กระดานสนทนาวัดท่าขนุน


กลับไป   กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะพระอาจารย์ > เก็บตกจากบ้านเติมบุญ

Notices

เก็บตกจากบ้านเติมบุญ เก็บข้อธรรมจากบ้านเติมบุญมาฝาก สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาสเดินทางไป

ตอบ
 
คำสั่งเพิ่มเติม
  #181  
เก่า 25-05-2017, 15:08
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"พระภิกษุสามเณรของทิเบตต้องศึกษาวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ สมาบัติ ศึกษาเรื่องหลังความตาย เพื่อที่จะได้บอกกล่าวกับบุคคลที่ยังอยู่ว่าความตายมีลักษณะอย่างไร ต้องเตรียมการรับอย่างไร

การฝึกบางทีในความรู้สึกของเราก็ค่อนข้างจะโหด อย่างเช่นว่าเอาเชือกล่ามคอกับเท้าตัวเองติดกัน แล้วก็ค่อย ๆ ยืดตัวเพื่อให้เชือกรัดแน่นขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสติสุดท้ายจะหลุดออกไปแล้วก็ค่อยผ่อนคลาย จะได้ศึกษาว่าก่อนหมดลมนั้นแต่ละคนรู้สึกอย่างไร บางคนขยับคืนไม่ทันก็ตายไปเลย นี่เป็นวิธีการฝึกอย่างหนึ่ง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-05-2017 เมื่อ 15:39
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 148 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #182  
เก่า 25-05-2017, 15:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"มีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นความลับของพระลามะ ซึ่งโลกภายนอกไม่รู้ อย่างเช่นว่าบรรดาลามะต่าง ๆ จะมีความสัมพันธ์อันดีกับมนุษย์หิมะที่เรียกว่าเยติ เพราะว่าส่วนที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรใบยา ลามะต้องอาศัยมนุษย์หิมะในการหาสมุนไพรให้

ถามว่ามนุษย์หิมะอยู่ไหน ? อยู่บนเทือกเขาหิมาลัยนั่นแหละ แหล่งที่เขาอยู่นอกจากเป็นจุดอับลมแล้ว ยังอยู่ใกล้แหล่งความร้อนใต้โลก ก็เลยทำให้อากาศอุ่น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าพวกเราไปมีโอกาสตายมากกว่ารอด เพราะว่าอากาศบางมาก ถ้าไปออกแรงปีนเขา ต้องใช้ออกซิเจนมาก ๆ ก็มีสิทธิ์หน้ามืดร่วงลงมาเสียก่อน แต่ว่าบรรดาพระลามะที่ท่านฝึกเพื่อเดินทางไปยังสถานที่แบบนั้น ก็จะสามารถที่จะไปได้

ถึงเวลาต้องการสมุนไพรใบยาอะไรก็ไปบอกกล่าว เขาสามารถสื่อสารกันรู้เรื่อง เพราะว่าส่วนใหญ่ก็คือใช้ภาษาใจ ภาษากาย ไม่ใช่ภาษาพูด ในเมื่อเป็นความลับเฉพาะของพวกเขา คนภายนอกก็เลยไม่มีโอกาสได้รู้ นาน ๆ จะหลุดออกมาให้คนถ่ายรูปได้สักครั้งหนึ่ง ถึงเวลาก็ต้องรีบกลับเข้าไปยังที่อยู่เดิมของตนเอง"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-05-2017 เมื่อ 15:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 151 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #183  
เก่า 25-05-2017, 15:14
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : มนุษย์หิมะอยู่ในภูมิไหนครับ ?
ตอบ : น่าจะอยู่ในระดับสัตว์เดรัจฉาน แต่ภูมิปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 25-05-2017 เมื่อ 15:40
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 152 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #184  
เก่า 26-05-2017, 13:44
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "การทำบุญบ้าน โบราณของเรามีความเชื่อว่าสถานที่แต่ละแห่งจะมีผีบ้านผีเรือนอาศัยอยู่ ซึ่งบางคนเรียกว่า "ตายาย" นั่นเป็นความเชื่อที่ถูกต้องเลย

ถามว่าเรานับถือพุทธศาสนาแล้วยังต้องมีความเชื่อเหล่านี้อยู่หรือไม่ ? ขอบอกว่าความเชื่ออะไรที่เป็นความจริง ถ้าเราเชื่อแล้วปฏิบัติได้ถูกต้อง ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ โบราณเขาถึงได้ทำบุญบ้าน เพื่ออุทิศให้แก่เทวดาที่ปกปักรักษาตัวเอง อุทิศให้แก่เจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลสถานที่นั้น และอุทิศให้กับบรรดาผีบ้านผีเรือนหรือว่าตายายที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น ท่านทั้งหลายเหล่านี้ถ้าได้รับมิตรจิตก็มีมิตรใจตอบ เมื่อถึงเวลาอะไรที่ไม่เกินวิสัย ท่านสามารถช่วยได้ก็จะช่วย

ถามว่าในเรื่องการนับถือผีแบบนี้มีในประเทศอื่น ๆ หรือไม่ ? อาตมาขอยืนยันว่าศาสนาผีเป็นศาสนาแรกของโลก ไม่ว่าจะชาติใดภาษาใดก็ตามจะต้องนับถือผี นับถือธรรมชาติเป็นใหญ่มาก่อน หลังจากนั้นเมื่อเกิดศาสดาประกาศหลักธรรมคำสอนที่เหมาะสมขึ้นมา ก็มีคนยึดและปฏิบัติตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่ละทิ้งของเก่า"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:13
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 145 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #185  
เก่า 26-05-2017, 13:50
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ประเทศไทยของเราก็ถือผีมาก่อน นอกจากความเชื่อในเรื่องผี เจ้าที่เจ้าทางแล้ว ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับการนับถืองูใหญ่หรือพญานาค ซึ่งในอุษาคเนย์หรือ Southeast Asia แทบทุกประเทศ จะมีความเชื่อหรือความผูกพันในเรื่องของพญานาค แต่ตามที่อาตมาไปพบมา ทุกประเทศที่ไปก็มีพญานาค เพียงแต่ว่าเจ้าของถิ่นเขาจะรู้หรือไม่รู้เท่านั้น

ล่าสุดที่ปากีสถาน ไปโดนเจ้าประคุณเขี่ยหัวทิ่มเข่าแตก ๒ ข้างเลย ไม่มีอะไรหรอก....ลงไปเที่ยวธารน้ำแข็งโฮปเปอร์ ปวดฉี่ก็เลยแอบไปฉี่รดมา

ตอนนี้พญานาคที่น่าสงสารที่สุดในประเทศไทย คือ พญาศรีสุทโธนาคราช แต่ละคนไปนี่ขอสารพัด จะมีสักกี่คนที่ไปแล้วให้ท่านบ้าง คนที่ไปมีแต่ขออย่างเดียว ท่านเป็นพญานาคที่น่าสงสารจริง ๆ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:14
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #186  
เก่า 26-05-2017, 13:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"มีคนสงสัยว่าพญานาคตัวใหญ่แค่ไหน ? เท่าที่พบมามีตั้งแต่ตัวเท่านิ้วก้อย จนใหญ่เกือบเท่าภูเขา ตัวเท่านิ้วก้อยนั่นท่านแสดงให้ดู

หลวงปู่หลวงพ่อสายอีสานที่ท่านได้พบ ท่านบอกว่าตอนที่อยู่ด้วยเขาก็เป็นงูตัวประมาณแขนนี่แหละ พอใกล้ถึงกำหนดที่ท่านต้องธุดงค์ที่อื่น ท่านก็มาลา บอกว่าตัวเองเป็นพญานาคอยู่ในบริเวณนั้น พระก็ถามว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไร ท่านบอกว่าจะแสดงร่างจริงให้ดู แต่ไม่ได้ให้ดูในลักษณะเห็นคาตา ให้ดูแค่รอยเลื้อยจากไป ถามว่ารอยเลื้อยกว้างเท่าไร ? หลวงปู่ชอบท่านบอกว่าทับต้นกล้าราบไป ๕ แถว

มีใครเคยดำนาบ้าง ? หว่างแถวต่อแถวของการดำนากว้างเกือบศอก ก็ตีว่าสัก ๒๐ เซนติเมตร ถ้า ๕ แถวก็แปลว่า ๑๐๐ เซนติเมตรพอดี ความกว้างประมาณ ๓ ฟุตกว่า ๆ

สิ่งที่พวกเราไม่รู้ไม่เห็น มีมากกว่าที่พวกเรารู้เห็น แต่ว่าเทคโนโลยีในสมัยใหม่ มีกล้องวงจรปิดบ้าง มีการถ่ายภาพความเร็วสูงบ้าง ทำให้ติดสัตว์ในภพภูมิอื่น ๆ บ่อย แล้วก็มางง ๆ ว่านี่คือตัวอะไร ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:15
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #187  
เก่า 26-05-2017, 14:01
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็อยู่ในภูมิของเปรตบ้าง อสุรกายบ้าง สัตว์เดรัจฉานมีฤทธิ์บ้าง ฉะนั้น...บางทีก็เห็นรูปร่างพิลึกพิลั่นจนบอกไม่ถูกว่าเป็นตัวอะไร

สมัยนี้ความหวาดระแวงก็มีมาก ถึงเวลาเห็นก็ถามว่า CG หรือเปล่า ? CG คือ Computer Graphic เป็นการสร้างขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งระยะหลังนี้เทคนิคต่าง ๆ มีมาก ช่วงที่ผ่านมาได้ยินว่าหนังเรื่องนาคีของเราทำ CG ได้เป็นที่ถูกใจคนดูมาก

โอกาสที่พวกเราจะรู้เห็นเรื่องอย่างนี้มีน้อย ต้องใช้วิธีอนุมานเอา คำว่าอนุมานก็คือ รวบรวมข้อมูลหลักฐานหลายอย่างมาพิจารณาว่า เป็นสิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ ในเมื่อใช้วิธีการอนุมานเอา โอกาสถูกกับผิดก็ครึ่งต่อครึ่ง ภาษานักเล่นการพนันเขาว่า ห้าสิบห้าสิบ"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:16
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #188  
เก่า 26-05-2017, 14:20
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"การที่จะรู้เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ วิทยาศาสตร์ยังตามไม่ค่อยทัน อาตมากำลังรอเทคโนโลยีอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่ามีการพัฒนาต่อยอดไปเท่าไร ก็คือการถ่ายภาพแบบเกอร์เลียน ซึ่งสามารถเห็นพลังงานในวัตถุต่าง ๆ ได้ ที่บางคนบอกว่าถ่ายภาพแล้วดูออร่า

ถ้าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นอีกสักระดับหนึ่ง จะสามารถถ่ายภาพบรรดาท่านที่อยู่อีกมิติหนึ่งได้ คิดจะปรากฏตัวเมื่อไรก็เสร็จเราแน่ เพราะว่าเวลาจะปรากฏตัวให้เราเห็น ก็จะใช้กำลังของตนเอง ดึงเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม รอบข้างไปรวมตัวกัน เพื่อให้ปรากฏเป็นกายหยาบขึ้นมา เริ่มปรากฏเมื่อไร ถ้ามีเทคนิคแบบนี้อยู่ก็จะถ่ายภาพติด

บางคนก็สงสัยว่าทำไมคนนี้ถ่ายติด คนนั้นถ่ายติด เราถ่ายไม่ติด ก็ช่วงที่เราถ่ายบางทีไม่ใช่ช่วงที่เขารวบรวมเป็นกายหยาบ การรวบรวมเป็นกายหยาบก็ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง แล้วแต่กำลังของแต่ละตน"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:17
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #189  
เก่า 26-05-2017, 14:24
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ขอให้รู้ว่าเวลาผีมา เราเห็นน่าเกลียดน่ากลัว วิ่งหนีกันตับแลบ นั่นเขาพยายามสุดชีวิตแล้วได้สวยแค่นั้น เต็มที่แล้วได้สวยแค่นั้น ผีที่น่าสงสารกว่านั้นก็คือ ผีที่ไม่สามารถปรากฏให้เห็นได้ บางคนก็ปรากฏได้แค่เงาแวบ ๆ บางทีก็ได้ยินแต่เสียง บางทีก็ได้กลิ่นเท่านั้น เพราะว่ากำลังของเขาน้อย ไม่สามารถที่จะรวบรวมเอาธาตุ ๔ รอบข้างเพื่อสร้างกายหยาบขึ้นมา

โดยเฉพาะบรรดาไฟฟ้าต่าง ๆ ในปัจจุบันของเรา การที่กระพริบด้วยความเร็วประมาณ ๕๐ รอบต่อวินาที ทำให้เรารู้สึกว่าแสงไฟนิ่ง ๆ แต่ความจริงไฟกระพริบอยู่ตลอดเวลา การกระพริบของไฟที่ส่งเป็นคลื่นถี่ ๆ ไปกระแทกทำลายธาตุ ๔ ที่เขาดึงมารวมตัวหลุดกระจัดกระจายหมด เพราะฉะนั้น...ใครที่กลัวผีแล้วเปิดไฟนอน มีโอกาสป้องกันได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซนต์

แต่เท่าที่อาตมาเจอมา ไปเจอผีระดับที่เก่งกว่านั้น เปิดไฟสว่าง ๆ ก็มา กลางวันแดดเปรี้ยง ๆ ก็มา ท่านทั้งหลายเหล่านั้นกำลังท่านมากกว่าเราเยอะ ถ้าเจอหน้าก็ยกมือยอมแพ้ตั้งแต่แรก ไม่ต้องเสียเวลาไปตีกับเขา"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:19
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 143 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #190  
เก่า 26-05-2017, 14:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ท่านที่ฝึกมโนมยิทธิ ส่วนหนึ่งจะมีประสบการณ์ผีหลอก หรือว่าเทวดากลั่นแกล้ง ให้สังเกตว่าถ้าเขาเป็นฝ่ายปรับมาหาเรา ทุกอย่างจะชัดเจนมาก แต่ถ้าเราพยายามรู้เห็นเอง จะรู้สึกว่าหาความชัดเจนไม่ได้ เป็นเพราะว่ากำลังของเรามีน้อย ถ้าเขาปรับมาเราก็จะรู้เห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายปรับไป ประเภทรู้ว่ามีเขาอยู่ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว

จากประสบการณ์ของอาตมาที่มีอยู่ เวลาที่พวกนี้มาหรือที่พวกเราเรียกว่าผีหลอก ทุกอย่างจะชัดเจนสว่างไสว ถ้ายกตัวอย่างให้ ก็คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งนอนภาวนาอยู่กลางป่า น่าจะห่างจากลำห้วยประมาณสัก ๔๐-๕๐ เมตร เพราะกลัวว่าถ้าอยู่ใกล้ห้วยเกินไปพวกบรรดาสัตว์ต่าง ๆ จะไม่กล้าลงไปกินน้ำ

ประมาณสัก ๕ ทุ่มกว่าในป่าก็มืดสนิท มืดชนิดที่เขาบอกว่ายกมือมองไม่เห็นนิ้วทั้ง ๕ นอนภาวนาอยู่ได้ยินเสียงตูม...! เหมือนอย่างกับใครกระโดดน้ำ แล้วก็มีภาพเด็กจมน้ำคว่ำหน้าลอยตุ๊บป่อง ๆ ตอนนั้นลืมคิดไป ด้วยความตกใจว่าเด็กตกน้ำก็เลยพรวดพราดไปช่วย ลืมคิดไปว่ากลางดึกลูกบ้านใครจะมาเล่นน้ำกลางป่า ?"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:20
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #191  
เก่า 26-05-2017, 17:54
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"อีกประการก็คือ อาตมานอนภาวนา ก็แหงนหน้ามองหลังคากลดนั่นแหละ ห่างจากลำห้วยตั้งหลายสิบเมตร ทำไมเห็นชัด ๆ เหมือนกับไปยืนดูอยู่ข้างลำห้วย ต้องบอกว่าตอนผีหลอกเรามักจะโง่เสมอ ก็คือรู้ไม่เท่าทันถึงโดนหลอก ถ้ารู้เท่าทันก็ไม่โดนหลอก

ด้วยความตกใจว่าเด็กตกน้ำก็เลยวิ่งไปช่วย คว้าคอเสื้อได้ก็กระชากขึ้นมา พอเด็กหันหน้ามาอาตมาก็รู้แล้วว่าผีหลอกแน่นอน เพราะว่ามีแต่ตาโต ๆ จมูก ปาก อะไรก็ไม่มี ตอนนั้นก็คิดแต่ว่า หนอยแน่ะ...บังอาจมาหลอก จะหาภาชนะหรือกะโหลกกะลาสักใบหนึ่ง จับยัดเข้าไปแล้วสะกดเอาไว้สัก ๑๐๐ - ๒๐๐ ปีให้เข็ดเสียบ้าง...!

ปรากฏว่าหาไม่ได้ ด้วยความโมโหก็เลยทุ่มลงน้ำไป พอตกตูมลงไปที่น้ำ ทุกสิ่งทุกอย่างก็หายวับไปกับตา ปล่อยให้อาตมายืนอยู่ตรงที่มืดตื๋อมองอะไรไม่เห็น ตอนรีบวิ่งไปดูไฟฉายก็ไม่ได้เอาไป เวรกรรมล่ะสิ....กลดของเราอยู่ด้านไหนหว่า ? ต้องมะงุมะงาหรา ค่อย ๆ คลาน ค่อย ๆ คลำ กว่าจะไปถึงกลดร่วมครึ่งชั่วโมง

จากประสบการณ์นี้ ขอบอกกับญาติโยมว่า ถ้าผีหลอกเรา ให้หิ้วคอไปถึงที่พักก่อนแล้วค่อยโยนทิ้ง ไม่อย่างนั้นถึงเวลามืดแล้วเราจะมองอะไรไม่เห็น ตอนเขาหลอกเรานี่จะชัดมาก ชัดเหมือนกับเวลากลางวันเลย"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 137 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #192  
เก่า 26-05-2017, 17:56
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

"ในเมื่อโดนบ่อย ๆ ก็เริ่มเคยชิน หัดสังเกตตัวเอง หลังจากนั้นก็จะรู้ว่าอันนี้ผีหลอก เพราะว่าเย็นสันหลังตัวเอง เย็นวาบ ๆ เหมือนกับขนลุกเกรียว ๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าอาการอย่างนั้น ต่อให้เป็นสาวสวยเช้งวับอยู่ตรงหน้า ก็ให้รู้เลยว่าไม่ใช่คนปกติ

เคยมีผู้รู้บอกว่า ผู้รู้ท่านนี้ก็ไม่ค่อยมีตัวมีตนหรอก เขาก็ช่วยหลอกซ้ำ เขาบอกว่าตอนที่ปรากฏตัวต้องดึงเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม รอบข้าง ๆ ไปหมด ในเมื่อความอุ่นไม่เหลือ ก็เหลือแต่ความเย็น ธาตุไฟโดนดึงไปแล้ว เราก็เลยรู้สึกขนลุกเกรียว ๆ เหมือนกับหน้าหนาว หนาวจริง ๆ แต่เป็นการหนาวแบบผิดฤดูกาลเท่านั้น"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:23
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 142 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #193  
เก่า 26-05-2017, 18:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า "เห็นโยมใส่แหวนเงินเยอะ ๆ แล้วนึกถึงคุณมะ คุณมะไปซื้อแหวนจากร้านเครื่องรางของขลัง แล้วเอามาให้ดู บอกว่า “ผมมั่นใจครับว่าไม่ใช่เขาสัตว์” อาตมาดูไปดูมาเสร็จสรรพก็บอกว่า “คุณมะโชคดีมากเลย อันนี้ไม่ใช่เขาสัตว์หรอก เป็นนอแรด” เป็นแหวนเก่า ๆ แล้วเขากลึงนอแรดเป็นหลังเบี้ย ทางร้านเขาก็ไม่รู้ว่าอะไร ส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเขาควายเผือก"
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 144 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #194  
เก่า 26-05-2017, 18:49
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “การออกกำลังเพื่อลดน้ำหนัก แรก ๆ เป็นเรื่องที่น่าเบื่อ จนกว่าเราจะพ้นความเมื่อยความปวดไปแล้ว บางคนสงสัยว่าหลวงพ่อไม่ได้ออกกำลังทำไมเดินป่าแข็งกว่าเขาอีก ต้องบอกว่าอยู่ตัวแล้ว สัก ๒๐ นาทีแรกจะปวดเมื่อยเหมือนคนปกตินั่นแหละ หลังจากนั้นพอเครื่องติดแล้วก็ไปได้เป็นวัน ๆ เลย”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:24
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 143 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #195  
เก่า 26-05-2017, 18:52
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “วันก่อนประหลาดมาก มีโยมถามว่าท่านฉันเพลเวลาเท่าไร มีเวลาเพลที่แตกต่างไปจากเดิมด้วยหรือ ?

ตั้งแต่โบร่ำโบราณว่า เวลาเพลก็คือตอนพระตีกลอง ๑๑ โมง มีเวลาไม่เกินเที่ยง แต่ความจริงในบาลีท่านบอกว่า “เอาไม้ปักลงแล้วเงาเลยไป ๒ นิ้วมือ” นั่นเกือบจะบ่าย ๒ โมง แต่คราวนี้ของเรานิยมเลิกเที่ยง ก็ต้องเที่ยงตามกัน

แล้วก็มีบางพวกถามว่าเวลาไปต่างประเทศ ฉันอาหารตามเวลาของเขาหรือของเรา ? ก็ต้องเวลาเขาสิ จะใช้เวลาของเราได้อย่างไร ? แต่ว่าตอนกลับจากอังกฤษ ขึ้นเครื่องตอนบ่าย ๔ โมงของเขา มาถึงบ้านเราเกือบ ๆ จะ ๑๒ โมง แล้วเขาค่อยมาเสิร์ฟอาหาร โอ้พระเจ้า...สรุปว่าอดไปเป็นวัน เพราะเวลาต่างกัน ๕ ชั่วโมง

ตอนนั้นไม่รู้จริง ๆ ว่าขอเขาก่อนเวลาได้ ไปเข้าใจว่าต้องรอเขาเสิร์ฟ อาตมาก็อ่านหนังสือไปเรื่อย หิวก็ช่างมัน คุยกับผีไปเรื่อยเปื่อยเพลิน ๆ ก็ลืมหิวได้เหมือนกัน”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 26-05-2017 เมื่อ 20:26
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 149 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #196  
เก่า 27-05-2017, 19:40
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “คนรับราชการ ถ้าหากว่าใช้เครื่องรางรูปลิงหรือหนุมานก็ถือว่าถูกโฉลก เพราะว่าหนุมานรับใช้พระราม ทำงานทุกอย่างไม่เคยพลาด ประสบความสำเร็จทุกเรื่อง เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่โบราณท่านทำเครื่องรางรูปลิงหรือหนุมาน ก็คือให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เรื่องอื่น ๆ ก็มี ที่พูดเรื่องนี้ก็คือเหมาะกับผู้ที่รับราชการ

แบบเดียวกับพระหลวงปู่ปานที่บอกไว้ว่า “นกทำนา เม่นเดินป่า ปลาค้าขาย ไก่หากิน ครุฑอำนาจ ลิงรับราชการ” แต่ปรากฏว่าท่านทำผงวิเศษเสร็จแล้วท่านก็คลุกรวมกัน เพราะฉะนั้น..พระของหลวงปู่ปานจึงมีอานุภาพเหมือนกันหมดทุกองค์ เพียงแต่ว่าทางด้านบางนกแขวก สมุทรสงคราม เขาเอาพระหลวงปู่ปานไปแขวนแก้ไข้มาลาเรีย เหมาะสำหรับคนบางนกแขวกอย่างเดียว เพราะว่าคนบางนกแขวกแขวนแล้วหาย อาตมาเองติดตัวมาตลอดก็ยังเป็นอยู่เรื่อย เพราะว่ากรรมหนัก

พระหลวงปู่ปานขี่ไก่องค์สวยที่สุดในโลกของอาตมา มีคนประมูลไปแล้ว ได้ทองคำมา ๒๒ บาท คิดดูว่าทอง ๒๒ บาทราคาเท่าไร ? ตีว่าบาทละสองหมื่นก็สี่แสนกว่า แต่องค์ที่เป็นแชมป์ในตลาดเขาขายสองล้าน ของอาตมาสวยกว่าแชมป์จึงถือว่าคุ้ม”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 27-05-2017 เมื่อ 19:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 134 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #197  
เก่า 27-05-2017, 19:48
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

พระอาจารย์กล่าวว่า “ก่อนบวชอาตมาเลี้ยงหลานมา ๓๒ คน เลี้ยงจนเข็ดต้องหนีมาบวช พอบวชแล้วก็เลิกเลี้ยงหลาน มาเลี้ยงลูกแทน โดยเฉพาะลูกศิษย์

หลวงพ่อพระธรรมโพธิมงคล เจ้าคณะภาค ๑๔ วัดนิมมานนรดี ท่านบอกว่า “พระเราก็ห่วงอยู่แค่ ๒ ลูกเท่านั้น คือ ลูกศิษย์กับลูกสัตว์ ลูกศิษย์ที่เป็นญาติโยมทั่วไปก็ไม่กระไรนัก ไอ้ลูกศิษย์ที่เขามาฝากให้อยู่ด้วย ต้องเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ก็ต้องห่วงเหมือนกับลูกตัวเอง พวกแมวพวกหมาเลี้ยงเอาไว้เขารักเรา หวังพึ่งพาเรา ถึงเวลาออกไปทำงานข้างนอก ๒-๓ วัน กลับมาไม่มีพระเณรมารับสักคน มีแต่หมาวิ่งมารับ ก็เลยต้องห่วงหมา”

ช่วงนี้หมาที่วัดอาตมาก็อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ที่ลดน้ำหนักเพราะว่าเจ้าอาวาสออกไปหลายวัน ถ้าเจ้าอาวาสอยู่ก็กินดีอยู่ดีหน่อย เจ้าอาวาสไม่อยู่ก็ตามมีตามเกิดที่เขาเลี้ยง อาตมามีนิสัยเสียตรงที่ว่าตัวเองกินอะไรก็ได้ แต่ให้หมากินดีไว้ก่อน

พวกเราคงจะรู้จักขนมปังไส้สังขยาแม่ป๋วยลั้ง รู้ไหมว่าดังระดับประเทศ ? อาตมาซื้อเลี้ยงหมาตั้งแต่สมัยยังอยู่วัดท่าซุง หมากินกันชนิดตายกันไปข้างหนึ่ง ฉะนั้น...หมาที่อาตมาเลี้ยงสมัยวัดท่าซุงแต่ละตัวอ้วนเป็นหมูเลย เจอขนมปังไส้ครีม มีไข่ มีนมเนย ยิ่งถ้าหากวันไหนทำมาใหม่ ๆ นี่แหม...กินเสร็จวิ่งตามกันเป็นฝูง”
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2017 เมื่อ 02:43
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 130 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #198  
เก่า 27-05-2017, 20:00
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : อยากทราบความแตกต่างของอุปสมานุสติ ผลสมาบัติ และอากาสานัญจายตนะ ?
ตอบ : ต่างกันคนละโลกเลย อุปสมานุสติจริง ๆ แล้วเป็นสมถกรรมฐาน แต่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสามารถทำเป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ ก็คือให้เราพิจารณาร่างกายจนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ต้องการ แล้วเอาสภาพจิตของเราเกาะพระนิพพาน

ส่วนในเรื่องของผลสมาบัติ เป็นฌานสมาบัติทั่ว ๆ ไป อย่างเช่นฌาน ๑-๒-๓-๔ เพียงแต่ว่าผู้ที่เข้าถึงฌานนี้ต้องได้มรรคผลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ในเมื่อได้มรรคผลนั้นแล้วจึงได้เรียกเป็นผลสมาบัติ ไม่อย่างนั้นก็เป็นสมาบัติธรรมดา

ส่วนอากาสานัญจายตนฌานนั้นเป็นการที่เราปล่อยวางรูป ไปยึดความว่างของอากาศแทน เพราะเห็นว่าโทษทั้งหลายเกิดจากรูป อากาสานัญจายตนญาณทำได้เต็มที่กำลังเท่ากับฌาน ๔ แต่การที่เห็นทุกข์เห็นโทษจากรูปนี่คล้าย ๆ กับวิปัสสนาญาณ เพียงแต่ว่ายังยึดในส่วนของฌานสมาบัติมากไป เลยไม่ใช่วิปัสสนาญาณ ต่างกันแค่นี้เอง


ถาม : ขั้นตอนของการไปสู่อารมณ์นั้น ?
ตอบ : ขั้นตอนของการไปสู่อารมณ์นั้น ผลสมาบัตินี่ถือว่า “ได้แล้ว” ถ้าอุปสมานุสตินี่เราต้องค่อย ๆ ทำไป บวกกับลมหายใจเข้าออก ถึงจะเป็นฌานสมาบัติได้

ส่วนของอากาสานัญจายตนฌานนั้น ถึงคุณจะไม่ได้อรูปฌานตัวนี้ แต่ต้องได้ฌาน ๔ แล้วจึงจะทำได้ ก็แปลว่า ผลสมาบัติกับอากาสานัญจายตนฌาน มีต้นทุนของตัวเองแล้ว แต่อุปสมานุสตินี่ต้องสร้างต้นทุนให้เกิดก่อน
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2017 เมื่อ 02:44
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 122 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #199  
เก่า 27-05-2017, 20:04
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : ที่ผมปฏิบัติมา ส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินฌาน ๒ แต่ว่านาน ๆ ทีบังเอิญได้ถึงฌาน ๔ แล้วเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย คล้ายกันไหมครับ ?
ตอบ : คล้ายกันเพราะว่าฌาน ๔ พอถึงตัวเอกัคตารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง เป็นการว่างจากกิเลส เพราะอำนาจฌานกดกิเลสดับลงไป

ส่วนอากาสานัญจายตนฌานนั้นยังมีความเข้าใจว่า “แม้แต่รูปฌานนี้ก็ยังเป็นโทษ เพราะมีรูปอยู่” ก็เลยเว้นจากรูปไปจับความว่างของอากาศแทน จะบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดของคนโบราณก็ไม่ใช่ เพราะสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือเพิ่มความคิด ตัวคิดนี้ก็คือคิดว่า “รูปทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่เป็นโทษ ในเมื่อโทษอาศัยรูปเป็นที่เกิด เราก็ทิ้งรูปเสีย เมื่ออากาศว่าง ไม่มีรูป ก็ไปเกาะอากาศแทน” ด้วยความคิดว่าน่าจะทำให้พ้นได้ แต่ความจริงก็คือพัฒนาขึ้นไปขั้นเดียว ยังไม่พ้นอย่างที่ต้องการ


ถาม : สมมติตอนนั้นถึงฌาน ๔ แล้ว ตอนนั้นมีสติ แล้วก็เอกัคคตาฯ ?
ตอบ : อยู่ที่เรา ถ้าเราสามารถทำจนเกิดความคล่องตัวได้ ที่เรียกว่ามีวสีในการเข้า วสีในการออก ถ้าสามารถทำถึงระดับนั้นได้ แม้แต่อยู่ในสมาธิก็สามารถที่จะคิดพินิจพิจารณาได้

ถาม : เราคิดว่าคล้าย ๆ กัน ?
ตอบ : คล้าย ๆ กัน จะว่าไปแล้วก็คือราคาเท่ากัน เพียงแต่ว่าอากาสานัญจายตนะฯ มีความคิดเพิ่มขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2017 เมื่อ 02:46
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 118 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
  #200  
เก่า 27-05-2017, 20:12
เถรี's Avatar
เถรี เถรี is offline
ผู้ดูแลเว็บ - ยืนยันตัวตนแล้ว
 
วันที่สมัคร: Jan 2009
ข้อความ: 18,673
ได้ให้อนุโมทนา: 72,682
ได้รับอนุโมทนา 3,105,869 ครั้ง ใน 22,018 โพสต์
เถรี is on a distinguished road
Default

ถาม : หลังจากนั้น ช่วงแรกจะเป็นความมืดสนิท ไม่มีอะไรเลย ต่อไปเป็นความสว่างในทุกมิติ สองอย่างนี้ต่างกัน ?
ตอบ : จะว่าไปแล้วช่วงแรกคือเรากำลังเข้าถึง ถ้าเราเข้าถึงจนมีความชำนาญแล้ว พอเข้าไปปุ๊บจะมีความสว่างโพลงอยู่จุดใดจุดหนึ่ง อาจจะอยู่ตรงหน้า อาจจะอยู่บริเวณจมูก ปาก ในอก ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ เพียงแต่ว่าความสว่างนี้ไม่ใช่ความสว่างของแสงทั่วไป แต่เป็นความสว่างจากจิต ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าสว่างมาก บางคนก็ไปเพลิดเพลินติดอยู่กับแสงสว่างนั้น กลายเป็นเกิดโทษเพราะว่าปฏิบัติเมื่อไรก็อยากเห็น เมื่อมีความอยากเห็น สภาพจิตฟุ้งซ่านก็ไม่ได้เห็นอีก

ถาม : มีอยู่ครั้งหนึ่งผมนอนหลับอยู่ จิตก็เข้าฌานเอง แล้วก็ทะลุไปอีกจักรวาลหนึ่งซึ่งมีความสว่าง แนว ๆ อวกาศ แต่เป็นอวกาศที่สว่างไปหมดทุกมิติ ทีนี้รู้สึกไม่มีตัวตน เป็นอากาสานัญจายตนะหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ยังไม่ใช่ ต้องบอกว่าหากเหตุปัจจัยลงตัวก็สามารถที่จะทรงฌานเองได้ อย่างเช่นว่าก่อนนอนของเราอาจจะไม่ได้ยึดถืออะไร ปล่อยสบาย ๆ พอดีลงล็อกเลย ก็สามารถทรงฌานของมันเองได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าความสว่างของสภาพจิตเรา ขึ้นอยู่กับกำลังของสมาธิ สมาธิยิ่งสูงเท่าไรก็สว่างเท่านั้น แต่ว่าเป็นลักษณะของความสว่างจ้าเฉย ๆ ไม่ได้มีประกายพิเศษในลักษณะของพระอริยะเจ้า เป็นความสว่างคนละประเภทกัน

ถาม : แต่ว่าไม่มีอะไร มีแต่สติ ?
ตอบ : จะไม่มีอะไร เหตุที่ไม่มีอะไรเพราะว่าสภาพจิตไม่มีการปรุงแต่ง ถ้าปรุงเมื่อไรจะรู้สึกทันทีว่า “มี” อันดับแรก คือ มีตัวเราที่เป็นผู้รู้อยู่ ในเมื่อมีตัวเราที่เป็นผู้รู้อยู่ ก็ปรุงต่ออีกหน่อย เดี๋ยวตัวกูของกูจะมา พยายามต่อท้ายด้วยวิปัสสนาญาณ พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา พอสภาพจิตปล่อยวางได้ ไม่เอาร่างกายจริง ๆ ก็สบายแล้ว
__________________
........................

เกิดมาทั้งที เอาดีให้ได้ ตายไปทั้งที ฝากดีเอาไว้ อยู่ให้เขาเกรงใจ ไปให้เขาคิดถึง

จะเช มัตตา สุขังธีโร ปัญญาชน พึงสละสุขส่วนตน เพื่อสุขยิ่งใหญ่ของส่วนรวม

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย สุธรรม : 28-05-2017 เมื่อ 02:47
ตอบพร้อมอ้างอิงข้อความเดิม
สมาชิก 118 คน ได้กล่าว "อนุโมทนา" กับคุณ เถรี ในข้อความที่เขียนด้านบน
แสดง/ซ่อน รายชื่อผู้อนุโมทนา
ตอบ


ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ : 1 คน ( เป็นสมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
 
คำสั่งเพิ่มเติม

กฎการส่งข้อความ
You may not post new threads
You may not post replies
You may not post attachments
You may not edit your posts

BB code is ใช้ได้
Smilies are ใช้ได้
[IMG] code is ใช้ได้
HTML code is งดใช้

Forum Jump


เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7 และเวลาในขณะนี้คือ 06:29



ค้นหาในเว็บวัดท่าขนุน

เว็บวัดท่าขนุน Powered by vBulletin
Copyright © 2000-2010 Jelsoft Enterprises Limited.
ความคิดเห็นส่วนตัวทุก ๆ ข้อความในเว็บบอร์ดนี้ สงวนสิทธิ์เฉพาะเจ้าของข้อความ ไม่อนุญาตให้คัดลอกออกไปเผยแพร่ นอกจากจะได้รับคำอนุญาตจากเจ้าของข้อความอย่างชัดเจนดีแล้ว