,115
ได้รับอนุโมทนา 3,228,404 ครั้ง ใน 22,808 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เราต้องทำใจให้อยู่ในลักษณะของการปล่อยวาง คือให้มีอุเบกขาในการปฏิบัติธรรม ด้วยการวางกำลังใจสบาย ๆ ว่า เรามีหน้าที่ภาวนา เรามีหน้าที่ตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออก ส่วนผลจะเกิดอย่างไรก็ช่าง ถ้าสามารถวางกำลังใจอย่างนี้ได้ ผลที่เราต้องการก็จะเกิดขึ้นได้เร็ว

แต่ถ้าไปใจร้อน ใจเร็ว ไปเร่งรัดการปฏิบัติ อาตมาขอยืนยันว่าทางลัดไม่มีสำหรับนักปฏิบัติ มีแต่ทางตรงที่ใกล้ที่สุด เป็นทางที่เราต้องพากเพียรพยายามบากบั่น ก้าวรุดหน้าไปเรื่อย ๆ ทีละก้าว ๆ เหมือนกับที่เราค่อย ๆ นั่งนับลมหายใจเข้าออกทีละคู่ ๆ เช่นกัน ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกคู่หนึ่ง ก็คือเราเดินเข้าใกล้จุดหมายปลายทางของเราไปก้าวหนึ่ง ถ้าเราไม่ใจร้อน ไม่เร่งรัด รู้จักปล่อยวาง อานาปานสติของเราจะก้าวเข้าสู่องค์ฌานได้อย่างง่ายดาย

แต่หลังจากที่ทรงได้แล้ว การปฏิบัติครั้งต่อไปถ้าเรามีความอยากอีก ก็ไม่สามารถที่จะทรงได้อีก หลายท่านมาเสียตรงจุดนี้ เหมือนกับคนที่เคยกินของอร่อยแล้วไม่ได้กิน ก็จะรู้สึกหงุดหงิดกลุ้มใจว่า ทำไมครั้งก่อนยังทำได้ ทำไมครั้งนี้เราทำไม่ได้ ขอย้ำว่าการภาวนานั้น เรามีหน้าที่ตามดูตามรู้ลมหายใจเข้าออกพร้อมกับคำภาวนาเท่านั้น ส่วนผลจะเกิดหรือไม่เกิดอย่างไรก็ช่าง ถ้าวางกำลังใจอย่างนี้ได้ ผลของการปฏิบัติจึงจะบังเกิดขึ้นแก่เรา

ลำดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาหรือพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
วันศุกร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๙

(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยทาริกา)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 15-10-2016 เมื่อ 17:53
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 43 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:45



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว