กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) > เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน

Notices

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #1  
เก่า 16-09-2016, 21:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,986
ได้รับอนุโมทนา 3,227,349 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙

ทุกคนตั้งกายให้ตรง กำหนดสติคือความรู้สึกทั้งหมดของเราไว้ที่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า...ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจเข้าไป หายใจออก...ให้ความรู้สึกทั้งหมดไหลตามลมหายใจออกมา จะใช้คำภาวนาอะไรก็ได้ที่เรามีความถนัดมาแต่เดิม

วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ สำหรับในเรื่องของการปฏิบัติกรรมฐานนั้น อันดับแรกเลยพวกเราต้องละทิ้งความกังวลทั้งหมดเสียก่อน คือความห่วงใยกังวลต่าง ๆ ไม่ว่าจะห่วงบ้าน ห่วงลูก ห่วงหลาน ห่วงการห่วงงาน อะไรก็ตาม เรานั่งอยู่ตรงนี้ไปทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น...ให้ทิ้งความห่วงความกังวลเหล่านั้นเสีย เพื่อปฏิบัติธรรมก่อน สภาพจิตจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน

ลำดับต่อไปคือจะต้องจัดการกับนิวรณ์ คือกิเลสที่มาขวางกั้นความดีของเราทั้ง ๕ อย่าง ก็คือ กามฉันทะ ความพอใจใน รูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ เป็นต้น พยาบาท ความโกรธเกลียดอาฆาตแค้น ผูกโกรธคนอื่น ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจปฏิบัติ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ และวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในผลของการปฏิบัติ หรือว่าสงสัยในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

นิวรณ์ทั้ง ๕ นี้จะหมดไปได้ ก็ต่อเมื่อสติของเราอยู่แน่วแน่กับลมหายใจเข้าออกตรงหน้า แล้วให้ทุกท่านกำหนดตั้งแต่แรกเริ่มว่าเราจะภาวนาสักกี่นาที เป็นการตั้งสัจจะของเราให้มั่นคง อย่างเช่นว่า ๑๕ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที ๑ ชั่วโมง แต่การตั้งสัจจะนั้นมักจะโดนทดสอบโดยกิเลสมาร ก็คือแต่ละนาทีนานเหมือนเป็นวัน ๆ ถ้าเราไม่มีความอดทนอดกลั้นที่จะต่อสู้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะถ้าหากว่าสัจจบารมีของเรายังอ่อนอยู่ เราก็ต้องทิ้งการทำสมาธิไปกลางคัน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-09-2016 เมื่อ 02:51
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 47 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #2  
เก่า 16-09-2016, 21:06
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,986
ได้รับอนุโมทนา 3,227,349 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การทรงสมาธิทรงฌานได้นั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลที่ทรงฌานได้เป็นบุคคลที่มารมองไม่เห็น เนื่องเพราะว่าอำนาจของฌานจะไปกดกิเลสใหญ่ทั้งหมดให้ดับสนิทลงชั่วคราว เมื่อไม่มีกิเลสต่าง ๆ ที่เป็นบริวารของมารส่งรายงานไปถึง มารก็ไม่สามารถที่จะหาเราพบได้ ดังนั้น...ในเรื่องของการทรงสมาธิให้ได้ฌาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ลำดับต่อไปเมื่อลมหายใจของเราเริ่มทรงตัว สมาธิเริ่มมั่นคงแล้ว ก็ให้ทุกคนกำหนดแผ่เมตตาออกไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกหมู่ ทุกเหล่า ว่าเราไม่เป็นศัตรูกับใคร เรายินดีเป็นมิตรกับคนและสัตว์ทั้งหลายทั่วโลก ขอให้เขาทั้งหลายนั้นล่วงพ้นจากกองทุกข์ ขอให้เขาทั้งหลายอยู่ดีมีสุข

การแผ่เมตตาทำให้จิตของเราสงบเยือกเย็น ควรแก่การปฏิบัติธรรม สมาธิก็ทรงตัวได้ง่าย เมื่อสมาธิของเราทรงตัวแล้ว แผ่เมตตาจนเต็มที่แล้ว พอกำลังใจไปต่อไม่ได้ก็จะเริ่มคลายออกมา เราก็ต้องระมัดระวังหาวิปัสสนาญาณมาให้สภาพจิตได้ครุ่นคิด เพราะถ้าหากว่าเราไม่หางานให้ทำ สภาพจิตก็จะไปเสวยอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง ของตนเอง และด้วยความที่ได้กำลังจากสมาธิไป ก็จะฟุ้งซ่านได้อย่างเป็นหลักเป็นฐาน เป็นงานเป็นการ ทำให้เราไม่สามารถที่จะระงับยับยั้งได้
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 17-09-2016 เมื่อ 02:52
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 44 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #3  
เก่า 18-09-2016, 14:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 19,423
ได้ให้อนุโมทนา: 76,986
ได้รับอนุโมทนา 3,227,349 ครั้ง ใน 22,806 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

การที่เราจะคิดจะพิจารณานั้น ก็ให้คิดในแง่ของอริยสัจ คือมองให้เห็นทุกข์ และพยายามหาว่าสาเหตุของทุกข์นั้นมาจากไหน พอเราไม่สร้างสาเหตุนั้นทุกข์ก็เกิดไม่ได้ หรือจะมองในแง่ของสามัญลักษณะ คือเห็นว่าสภาพของทุกอย่างไม่เที่ยง เกิดขึ้นในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด สภาพของทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะต้องทุกข์โดยสภาพก็ดี หรือทุกข์อยู่เนืองนิจก็ดี ทุกข์ที่เป็นไปตามสภาวะของสิ่งที่มากระทบใจก็ดี ไม่ว่าจะคน จะสัตว์ วัตถุธาตุสิ่งของต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในความทุกข์เช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งภูเขาเลากาก้อนหินต้นไม้ต่าง ๆ ก็เป็นทุกข์ ก็คือทุกข์โดยสภาพที่ก้าวไปหาความเสื่อมอยู่ตลอดเวลา และท้ายที่สุดให้มองเห็นว่าสภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี สัตว์อื่นก็ดี ไม่มีอะไรให้ยึดถือมั่นหมายเป็นตัวตนเราเขาได้ เพราะประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งนั้น ให้เราได้อาศัยอยู่ชั่วคราวตามบุญตามกรรมที่สร้างมา เมื่อถึงเวลาหมดอายุขัยตายไป ก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนขันธ์ไปตามบุญตามบาปของตน แต่จะเกิดมากี่ชาติก็พบกับความทุกข์ทั้งสิ้น เราจึงควรตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้ที่พระนิพพาน

ถ้าใครสามารถยกจิตขึ้นเกาะพระนิพพานได้ ก็ยกจิตขึ้นเกาะพระนิพพาน ถ้าหากว่าทำไม่ได้ ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เรารักเราชอบมากที่สุด ว่านั่นคือรูปแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพาน เรานึกถึงพระองค์ท่านคือเราอยู่ใกล้กับพระองค์ท่าน เราอยู่ใกล้กับพระองค์ท่าน คือเราอยู่บนพระนิพพาน

เมื่อเอาใจจดจ่อไว้ดังนี้แล้ว ก็ย้อนกลับมาดูลมหายใจเข้าออกของเรา ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ก็กำหนดดูลม ถ้ายังมีคำภาวนา ก็ให้กำหนดรู้คำภาวนาไปด้วย ถ้าลมหายใจเบาลง ให้กำหนดรู้ว่าลมหายใจเบาลง ถ้าคำภาวนาหายไป ให้กำหนดรู้ว่าคำภาวนาหายไป อย่าดิ้นรนออกจากสภาพนั้น และอย่าพยายามเข้าไปสู่สภาพนั้น เรามีหน้าที่แค่ภาวนาอย่างเดียว สภาพที่เกิดขึ้น จะเกิดหรือไม่เกิด จะเป็นหรือไม่เป็นก็ช่าง ไม่ต้องเอามาใส่ใจ

ลำดับต่อไปให้ทุกท่านภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา


พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
วันศุกร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๙

(ถอดจากเสียงเป็นอักษรโดยทาริกา)
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 18-09-2016 เมื่อ 15:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 38 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 18:15



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว